สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 7 ตอนที่ 198 คลื่นใต้น้ำ

        ขณะที่เห็นเขาทั้งสองก้าวเข้ามา ทุกคนต่างก็ตกตะลึงกันไปหมดสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจากทุกคนไม่ใช่เพียงแค่ธงผืนนั้นเท่านั้นแต่ทว่ายังมีสองหนุ่มนั่นด้วย หากทุกคนไม่หวังให้สำนักวรยุทธ์ชางปรากฏตัวในเทศกาลใบไม้ร่วงละก็พวกเขาทั้งสองก็เหมือนกำลังเดินต้านสายน้ำและทำให้ทุกคนรู้สึกตกตะลึง

 

        เนี่ยชิงเดินนำอยู่ด้านหน้า เขาสวมเครื่องแบบสีดำของสำนักวรยุทธ์ชางด้านหลังยังแบกไม้สีดำที่ดูหนักอึ้งมาด้วย ไม้นั้นมีความหนาเทียบเท่ากับข้อมือคนความยาวอยู่ที่หนึ่งเมตรโดยประมาณ นอกจากนี้ที่เอวของเขายังมีมีดพกของทหารเยี่ยนแขวนอยู่อีกด้วย

 

        เขาใช้มือทั้งสองจับธงไว้แน่นแล้วเดินเข้ามาอย่างมั่นคง

 

        ด้านหลังของเนี่ยชิงก็คืออันเจิงที่สวมเครื่องแบบสีดำของสำนักวรยุทธ์ชางเช่นกันดูเหมือนเขาจะเป็นผู้ใหญ่ขึ้นไม่น้อย ด้านหลังเขามีธนูแขวนอยู่คนที่สนิทกับคนของหน่วยทหารต้องรู้ดีว่า ธนูนั่นคือธนูของแม่ทัพอินทรีเหล็กหวังไคไท่เป็นอาวุธสังหารที่ต้องใช้ชายกำยำถึงสองคนจึงจะยกขึ้นได้

 

       ที่เอวของอันเจิงแขวนกระบอกที่มีลูกธนูบรรจุอยู่เต็มอันเจิงเดินตามหลังเนี่ยชิง เขาไม่ได้เดินก้าวใหญ่มากและไม่ได้ดูเร่งรีบแต่ทว่ากลับเดินรักษาระยะห่างกับเนี่ยชิงอย่างสงบ

 

        “นั่นคือ...ขบวนของสำนักวรยุทธ์ชางที่เข้าร่วมเทศกาลใบไม้ร่วง?”

 

        มีเสียงดังขึ้นจากกลุ่มคน “จะว่าไปแล้วต่อให้หน่วยทหารจะมีขุนนางกบฏต่อแผ่นดิน แต่นั่นก็ไม่เกี่ยวกับนักเรียนในสำนักวรยุทธ์ชางเสียหน่อย? เพราะเกิดเรื่องนี้ทุกคนต่างก็เลือกที่จะจากสำนักวรยุทธ์ชางไป คนที่เป็นตัวแทนเข้าร่วมประลองของสำนักวรยุทธ์ชางตอนนี้ก็เห็นจะเหลือเพียงสองคนนี้แล้วล่ะ”

 

        “ข้าว่านะ นี่ก็เหมือนเป็นการไม่เจียมตัวไปหน่อยคนสองคนจะสามารถทำอะไรได้? ข้าว่ากลับบ้านไปใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายจะดีกว่า หรืออาจจะเลือกมาเป็นคนดูอย่างพวกข้าก็ได้นี่เหมือนลากตัวเองให้ออกมาตกที่นั่งลำบาก และไม่มีโอกาสเปลี่ยนใจแล้วด้วย”

 

        “นั่นสิ!ข้าว่าพวกเขาทั้งสองแค่อยากโดดเด่นเท่านั้นแหละ”

 

        ผู้อาวุโสด้านข้างพูดด้วยความโมโห“หุบปากซะ! ทำไมคนอายุน้อยอย่างพวกเจ้าถึงได้มีความคิดสกปรกแบบนี้นะ? อย่าพูดถึงเรื่องของหน่วยทหารเลยพูดถึงพวกเขาทั้งสองคนก่อน มีใครไม่มีชื่อเสียงในเมืองฟางกู้บ้าง? อยากจะมีชื่อเสียงโด่งดังแต่ต้องแลกมาซึ่งความอันตราย เป็นเจ้าจะกล้าหรือไม่?”

