ตอนที่35 : กำเนิดอัสนีศึก
รุ่งเช้าในวังหลวง
เสียงกลองพิธีดังกึกก้องทั่วลานใหญ่เบื้องหน้าพระราชวังกลาง
ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้จัด “การประชันทัพทดลอง”
เพื่อทดสอบความพร้อมของ “กองจวนหาน” ที่รัชทายาทเพิ่งก่อตั้งขึ้น
“หากกองทัพที่รัชทายาทสร้างขึ้นแข็งแกร่งจริงก็จงพิสูจน์ให้ข้าเห็นด้วยตา”
เสียงประกาศดังลั่น
ทั้งขุนนางและทหารหลวงนับพันต่างตื่นเต้น
เพราะนี่ไม่ใช่เพียงการฝึก — หากคือ “ศึกแสดงอำนาจแห่งราชบัลลังก์”
ลานฝึกกลางนครถูกจัดแบ่งออกเป็นสองฝั่ง
ฝั่งหนึ่งคือ กองทหารหลวง — มีทหาร 500นาย นำโดยแม่ทัพเก่าผู้ภักดี
อีกฝั่งคือ กอทหารงจวนหาน — ทหารเพียง 150นาย พร้อมทหารม้า 50 ตัว
หานอวี้จินยืนบนแท่นบังคับบัญชา
ข้างกายมีไป๋เหิงเซิน และกู่หลิงเซวียน
เบื้องหลังคือหน่วยเงา 10 นาย ยืนราวกับเงาภูผา
ท่ามกลางเสียงฝูงชนมีเสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างอ่อนโยนแต่หนักแน่น
“พี่ใหญ่ข้าขอเข้าร่วมการฝึกครั้งนี้ด้วย”
ทุกสายตาหันไป — องค์ชายสาม หานอวี้เหยียนเดินเข้ามาในชุดเกราะสีเทา
ใบหน้ายิ้มอ่อน แววตาแน่วแน่
หานอวี้จินชะงักเล็กน้อย
“เจ้ามาในสนามนี้ทำไมศึกนี้ไม่ใช่การเล่น”
“ข้ารู้...แต่ข้าไม่อาจยืนดูพี่ใหญ่ต่อสู้ลำพังได้อีก
ข้าอยากเห็นด้วยตาว่า โลกที่พี่สร้างนั้นเป็นอย่างไร”
หานอวี้จินนิ่งไปครู่ ก่อนยิ้มบาง
“งั้นเจ้าจงไปอยู่ในกองวายุ— ดูสิว่าเจ้าจะควบม้าได้ดีแค่ไหน”
ไป๋เหิงเซินหัวเราะในลำคอ
“ราชวงศ์หาน...กำลังจะมีแม่ทัพสายเลือดแท้จริงเสียที”
เสียงฆ้องดังขึ้นสามครั้ง!
ธงแดงโบกสะบัดจากแท่นบังคับบัญชา
กองทหารหลวงเคลื่อนเป็นแนวเต็มกำลัง —โล่เหล็กชนกันดังกึกก้อง
ฝุ่นทรายลอยขึ้นทั่วลาน
หานอวี้จินยกมือขึ้นเบา ๆ
“กองเหล็ก —ขบวนโล่สามชั้น ตั้งแนวป้องกันกลางสนาม
กองวายุ — เคลื่อนออกทางขวา เจาะปีกศัตรู!”
เสียงกลองรัวเป็นจังหวะ
ธงสัญญาณสีแดงหมุนเป็นวง — กองม้าเคลื่อนตัวดุจพายุ
หานอวี้เหยียนควบม้าอยู่แนวหน้า ดวงตาเป็นประกาย
“วายุออกตัว!”
ม้าห้าสิบตัวพุ่งออกจากแนวฝุ่น
เสียงล้อเหล็กบดดินดังราวอัสนี
ธนูยาวยิงเป็นระลอกกระหน่ำจากแนวหลัง
ทหารหลวงเริ่มสับสนเมื่อแนวปีกถูกเจาะ
กองเหล็กเคลื่อนช้าแต่มั่นคง
โล่สามชั้นเปิด–ปิดเป็นจังหวะราวกลไก
เสียง ฉึก! ของดาบเหล็กหานเฟิงปะทะโล่ศัตรูดังเป็นจังหวะเดียวกับกลอง
บนอัฒจันทร์ฮ่องเต้ลุกขึ้นจากบัลลังก์
“นี่หรือคือขบวนรบแบบใหม่ที่อวี้จินสร้างขึ้น!”
เสนาบดีทั้งหลายมองตะลึง
“ขบวนเคลื่อนไหวพร้อมธงราวกลจักร...ทัพหลวงของเรายังไม่อาจทำเช่นนี้!”
กองทหารหลวงเริ่มปรับขบวนกลับแต่หานอวี้จินสั่งสั้น ๆ
“ควันเทา — เริ่มยุทธการแผนหลอกตา”
ควันสีเทาถูกจุดขึ้นจากแนวหลังทำให้ศัตรูเข้าใจผิดว่ากองม้าถอย
แต่ในความเป็นจริง — กองม้าแยกออกทางซ้าย
พุ่งตีตัดกลางแนวฝ่ายตรงข้ามแทน!
