บทที่ 10 ต้องพึ่งตัวเองสินะ
อากาศเริ่มเย็นลงทีละน้อย ลั่วโหวตื่นแต่เช้ามืดไปวิ่งรอบ ๆ รั้วโรงเรียน
ระหว่างวิ่งเขาก็คิดไปด้วยว่า ปี 1993 เหลืออีกเพียงเดือนเดียว ในปี 1994 ตลาดหุ้นของประเทศจีนจะเหมือนรถไฟเหาะ หลังจากทะยานแตะ 900 จุดใน่กลางเดือนมกราคม ก็จะเริ่มดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง จนถึงจุดต่ำสุดที่ 320 จุดใน่ปลายเดือนกรกฎาคม ร่วงลงมากว่า 580 จุดในรอบครึ่งปี วันที่ 30 กรกฎาคม ได้ประกาศนโยบายกู้วิกฤติ 3 ประการ ได้แก่ ระงับการเสนอขายหุ้นใหม่ชั่วคราว อนุญาตให้บริษัทหลักทรัพย์กู้เงินเพื่อซื้อหุ้น และจัดตั้งกองทุนร่วมระหว่างจีน-ต่างชาติ
นโยบายเหล่านี้ทำให้เกิดคลื่นปรากฏการณ์บูมในเดือนสิงหาคม ดัชนีตลาดหุ้นจากจุดปิดวันนั้นที่ 330 จุด พุ่งขึ้นไปถึง 1,050 จุดเมื่อวันที่ 13 กันยายน คิดเป็อัตราการขยายตัวกว่า 210% โอกาสทำเงินครั้งนี้ถ้าพลาดไปจริง ๆ ก็น่าเสียดายมาก ตอนนั้นเขายังเรียนมัธยมปลายอยู่เลย แต่ก็ยอมขาดเรียนไปเล่นหุ้น แต่ก่อนหน้านั้น เขาจะทำยังไงให้ได้เงินก้อนแรกล่ะ? ไม่ใช่สิ เงินก้อนแรกน่าจะเป็เดือนกันยายนปีหน้า
ที่บ้านไม่มีเงิน ยืมเงินใครก็ไม่ได้ เื่กู้เงินยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ทันใดนั้น ลั่วโหวก็นึกถึงเื่การยืมเงิน เขาพึมพำเบา ๆ ว่า “จริง ๆ แล้ว ยืมเงินไม่ได้สักบาทเลยเหรอ? ลุงสองเป็ทหารระดับกองพัน ปกติใช้จ่ายไม่มาก น่าจะมีเงินสักหลายหมื่นหยวน ลุงสามแต่งงานมีลูกสาว คงยังไม่มีเงินมากนัก ส่วนพวกลุง ๆ คนอื่น ๆ ก็ไม่ต้องพูดถึง ยากจนกันหมด”
“ต้องพึ่งตัวเองสินะ!” ลั่วโหวถอนหายใจ “การพนันฉันไม่มีเทคนิคพิเศษอะไร ส่วนหวยฉันก็จำเลขไม่ได้ ตลาดหุ้นต้องมีเงินลงทุนก่อน โอ๊ะ! ต้องพึ่งนิยายของฉันเอง ‘อวตาร’ แต่ถ้าให้นิตยสารวิทยาศาสตร์ตีพิมพ์ ภาษีหักไปแล้วคงได้ไม่ถึงหนึ่งหมื่นสามพันหยวน ไม่พอสำหรับเงินลงทุนปีหน้าแน่ ต้องพิมพ์เป็หนังสือสิ ถึงต้องซื้อลิขสิทธิ์ตอนนั้น ฉันก็ยอม เพราะตลาดหุ้น่สิงหาถึงกันยายนปีหน้าน่าลงทุนมาก!”
เพื่อให้ ‘อวตาร’ เสร็จโดยเร็ว ลั่วโหวจึงตัดสินใจหยุดเรียนหนังสือชั่วคราว แม้จะเหลือเวลาสอบเพียงครึ่งปีก็ตาม
เมื่อไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเรียน ประสิทธิภาพการเขียนของลั่วโหวจึงเพิ่มมากขึ้น ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ใน่ปลายเดือนพฤศจิกายน เขาก็เขียน ‘อวตาร’ ที่มีปริมาณสี่แสนตัวอักษรจบ
เขาขอให้ครูหลี่ช่วยดูและบอกว่า ถ้ามีค่าตอบแทนการเขียน เขาจะแบ่งให้ครูหลี่ห้าเปอร์เซ็นต์ของค่าตอบแทนหลังหักภาษีแล้ว
ครูหลี่รีบปฏิเสธทันทีพร้อมกับยิ้มแย้ม “ฉันจะเอาค่าตอบแทนของเธอไปทำไม?”
ลั่วโหวพูดด้วยรอยยิ้มว่า “มันก็ไม่น้อยนะครับ ถ้าได้ราวหนึ่งหมื่นกว่าหยวน ห้าเปอร์เซ็นต์ก็เท่ากับห้าพันหยวนแล้ว!”
ในสมัยนั้น 5,000 หยวนเป็เงินเดือนของครูหลี่นานถึงสองปีกว่า
ลั่วโหวจึงขอให้ครูหลี่ช่วยดูให้เสร็จโดยเร็ว และให้ความคิดเห็นมาโดยด่วน!
ความจริงแล้ว นี่เป็เพียงการแสดงความเคารพต่อครูหลี่เท่านั้น ในสายตาของเขา ครูหลี่มีความรู้ทางด้านวรรณกรรมมากกว่าเขาที่มีความทรงจำถึง 40 ปี อย่างที่รู้ว่าความทรงจำ 40 ปีของลั่วโหวนั้นอุดมสมบูรณ์มาก ไม่เพียงแต่มีประสบการณ์เป็เศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเท่านั้น แต่ยังมีประสบการณ์ได้รับรางวัลโนเบลสองรางวัลด้วย
วันนั้น ลั่วเสวียนมาส่งอาหารให้ลั่วโหว เป็เนื้อหมูผัดพริกราคาจานละห้าหยวนที่ซื้อจากร้านอาหารข้างนอก เนื้อหมูผัดพริกในปีนั้นหอมมาก เพราะเป็เนื้อหมูพื้นบ้าน
หลังจากวางกล่องอาหารแล้ว ลั่วโหวยิ้มพลางพูดอย่างอารมณ์ดี “พี่สาว ถ้าใครแต่งงานกับพี่ คนคนนั้นจะต้องมีความสุขมากแน่ ๆ ผมว่าพี่สมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว!”
ลั่วเสวียนที่จะอายุครบ 17 ปี ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าหัวเราะ “นายอย่าพูดเลอะเทอะสิ ว่าแต่ การเขียนหนังสือเป็ยังไงบ้าง?”
ลั่วโหวบอกว่าเขาเขียนเสร็จแล้ว ครูหลี่ได้อ่านแล้ว และสรุปว่า “การเขียนนิยายยาวแบบนี้ จริง ๆ แล้วปวดหัวมาก! แต่ยังดีที่มีแค่สี่แสนคำ ถ้ายาวกว่านี้เป็ล้านคำหรือหลายล้านคำ มันอาจจะทำให้ผมตายได้เลย!”
จริงอยู่ สาเหตุที่ลั่วโหวสามารถเขียนนิยาย ‘อวตาร’ ได้จบ เพราะเขาได้ดูภาพยนตร์และอ่านนิยายต้นฉบับมาก่อน จึงมีความทรงจำที่แม่นยำ แต่ถ้าเป็ ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ เขาคงไม่รอดแน่ ๆ ไม่ต้องพูดถึงการอ่านนิยาย แม้แต่ภาพยนตร์เขาก็ดูได้แค่ภาคแรกเท่านั้น
“พี่สาว ถ้านิยายเื่นี้ได้ตีพิมพ์ ค่าลิขสิทธิ์ที่จะส่งให้นิตยสาร ‘โลกวิทยาศาสตร์’ ในอนาคต พวกเขาจะต้องจ่ายให้ผมมากกว่าปกติ!” ลั่วโหวพูดขณะกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
ลั่วเสวียนช่วยเทน้ำให้เขาอยู่ข้าง ๆ
“พี่สาว จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยไหนล่ะ? พ่อจะไปหางานทำที่เมืองจินหนิง คาดว่าปลายปีหน้าหรือต้นปีถัดไปน่าจะเรียบร้อย ด้วยผลการเรียนของเราสองคน ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เราน่าจะเข้าสามมหาวิทยาลัยชั้นนำได้” ลั่วโหวพูด
ลั่วเสวียนพูดว่า “อืม ฉันอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยสุ่ยมู่มาตลอด!”
“ไม่เป็ไรหรอก ชอบมหาวิทยาลัยไหนก็เข้ามหาวิทยาลัยนั้นสิ ในอนาคตน้องชายของพี่จะมีเงินมีอำนาจ พี่กลัวหางานทำไม่ได้หรือไง?” ลั่วโหวพูดโอ้อวดอย่างไม่อาย “น้าเล็กตกลงจะมาทำงานให้ผมแล้ว ต่อไปจะไปต่างประเทศกับผม เป็พี่เลี้ยงและผู้จัดการประจำตัว ฮ่า ๆ แล้วพี่ล่ะ? อยากไปด้วยกันไหม?”
ลั่วเสวียนหัวเราะ “ถ้านายมีความสามารถพอก็พาไปสิ!”
ลั่วโหวมองดูพี่สาวที่มีใบหน้าขาวผ่องแดงระเรื่อ แล้วถอนหายใจ “เฮ้อ พอไปถึงอเมริกา เราต้องไปตรวจดีเอ็นเอกันสักที!”
ลั่วเสวียนโกรธ “ฉันไม่คุยกับนายแล้ว ฉันจะกลับไปห้องเรียน!”
หลังจากนั้นไม่กี่วัน ครูหลี่ก็อ่าน ‘อวตาร’ จบ และเขียนความคิดเห็นลงในกระดาษหลายแผ่น โดยไม่ได้เขียนลงในต้นฉบับ เขาคงเข้าใจถึงความสำคัญของต้นฉบับนี้
จาก่เย็นจนใกล้เที่ยงคืน ลั่วโหวได้คุยกับครูหลี่เป็เวลากว่าหกชั่วโมงเต็ม เขารับฟังคำแนะนำจากครูหลายประการ และโต้แย้งคำแนะนำบางประการด้วย
หลังจากพูดคุยแลกเปลี่ยนกันเสร็จ ครูหลี่ก็กลับไป ส่วนลั่วโหวก็เชื่อฟังและยอมรับทุกสิ่งที่ครูแนะนำ
ผ่านไปสองสามวัน ลั่วโหวก็แก้ไขนิยาย ‘อวตาร’ เสร็จ และส่งไปที่กองบรรณาธิการทางไปรษณีย์
จากนั้นก็เป็การรอคอยผลงานเท่านั้น!
หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ เขาก็ขอลาหยุดหนึ่งวัน และบอกให้พี่สาวจัดการเื่อาหารกลางวันและเย็นเอง ก่อนจะไปหาลูกศิษย์คนแรกอย่างอู๋เยี่ยนเปา เขาพบว่าอู๋เยี่ยนเปามีผิวพรรณสดใสดีมาก สิวอักเสบส่วนใหญ่หายไปแล้ว ใบหน้าที่เคยไม่น่าดูนักก็กลายเป็สดชื่นมากขึ้น
“อาจารย์ อาจารย์ ผมรู้สึกถึงลมปราณได้ดีมากแล้ว!” อู๋เยี่ยนเปาพูดด้วยความตื่นเต้น
เขาได้พบกับแม่ของอู๋เยี่ยนเปาด้วย เธอพูดว่า “เยี่ยนเปาหมกมุ่นกับการฝึกฝนวิทยายุทธ์ ดีนะที่ดูเหมือนจะมีประโยชน์บ้าง เขามีแรงกว่าเดิมมาก ต่อไปแม้แต่ทำนาเขาก็คงจะทำได้เก่งกว่าคนอื่น สิวอักเสบก็หายแล้ว และดูสงบนิ่งมากขึ้น”
ลั่วโหวพยักหน้ารับรอง “เยี่ยนเปาเป็ลูกศิษย์คนแรกของผม ในอนาคตถ้าผมประสบความสำเร็จ ผมจะฝึกสอนเขาอย่างดีแน่นอน!”
