ทลายสวรรค์ กลืนพิภพ

    ตอนที่ 38 สายพลังหรือสายชีวิต

    เหมือนทุกๆ ครั้งหลังจาก พายุโหมกระหน่ำ แผ่นดินสั่นสะเทือน จะเกิดความเสียหายไปทุกหย่อมหญ้ากินบริเวณสุดลูกหูลูกตา ภัยพิบัติแต่ละครั้งทำให้ สิ่งมีชีวิตและผู้คนล้วนล้มตายมากมายเหลือคณานับ

     

    ณ ชุมชนชาวแดนนอก   ฝุ่นที่ฟุ้งกระจายเต็มไปทั่วชั้นบรรยากาศชั้นผิวดินเคลือบด้วยของเหลวสีดำ เป็นฝนดำที่ทิ้งร่องรอยไว้    เมื่อทุกอย่างค่อยๆ จะจางหายไป    ชาวชุมชนเฝ้ารออย่างใจจดจ่อ รอให้ทุกอย่างจางหายไปเพื่อที่จะได้ออกมาจากสถานหลบภัย  “เสี่ยวซู เป็นคนแรกที่อดใจไม่ได้

    “ข้าไม่รอแล้ว!    วิ่งออกไปข้างนอกมองดูสภาพที่พักอาศัยของชาวชุมชน ไม่เกิดความเสียหาย เท่าทุกครั้งที่ผ่านมาทุกอย่างยังคงสภาพอยู่ใกล้เคียงกับเดิมมาก

      ชาวชุมชนเริ่มทยอยกันออกมาจากสถานหลบภัย ในแต่ละแห่ง  ทุกๆ คนเห็นเหมือนกับเสี่ยวชู   ทุกอย่างใกล้เคียงกับสภาพเดิมมาก  ผู้คนเริ่มมองหากันและกัน ถามไถ่ ว่ามีใครสูญหายหรือล้มตายบ้างไหม  ปรากฏว่าทุกคนมองกันไปรอบๆเจอคนคุ้นเคยอยู่เป็นปกติสุขดั่งเดิม

      “สำเร็จแล้ว! “พวกเราสำเร็จแล้ว!  “ทุกคนต่างไชโย โห่ร้องดีใจลูกเด็กเล็กแดงคนแก่ อดที่จะกระโดดโดนเต้นทั้งๆ ที่ยังบาดเจ็บร่างกายอยู่

     

        สิ่งที่เห็นครั้งนี้ผิดแปลกไปจากทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ   ทุกๆ ครั้งหลังจากวันที่ลูกไฟตก จะเต็มไปด้วยผู้บาดเจ็บ  ศพคนตายเกลื่อนกลาดไปหมด กลุ่มคนแก่ทั้งหลายรวมถึง กุ้มหลง ถึงกับกั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่  เสียวซูที่ออกไปเป็นคนแรก วิ่งไปยังกำแพงกันลม  มองกำแพงกันลมจากที่ไกลๆ สภาพยังเป็นเหมือนเดิมมีรอยร้าวเป็นบางจุด ร้องเรียกหา นาฟ!  “นาฟ! พยายามวิ่งไปดูรอบๆพอมาถึงใกล้ๆ ริมกำแพงด้านนอก  มองเห็น         นาฟ เลือดเต็มตัวนอนสลบอยู่   “นาฟ!” เสี่ยวซู รีบวิ่งเข้ามาประคอง

    “นาฟ เป็นอะไร!   “นาฟเป็นยังไงบ้าง!  นาฟ ลืมตาฟื้นสติขึ้นมาเล็กน้อย

    “เป็นยังไงกันบ้าง” สำเร็จแล้ว! สำเร็จแล้ว! “ไม่มีใครตายเลยสักคน  สำเร็จแล้วนาฟ พร้อมเขย่าตัวนาฟ   นาฟเหมือนมีรอยยิ้มขึ้นอีกครั้งจากนั้นก็สลบไป

     

            รู้สึกอีกทีก็เหมือนกับได้ ล่องลอยไปในที่แสนไกลได้นอนลงบน ผืนหญ้าที่อ่อนนุ่ม  ได้ปลดปล่อยร่างกายเป็นอิสระ

    มีหยาดฝนไหลริน ลงมา สีใส บริสุทธิ์ กระทบกับผืนหญ้า ทีหอมกลิ่นจากธรรมชาติมาก มีความรู้สึกที่คุ้นเคย กับสภาพแวดล้อม เหล่านี้มาก 