เสียงกลองดังรัวเร็ว
กองเหล็กปิดล้อมแนวหน้า กองม้าล้อมด้านหลัง
ศัตรูถูกหนีบตรงกลาง — จนแม่ทัพหลวงต้องสั่งหยุดการรบ
เสียงโห่ร้องดังทั่วสนาม
“กองจวนหานชนะ!!”
ฝุ่นควันคลุ้งกลางลานแต่ธงสีขาวของหานอวี้จินโบกเด่นอยู่กลางแสงอาทิตย์
องค์ชายสามลงจากม้า ยกมือคารวะพี่ชาย
“ข้าคิดว่าตัวเองเข้าใจคำว่าศึก...แต่ตอนนี้ข้าเข้าใจคำว่าปัญญาแล้ว”
หานอวี้จินยิ้มบาง ตบบ่าของน้องชาย
“เจ้ามีหัวใจนักรบ —ข้าดีใจที่ไม่ได้อยู่ในสนามนี้เพียงลำพัง”
หลังการประชันฮ่องเต้มีพระราชดำรัสต่อหน้าทุกคน
“จากนี้ไปกองจวนหานจะเป็นแบบอย่างของการฝึกทั่วทั้งแผ่นดิน
รัชทายาทอวี้จิน คือผู้ที่เข้าใจความหมายของคำว่าปกครอง”
เสียงขุนนางกราบลงพร้อมเพรียง
ขณะเดียวกัน เสียงซุบซิบจากกลุ่มขุนนางสายองค์ชายรองดังขึ้นแผ่วเบา
“หากฮ่องเต้ทรงชื่นชมเช่นนี้อีกไม่นาน...ตำแหน่งรัชทายาทคงมั่นคงยิ่งกว่าเดิม”
“ต้องหาทางก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป...”
ในยามค่ำตำหนักของกุ้ยเฟยส่องแสงเทียนอ่อน
องค์ชายรอง หานอวี้หลง เดินเข้ามากราบ
ใบหน้าเรียบเยือกเย็น แต่ในแววตาเต็มไปด้วยเพลิงอาฆาต
“ท่านแม่...วันนี้ข้าเห็นด้วยตาตัวเอง
ทหารของพี่ใหญ่แข็งแกร่งกว่าทหารหลวงเสียอีก”
กุ้ยเฟยหลินวางถ้วยชาช้า ๆ
“ลูกของแม่...เจ้ารู้หรือไม่ว่า ความแข็งแกร่งที่เกินไปนั้นคือภัย”
องค์ชายรองกัดฟัน
“แปลว่าท่านก็เห็นเช่นข้า”
“ใช่...” นางพูดเบา ๆ
“และไม่ใช่เพียงข้า —ตระกูลหลินและตระกูลเว่ยที่หนุนหลังเราก็เห็นด้วย”
เสียงชายชราร่างใหญ่ในชุดขุนนางเข้ามาคุกเข่าคำนับ
“องค์ชายหากท่านพร้อม... ข้าจะส่งคนไปยังแคว้นฉี
ขอแรงสนับสนุนลับ เพื่อก่อกวนแนวชายแดน”
องค์ชายรองยิ้มช้า ๆ
“ดี...ถ้าเขาใช้ปัญญาสร้างแผ่นดิน
ข้าก็จะใช้ปัญญาทำลายมัน”
กุ้ยเฟยมองหน้าลูกชายแววตาเต็มไปด้วยทั้งความห่วงและความมืด
“เพียงอย่าลืม...ฟ้าที่เจ้าท้าทาย นั่นคือฟ้าที่คลอดเจ้ามาเอง”
เสียงสายลมพัดลอดหน้าต่าง
เปลวเทียนสั่นไหวเหมือนลมหายใจของปีศาจที่เพิ่งตื่นขึ้น
กลางดึกนั้น
หานอวี้จินยืนอยู่บนหอสูงมองดวงจันทร์เต็มดวงที่ทอดเงาเหนือกำแพงเมือง
องค์ชายสามยืนอยู่ด้านหลัง เขากล่าวเบา ๆ
“พี่ใหญ่ข้าได้ยินข่าวลือว่าองค์ชายรองเริ่มติดต่อขุนนางใหญ่หลายตระกูล”
“ข้ารู้...”หานอวี้จินตอบเรียบ
“แต่ข้ายังไม่กลัวเงา — ตราบใดที่แสงยังอยู่”
องค์ชายสามเงียบไปครู่ ก่อนยิ้ม
“งั้นข้าจะเป็นดวงไฟอีกดวงที่ยืนข้างแสงของพี่”
หานอวี้จินยิ้มรับ
“ดี...งั้นเราจะยืนอยู่ด้วยกัน จนกว่าฟ้าจะมืดมิดจริง ๆ”
แสงจันทร์สาดส่องบนธงขาวของกองจวนหานที่โบกสะบัด
ราวกับประกาศว่า —
ยุคแห่งปัญญาได้ถือกำเนิดแล้ว
แต่เงาแห่งการหักหลัง... ก็ได้ทอดยาวตามมาเช่นกัน