แม่อู๋หัวเราะพร้อมพูดว่า “เธอเด็กกว่าเยี่ยนเปาสองปี แต่รู้เื่มากกว่าเขามาก รู้จักการฝึกฝนวิทยายุทธ์ แถมยังเขียนนิยายหารายได้อีกด้วย ในอนาคตเธอต้องประสบความสำเร็จแน่นอน อย่าลืมเยี่ยนเปาล่ะ…”
ลั่วโหวมองบ้านหลังใหญ่ของตระกูลอู๋แล้วหัวเราะ “เยี่ยนเปาจะเป็รุ่นที่สองของตระกูล…”
ที่บ้านของตระกูลอู๋ ลั่วโหวเริ่มสอนศิลปะการต่อสู้ให้กับอู๋เยี่ยนเปาด้วยมวยกังฟูต่าง ๆ หลังจากรำกังฟูจบหนึ่งชุด แม่อู๋ก็ชมจากข้าง ๆ ว่า “ลั่วโหวเป็คนมีพร์จริง ๆ!”
เนื่องจากลั่วโหวได้ฝึกฝนวิทยายุทธ์จนถึงระดับครึ่งหนึ่งของกำลังม้าแล้ว เมื่อเขาออกรำกังฟูชุดนั้น จึงดูดุดันน่าเกรงขาม จนสองคนที่อยู่ข้าง ๆ สามารถได้ยินเสียงฟาดฟันอากาศได้ชัดเจน
“อาจารย์ อาจารย์เก่งมากเลย! แถมยังมีเสียงดังเหมือนปรมาจารย์ในละครกำลังภายในด้วย!” อู๋เยี่ยนเปาชื่นชม
“ระดับสูงสุดคือไม่มีเสียง แต่รวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ!” ลั่วโหวพูด “ในโลกของศิลปะการต่อสู้ ความเร็วเท่านั้นที่จะไม่ถูกโจมตีได้! อีกอย่างหนึ่งคือ ‘หนึ่งแรงดับสิบ’ สองสิ่งนี้เป็สิ่งที่ผู้ฝึกวิทยายุทธ์ต้องแสวงหา”
เวลากลางวัน แม่อู๋ไปตลาดและเรียกพ่ออู๋กลับมา ทั้งสี่คนเลี้ยงอาหารกลางวันให้ลั่วโหว อู๋เยี่ยนเปามีน้องสาวคนหนึ่ง หน้าตาธรรมดา กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นปีที่หนึ่ง
หลังจากรับประทานอาหารกลางวันและพักผ่อนให้สบาย ลั่วโหวก็เริ่มสอนวิชากังฟูนั้นให้แก่อู๋เยี่ยนเปา อาจเป็เพราะอู๋เยี่ยนเปาได้ศึกษาการฝึกฝนวิทยายุทธ์แล้ว จึงทำให้เขามีพร์ในการเรียนรู้สูงขึ้น ในเวลาเพียงครึ่งวัน เขาก็สามารถออกท่ากังฟูนั้นได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่อพ่อของเขากลับมาจากการเก็บร้านขายเนื้อในตอนเย็น ก็พบว่าลูกชายกำลังฝึกซ้อมท่ากังฟูนั้นอย่างจริงจังและมีระเบียบแบบแผน
ทันใดนั้น ความปีติยินดีก็เกิดขึ้นในใจ!
นั่นสินะ ใจของพ่อแม่ทั้งหลายล้วนเป็เช่นนี้!
แม้ลูกชายจะเรียนหนังสือไม่เก่ง แต่ถ้าสามารถศึกษาวิชาการต่อสู้ที่ดีได้ เขาก็คงไม่ต้องถูกคนอื่นกดขี่ข่มเหงในอนาคต บางทีอาจจะมีโอกาสสร้างตัวได้ดีเสียด้วยซ้ำ