             “ครืนนนน !!!” ๆ ๆ ๆ

      จู่ๆ ก็มีน้ำตา  ปรากฏน้ำตากลายเป็นสายเลือด น้ำฝนดำ หยดลงที่ไหนกัดกร่อนเผาไหม้ไปทุกที หมู่เมฆม้วนตัวอย่างบ้า คลั่ง ปิดผืนฟ้าเป็นสีดำแดงทั้งหมด

     

        ลูกไฟยักษ์ ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า ทะลุหมู่เมฆ ตกลงทันที

          “ตูม !! “

     

        นาฟสะดุ้งตื่นเหงื่อโทรมกาย “ฝันแบบนี้อีกแล้ว”   อยู่ๆมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา  “นี่เจ้าแน่ใจนะว่าเจ้าอยู่สายพลังไม่ใช่สายชีวิต”  นาฟงุนงง หันไปรอบๆ เห็นหญิงสาวชุดผ้าฝ้ายคนหนึ่งกำลังจัดเตรียมขวดยา อยู่ไม่ไกล

       “พลังการฟื้นตัวของเจ้ามันเหนือกว่าคนปกติ!  “ท่านหัวหน้าหน่วย นาฟพยายามก้มศีรษะทำความเคารพ  นาฟ มองไปรอบๆอีกครั้ง นี่เรายังอยู่ชุมชนแดนนอกนี่     “ไม่ต้องเป็นกังวลไปข้าแวะเวียนมาที่นี่เป็นประจำอยู่แล้ว โดยเฉพาะวันหลังเกิดภัยพิบัติ   บังเอิญ เห็นสภาพของเจ้าเข้า ก็เลยช่วยปฐมพยาบาลให้นิดหน่อย   “ขอบคุณท่านหลิงมากครับ   

    “เจ้านี่ช่างน่าอัศจรรย์นะ ปกติข้ามาแต่ละครั้งล้วนเต็มไปด้วยซากศพคนตาย คนบาดเจ็บเต็มไปหมด พื้นที่เสียหายหักพังเละเทะ ไปหมด

    หัวหน้าหลิงนิ่งไปสักพัก เหมือนคิดเรื่องราวบางอย่าง  “หลังจากนี้ไปเจ้าคิดว่าเจ้าจะทำอะไร   “ตอนนี้ข้ายังไม่ได้คิด     “แต่ถึงยังไงเจ้าก็คง ไม่พ้นที่จะต้องเข้าไปในอาณานิคม   “นาฟข้ามีเรื่องที่จะรบกวนเจ้า!”

     นาฟ หันมองหัวหน้าหน่วยหลิง  “ถ้าเป็นเรื่องที่ข้าสามารถทำได้ข้ายินดีทำให้เพื่อตอบแทนหลายๆสิ่งที่หัวหน้าหน่วยทำให้

     “เอาเป็นว่าถ้าเจ้าพร้อมที่จะเข้าไปข้างในให้เจ้ามาหาข้าก่อนได้หรือไม่”

     

    “นาฟพยักหน้า     จากนั้นไม่นานก็มีหลายคนแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมเยียนตอนนี้ชาวแดนนอกทุกคนมอง นาฟ คือผู้มีพระคุณ ทุกคนคอยพลัดเปลี่ยนกันเข้ามาดูแล  หลายครั้งที่ เสี่ยวซู ต้องกันคนพวกนี้ออกไปเพราะอยากให้นาฟได้พักผ่อน

    ไม่นานก็มี หน่วยความมั่นคงส่งคนมา เป็นระดับรองหัวหน้าหน่วยที่เคยแก้เชือกแดงให้นาฟ เข้ามาสอบสวนเหตุการณ์ทั้งหมด  นาฟเล่าทุกอย่างไปอย่างละเอียดปิดบังเฉพาะเรื่องราวการต่อสู้

    หลังจากนั้นไม่นาน แม็ค ก็มาเยี่ยม    “ดูเจ้าสิมันเหมือนคนบาดเจ็บซะที่ไหนเนี่ย “ข้าชักอยากเป็นผู้ใช้พลังแล้วสิหรือว่าข้าจะลอง ทดสอบ       สารคัดหลั่งดู  ฮ่าๆๆ แต่ไม่ดีกว่าข้าพอใจในสิ่งที่ข้าเป็นแล้ว    “นาฟ เจ้ารู้ตัวไหมว่าตอนนี้เจ้า โด่งดังมาก ชื่อเสียงของเจ้าดังไกล ไปถึงในอาณานิคมแล้ว    “นาฟส่ายหน้าแล้วก็ดังไกลไปถึงสมาคมใต้ดินด้วย   แม็คก็เริ่มขมวดคิ้วตามเจ้าก็อย่าเพิ่งคิดมากพักผ่อนก่อนเถอะ

