ภูเขาเซียนตูในตอนนี้เรืองอำนาจมากขึ้นหลังจากที่เมิ่งเจี้ยนเฉินสร้างชื่อเสียงที่เมืองหลวงของแคว้นโจวแม้แต่สามสำนักก็ยังต้องถอยห่างไม่คิดจะหาเรื่องภูเขาเซียนตูเพราะเมิ่งเจี้ยนเฉินมีพลังมากพอที่จะทำลายสำนักของพวกเขาได้
และหลายปีมานี้ผู้ฝึกยุทธของตระกูลเมิ่งก็ก้าวหน้าอย่างมากพวกเขาได้รับทักษะและแนวทางการฝึกในที่เหมาะสมทำให้แสดงพรสวรรค์ออกมาได้อย่างเต็มที่ส่วนเมิ่งเหยียนเองก็เริ่มวางแผนทะลวงขอบเขตเจ็ดของผู้ฝึกยุทธแล้ว
ในตระกูลเมิ่งนอกจากเมิ่งเหยียนที่เป็นขอบเขตหกแล้วก็มีเมิ่งซานบิดาของเมิ่งเจี้ยนเฉินและผู้อาวุโสในตระกูลอีกสองคนเท่ากับว่าในตระกูลเมิ่งมีขอบเขต 6 ถึงสองคนแล้วขอแค่มีคนถึงขอบเขตที่เจ็ดภูเขาเซียนตูก็จะมีพลังในการปกป้องตัวเองในแคว้นโจวทันที
สามเดือนต่อมาเมิ่งเจี้ยนเฉินที่ช่วยฝึกให้ฮวาชิงทุกวันในที่สุดฮวาชิงก็หลอมกระบี่แห่งชีวิตขึ้นมาได้แล้วกระบี่แห่งชีวิตของฮวาชิงมีรูปร่างที่พิเศษตัวกระบี่ปล่อยอสนีออกมาอย่างต่อเนื่องเห็นได้ชัดว่าความสามารถของกระบี่เล่มนี้คือการใช้พลังของอสนีได้ซึ่งพลังของอสนีมีอำนาจในการปราบปรามสิ่งชั่วร้ายอย่างวิญญาณร้ายปราณปีศาจและสิ่งชั่วร้ายทั้งหมดในโลก
“ยินดีด้วย”เมิ่งเจี้ยนเฉินยิ้ม
ระดับของกระบี่แห่งชีวิตของฮวาชิงแม้ไม่ถือว่าสูงแต่สำหรับสิ่งชั่วร้ายถือว่าเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างมากโดยเฉพาะหากต่อสู้กับเผ่าปีศาจย่อมได้เปรียบอีกฝ่ายอย่างไม่ต้องสงสัย
“กระบี่แห่งชีวิตเล่มนี้เจ้าจะตั้งชื่อว่าอะไร”หรานซีมองไปยังฮวาชิง
“จินเหล่ย”ฮวาชิงกล่าว
นางมองอสนีสีทองที่เปล่งออกมาจากกระบี่แห่งชีวิตของนางด้วยความสุขความฝันที่อยากจะกลายเป็นเซียนกระบี่ในที่สุดก็สำเร็จแล้วต่อจากนี้นางแค่ตั้งใจฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์ให้เมิ่งเจี้ยนเฉินก็พอ
“ที่เหลือเจ้าจะต้องเริ่มฝึกฝนด้วยตัวเองแล้วแต่ข้าขอบอกเอาไว้ก่อนการหลอมกระบี่นั้นสิ้นเปลืองทรัพยากรมากดังนั้นในอนาคตเจ้าอาจจะต้องออกเดินทางเพื่อตามหาทรัพยากรในการหลอมกระบี่”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“ข้าเข้าใจแล้วแต่ก่อนหน้านั้นข้าจะต้องทะลวงขอบเขตถ้ำสวรรค์เสียก่อนไม่อย่างงั้นข้าไม่กล้าออกไปข้างนอกแน่”ฮวาชิงกล่าว
นางที่ได้เดินทางกับเมิ่งเจี้ยนเฉินได้ไม่นานแต่ก็รู้ว่าด้านนอกวังหลวงนั้นอันตรายมากขนาดไหนมีเพียงขอบเขตถ้ำสวรรค์ถึงจะพอปกป้องตัวเองได้
ส่วนพวกจ้าวหยาและจ้าวหยูก็ได้เมิ่งเจี้ยนเฉินสั่งสอนมาตลอดสามเดือนการสอนจ้าวหยูนั้นเรียบง่ายเมิ่งเจี้ยนเฉินแค่แนะนำจุดที่อีกฝ่ายไม่เข้าใจเท่านั้นส่วนของจ้าวหยาเมิ่งเจี้ยนเฉินได้ใช้การฝึกที่ตนเคยฝึกมาโดยการทุบตีอีกฝ่ายทุกวันเหมือนกับการหล่อหลอมโลหะด้วยการตีเหล็กเมิ่งเจี้ยนเฉินก็ใช้หมัดทุบร่างกายของจ้าวหยาทุกวันเช่นกัน
แม้จ้าวหยาจะเจ็บปวดมากแค่ไหนแต่ก็ไม่บ่นออกมาสักคำเพราะรู้ว่านี่คือการฝึกของผู้ฝึกวรยุทธที่แท้จริงการฝึกวรยุทธนั้นเรียบง่ายไม่ต้องใช้พรสวรรค์แต่ใช้ความดื้อรั้นไม่ยอมแพ้ของคนๆหนึ่งจากนั้นก็หล่อหลอมร่างกายเพื่อยกระดับขอบเขต
เมิ่งเจี้ยนเฉินพึงพอใจอย่างมากถือว่าสายตาของตนมองคนไม่ผิดในอนาคตจ้าวหยาจะต้องเป็นหนึ่งในผู้ฝึกวรยุทธที่แข็งแกร่งที่สุดของภูเขาเซียนตูแน่
ขณะเมิ่งเจี้ยนเฉินกำลังฝึกฝนให้กับคนบนภูเขาเซียนตูเมิ่งเหยียนก็เดินขึ้นมาใบหน้านั้นไม่ค่อยดีนัก
“ท่านปู่เกิดอะไรขึ้น”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“มีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้นกับภูเขาเซียนตูของพวกเรา”เมิ่งเหยียนขมวดคิ้ว
“ไปคุยกันด้านในเถอะ”เมิ่งเจี้ยนเฉินเดินไปยังด้านในตำนักพร้อมกับเมิ่งเหยียน
“เมื่อเร็วๆนี้อยู่ๆกิจการของตระกูลเมิ่งก็เริ่มมีปัญหาแถมคนขุดโลหะและแร่ในเหมืองก็ถูกโจมตีโดยกลุ่มคนจากที่ไหนไม่รู้ ตอนแรกข้าคิดว่าเป็นพวกจอมยุทธทั่วไปที่โลภอยากได้ของแต่พวกมันกลับไม่ได้ขโมยอะไรเลยพวกมันแค่ทำร้ายของเราเท่านั้น”เมิ่งเหยียนกล่าว
“มีคนตายหรือไม่”เมิ่งเจี้ยนเฉินสีหน้าเย็นชา
“อืม”เมิ่งเหยียนถอนหายใจ
“แล้วมีข้อมูลของอีกฝ่ายหรือไม่”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“เมื่อครู่เมิ่งฉีได้ส่งข่าวมาบอกให้พวกเราระวังตัวดูเหมือนไม่นานมานี้มีบุคคลระดับสูงมายังสำนักจินหยางเกรงว่าคนที่ลงมืออาจจะ”เมิ่งเหยียนเคยได้ยินเรื่องที่เมิ่งเจี้ยนเฉินบุกไปยังสำนักจินหยางจึงคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะมาแก้แค้น
“แบบนี้นี่เองดูเหมือนพวกนั้นจะขอความช่วยเหลือจากสำนักเต๋าสายที่สองสินะ ไม่เลวเลยนี่” แววตาของเมิ่งเจี้ยนเฉินเย็นชามากขึ้น
“เจ้าจะเอายังไงต่อตอนนี้เจ้าคือผู้นำที่แท้จริงขอแค่เจ้ากล่าวออกมากองทัพตระกูลเมิ่งก็พร้อมที่จะเคลื่อนทัพทันที”เมิ่งเหยียนกล่าว
“ยังไม่ต้องส่งคนไปยังเหมืองเหมือนเดิมและเพิ่มการป้องกันเอาไว้” เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“แบบนั้นมันจะไม่เสี่ยงงั้นเหรอ”เมิ่งเหยียนกล่าว
“ข้าจะเป็นคนจัดการเองหากพวกมันปรากฏตัวอีกครั้ง”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
หลังจากที่เมิ่งเหยียนลงจากเขาไปเมิ่งเจี้ยนเฉินก็เดินออกมาด้านนอกแววตาเต็มไปด้วยจิตสังหารจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นเยือกเย็น
“ทะลวง”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าวเบาๆขอบเขตของเมิ่งเจี้ยนเฉินจากหลอมรวมขั้นต้นก็กลายเป็นขั้นกลางทันทีส่วนขอบเขตของผู้ฝึกยุทธก็ทลายคอขวดกลายเป็นขอบเขตที่ห้าเช่นกัน
