วันรุ่งขึ้น เมื่อจัดแจงดูแลหลานสาวกินมื้อเช้าจนอิ่มหนำดีแล้ว ดวงตาก็ล็อกประตูบ้านและพากันนั่งรถเข้าไปในตัวเมืองทันที ใช้เวลากว่าชั่วโมงครึ่งก็ถึงตลาดสดเทศบาลสองซึ่งเป็สถานที่ที่ตรีและดวงฤทัยขายของอยู่
อัญจรีเงยหน้ามองป้ายชื่อตลาดด้วยแววตาบอกไม่ถูก อาจเพราะความทรงจำที่ไม่ดีของเธอต่อตลาดในชีวิตก่อนทำให้ตอนนี้เธอรู้สึกทั้งโหวงและทั้งอึดอัดในใจจนตีกันมั่วไปหมด เอาเถอะ ถึงแม้ชีวิตก่อน ตลาดแห่งนี้จะดูมืดมนไร้หนทางในความคิดเธอ แต่ปัจจุบันนี้ตลาดนี้อาจเป็ทางออกสำหรับชีวิตครอบครัวเธอก็เป็ได้
“น้องอัญเป็อะไร สีหน้าไม่สู้ดี เมารถหรือเปล่า” ดวงตาก้มถามอย่างเป็ห่วง
“นิดหน่อยค่ะ”
“งั้นรีบเดินกัน จะได้ไปกินน้ำเย็น ๆ ในกระติกของแม่” ดวงตาเร่งฝีเท้าเดินเข้าตลาด
ตอนนี้เป็่สายของวัน ตลาดเริ่มวายแล้ว แต่ก็ยังมีคนเดินหาซื้อของอยู่ ส่วนมาก่สายกลุ่มลูกค้าจะเป็คนเดินหาซื้อเสื้อผ้า ขนม อาหารสำเร็จ และบรรดาของฝากประจำถิ่น ส่วนของสดอย่างผักและเนื้อต่าง ๆ นั้น พ่อค้าแม่ค้าได้เก็บแผงกันหมดแล้วและเตรียมนำไปขายใหม่ที่ตลาดเย็นซึ่งจะตั้งแผงขายกันริมถนนหน้าตลาดนี้เอง
โดยปกติ ตรีและดวงฤทัยก็จะเก็บแผงกันั้แ่ตลาดวาย เพราะสินค้าส่วนมากเป็ของสด หลังจากนั้นก็เอาของใส่กระบุงหาบไปขายตามชุมชนต่าง ๆ เพื่อเร่งระบายของทั้งหมด
แต่วันนี้ สามีภรรยาเริ่มขายน้ำพริกแบบตำสดครั้งแรกจึงตั้งใจจะตั้งแผงจนกระทั่งถึงบ่ายแก่ ๆ พอตลาดเย็นใกล้เริ่มค่อยเก็บแผงกลับบ้าน
อัญจรีเดินตามยายไปด้วยสีหน้าร่าเริง เธอหวังจะเห็นหน้าพ่อและแม่ที่มีใบหน้ามันแผล็บ แล้วสีหน้าของทั้งคู่ต่างเผยถึงความดีใจสุดขีดเพราะมีลูกค้าแย่งกันซื้ออยู่เต็มหน้าร้าน หลังจากนั้น น้ำพริกของแม่ก็จะขจรขจายชื่อเสียงได้อย่างรวดเร็วกลายเป็ร้านน้ำพริกตำสดชื่อดังในตัวเมือง
แต่แล้ว...สีหน้าอัญจรีก็เจื่อนลงเมื่อเห็นด้านหน้าแผงของแม่ตอนนี้ว่างเปล่าไร้ลูกค้ามายืนรอ พริก หอม กระเทียมที่เผาเตรียมไว้พร่องลงไม่ถึงครึ่ง ปลาทูที่ย่างไว้ก็หายไปแค่ไม่กี่ตัว ใจของอัญจรีตอนนี้หล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม
“แม่กับน้องอัญมาแล้ว” ดวงฤทัยร้องทัก
“เมารถไหมลูก”
อัญจรีส่ายหน้าพร้อมน้ำตาที่เริ่มคลอ