 

        หึ! เด็กหนุ่มที่คุยกันก่อนหน้านี้แค่นเสียงออกมา“นั่นมันบ้าชัด ๆ”

 

        ผู้อาวุโสยิ้มแล้วพูด “ข้าไม่เข้าใจจริงๆ พวกเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาวิพากษ์วิจารณ์ลับหลังคนอื่น? หากอยู่ต่อหน้าเจ้าจะกล้าพูดเช่นนี้หรือไม่?พวกเจ้ามีความสามารถอย่างคนอื่นเขา หรือพวกเจ้ามีพลังวรยุทธ์ที่เหนือกว่าเขาล่ะ?หรือว่า...พวกเจ้าแต่ละคนมีพลังวัตรที่เก่งกาจซ่อนอยู่? ก่อนจะมาวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น ดูเสียก่อนว่าตัวเองมีความสามารถเท่าคนอื่นเขาหรือไม่!”

 

        เด็กหนุ่มหน้าแดงขึ้นทันที “ทำไมกล้าทำแต่ไม่กล้าให้คนอื่นพูด? ข้าว่าพวกเขาก็แค่อยากดังเท่านั้นแหละ”

 

        ผู้อาวุโสส่ายหน้า “ชาตินี้เจ้าก็อยู่กับความต่ำตมของตัวเองไปเถอะอย่าได้คิดสูงส่งเหมือนคนอื่นเลย”

 

        เด็กหนุ่มคนนั้นอ้าปากค้างด้วยความโกรธแต่ทว่าไม่รู้ควรพูดอะไรดี จึงทำได้เพียงมองผู้อาวุโสท่านนั้นด้วยความโมโหส่วนหญิงสาวที่ส่งเสียงกรีดร้องให้ชายหนุ่มในสำนักไท่ซ่างเต้า เมื่อมองเห็นชายหนุ่มทั้งสองเดินเข้ามาในใจก็รู้สึกตื้นตันและเคารพนับถือ

 

        หรือว่า...ชายหนุ่มที่งดงามและดูดีอาจสู้เขาทั้งสองไม่ได้เพราะเขาทั้งสองมีราศีของชายชาตรี

 

        กลุ่มคนวิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานาแต่กลับไม่มีใครกล้าตะโกนชื่นชม ทุกคนต่างรู้ดีว่าตอนนี้สำนักวรยุทธ์ชางตกอยู่ในสภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอันเจิงและเนี่ยชิงเดินออกมาอย่างกล้าหาญ ซึ่งทำให้ผู้คนนับถือก็จริงแต่ทว่าคนที่คิดเหมือนชายหนุ่มเมื่อครู่ก็มากพอสมควรเพราะพวกเขารู้สึกว่าอันเจิงและเนี่ยชิงโง่เง่า อีกทั้งยังพังอนาคตของตัวเองอีกด้วย

 

        ซูไทเฮาที่ประทับยืนอยู่บนหอข้างกำแพงทอดพระเนตรชายหนุ่มทั้งสองที่เดินเข้ามาจากนั้นก็ทรงรู้สึกไม่สบพระอารมณ์ทันที

 

        “นึกไม่ถึงจริง ๆ”

 

        พระนางตรัสขึ้นเบา ๆ จากนั้นราชามู่ฉางเยียนที่ประทับยืนอยู่ด้านข้างก็ตรัสขึ้น“ข้าก็นึกไม่ถึง”