“แบบนี้ก็ได้เหรอ”หรานซีอ้าปากค้างอยากจะทะลวงก็พูดออกมาแล้วก็ทะลวงระดับดื้อๆแบบนี้เลย
“ฮวาชิงเตรียมตัวให้พร้อมคืนนี้พวกเราอาจจะต้องสังหารศัตรู”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“เกิดอะไรขึ้น”หรานซีกล่าว
“มีศัตรูโจมตีภูเขาเซียนตู”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่างง่ายๆ
เมิ่งเจี้ยนเฉินไม่ได้บอกเรื่องนี้กับพวกหลิงเอ๋อและจ้าวหยาปล่อยให้พวกเขาฝึกอยู่บนภูเขาเซียนตูแต่สำหรับภูติน้อยพวกนางไม่สนใจการฝึกฝนเลยแม้แต่น้อยวันๆเอาแต่เที่ยวเล่นเวลาว่างหยูหยูถึงจะทำการขยายลำธารให้กว้างขึ้น
เมิ่งเจี้ยนเฉินเดินไปยังคลังเก็บสมบัติของตนเองมองหาสมบัติที่คิดว่าใช้ได้ออกมาครั้งนี้เมิ่งเจี้ยนเฉินไม่อยากใช้พลังของรูปปั้นแม่ทัพเทพจึงมองหาสมบัติชิ้นอื่น
“ในนี้มีกระบี่อยู่สองถึงสามเล่มเจ้าเลือกไปหนึ่งเล่ม”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
ฮวาชิงดวงตาเป็นประกายมองไปยังกระบี่สีเงินเล่มหนึ่งซึ่งถูกใจของนางมากแถมนางยังมองระดับของมันไม่ออกอย่างน้อยก็ต้องเป็นของดีอย่างไม่ต้องสงสัย
“ตกลงแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่”หรานซีเดินตามเข้ามาด้วยสีหน้าไม่พอใจเพราะเมิ่งเจี้ยนเฉินไม่ยอมบอกอะไรนาง
“เจ้าจะรู้ไปทำไมเจ้าจะลงมือหรือไง”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“บอกข้ามาก่อนแล้วข้าจะตัดสินใจเอง”หรานซีกล่าว
“มีคนระดับสูงมาจากทวีปอื่นเกรงว่าอาจจะมาจากทวีปแผ่นดินกลางและคนพวกนั้นก็อยู่ที่สำนักจินหยาง”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“สำนักเต๋าสายที่สอง”หรานซีขมวดคิ้ว
“แบบนี้ลำพังแค่พวกเราจะจัดการได้งั้นเหรอ”ฮวาชิงกล่าว
“หากปกติก็คงไม่ได้แต่หากใช้สมบัติของข้าก็น่าจะได้” เมิ่งเจี้ยนเฉินหยิบตำราเล่มหน้าออกมาเมื่อเปิดออกก็มีแผ่นยันต์จำนวนมากอยู่ด้านใน
“นี่มันยันต์ล้ำค่าทั้งนั้นเลยนี่”หรานซีอ้าปากค้าง
“ศิษย์พี่ชิงเสวี่ยมอบให้ข้าเอาไว้ป้องกันตัวยามออกไปท่องทวีปอื่นไม่คิดว่าจะได้ใช้เร็วขนาดนี้”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
หลังจากออกมาจากห้องสมบัติเมิ่งเจี้ยนเฉินก็เดินลงจากภูเขาเซียนตูมายังตระกูลเมิ่งจากนั้นก็ปรึกษากับเมิ่งซานแล้วร่วมกันวางแผน
“นายน้อยมีชายหนุ่มคนหนึ่งบอกว่าเป็นสหายของนายน้อยมายืนรออยู่ทางเข้า”พ่อบ้านคนหนึ่งเดินเข้ามา
“นามของเขา”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“ถิงจี้”
“ไปพาเขาเข้ามา”เมิ่งเจี้ยนเฉินยิ้ม
“สหายที่เจ้าเคยบอกงั้นเหรอ”เมิ่งซานกล่าว
“ถูกต้องเขามาจากสำนักดาบเป็นชายชาตรีคนหนึ่งเลยละ”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“แล้วครั้งนี้เขาจะเข้ามามีเอี่ยวด้วยหรือไม่”เมิ่งซานกล่าว
“ต่อให้ไม่บอกเขาเขาก็ตามข้าไปอยู่ดี ถิงจี้เป็นประเภทไม่กลัวมีเรื่อง กลัวแต่จะไม่มีเรื่อง”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“ฮ่าฮ่า ดี มีสหายแบบนี้แหละดี” เมิ่งซานยิ้ม
ถิงจี้ที่เขามาด้วยใบหน้าเบิกบานก็คารวะเมิ่งซานก่อนจากนั้นก็หันไปมองเมิ่งเจี้ยนเฉินและยิ้ม
“เจ้ามาได้เวลาจริงๆเลยนะหรือว่ารู้เรื่องหมดแล้ว”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“ไม่ผิดท่านอาจารย์บอกว่าภูเขาเซียนตูเหมือนจะมีปัญหาข้าเลยรีบมา” ถิงจี้กล่าว
“อาจารย์ของเจ้าไม่กังวลงั้นเหรอ”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“อย่าไร้สาระน่าสำหรับสำนักดาบพวกเราไม่เคยหวาดกลัวสำนักเต๋าและยิ่งเป็นสำนักจินหยางเจ้าก็รู้ว่าข้าเกลียดพวกมันขนาดไหน”ถิงจี้ยกยิ้ม
“ดีงั้นคืนนี้เราจะรอดูว่าปลาจะมากินเหยื่อหรือเปล่า”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“เรื่องตกปลาเป็นเจ้าที่เชี่ยวชาญอยู่แล้วไม่ใช่หรือ”ทั้งสองมองหน้ากันแล้วยิ้ม
คนที่จะลงมือในคืนนี้นอกจากเมิ่งเจี้ยนเฉินถิงจี้ ฮวาชิง หรานซีและเมิ่งซานเท่านั้นทั้งห้าคนขอบเขตของเมิ่งซานสูงสุดบวกกับสมบัติที่เมิ่งเจี้ยนเฉินมอบให้พลังของเมิ่งซานไม่ต่างจากขอบเขตหกที่เกือบจะทะลวงขอบเขตที่เจ็ดได้เลย
ตระกูลเมิ่งส่งคนไปที่เหมืองอีกครั้งและเริ่มขุดแร่โลหะตามเคยทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อีกด้านหนึ่งสำนักจินหยางภายในสำนักจินหยางมีกลุ่มรุ่นเยาว์สี่คนนั่งอยู่ในห้องหรูหราอย่างมีความสุขข้างๆมีศิษย์หญิงที่งดงามคอยปรนนิบัติอย่างเย้ายวนอยู่
“เหอะตอนนี้เจ้าเมิ่งเจี้ยนเฉินอะไรนั่นคงจะโกรธอย่างมากแน่”ศิษย์คนหนึ่งกล่าว
“ก็คงงั้นถึงจะเป็นศิษย์ของเซียนกระบี่แต่หากกล้าล้ำเส้นมาหาเรื่องสายที่สองของพวกเราก็เท่ากับรนหาที่ตายแต่ข้าจะไม่สังหารเจ้านั่นตรงๆแต่จะค่อยทรมานอย่างช้าๆแทน” ชายหนุ่มอีกคนกล่าว
ทั้งสองคนคือศิษย์ของสำนักเต๋าสายที่สองส่วนอีกสองคนกลับยกยิ้มพวกเขาคือคนที่เจียงไป๋ส่งออกมาอย่างลับๆพวกเขาไม่ได้ลงมือตรงๆแต่ได้ร่วมมือกับสายที่สองแทนเพราะเขารู้ว่าสายที่สองได้มีเรื่องกับเมิ่งเจี้ยนเฉินเพียงแต่ศิษย์ทั้งสองคนนี้ไม่รู้เรื่องตัวตนของเมิ่งเจี้ยนเฉินขนาดเจ้าสำนักจินหยางที่บอกสถานะของเมิ่งเจี้อนเฉินให้ทั้งสองฟังแต่ทั้งสองก็ไม่เชื่อและด้วยมีพวกเขาคอยเป่าหูเจ้าสำนักจินหยางจึงเชื่อว่าเมิ่งเจี้ยนเฉินโกหกพวกเขา
“เรียนท่านเซียนคนของเราพบว่าตระกูลเมิ่งส่งคนไปขุดแร่อีกแล้ว”ผู้อาวุโสของสำนักจินหยางเดินเข้ามา
“โอ้ดูเหมือนพวกมันจะยังไม่จำ คืนนี้ส่งคนไปลอบสังหารอีกครั้ง” ศิษย์ของสายที่สองกล่าว
“ขอรับ”ผู้อาวุโสสำนักจินหยางจากไปตอนนี้พวกเขาไม่หวาดกลัวเมิ่งเจี้ยนเฉินแล้วเพราะเบื้องหลังของพวกเขาเองก็มีเซียนจากสำนักเต๋าเบื้องบนเช่นกัน