“แล้วเป็อะไร ทำไมทำท่าเหมือนจะร้องไห้”
ดวงฤทัยรีบลุกขึ้นมาโอบกอดลูกและถามอย่างเป็ห่วง
“น้ำพริกขายไม่ดี อัญเสียใจ อัญไม่น่าบอกแม่ให้ทำขายเลย”
ดวงฤทัยหัวเราะเสียงดังและลูบหลังเบา ๆ เพื่อปลอบโยน “โธ่เอ๊ย..น้องอัญ ค้าขายมันก็แบบนี้แหละ”
“แล้วเป็ไง ขายได้กี่ชุด”
“ได้สิบชุดจ้ะ น้ำพริกปลาร้าหมกขายดีหน่อย อย่างอื่นอย่างละนิดละหน่อย”
อัญจรียิ่งหน้าเสียเมื่อได้ยินยอดขาย สิบชุดก็แค่ห้าสิบบาทเท่านั้น
“อัญขอโทษ แม่เลิกขายเถอะ คนเมืองคงไม่ชอบกิน”
“ขอโทษอะไรกัน แม่กลับมองว่ามันน่าจะไปได้ดีเสียอีก วันแรกได้ตั้งสิบชุดเชียวนะ ต่อไปต้องได้เยอะขึ้นแน่”
“แล้วเมื่อไหร่จะขายดี” อัญจรีเงยหน้าขึ้นถาม
ดวงฤทัยลูบผมลูกอย่างเอ็นดู “การค้าขายมันต้องใช้เวลานะลูก รู้ไหม วันแรกที่แม่ขายผักแม่ขายได้กี่มัด แม่ขายได้แค่ห้ามัดเองนะ ที่เหลือเหี่ยวหมดต้องทิ้ง”
อัญจรีเงยหน้าฟังอย่างตั้งใจ
“แล้วนี่เราขายของแบบปรุงให้คนกิน มันก็ยิ่งต้องใช้เวลากว่าคนจะรู้ กว่าคนจะบอกต่อ ๆ กันว่าอร่อย บางทีเป็เดือนหรือหลายเดือนเลยนะ ขายของต้องอดทนมากนะลูก”
“แม่จะขายต่อหรือจ๊ะ”
“ขายสิ” ดวงฤทัยพยักหน้ายืนยัน
“แล้วของเหลือพวกนี้ต้องทิ้งใช่ไหม เสียดายจัง”
“ถ้าอันไหนเสียก็ทิ้ง ที่ไม่เสียก็เก็บไปทำกับข้าวที่บ้าน ไม่ต้องห่วงนะลูก ขายของกิน่แรกเราต้องยอมขาดทุนแบบนี้แหละ” ดวงฤทัยพูดอธิบายกับลูกยืดยาวไม่คล้ายพูดกับเด็กวัยห้าขวบเสียเลย แม้ไม่แน่ใจว่าลูกจะเข้าใจทั้งหมดไหมแต่เธอก็อยากอธิบายให้ฟัง
อัญจรีมีสีหน้าที่ดีขึ้นเมื่อฟังจบ
“แล้วตรีล่ะ” ดวงตาเพิ่งมีโอกาสได้ถาม
“พี่ตรีหาบของส่วนหนึ่งไปขายแถวศาลากลางจ้ะ คงกลับมาบ่าย ๆ เลย”
“แม่ค้าคะ น้ำพริกหมดหรือยัง” เสียงถามดังมาแต่ไกล
“มีค่ะ อยากได้น้ำพริกอะไรคะ”
“น้ำพริกปลาร้า เมื่อเช้าซื้อไปให้แม่ แม่บอกอร่อยมากเร่งให้กลับมาซื้ออีกจะเอาไว้กินตอนเย็น”
ดวงฤทัยรับคำด้วยสีหน้ายินดี รีบหยิบจับเครื่องปรุงใส่ครกตำอย่างคล่องแคล่ว
“เสียดายน่าจะมีผักลวกขายด้วยนะ ี้เีไปนั่งทำเอง”
“พอดีวันนี้ขายวันแรกค่ะ เลยขลุกขลักนิดหน่อย แต่อนาคตมีแน่นอน ว่าง ๆ แวะมาอุดหนุนอีกได้นะคะ แม่ค้าเข้ามาขายจันทร์พุธศุกร์ค่ะ” ดวงฤทัยรีบบอกรายละเอียด
