ฉินซูหลันรูดปลายนิ้วมือแตะััที่หน้าจอโฮโลแกรมเพื่อตรวจสอบฟังก์ชันของระบบมิติวิเศษ
บนหน้าจอโฮโลแกรมปรากฏรายละเอียดต่างๆ ให้เธอได้อ่าน ฉินซูหลันกวาดสายตามองอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ได้เข้าใจว่าช่องเก็บของพวกนั้นจะใช้งานได้ก็ต่อเมื่อต้องทำภารกิจให้สำเร็จซะก่อนและทุกครั้งที่ทำภารกิจสำเร็จก็จะได้คะแนนบางอย่างที่เรียกว่า 'แต้มระบบ'
นอกจากนี้ในหน้าจอโฮโลแกรมยังมีแถบเครื่องมือที่เขียนว่า'หมวดเครื่องผลิต' อีกด้วย การจะเปิดใช้งานหมวดนี้ได้จะต้องทำการปลดล็อกก่อน
"น่าสนใจดีนี่..."ฉินซูหลันคลี่ยิ้มมุมปากอย่างคนที่มีแผนการล้ำลึก หล่อนคือผู้หญิงที่มาจากต่างโลกมีความรู้จากโลกศตวรรษที่ 21[1]และมีมันสมองอันเฉียบแหลมดังนั้นเธอสามารถฝ่าฟันวิกฤตและสามารถทำภารกิจของระบบมิติวิเศษได้แน่
"จะปล่อยให้เป็อย่างนี้ต่อไปไม่ได้พวกเราจะผิดคำพูดกับคนตระกูลเซียวไม่ได้เด็ดขาด ในเมื่อขังก็แล้วด่าทอต่อว่าก็แล้ว แต่ยังไม่ได้ผล งั้นผมจะลองเกลี้ยกล่อมหล่อนดูอีกสักครั้ง ลูกสาวคนนี้เชื่อฟังพวกเรามาโดยตลอดไม่น่าเชื่อว่าจะมาหัวแข็งเอาตอนนี้ คิดแล้วก็น่าปวดหัวจริง ๆ"
เสียงพูดที่ค่อนข้างอ่อนใจของใครคนหนึ่งดังมาจากด้านนอกเป็เสียงพูดของฉินฉางอี้ผู้ซึ่งเป็บิดาแท้ ๆ ของฉินซูหลันนอกจากเสียงของฉินฉางอี้แล้วก็ยังมีเสียงแหลมเล็กของหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งหล่อนมีชื่อว่าฮั่วหวันถิงเป็แม่เลี้ยงของฉินซูหลันสำหรับหล่อนแล้วฉินซูหลันคนนั้นก็แค่สินค้าชิ้นหนึ่งที่จะทำเงินให้กับครอบครัวของหล่อน
"ยัยหนูฉินของคุณก็จริงๆ เลย คิดจะให้พวกเราอดตายกันหรือไง เงินสินสอดนั่นตั้ง 60 หยวนเชียวนะถ้าได้เงินนั่นมาพวกเราคงอยู่สบายไปได้หลายเดือนคุณจะมามัวใจอ่อนอยู่แบบนี้ไม่ได้"ฮั่วหวันถิงพยายามพูดกดดันและพูดกรอกหูผู้เป็สามีอย่างไม่ยอมลดละ
ด้านฉินฉางอี้ที่รู้สึกลำบากใจอยู่ไม่น้อยถอนหายใจออกมาพรูใหญ่อ้าปากพูดงึมงำเสียงแ่เบาในลำคอว่า...
"อาเหยียน... ผมขอโทษนะที่ต้องใจร้ายกับลูกแบบนี้ผมรู้ว่าหลันเอ๋อร์ของเราไม่เต็มใจ แต่ผมไม่มีทางเลือกแล้วจริง ๆ"ฉินฉางอี้หวังให้คำพูดนี้ของเขาลอยไปถึงหูของภรรยาผู้ล่วงลับไปแล้วหลายปี
"พี่ฉิน!เลิกทำตัวพิรี้พิไรได้แล้ว อาเหยียนตายไปนานแล้ว จะพูดกับหล่อนไปทำไมกัน"
"แต่อาเหยียนเป็แม่แท้ๆ ของหลันเอ๋อร์"
"อาเหยียนก็แค่แม่ผู้ให้กำเนิดฉันคือแม่ผู้อุปถัมภ์เลี้ยงดู ดังนั้นคนที่มีสิทธิ์ในตัวซูหลันมากที่สุดก็คือฉันแต่งกับเซียวจิ้งน่ะไม่ดีตรงไหนกันเขาเป็คนพิการแขนขาอ่อนแรงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ก็จริงแต่ตรงนั้นของเขามันไม่ได้พิการซะหน่อยแล้วอีกอย่างบ้านตระกูลเซียวก็มีคูปองแลกข้าวและมีคูปองแลกน้ำมันพืชตั้งเยอะถ้าเราให้ซูหลันแต่งเข้าไปเป็สะใภ้บ้านนั้นในฐานะพ่อแม่เราก็เอาเื่บุญคุณเข้ามาเป็ตัวเร่งรัดบีบให้ซูหลันไปขโมยคูปองพวกนั้นมาให้เรา แบบนี้พวกเราก็จะอยู่สุขสบายไปตลอดชีวิต"
คำพูดของฮั่วหวันถิงร้ายกาจและไร้ความเมตตามากจริงๆ คำพูดเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงฉินฉางอี้ที่ได้ยินแต่ฉินซูหลันที่นั่งหัวโด่อยู่ในห้องนอนเล็ก ๆที่ดูยังไงก็เหมือนห้องเก็บฟืนต่างก็ได้ยินชัดเจนทุกถ้อยทุกคำ
ความทรงจำของร่างเดิม บอกให้ฉินซูหลันคนใหม่ได้รับรู้ว่าฮั่วหวันถิงคนนี้คือเพื่อนสาวคนสนิทของเหยียนรั่วหนานผู้เป็แม่แท้ ๆของฉินซูหลัน ฮั่วหวันถิงเป็ชู้รักกับฉินฉางอี้มานานหลายปีโดยที่เหยียนรั่วหนานไม่ระแคะระคายใจเลยแม้แต่น้อยกระทั่งอยู่มาวันหนึ่งเหยียนรั่วหนานล้มป่วยเพราะโรคร้ายและได้ฮั่วหวันถิงเข้ามาอยู่ในบ้านหลังเดียวกันโดยอ้างว่าหวันถิงเป็เพื่อนรักเพียงคนเดียวของรั่วหนานอยากจะมาอยู่ใกล้ชิดและอยู่ดูแลเพื่อนสนิทในตอนที่เจ็บไข้ได้ป่วย
แต่ทว่านั่นก็เป็เพียงแค่คำพูดสวยหรูที่ถูกยกขึ้นมาบังหน้าความจริงก็คือฮั่วหวันถิง้าเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ในฐานะภรรยาคนใหม่ของฉินฉางอี้ต่างหากและเมื่อเหยียนรั่วหนานได้มารู้ความจริงเื่ที่เพื่อนสนิทกับสามีของตัวเองลอบคบชู้กันเหยียนรั่วหนานก็เ็ปหัวใจอย่างเหลือแสนความรู้สึกของหล่อนมันเ็ปยิ่งกว่าถูกมีดพันเล่มทิ่มแทงที่ขั้วหัวใจ
หลังได้รู้ความจริงเื่นี้อาการป่วยของเหยียนรั่วหนานก็ทรุดตัวลงอย่างหนักและไม่นานหลังจากนั้นเหยียนรั่วหนานก็สิ้นใจตาย!
ั้แ่ต้นจนจบฮั่วหวันถิงไม่เคยรู้สึกผิดกับเื่นี้กลับกันหล่อนรู้สึกว่าสองแม่ลูกนั่นติดหนี้บุญคุณหล่อนมากกว่า เหยียนรั่วหนานสิ้นใจตายตอนที่ลูกสาวของหล่อนอายุได้เพียงห้าขวบและต่อจากนั้นหน้าที่ดูแลเด็กก็กลายเป็ของฮั่วหวันถิงโดยปริยายแม้ว่าตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมา หล่อนจะเลี้ยงดูฉินซูหลันแบบทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ก็เถอะแต่นั่นก็เรียกว่าเป็บุญคุณได้เหมือนกัน
ครืด!