      ผ่านไปอีก 2-3คืนช่วงนี้นาฟยังไม่ไปไหน ยังอยู่เดินรอบๆ  แดนนอกคิดถึง คนที่อยู่ไกลบ้าง  “ว่าตอนนี้เค้าเป็นยังไงบ้าง   “คิดถึงเรื่องราวการต่อสู้ที่ผ่านมา ว่าตนเองยังขาดประสบการณ์อีกมาก

       ทุกครั้งจะไม่ลืมหยิบขวดสุรา ขวดเล็กมาดื่มไปด้วยตอนนี้นาฟเริ่มดื่มได้อย่างลื่นคอมากขึ้น ไม่รู้เดินมาไกลแค่ไหน จู่ๆ ก็เดินขึ้นไปบนกำแพงกันลมขึ้นไป

     

        เหลือบไปมองเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ก่อนแล้ว เธอมีผมสีทอง สวมชุดผู้หญิงสูงศักดิ์เป็นผู้หญิงที่ นาฟ เคยเดินผ่านตอนอยู่แคมป์กลาง นางมองไปบนท้องฟ้าไกล อยู่ๆหันกลับมามองนาฟ

      “สรุปว่านายเป็นใคร

      “ข้ายังจดจำเรื่องราวตัวเองไม่ได้

       “นายรู้จักความหวังด้วยเหรอ   

       “นาฟ หันไปถามต่อ ความหวังที่ท่านพูดหมายถึงคืออะไร? 

       “ก็สิ่งที่เจ้าทำให้กับคนเหล่านี้ไงเจ้าทำไปเพื่ออะไร

    ข้าไม่รู้  ข้าแค่รู้สึกว่าถ้าเราทำได้ แล้วเราไม่ทำ พอเหตุเกิดขึ้นเราจะนึกเสียใจทีหลัง ไม่ได้     “ดี!ฉันชื่อเมลดี้ เป็นผู้อำนวยการแคมป์กลาง

    นาฟ ถึงกับตกใจถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวแล้วโค้งทำความเคารพ  แต่ยังไม่กล้ามองใบหน้าตรงๆ ความรู้สึกเวลาอยู่ใกล้ๆหญิงสาวคนนี้ คับคล้ายคับคลาว่าเหมือนยืนใกล้ๆ หัวหน้าคักโป   ดูๆ ไปนางยังอายุไม่มากเลยทำยังไงถึงมาถึงระดับนี้ได้

     “ที่ฉันมาเพราะอยากคุยกับนายใกล้ๆ อยากรู้ว่านายเป็นยังไงฉันดีใจที่ได้เห็นคนอย่างนาย สิ่งที่นายทำเป็นสิ่งที่ดีแต่อย่าลืมว่านายช่วยคนทุกคนไม่ได้ ถ้านายยังอยู่ในสถานภาพแบบนี้   นาฟคิดตามคำพูดของผู้อำนวยการ    “ถ้านายยังอยากช่วยคนให้ได้มากกว่านี้นายต้องแข็งแรงกว่านี้    “แข็งแรงอย่างนั้นรึ?    “ใช่!

     

     

      นายต้องมีทุกๆ สิ่งเพิ่มขึ้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่นายต้องเรียนรู้นายต้องเพิ่มศักยภาพให้กับตัวเอง  “นายได้รับพลังพิเศษอันมหัศจรรย์ไปแล้วแต่เจ้ารู้หรือไม่  ว่าสิ่งที่เจ้ามีตอนนี้มันเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยมากถ้าไปเทียบกับมหานครในอาณานิคม   “เจ้าจะมีโอกาสที่ไม่สิ้นสุดในการพัฒนา  ตัวเองให้เติบโต  เจ้าจะค้นพบศักยภาพที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน   “แต่สิ่งที่ข้าบอกไปทั้งหมดจะไม่เกิดขึ้นถ้าเจ้ายังอยู่ที่แห่งนี้!