“ทำไมไม่มาทุกวันล่ะ”
“บ้านไกลค่ะ แล้วต้องวิ่งหาของเข้ามาขายด้วยเลยมาทุกวันไม่ได้”
“น้ำพริกปลาทูกับปลาดุกก็น่ากินเหมือนกันนะ” ระหว่างยืนรอ ลูกค้าก็มองสำรวจส่วนผสมสำหรับทำน้ำพริกไปด้วย
“อร่อยทั้งสองเลยนะคะ พี่สาวสนใจรับเพิ่มไหม” อัญจรีพูดแทรกขึ้น
“อุ๊ย..ลูกสาวหรือคะ น่ารักจริงเชียว” ลูกค้าคนนั้นยิ้มกว้างออกมาจนตาแทบปิด สำหรับคนวัยสี่สิบกว่าแบบเธอถูกเด็กเล็ก ๆ เรียกเป็พี่สาวแบบนี้มันไม่น่าภูมิใจหรอกหรือ
ดวงฤทัยพยักหน้าพร้อมกับยิ้มกว้าง
“พี่สาวสวยจังเลยค่ะ” อัญจรียกลูกยอต่อ
“แล้วยังปากหวานอีก ดูสิ” คนถูกชมหัวเราะคิกคักไม่หยุด “งั้นเอามาอีกอย่างละถุงเลยนะ”
คราวนี้ดวงตาเป็ฝ่ายตอบรับอย่างดีใจพร้อมตระเตรียมเครื่องปรุงของน้ำพริกทั้งสองชนิดไว้ให้และหันไปหยิบผักสดที่ตั้งขายอยู่ข้าง ๆ มาหนึ่งมัด “ป้าแถมผักกาดให้หนึ่งมัดนะคะ เอาไปลวกกินกับน้ำพริก ผักปลูกเองไม่ใส่ยา”
ผลการขายรอบนี้เรียกได้ว่าพออกพอใจกันทั้งสองฝั่ง
“ไปหัดยอคนมาจากไหน” ดวงฤทัยหยิกแก้มลูกเบา ๆ อย่างมันเขี้ยวเมื่อลูกค้าคนนั้นคล้อยหลังไป
อัญจรีเอาแต่หัวเราะคิกคักชอบใจ
“มีลูกค้าเดิมมาซื้อซ้ำแบบนี้เข้าท่าทีเดียวนะ” ดวงตาหันมาพูดกับลูกและมองเครื่องปรุงสำหรับตำน้ำพริกเ่าั้ด้วยสายตาดูมีความหวังขึ้น
ในครั้งต่อ ๆ มา น้ำพริกตำสดของดวงฤทัยแม้จะยังไม่ขายดีขึ้นทันตาเห็น แต่ก็มียอดขายเพิ่มขึ้นทุกครั้ง เพิ่มครั้งละห้าชุด สิบชุดบ้าง แต่ที่น่าดีใจที่สุดคือมีกลุ่มลูกค้าเดิมแวะเวียนเข้ามาซื้อซ้ำอยู่ทุกรอบ
เพื่อไม่ให้จำเจ ดวงฤทัยได้เพิ่มเมนูน้ำพริกอีกสองอย่างคือ น้ำพริกกะปิและน้ำพริกแมงดา ซึ่งสร้างจุดสนใจได้มากขึ้น
นอกจากนี้ เธอยังได้เตรียมเตาแก๊สปิกนิกไปตลาดด้วยเพื่อลวกผักขาย ถือว่าขายดีทีเดียว โดยลวกหลาย ๆ ชนิดวางรวมในถาดให้ลูกค้าหยิบใส่ถุงพลาสติกขนาดสี่นิ้วด้วยตนเอง หยิบเลือกได้ตามใจชอบขอแค่อย่าให้ล้นถุงเท่านั้น โดยผักลวกขายถุงละหนึ่งบาท
เมื่อทำแบบนี้ รายได้ที่เข้ามาในมือของสองสามีภรรยาจึงมีมากขึ้นและตรีก็เหนื่อยน้อยลงเพราะของสดที่เหลือใส่หาบไปขายบริเวณชุมชนต่าง ๆ นั้นน้อยลงมาก
เมื่อเห็นยอดขายเป็แบบนี้ กำลังใจของครอบครัวจึงดีขึ้นมากเช่นกัน