 

        ทั้งสองพระองค์ต่างทรงนึกไม่ถึงแต่ความรู้สึกกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

        เฉินไจ่เหยียนและนักโทษคนอื่น ๆ ที่ถูกคุมตัวอยู่เมื่อมองเห็นอันเจิงเดินเข้ามากับเนี่ยชิง ทันใดนั้นพวกเขาก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้

 

        “เหลือเพียงแค่พวกเขาสองคนแล้ว”

 

        “ยังมีคนอื่นเหลืออยู่เหมือนกัน เพียงแค่พวกเขาไม่กล้าทำให้ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้เท่านั้น”

 

        เฉินไจ่เหยียนถอนหายใจ “พวกเขาทั้งสอง...บีบคั้นตัวเองมากเกินไปแล้ว”

 

        ผู้คนต่างรู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างน่าขันหรือพวกเขาจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้นตอนนี้ไปหมดสิ้นแล้ว

 

       ขบวนผู้เข้าร่วมเทศกาลใบไม้ร่วงเดินเข้ามาอย่างต่อเนื่องแต่หลังจากที่เนี่ยชิงและอันเจิงเดินเข้ามานับตั้งแต่ตอนนั้นก็ไม่มีเสียงตะโกนดังขึ้นอีก เพราะทุกคนต่างรู้สึกประหลาดใจมากไม่ว่าขบวนด้านหลังของเขาทั้งสองจะยิ่งใหญ่มากเท่าไหร่ แต่ทว่าในความรู้สึกของคนดูไม่มีขบวนไหนสู้ขบวนของเขาทั้งสองได้อีกแล้ว

 

        ขบวนทั้งหมดหยุดลงในตำแหน่งที่เตรียมไว้สำนักใหญ่หรือผู้ที่มีอำนาจเข้าไปพักผ่อนในศาลาที่สร้างขึ้น แต่สำนักเล็ก ๆทำได้เพียงยืนรอเท่านั้น...ไม่ว่าตอนนี้สำนักวรยุทธ์ชางจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นแต่อย่างไรสำนักวรยุทธ์ชางก็เป็นสำนักศึกษาอันดับสามในเมืองฟางกู้เมื่ออันเจิงและเนี่ยชิงเดินไปยังตำแหน่งที่ควรจัดเตรียมไว้ให้จึงพบว่าไม่มีใครเตรียมพื้นที่ให้สำนักวรยุทธ์ชางเลย

 

        ไม่มีใครคิดว่าสำนักวรยุทธ์ชางจะมาเข้าร่วมเทศกาลใบไม้ร่วงในเมื่อตอนนี้สำนักวรยุทธ์ชางก็เสื่อมเสียชื่อเสียงแล้ว

 

        เนี่ยชิงและอันเจิงมองหน้ากันแวบหนึ่งจากนั้นอันเจิงก็เดินไปยืนตรงหน้าของขุนนางที่รับผิดชอบดูแลความเรียบร้อยของงาน

 

        “ใต้เท้า ทำไมถึงไม่มีพื้นที่ให้สำนักวรยุทธ์ชางของข้า?”

 

        ขุนนางคนนั้นมองอันเจิงแวบหนึ่ง“สำนักวรยุทธ์ชาง? สำนักวรยุทธ์ชางคือที่ไหน?”

 

        อันเจิงมองรายชื่อที่อยู่ในมือตัวเอง“หรือว่าสำนักวรยุทธ์ชางไม่อยู่ในรายชื่อที่ท่านได้รับ?”

 

        ขุนนางคนนั้นเงยหน้ามองฟ้า “เหอะ...ในรายชื่อมีสำนักวรยุทธ์ชางแต่ไม่มีใครส่งรายชื่อผู้เข้าร่วมเทศกาลใบไม้ร่วงน่ะสิฉะนั้นจึงถูกตัดสิทธิ์อย่างไม่มีข้อแม้ ข้าเห็นตรงลานยังมีที่ว่างอยู่บ้าง เช่นนั้นพวกเจ้าไปยืนเบียดกับคนอื่นละกัน?”

 

        อันเจิงขานรับ “อ้อ...ท่านเป็นขุนนางระดับใด?”

 

        ขุนนางคนนั้นชะงักไป “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

 

        อันเจิงตอบกลับ “ข้ามีตราประจำตัวเป็นทหารแถบชายแดนขั้นหกและข้าก็มียศเป็นปั๋วขั้นหนึ่ง...นี่คือกิริยาที่เจ้าควรมีต่อข้างั้นหรือ?”

 

       ขุนนางคนนั้นเหมือนจะลืมตำแหน่งของอันเจิง จากนั้นเขาก็หัวเราะแห้ง ๆ“คือ...ข้าน้อยคารวะท่านปั๋ว”

 

        อันเจิงชี้เก้าอี้ด้านหลังของเขา“พวกเจ้าจัดการที่นี่ซะ ข้าต้องใช้”

 

        ขุนนางคนนั้นยิ้ม “ท่านปั๋วแบบนี้เหมือนจะไม่ดี...”

 

        อันเจิงคว้าคอเสื้อของขุนนางคนนั้นขึ้นมาทันทีจากนั้นก็ยกเขาขึ้นด้วยมือเดียว “หากเจ้าคิดว่าตัวเองจะอยู่นิ่ง ๆ ข้ายกเจ้าไว้แบบนี้ก็ได้รออีกประเดี๋ยวข้าขึ้นประลองก็จะยกเจ้าไว้แบบนี้ให้เจ้าเห็นเหตุการณ์ชัดเจนมากขึ้น”

 

        ขุนนางคนนั้นรีบขอร้อง “ท่านปั๋วข้าจะจัดการที่นี่ให้ท่าน”

 

        อันเจิงวางเขาลง ขุนนางคนนั้นรีบวิ่งหนีไปทันทีเขาวิ่งไปหาองครักษ์แล้วชี้มาทางอันเจิง ผ่านไปไม่นานองครักษ์เหล่านั้นก็เร่งฝีเท้าเข้ามา

 

        องครักษ์มองอันเจิงแวบหนึ่ง “ท่านปั๋วเรื่องนี้เห็นจะวุ่นวายไปหน่อย เขาบอกว่าสำนักวรยุทธ์ชางไม่ได้แจ้งชื่อของท่าน”

 

        อันเจิงส่ายหน้า “เป็นไปไม่ได้รองเจ้าสำนักฉางฮวันแจ้งรายชื่อของข้าตอนใกล้หมดเขต เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีรายชื่อผู้เข้าร่วม”

 

        องครักษ์พูดขึ้นอย่างนอบน้อม“แต่พวกข้าก็ทำได้เพียงรักษากฎ ในรายชื่อไม่มีชื่อของท่าน ฉะนั้นต้องขอเชิญท่านออกไปด้วย”

 

        ขณะกำลังพูดอยู่นั้น ทหารเกราะเบากลุ่มหนึ่งก็เดินเข้ามาถึงแม้ว่าจะมีจำนวนไม่มาก เพียงสิบห้าถึงสิบหกคนเท่านั้น แต่ระหว่างที่พวกเขาเดินเข้ามานั้นราวกับพายุกำลังพัดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หลังจากเหล่าองครักษ์มองเห็นทหารเบาเดินเข้ามาพวกเขาจึงเดินหลบออกไปโดยสัญชาตญาณ

 

       ผู้ที่เดินนำหน้าทหารเบาเหล่านี้ก็คือแม่ทัพอินทรีเหล็กฟางเต้าจือคนที่เดินตามหลังของเขาก็คือทหารในกองทัพอัศวินเพลิงเหล็กจำนวนสิบห้าถึงสิบหกคนทหารกลุ่มนี้เพิ่งเดินทางกลับมาจากสนามรบ ฉะนั้นบนร่างจึงมีกลิ่นอายสังหารที่แผ่ออกไปรอบด้านทำให้บรรยากาศเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก

 

        ฟางเต้าจือยื่นมือชี้ออกไป“ทำลายตรงนี้ซะ”

 

        ทหารเบาหลายสิบคนเดินออกไป เพียงครู่เดียวศาลาที่ขุนนางเมื่อครู่พักอยู่ก็กลายเป็นเศษไม้หล่นเกลื่อนกลาดจากนั้นเหล่าทหารก็ใช้มีดเขี่ยเศษไม้ทิ้งไปด้านข้าง ก่อนจะเดินไปยืนอยู่รอบ ๆ

 

        เสียงที่ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วราวกับเป็นเสียงฟ้าผ่าลงกลางใจของทุกคน

 

        ฟางเต้าจือลากเก้าอี้สองตัวมาวางไว้ตรงกลางรอบด้านก็คือทหารจากกองทัพอัศวินเพลิงเหล็กที่มาเป็นองครักษ์ให้

 

        ฟางเต้าจือมองไปยังอันเจิงและเนี่ยชิง“นั่งอยู่ที่นี่แหละ หากมีเรื่องอะไรข้าจะรับผิดชอบเอง”

 

        เนี่ยชิงและอันเจิงยกมือขึ้นคารวะจากนั้นก็นั่งลง เนี่ยชิงปักธงอันใหญ่ในมือตัวเองลงพื้น ตูม! ธงปักแน่นอยู่บนแผ่นหิน

 

        ทั้งสองคนนั่งลงข้างธงสำนักวรยุทธ์ชางคนรอบด้านต่างมองมาด้วยความตกตะลึง

 

       องครักษ์ที่เชิญให้อันเจิงออกไปอย่างสุภาพก่อนหน้านี้มองหน้ากันเลิ่กลั่กแล้วเดินจากไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ว่าอย่างไรอันเจิงก็มียศเป็นปั๋วขั้นหนึ่งฉะนั้นพวกเขาจึงไม่กล้าล่วงเกิน ส่วนตำแหน่งของฟางเต้าจือยิ่งไม่ต้องพูดถึง ตอนนี้แม่ทัพฟางจือจี่กำลังสู้รบกับชาวโยวทางแถบชายแดนขนาดไทเฮายังไม่ทรงกล้าทำอะไรฟางเต้าจือเลยด้วยซ้ำ

 

        หากสังเกตจากเรื่องของหน่วยทหารก็รู้แล้วเพราะคนจำนวนมากถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องกบฏ มีเพียงฟางเต้าจือที่ยังคงแข็งแกร่งดุจดั่งหินผา

 

        ณ หอข้างกำแพงทางทิศใต้ด้วยระยะที่ห่างออกไป ซูไทเฮาจึงยังไม่ทรงรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นแต่เพียงไม่นานก็มีคนนำเรื่องเล็กเรื่องนี้มาทูล จากนั้นซูไทเฮาก็ทรงขมวดพระขนงมากขึ้นเรื่อยๆ

 

        “ปล่อยไปก่อน หลังจากผ่านพ้นสงครามเมื่อไหร่ค่อยว่ากันอีกที”

 

        ซูไทเฮาทรงโบกพระหัตถ์ “ข้าเพลียนิดหน่อยฉะนั้นคงไม่อยู่ดูต่อแล้วล่ะ”

 

       เจินเสี่ยวเตาขันทีคนใหม่ของตำหนักจิงเซี่ยวประคองพระหัตถ์ของซูไทเฮาหลังจากประทับยืนขึ้นก็ทรงมองไปยังราชามู่ฉางเยียนที่ประทับห่างออกไป “ให้คนไปทูลฝ่าบาทหน่อยบอกว่าข้าจะกลับแล้ว”

 

        จากนั้นก็ตรัสด้วยพระสุรเสียงเบื่อหน่ายปนเกลียดชัง“คนอย่างเฉินไจ่เหยียนและพวก แค่เห็นก็รู้สึกเคืองตา”

 

       แน่นอนว่าเจินเสี่ยวเตารู้ความหมายของไทเฮาดี จากนั้นไทเฮาก็ทรงมองไปยังซูโจ้งที่ยืนอยู่ด้านข้างซูโจ้งพยักหน้ารับ “เชิญไทเฮาเสด็จกลับไปพักผ่อนก่อนเรื่องนี้มอบให้กระหม่อมดูแลเอง”

 

        ซูไทเฮาพยักพระพักตร์ จากนั้นก็เสด็จจากไป

 

        ความจริงแล้วบางคนก็เริ่มดูออกว่าเรื่องนี้มีอะไรผิดปกติ เพราะราชาไม่ได้ทรงประทับนั่งติดกับไทเฮานี่เห็นได้ชัดว่าราชาทรงเปลี่ยนไปจากเดิม และนี่ก็แสดงให้เห็นว่าปัญหาของทั้งสองพระองค์มาถึงขั้นที่ต้องชักสีพระพักตร์ใส่กันแล้วเพียงแค่รอดูว่าต่อไปจะเป็นเช่นไรเท่านั้น แต่ทว่าทุกคนก็รู้ดีว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่ราชาจะทรงเป็นฝ่ายชนะ

 

        ในขณะนี้เอง ลานประลองก็เริ่มคึกคักขึ้นมีขบวนใหญ่จำนวนหลายร้อยคนเดินไปตามถนนทองอร่าม ได้ยินว่าเป็นคนที่แคว้นจ้าวตั้งใจส่งมาร่วมเทศกาลใบไม้ร่วงโดยเฉพาะด้วยความที่แคว้นเยี่ยนและแคว้นจ้าวเป็นมิตรกัน ฉะนั้นชาวเยี่ยนจึงมีความรู้สึกที่ดีต่อขบวนของแคว้นจ้าวแต่คนส่วนใหญ่ก็สังเกตเห็นว่าขบวนนี้ดูผิดปกติไปเล็กน้อย

 

        คนในขบวนล้วนเป็นคนจากค่ายเต่าดำทั้งนั้น

 

        หลังจากราชามู่ฉางเยียนทอดพระเนตรขบวนของแคว้นจ้าวแล้วเห็นได้ชัดว่าทรงนิ่งขึ้นมาก “ช่างผยองยิ่งนัก...อย่าลืมล่ะที่นี่ยังเป็นเมืองหลวงของแผ่นดินเยี่ยน และแผ่นดินเยี่ยนยังเป็นของตระกูลมู่อยู่”

 

        อันเฉิงกดเสียงต่ำแล้วพูดขึ้นด้านข้าง “ฝ่าบาททรงวางพระทัยเถอะโบราณว่าไว้...ยิ่งเผยให้คู่ต่อสู้เห็นความแข็งแกร่งของตัวเองมากเท่าไหร่ ความไม่มั่นคงก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น”

 

        ราชามู่ฉางเยียนแย้มพระสรวล“เจ้านี่ช่างพูดจริงนะ ส่งคนไปคุ้มกันเฉินไจ่เหยียนให้ดี ข้ารู้สึกว่าวันนี้ไทเฮาทรงเงียบจนผิดปกติ”

 

        อันเฉิงพยักหน้า “ฝ่าบาททรงวางพระทัยเถอะคนของเราแกล้งปลอมตัวเป็นประชาชนปะปนอยู่เต็มไปหมด หากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นละก็พวกเขาจะพุ่งออกไปทันที อีกอย่าง...เฉินเซ่าป๋ายกลับมาแล้ว”

 

        ราชามู่ฉางเยียนพยักพระพักตร์ ดูเหมือนจะทรงวางพระทัยขึ้นไม่น้อย“คนที่เป็นความหวังให้ข้าได้ ในตอนนี้ก็มีไม่มากแล้ว...”

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน