ขณะจิ้งหมิงเฟิงบ่นว่าแก่อสูรวิญญาณทั้งสามรอบกายไป๋หยุนเฟยก็กำลังติดอยู่ในวงซึ่งล้อมจากทุกด้าน...
ยามจิ้งหมิงเฟิงพุ่งเข้าใส่วีรชนวิญญาณด้านซ้ายไป๋หยุนเฟยก็พุ่งเข้าหาวีรชนวิญญาณซึ่งควบคุมอสูรวิญญาณงูเหลือมอยู่ทันที มันไม่ได้เป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณธาตุลมแต่ความเร็วกลับไม่เป็นรองจิ้งหมิงเฟิงไป๋หยุนเฟยหลบเลี่ยงอินทรีสีทองและการจู่โจมของอสรพิษทิ้งไว้เพียงเงาร่างติดตาไว้เบื้องหลังพุ่งวาบเข้าหาเป้าหมาย
ฝ่ายตรงข้ามกลับมีไหวพริบกว่าคู่ต่อสู้ของจิ้งหมิงเฟิงหลังจากเรียกอสูรวิญญาณออกมาแล้วก็ไม่ได้สั่งการให้จู่โจมใส่ไป๋หยุนเฟยได้ยินมันส่งเสียงราวอสรพิษออกมาเบาๆก่อนจะดีดนิ้วสั่งการ อสูรวิญญาณงูเหลือมพลันสูดลมเข้าแล้วตัวของมันก็ขยายขนาดจนเท่าต้นขาจากนั้นก็ขดตัวล้อมรอบเจ้าของเอาไว้ดูราวกับจะใช้ตัวมันเป็นโล่เนื้อรับการโจมตี
ไป๋หยุนเฟยไม่ทันเข้าถึงตัวอีกฝ่ายอสูรวิญญาณงูเหลือมก็ขดล้อมรอบกายเจ้าของไว้พร้อมกับชูคอมองมายังไป๋หยุนเฟยมันอ้าปากส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งออกมาก่อนจะยืดคอฉกใส่ไป๋หยุนเฟย
เมื่อเผชิญหน้ากับการจู่โจมจากงูเหลือมที่‘ครอบ’ใส่ดวงตาไป๋หยุนเฟยก็ฉายแววระมัดระวังแต่ยังคงเยือกเย็นมันใช้เท้าเป็นแกนพลิกร่างไปด้านขวาก็เหวี่ยงตัวรอดพ้นปากของอสูรวิญญาณงูเหลือม หลังจากไปหยุดที่ด้านซ้ายของงูยักษ์ก็รั้งกายกลับดังเดิม
“เฮอะ!” ไป๋หยุนเฟยยกมือขวาที่เบ่งพองขึ้นจากนั้นกระแทกหมัดใส่หัวอสูรวิญญาณงูเหลือมทันที
พลังหมัดสามทบ!!
“ปัง!” เสียงหนักทึบจากการปะทะดังขึ้น หัวงูเหลือมก็ยุบลงไปราวหนึ่งนิ้วผลจากหมัดที่เปี่ยมพลังหนักหน่วงนี้ก็ส่งมันปลิวออกไปด้านข้าง
หลังจากงูยักษ์ถูกซัดออกไปด้านข้างก็เผยให้เห็นร่างของวีรชนวิญญาณที่ซ่อนอยู่ด้านหลังอีกครั้งมันอ้าปากค้างมองดูไป๋หยุนเฟยด้วยสีหน้าตระหนกไม่คิดว่าจะได้เห็นงูเหลือมทมิฬระดับสามขั้นกลางถูกซัดกระเด็นออกไปง่ายดายเช่นนี้
ไป๋หยุนเฟยรั้งมือขวากลับเตรียมจู่โจมปิดฉากใส่วีรชนวิญญาณที่กำลังตื่นตะลึงทันใดนั้นจู่ๆมันก็ขมวดคิ้วก่อนจะถีบเท้าล่าถอยอย่างเร่งร้อนขณะเดียวกันก็หันไปด้านขวาพร้อมกับฟาดมือใส่
ขณะที่มันล่าถอยเงาขนาดมหึมาก็โฉบลงจากเบื้องบนพร้อมกับกวาดกรงเล็บสีทองทั้งคู่ใส่ หากเมื่อครู่มันไม่ขยับร่างถอยออกมาศีรษะคงถูกตะกุยหายไปแล้ว
แม้จะหลบอินทรีสีทองพ้นแต่ไป๋หยุนเฟยก็ไม่กล้าชะล่าใจแม้แต่น้อย ร่างมันหันตามสายตาที่กวาดไปรอบด้านทันใดก็เห็นอสรพิษสีสันสดใสพุ่งออกมาจากพงหญ้าใกล้กับเท้าขวา
จากที่ห่างออกไปดวงตาของภูตวิญญาณฝ่ายศัตรูทอประกายแวววับยามได้เห็นอสรพิษพุ่งเข้าใส่แขนของไป๋หยุนเฟยมันยิ้มอย่างมุ่งร้ายพลางกล่าวว่า“ต่อให้เจ้าบรรลุด่านภูตวิญญาณระดับกลางก็ไม่อาจรอดพ้นความตายจากพิษของอสรพิษสายรุ้งระดับสามขั้นสูงไปได้”
“ผัวะ!” มันยังไม่ทันกล่าวจบ เสียงก็ดังขึ้นพร้อมกับอสรพิษสายรุ้งกระเด็นออกมองไปคล้ายกับมันถูกท่อนเหล็กฟาดใส่ ยามปลิวออกไปก็นิ่งสนิทไร้ความเคลื่อนไหวใดดังกับว่ามันถูกซัดจนสิ้นสติไปแล้ว
ภูตวิญญาณฝ่ายศัตรูหันกลับไปมองที่ไป๋หยุนเฟยก็เห็นบนแขนเสื้อมีรูถูกเจาะสองรูแล้วไฉนไป๋หยุนเฟยจึงไม่ถูกพิษจากอสรพิษสายรุ้งได้? เหตุผลที่ไป๋หยุนเฟยไม่คิดจะยกแขนขวาหลบก็เพราะทราบดีว่า อสรพิษสายรุ้งไม่มีทางจะแพร่พิษใส่มันได้ที่แท้แขนส่วนที่มันใช้รับเขี้ยวของอสรพิษสายรุ้งนั้นสวมไว้ด้วยปลอกแขนมีดเพลิง!
ขอถามคำถามเรียบง่ายสักข้ออสูรวิญญาณระดับสามสามารถกัดทะลุปลอกแขนมีดเพลิงได้หรือ?.
หลังจากกระแทกอสรพิษสายรุ้งออกไปไป๋หยุนเฟยก็ถีบเท้ากับพื้นยั้งร่างจากแรงปะทะจากนั้นบิดเท้าส่งร่างพุ่งเข้าหาวีรชนวิญญาณด้วยความเร็วน่าหวาดหวั่น
อีกฝ่ายเรียกอสูรวิญญาณงูเหลือมกลับมาไม่ทันการณ์เพียงปิดป้องท่าจู่โจมจากไป๋หยุนเฟยได้สองครั้งก็ถูกหมัดกระแทกใส่ขมับ
แทบจะทันทีที่สยบคู่ต่อสู้ลงได้สายลมดุดันก็กระโชกใส่ไป๋หยุนเฟยจากด้านหลังมันไม่ลังเลรีบบิดเอวใช้หลังรับกรงเล็บอินทรีสีทองที่ตะกุยใส่ทันที
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นที่ด้านหลังพร้อมกับเสียงด้วยความยินดีของจิ้งหมิงเฟิงไป๋หยุนเฟยเอี้ยวคอกลับไปมองก็เห็นเพียงจิ้งหมิงเฟิงกำลังชักเท้าขวากลับคู่ต่อสู้ของมันวีรชนวิญญาณที่เหลืออีกคนบนแก้มซ้ายปรากฏรอยเท้าถูกซัดลอยละลิ่วออกไปพร้อมกับเลือดกบปากได้ยินเสียงน้ำกระเซ็นดังขึ้นแล้วมันก็หายลงไปจากผิวน้ำในบึงใกล้ๆ
……
ผ่านไปไม่ถึงชั่วน้ำเดือดไป๋หยุนเฟยกับจิ้งหมิงเฟิงก็จัดการวีรชนวิญญาณสามคนกับปัจเจกวิญญาณสี่คนเรียบร้อย! หลงเหลือเพียงภูตวิญญาณทั้งสองเท่านั้น
จิ้งหมิงเฟิงกำลังเบิกบานหลังจากเตะวีรชนวิญญาณคู่ต่อสู้ออกไปแต่สายตามันกลับไม่ผ่อนคลายลงแม้แต่น้อยลมกระโชกสองลูกบีบมันให้ถีบเท้าออกไปด้านข้างแต่ก่อนที่ขาจะทันได้แตะพื้นค้างคาวสีเทาก็พุ่งเข้าใส่พร้อมกับเสียงกรีดร้องแสบแก้วหูมันกระพือปีกลอยขึ้นอีกครึ่งวาก่อนจะตะกุยกรงเล็บใส่ท้ายทอยจิ้งหมิงเฟิง
ชั่วขณะที่กรงเล็บจะกระทบถูกจิ้งหมิงเฟิงก็ตาทอประกายวูบ ก่อนที่มันจะทันหยั่งเท้าทรงกายกับพื้นได้ก็งอขาซ้ายรวบรวมพลังจากนั้นปะทุพลังสีครามออกส่งร่างตีลังกาลอยขึ้นในอากาศอย่างน่าแตกตื่นส่วนเท้าขวามันตวัดฟาดลงอย่างแยบยลก่อนจะกระแทกใส่หัวค้างคาวอย่างถนัดถนี่!
“ปัง!!”
ค้างคาวสีเทากระแทกลงกับพื้นอย่างดุดันปีกมันกระตุกอย่างอ่อนล้าก่อนจะฟุบลงไป แล้วอสูรวิญญาณค้างคาวก็ไม่อาจต่อสู้ได้อีก
พริบตาเดียวอสูรวิญญาณอีกตัวก็ถูกกำราบ!
ห่างไปห้าวาภูตวิญญาณหนึ่งสูงหนึ่งต่ำยืนมองด้วยใบหน้าซีดเผือดพลังฝีมือของไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิงเหนือจากที่คาดการณ์ไว้มากนักอย่าว่าแต่ไป๋หยุนเฟยที่บรรลุด่านภูตวิญญาณระดับกลาง เพียงความเร็วของจิ้งหมิงเฟิงที่บรรลุแค่ด่านภูตวิญญาณระดับต้นก็สร้างความแตกตื่นต่อพวกมันอย่างยิ่งแล้ว
“บัดซบ! พวกมันเป็นใครกันแน่? กระทั่งสังกัดที่มาก็ไม่แจ้งแล้วมันมีเหตุผลใดจะเป็นศัตรูกับพวกเรา?” ชายร่างสูงลอบก่นด่าสาปแช่ง
ชายร่างต่ำเตี้ยยังคงสังเกตดูยามจิ้งหมิงเฟิงหลบเลี่ยงคมมีดสายลมครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยคิ้วที่ขมวดมุ่น“เพราะเหตุใด? แน่นอนว่าเป็นเพราะปักษาไร้เงา!อสูรวิญญาณขั้นที่ห้าก็เพียงพอจะให้ผู้ฝึกปรือวิญญาณทั่วไปเสี่ยงชีวิตได้ทุกเมื่อแล้ว!”
“ท่านบอกว่าผู้ฝึกปรือวิญญาณทั่วไป?ท่านคิดจริงหรือว่าพวกมันเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณทั่วไป?” ภูตวิญญาณร่างสูงลอบสั่นศีรษะยามมองดูอินทรีสีทองจู่โจมไป๋หยุนเฟยพลาดเป้าครั้งแล้วครั้งเล่าเดิมทีมันกังวลว่าจะสามารถทำงานได้ลุล่วงหรือไม่ แต่ยามนี้มันจำต้องกังวลแล้วว่าจะสามารถรับมือกับคนแปลกหน้าที่จู่ๆก็ปรากฏตัวขึ้นทั้งสองได้หรือไม่...
ห่างออกไปหลายวาไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิงกำลังต่อสู้พัวกันอยู่กับอสูรวิญญาณวิหคระดับสี่หรือสมควรบอกว่าพวกมันหลบหลีกการจู่โจมจากอสูรวิญญาณวิหคโดยไม่ลืมหูลืมตาจะดีกว่า
ทว่าแท้ที่จริงแล้วแต่ละครั้งที่หลบหลีกการจู่โจม ทั้งคู่กลับค่อยๆขยับเข้ามาใกล้ทีละน้อยทีละน้อย...
…………