เสียงประตูบานไม้ถูกเปิดออกจากด้านนอกแล้วเสียงแหลมแปร๊ดของแม่เลี้ยงใจร้ายอย่างฮั่วหวันถิงก็ลอยเข้ามาฉะหน้าฉินซูหลันที่นั่งนิ่งอยู่ในห้อง
"แกทำตัวดี ๆ ซะอย่าทำให้พวกฉันต้องเหนื่อยใจกับแกไปมากกว่านี้ แค่เลี้ยงดูแกมาตลอด 15 ปีก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว ถึงเวลาแล้วที่แกจะต้องตอบแทนบุญคุณพวกฉันแต่งกับเซียวจิ้งก็ให้ถือซะว่าทดแทนบุญคุณให้พวกฉันก็แล้วกัน"ฮั่วหวันถิงไม่รอให้สามีเป็คนพูดเปิดปากเพราะดูท่าแล้วฉินฉางอี้คงจะใจอ่อนให้ลูกสาวอีกตามเคยดังนั้นหล่อนจึงชิงพูดขึ้นมาซะก่อน
"หลันเอ๋อร์...ลูกต้องเห็นใจครอบครัวของเรานะพวกเราเป็ครอบครัวยากจน ผลผลิตปีนี้ได้น้อยกว่าที่ควร ราคาขายก็ตกต่ำย่ำแย่หากลูกไม่แต่งกับเซียวจิ้ง พวกเราก็จะเดือดร้อนกันหมด ลูกต้องเสียสละนะ"ฉินฉางอี้พูดกับลูกสาวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
ฉินซูหลันที่นั่งอยู่บนเตียงนอนหันมองหน้าสองสามีภรรยาคู่นั้นด้วยสายตาที่คมกริบราวกับใบมีดที่ถูกลับคมมาอย่างดีสีหน้าเ็าของอดีตซีอีโอสาวทำให้ใบหน้าซีดเซียวของสาวน้อยคนนี้ดูน่ากลัวอย่างประหลาด
"เสียสละ?หึ! เสียสละงั้นเหรอ!" ซีอีโอสาวฉินซูหลันกลั้วเสียงหึในลำคอ
"ทำไมฉันต้องเสียสละด้วย?"ฉินซูหลันเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แล้วพูดอย่างท้าทาย
"ก็เพราะว่าแกเป็ลูกสาวคนโตของบ้านยังไงล่ะ"ฮั่วหวันถิงพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะสบอารมณ์นัก
"ทุกคนในบ้านหลังนี้มีมือมีเท้ากันหมดค่อย ๆ ทำมาหากินช่วยกันก็ได้แล้ว ไม่จำเป็ต้องให้ฉันเสียสละอยู่คนเดียวแล้วการเอาลูกสาวไปแลกกับเงินสินสอดแค่ 60 หยวนและข้าวเปลือก1 กระสอบ มันไม่ได้เรียกว่าเสียสละหรอกนะแต่มันเรียกว่าขายลูกกินต่างหาก!" คำพูดชัดถ้อยชัดคำของฉินซูหลันทำผู้มาใหม่อึ้งงันไปตาม ๆ กัน ฉินฉางอี้คาดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าลูกสาวของเขาจะปากร้ายได้ถึงขนาดนี้
"แกอย่ามาพูดจายอกย้อนบ้านหลังนี้ฉันเป็ใหญ่ แกไม่มีสิทธิ์ตั้งคำถามไม่มีสิทธิ์ออกความเห็นอะไรทั้งนั้น เงิน 60 หยวนมันใช่เงินน้อยๆ ซะั้แ่เมื่อไหร่ คนไร้สมองแบบแกคงไม่รู้ล่ะสิว่า 60 หยวนมันมีมูลค่าเยอะขนาดไหน"
ฮั่วหวันถิงโกรธจัดจนหน้าแดงถ้าไม่ติดว่าฉินฉางอี้ยืนอยู่ตรงนี้ด้วยหล่อนคงเดินโร่เข้าไปกระชากผมนังเด็กนอกคอกคนนี้ตั้งนานแล้วไหนเลยจะปล่อยให้มันพูดมากได้ถึงขนาดนี้
"หึ ๆ"ฉินซูหลันกลั้วหัวเราะในลำคออย่างถือดี "ทำไมฉันจะไม่รู้ว่า 60 หยวนมีมูลค่าแค่ไหนในยุคที่เงินหยวนแข็งค่าแบบนี้ แต่ 60 หยวนนั่นมันน้อยเกินไป ถ้าเทียบกับความสามารถและศักยภาพของฉัน"ฉินซูหลันลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูงแม้รูปร่างจะผอมบางแต่ทว่าท่าทางของเธอก็แสดงถึงความเย่อหยิ่งอย่างสุดตัว
"พูดอะไรของแกน่ะ"ฮั่วหวันถิงขมวดคิ้วมุ่นให้กับคำพูดและท่าทางเย่อหยิ่งของฉินซูหลัน
"ต่อให้ฉันไม่ต้องแต่งกับเซียวจิ้งอะไรนั่นฉันก็สามารถหาเงิน 60 หยวนได้ เผลอ ๆฉันอาจจะหาได้มากกว่านั้นซะอีก"ฉินซูหลันเดินเข้าไปใกล้ฮั่วหวันถิงจนแทบจะชนหัวไหล่ น้ำเสียงของหญิงสาววัยเพียง 20ปี แฝงไปด้วยอำนาจที่ทำเอาคนฟังรู้สึกขนลุกขนพองไปตาม ๆ กัน
"แกอย่าพูดจาเหลวไหล!คิดเหรอว่าคำโกหกพล่อย ๆ ของแกจะโน้มน้าวและเปลี่ยนความตั้งใจของพวกฉันได้"เสียงพูดของฮั่วหวันถิงฟังแล้วแสบแก้วหูอย่างยิ่งผิดกับน้ำเสียงของฉินซูหลันที่แม้จะติดความเย่อหยิ่งและทะนงตัวไปบ้าง แต่ทว่าทุก ๆถ้อยคำของหล่อนกลับนุ่มสุขุมน่าฟังและน่ายำเกรงอย่างประหลาด
"ฉันไม่ได้พูดจาเหลวไหลถ้าไม่เชื่องั้นรอดูเอาเองก็แล้วกัน"
"น้ำหน้าอย่างแกจะไปหาเงิน 60 หยวนมาจากไหน จะไปขโมยมาจากคนอื่นหรือไง?"
"หึ ๆ"ฉินซูหลันแสยะยิ้มเยาะหยัน "การขโมยเงิน เป็วิธีของคนโง่ ฉันเป็คนฉลาด ย่อมไม่ลดตัวลงไปทำเื่พวกนั้น"
คำพูดของฉินซูหลันทำให้พ่อแท้ๆ ของเธอรู้สึกหน้าชาอย่างบอกไม่ถูก เขารู้สึกว่าลูกสาวของเขาเปลี่ยนไปไม่เหมือนฉินซูหลันคนเดิมที่เคยรู้จัก แต่อีกด้านหนึ่งฉินฉางอี้ก็ตอบตัวเองในใจว่าคงเพราะหลายปีมานี้ฉินซูหลันถูกกดดันอย่างหนัก และถูกฮั่วหวันถิงกดขี่ในหลาย ๆเื่ เมื่อความอดทนของเธอหมดลงแล้ว เธอจึงกลายเป็เด็กสาวที่ก้าวร้าว กล้าคิดกล้าทำ และกล้าต่อต้านผู้ใหญ่แบบนี้
"ถ้าจำไม่ผิด!วันนี้พวกคนตระกูลเซียวจะมาคุยเื่แต่งงานใช่ไหม?" ฉินซูหลันจ้องเข้าไปในดวงตาสีดำขลับของแม่เลี้ยงไม่แม้แต่จะหลบตาของฝ่ายตรงข้าม นี่ก็เพื่อ้าแสดงให้อีกฝ่ายได้รับรู้ว่าหล่อนจะไม่อ่อนข้อ และไม่ยอมก้มหัวให้ใครหน้าไหนอีกต่อไปแล้ว
"ถ้าใช่!แล้วแกจะทำอะไร" ฮั่วหวันถิงยืนเท้าเอวและพูดเน้นเสียง
"ทำอะไรก็เื่ของฉันเอาเป็ว่า! ฉันจะจัดการเื่นี้ด้วยวิธีของฉันก็แล้วกัน แล้วหากฉันเอาเงิน 60หยวนมาได้ พวกคุณก็เลิกยุ่งกับฉันเลิกบังคับฉันแต่งงานและเลิกล้ำเส้นของฉันด้วยล่ะ!"
คำพูดห้วน ๆของฉินซูหลันไม่ใช่คำขอที่เด็กสาวคนหนึ่งขอจากพ่อแม่ แต่มันคือคำสั่งและเป็การยื่นคำขาดในแบบฉบับของเธอ และเธอเองก็จงใจใช้สรรพนามคำว่า 'คุณ' กับฮั่วหวันถิงและฉินฉางอี้เพื่อให้พวกเขารับรู้ได้ถึงความห่างเหินของความสัมพันธ์
[1]โลกศตวรรษที่ 21 คือ ยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมีลักษณะเด่นคือ โลกาภิวัตน์ หรือ การสื่อสารไร้พรมแดน ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล