การพิจารณคดีเหมือนจะจบลงด้วยการจับกุมขุนนางหลายคน ในท้องพระโรงยังมีเสียงฮือฮา พูดคุยกันเซ็งแซ่ ด้วยไม่เคยคิดว่าจะมีกลุ่มเครือข่ายมหาอำนาจแบบนี้อยู่ ขุนนางบางคนถึงกับรู้สึกดีใจที่ไม่เคยไปขัดผลประโยชน์ใดๆ ของเว่ยซิงหยวน จึงยังรอดพ้นจากเงื้อมมือของกลุ่มพยัคฆ์ดำนี้มาได้
จ้าวรั่วซีซึ่งได้เข้ามาในท้องพระโรงเพื่อเป็นหนึ่งในพยาน และผู้เป็นโจทย์ในคดีลอบทำร้ายจนเธอเกือบเสียชีวิต เมื่อทหารนำขุนนางที่ถูกจับกุมออกไปจนหมด ทุกอย่างเริ่มกลับสู่สภาพปกติ หญิงสาวก็ลงไปคุกเข่ากราบทูลฮ่องเต้อีกครั้ง
“กราบทูลฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันมีเรื่องกราบทูลเพิ่มเติมเพคะ”
“เจ้ามีเรื่องอันใด สนมจ้าว”
หญิงสาวทำใจกล้า เงยหน้าสบสายพระเนตรขององค์ฮ่องเต้ด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง ใจหนึ่งเธอก็สงสารหัวอกคนเป็นพ่อที่กำลังจะรู้ว่าลูกตัวเองอีกคนก็ทรยศ หลังจากเพิ่งตัดสินโทษลูกคนโตไป แล้วอีกใจก็มีความหวาดหวั่น เพราะเธอมิได้แจ้งเรื่องนี้แก่พระองค์ก่อนล่วงหน้า เพราะเกรงว่าจะไม่ทรงเชื่อ จะทรงพิโรธหรือไม่?
ฮ่องเต้ผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อน เริ่มเอะพระทัยกับสายตาที่ดู ‘เป็นห่วง?...เห็นใจ?...กังวล?’ ของหญิงสาว แต่เท่าที่สัมผัส นางเป็นคนซื่อตรงและภักดีกับโอรสของพระองค์ มีอะไรที่นางดูเป็นกังวล?
ทรงหันพระพักต์ไปทางไป๋หลงหลาน ก็เห็นสายตาฉายแววเศร้า ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ ส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง จึงทรงกวักมือเรียก ให้หญิงสาวเข้าไปใกล้ๆ
“เจ้าอยากจะพูดอะไรกับข้าก่อนที่จะ ‘กราบทูล’ เรื่องที่จะบอกกราบทูล” ทรงเปิดโอกาสให้หญิงสาว
“หม่อมฉันขอพระราชทานอภัยที่ไม่ได้พูดเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อคืนเพคะ หม่อมฉันไม่มีหลักฐานชัดเจน หาก ‘กราบทูล’ แล้ว ฝ่าบาท...คงจะทรงเสียพระทัยมากกว่าเดิม แต่ถ้าจะไม่กราบทูล...พยัคฆ์ดำ ก็จะยังคงอยู่ต่อไปเพคะ”
ฮ่องเต้ทรงขมวดคิ้ว ก่อนจะถอนหายใจ
“เอาเถอะ หลงหลานเชื่อใจเจ้า ข้าก็ควรเชื่อใจเจ้าเช่นกัน”
“ขอบพระทัยเพคะ” หญิงสาวถวายคำนับ แล้วถอยห่างจากบัลลังก์มาเล็กน้อย ก่อนจะกราบทูลให้ได้ยินทั่วกัน
“สิ่งที่หม่อมฉันต้องการกราบทูลก็คือ เว่ยซิงหยวน ไม่ใช่ประมุขใหญ่สุดของกลุ่มพยัคฆ์ดำ เพคะ” นั่นทำเกิดเสียงเซ็งแซ่ขึ้นมาในท้องพระโรงอีกครั้ง
“เช่นนั้น เป็นใคร เจ้าจะเอ่ยชื่อใคร ต้องมีหลักฐานนะ”
“ท่านราชเลขาคะ ข้าขอตราพยัคฆ์ดำนั่น ได้ไหมคะ”
เมื่อฮ่องเต้ทรงพยักหน้า ราชเลขาก็นำตราประทับมาส่งให้กับเธอ
“ภายในตรานี้ มีชื่อผู้เป็นประมุขใหญ่ ที่คอยชักใยอำนาจและอิทธิพลอยู่เบื้องหลังกลุ่มพยัคฆ์ดำเพคะ” หญิงสาวยื่นตราประทับขึ้นเหนือศีรษะ แล้วฮ่องเต้จึงทรงหยิบตราประทับนั้นไปพินิจดู
“ลองทอดพระเนตรที่ดวงตาของมันสิเพคะ”
“ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่”
“ลองกดที่ตาทั้งสองข้างของมันเพคะ”
ทันทีที่ทรงลงน้ำหนักกดที่ตาสองข้างบนรูปแกะสลักพยัคฆ์ ส่วนล่างของตราประทับแยกส่วนออกจากกัน สร้างเสียงฮือฮาในท้องพระโรงอีกระลอก ฮ่องเต้หยิบกระดาษแผ่นนั้นออกมาจากถุงผ้าเล็กใบนั้น
เมื่อฮ่องเต้พิจารณาม้วนกระดาษที่ซ่อนอยู่ด้านในตราประทับนั้น ทรงรู้สึกพระทัยอ่อนล้าเหมือนชราภาพขึ้นอีกสิบปี จากนั้นความรู้สึกก็เปลี่ยนเป็นกริ้วมาก นึกไม่ถึงว่าองค์ชายสี่จะอาจหาญถึงเพียงนี้
“เจ้าสี่ เจ้ากล้าถึงเพียงนี้ จะให้ข้าพิจารณาโทษเจ้าอย่างไรดี!” ทรงตรัสด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
ไป๋หลงยวน คุกเข่าลงทันทีแล้วรีบกราบทูล “อะไรกันพระเจ้าค่ะ หม่อมฉันไม่รู้เรื่องใดๆ เหตุใดพระสนมจ้าวถึงใส่ร้ายข้าเช่นนี้” องค์ชายสี่ไม่ยอมรับ เขาหันไปทางไป๋หลงหลาน ด้วยใบหน้าเสแสร้งแสดงความเสียใจ “เสด็จพี่รอง เหตุใดท่านจึงให้พระสนมกล่าววาจาให้ร้าย ‘น้อง’ เยี่ยงนี้” เขาหันมาเล่นละครใส่พี่ชายที่ตนเพิ่งทรยศเขาไป
“ใส่ความหรือ ‘น้องสี่’ ในใจเจ้ายังเห็นข้าเป็น ‘พี่รอง’ อยู่อีกหรือ เจ้าใช้ความรักความไว้ใจของข้า ลวงข้าไปให้ทหารของพี่ใหญ่และเว่ยซิงหยวนสังหาร วันนั้น...หากน้องสามไปช่วยเอาไว้ไม่ทัน ข้าก็คงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้...ข้าก็ไม่เคยคิดว่าน้องเล็กที่ข้ารัก เอ็นดู และไว้ใจที่สุดจะทรยศข้าได้ ไม่เคยคิด ไม่เคยรู้ จนกระทั่งคืนนั้นข้าถึงได้เข้าใจว่า ตลอดมาในหัวใจของเจ้า ไม่เคยมี ‘พี่ชาย’ คนนี้อยู่เลย” ไป๋หลงหลานพูดออกมาด้วยความสะเทือนใจ “พระสนมจ้าวมิได้ใส่ความเจ้าเลย หลักฐานอยู่ในมือเสด็จพ่อ ทุกคนในที่นี้ก็ได้เห็นแล้ว”
“พระสนมจ้าวอาจจะเป็นคนเอาไปใส่ไว้เองก็ได้ จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเรื่องจริง”
จ้าวรั่วซีจึงกราบทูล “ทูลฮ่องเต้เพคะ ทรงลองดมกลิ่นกระดาษแผ่นนั้น และกลิ่นที่อยู่ในถุงดิ้นทองนั่นดูสิเพคะ”
“กลิ่นนี้...ทำไมข้ารู้สึกคุ้นมาก”
“ลองให้ท่านราชเลขาดมดูเพคะ”
ฮ่องเต้ส่งของทั้งสองชิ้นให้กับราชเลขา ที่รับไปแล้วยกขึ้นทดสอบกลิ่นตามที่หญิงสาวบอก
“ทูลฝ่าบาท เป็นกลิ่นหมึกดอกชงโคพระเจ้าค่ะ กลิ่นนี้เป็นกลิ่นเฉพาะของเอกสาร หรือจดหมายที่มาจากองค์ชายสี่ เป็นหมึกที่ทรงทำขึ้นพิเศษที่ใช้เป็นการส่วนพระองค์เท่านั้น จดหมายหรือเอกสารใดที่มาจากองค์ชายสี่ จะเป็นกลิ่นนี้เสมอ รวมถึงสีของหมึกดอกชงโคนี้ มีความพิเศษยิ่งกว่าหมึกอื่นๆ คือนอกจากจะกลิ่นหอมแล้ว ยังไม่เป็นสีดำสนิท แต่จะออกเป็นสีน้ำตาลเข้มเกือบดำเช่นเดียวกันกับบนกระดาษแผ่นนี้พระเจ้าค่ะ” ราชเลขารายงาน เพราะเขาเป็นคนตรวจสอบและคัดกรองเอกสารทุกอย่างก่อนนำขึ้นกราบทูลฮ่องเต้ จึงจดจำเอกลักษณ์ที่เด่นชัดนี้ได้ดี
“เช่นนี้แล้วเจ้าจะมีข้อแก้ตัวใดอีก!” ฮ่องเต้ทรงก้มหน้าเพื่อสะกดความอ่อนล้าของจิตใจในเวลานี้ แล้วทรงตัดสินพระทัยเด็ดขาด ประกาศตัดสินโทษ
“ข้าขอถอดถอนตำแหน่งของทั้งไป๋หลงเยว่ และไป๋หลงยวนจากตำแหน่งขุนนางในราชสำนัก และถอดพระยศให้เป็นสามัญชน และให้...” ทรงชะงักไปเสมือนไม่อาจเอ่ยคำต่อได้ พระหัตถ์กำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน หากต้องทรงความยุติธรรมให้กับทุกคนจึงสะกดกลั้นใจเอ่ยต่อไป “...ให้ต้องโทษประหารร่วมกับเว่ยซิงหยวนทันที เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง สำหรับขุนนางคนอื่นในรายชื่อกลุ่มพยัคฆ์ดำ ให้ปลดจากตำแหน่งราชการ และให้ท่านราชเลขา องค์ชายรอง และองค์ชายสามรับผิดชอบดำเนินการไต่สวน และพิจารณาโทษต่อไปตามที่เห็นเหมาะสม”
----------------------------------
พอวันนี้ สงสารฮ่องเต้ล่ะ... เนอะคะว่ามั้ย?