ณ ลานฝึกตกอยู่ในความเงียบสงัดอันน่าพรั่นพรึงมีเพียงแต่เสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งของศิษย์พี่หนานจิ้งทำลายความเงียบสงัดทว่ากลับมีชายหนุ่มจ้องมองเข้าไปในห่าพิรุนอัสนีด้วยดวงตาแดงกร่ำ “ไม่…ซุนนนน” หลิ่งอี้ตะโกนเสียงดังกึกก้อง “เจ้า…ถึงขึ้นเหิมเกริมลงมือฆ่าศิษย์น้องร่วมสำนักข้าจะไม่มีวันให้อภัยเจ้า” หลิ่งอี้พยายามลุกขึ้น สองมือจับแขนซ้ายเจี่ยงซวนอี้ดึงตัวขึ้นขาซ้ายพยายามยันพื้นฝืนดันตัวขึ้นยืนหยัดอย่างทุลักทุเล
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าก็เห็นแล้วนิ ว่ามันรับปากอะไรข้าไว้” ศิษย์พี่หนานจิ้งกล่าวขึ้นอย่างไร้ความกังวลใจ มันปลดปราณคุ้มกายพลันยืดอกอย่างสง่าผ่าเผย “เจ้า...!” หลิ่งอี้สั่นสะท้านไปด้วยความโกรธเกรี้ยวไปทั่วร่างพลังปราณรอบกายมันปั่นป่วนยากที่ควบคุม
“สงบใจไว้” เจี่ยงซวนอี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาอันแผ่วเบา หลิ่งอี้พลันกำหมัดอย่างแนบแน่นตัวมันสั่นสะท้านไปทั่วร่าง มันสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามสกัดกั้นเพลิงโทสะที่กำลังเผาผลาญภายในใจให้สงบนิ่งทว่ากลับมีเสียงอันคุ้นเคยกล่าวขึ้น ศิษย์ทุกคนพลันหันหน้าไปมองอย่างรวดเร็ว “ท่านพี่ข้าไม่ผิดหวังจริงๆ ที่ข้ามองท่านพี่เป็นแบบอย่างมาตลอด” กงฝูกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าตื่นเต้นท่านพี่ของมันตอบรับคำกล่าวของกงฝูโดยการส่งรอยยิ้มอย่างเป็นมิตร
“ท่านอาจารย์ แล้วพวกเราจะทำไรต่อไปเช่นไร” ฟูหลิวเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ากังวลทว่าพลันจ้องใบหน้าอาจารย์ของมัน ฟูหลิวกับต้องประหลาดกับใบหน้าอาจารย์ของมันแฝงไปด้วยความตื่นตระหนก“เจ้าเด็กที่ชื่อฮุ่ยซุนนั้น มะ…มันทำได้อย่างไร มันทำได้อย่างไร มันทำได้อย่างไร”น้ำเสียงของอาจารย์ตงฟางกล่าวขึ้นอย่างตื่นตระหนกพลันครุ่นคิดอยู่ภายในใจของมัน “วิชาเร้นกายอะไรกัน ทำไมถึงสามารถเข้าขั้นเร้นกายไร้ตัวตนได้อย่างสมบูรณ์ถ้าพลังปราณมันไม่ปั่นป่วน แม้แต่ท่านเจ้าสำนัก ก็ไม่อาจสัมผัสได้ถึงตัวตนมันได้เลย”
ฟูหลิวพลันจ้องมองอาจารย์ของมันอย่างไม่ละสายตาอยู่พักใหญ่จนมันสังเกตเห็นแววตาทั้งสองข้างของอาจารย์ตงฟางกลับมาควบแน่นสงบดุจน้ำนิ่งอีกครั้งแต่สายตาทั้งสองของผู้อาวุโสตงฟางก็ไม่อาจละสายตาไปจากฮุ่ยซุนได้สักวินาทีเดียว
กงซุนและฟูหลิวจ้องมองตากันอย่างเลิ่กลั่กอีกครั้ง “ท่านอาจารย์…พวกเราต้องทำอย่างไรต่อไป”ทั้งสองพลันเอ่ยเรียกอาจารย์ตงฟางพร้อมกันอีกครั้ง “พวกเจ้าทั้งสองจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยอย่าให้การประมือนี้ล่วงรู้ถึงผู้อาวุโสท่านอื่นเด็ดขาด ผู้อาวุโสตงฟางพลันหายไปจากด้านหน้าของพวกมันราวกับภูตผีสายลมหอบใหญ่ถูกพัดไปยังบริเวณลานฝึก ความเร็วของสายลมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มุ่งไปบริเวณลานฝึกอย่างโหมกระหน่ำ ฮุ่ยซุนสัมผัสได้ถึงสายลมอันแปลกประหลาดกำลังมุ่งหน้ามาบริเวณมันอย่างผิดวิสัย ราวกับสายลมสายนั้นสามารถรับรู้ถึงตัวตนมันที่อยู่สภาวะของอสูรเร้นกายมันที่เตรียมใช้จุดกักเก็บปราณจุดสุดท้ายที่มันสำรองไว้เข้าพิชิตศัตรูเบื้องหน้ามันทว่าในยามนี้มันจ้องมองสายลมที่กำลังจะมาถึงมันอย่างหวาดระแวง ดวงตาทั้งสองของเฟยซุนจับจ้องมองเข้าไปในสายลมมันกลับพาสายตาอันคมกริบดุจมีดดาบจ้องมองกลับปราณทั่วร่างมันกลับปั่นป่วนไม่อาจควบคุม “เหตุใดเป็นผู้อาวุโสตงฟาง” สายลมสายนั้นโอบรัดตัวมันอย่างแน่นหนาไร้ทางขัดขื่นหอบฮิ้วมันหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ศิษย์พี่หนานจิ้งรู้สึกเพียงจู่ๆมีูกสึกเพียงสายด้ายางด้วยสายตาตกตระลึง ทว่ามันไม่อาจหลบหลีก ถูกผู้อาวุโสตงฟางให้ผ้าคลุมโอบรัดตัวมันอย่างแน่นหนาไร้ทางขัดขื่นม่มีสายลมอันเกรี้ยวกราดก่อตัวที่ด้านหลังมันอย่างฉับพลัน มันหันหลังกลับด้วยสีหน้าแตกตื่นสุดขีดทว่ามันไม่พบผู้ใด เหล่าศิษย์จับกลุ่มพูดคุยกันอย่างสนุกสนานราวกับสิ่งที่พวกมันเห็นก่อนหน้านั้นเป็นเรื่องปกติ หลิ่งอี้ยืนจ้องกลุ่มผู้มองด้วยสายตาแค้นเคืองราวกับมันกำลังจดจำใบหน้าสักลงภายในใจของมัน
“ฟูหลิว พวกเราควรไปจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยตามที่ท่านอาจารย์สั่งได้แล้วนะ” กงซุนเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ตกลง” ฟูหลิวรีบตกปากรับคำทันทีเพียงพริบตาเดียวทั้งสองปรากฏทีลานฝึกฟูหลิวพลันกล่าวขึ้นอย่างกึกก้อง “ศิษย์พี่ศิษย์น้องทุกคนข้าได้รับคำสั่งจากท่านอาจารย์ พวกเจ้าทั้งหลายควรเก็บการประมือครั้งนี้ไว้เป็นความลับใครที่ปากมาก มันผู้นั้นจะถูกท่านอาจารย์ตัดปากทิ้ง และตลอดวันนี้ถึงพรุ่งนี้ห้ามศิษย์ทุกคนใช้ลานฝึกเราจำเป็นต้องซ่อมแซ่มก่อน ขอให้ทุกคนทำตามสิ่งที่ท่านอาจารย์สั่งด้วย”ฟูหลิวเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าอันเคร่งขรึม พลันยกป้ายหยกมังกรขึ้น “พวกเจ้าเห็นป้ายหยกมังกรแล้วยังไม่รีบไปอีกหรืออย่างไร ” กงซุนเอ่ยขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดเหล่าศิษย์แตกตัวราวกับฝูงผึ้ง
“พวกเราไปกันเถอะศิษย์น้องไฉยี่” ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่มีผ้าสีดำคลุมรอบตัวเห็นแต่เพียงดวงตากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบาก่อนเดินออกไปไม่รอศิษย์น้อง“ศิษย์พี่เฉี่ยว…รอข้าด้วย” หญิงสาวที่อยู่ภายใต้ผ้าสีขาวบางที่ปิดบังใบหน้าเห็นแต่เพียงดวงตาสีฟ้าอันทอประกายกระจ่างสุกใสหญิงสาวกล่าวด้วยเสียงร้อนรน “ศิษย์พี่เฉี่ยว สายลมเมื่อกี้ ใช่ท่านอาจารย์หรือเปล่า”ไฉยี่วิ่งเข้าไปจับแขนศิษย์พี่เฉี่ยวพลันเอ่ยปากถามด้วยแววตาสงสัย
“ข้าคิดว่า…ใช่” ศิษย์พี่เฉี่ยวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “แล้วท่านอาจารย์จะใช้ท่าร่างไปด้านหลัง เจ้าศิษย์ที่ชื่อหนานจิ้งทำไมเหรอ” ไฉยี่ยังคงสงสัยในสิ่งที่ท่านอาจารย์ตงฟางลงมือ“ตัวข้าก็ยังไม่อาจล่วงรู้ ว่าท่านอาจารย์ทำลงไปเพื่ออะไร แต่ข้ารู้แต่เพียงตำแหน่งที่อาจารย์ทะยานลงไปบริเวณนั้นมันไม่มีผู้ใดอยู่นอกจากศิษย์น้องหนานจิ้ง แต่ข้าว่าน่าจะมีอะไรสำคัญบางอย่างท่านอาจารย์ถึงลงมือเอง” ศิษย์พี่เฉี่ยวอธิบายให้ศิษย์น้องหญิงอย่างละเอียด “พวกเรารีบกลับกันเถอะเราแอบออกมานานมากแล้ว” ศิษย์พี่เฉียวก้าวเพียงสามก้าวร่างมันกลับหายไปราวภูติผีต่อหน้าศิษย์น้องไฉยี่ “เอ๋…ศิษย์พี่ ท่านสามารถเข้าถึงก้าวที่สามแล้ว”ศิษย์น้องไฉยี่แปลกใจเล็กน้อยนางต้องก้าวถึงห้าก้าวร่างนางถึงหายไปเฉกเช่นเดียวกับศิษย์พี่ของนาง
ภายใต้สภาวะเร่งรีบ เจี่ยงซวนอี้เป็นผู้เดียวที่สามารถจับสัมผัสท่าเท้าอันลึกลับของศิษย์พี่ทั้งสองได้ “นั้นมันท่าเท้าอันใด” มันเกิดความสงสัยภายในใจพลันมีสีหน้าครุ่นคิดหลิ่งอี้พลันสังเกตสีหน้าของเจี่ยงซวนอี้ดูเหม่อลอยราวกับกำลังขบคิดเรื่องบางอย่างอยู่ภายในใจ“เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่” มันได้สติพลันหันมองหลิ่งอี้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย “…ไม่มีอะไร”หลิ่งอี้ขมวดคิ้วลึก เพียงไม่นานมันกลับไม่สนใจซวนอี้พวกมันทั้งสองต่างไร้บทสนทนาใดๆ ระหว่างการเดินทางกลับที่พัก โดยมีเหล่าศิษย์บางส่วนกำลังทยอยกลับที่พักของพวกมัน ทว่ากับมีเหล่าศิษย์บางกลุ่มพยายามเข้าหาศิษย์พี่หนานจิ้งเพื่อขอเข้าร่วมกลุ่มภายใต้การนำของศิษย์พี่หนานจิ้งโดยมีกงฝูเป็นผู้จัดการเรื่องต่างๆจนเกิดการรวมตัวเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ที่น่าหวาดหวั่น
ณ ห้องมืดภายในตำหนักเจ้าสำนักมังกรดำสามเศียร
“ท่านพี่… ตอนนี้ท่านพ่อไม่อยู่ ข้าขอออกไปเดินเล่นภายในสำนักของเราหน่อยได้ไหมข้าได้แต่อุดอู้ฝึกวิชากับท่านพี่มาก็หลายวันแล้วข้าชักเหนื่อยๆยังไงก็ไม่รู้ ข้าขอออกไปเดินเล่นข้างนอกเพียงไม่นานได้ไหม? เดียวข้ารีบกลับมาฝึกกับท่านพี่อีกครั้ง” หญิงสาวร่างน้อยลุกขึ้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฝัน“ลี่เซียน เจ้าไม่ต้องมาทำน้ำเสียงใส่ข้าแบบนี้ ข้าไม่มีทางหลงกลเจ้าง่ายๆ เช่นท่านพ่อหรอกท่านพ่อสั่งให้ข้าจับตาดูเจ้าทุกฝีก้าว ไม่ให้ไปก่อความวุ่นวายอีกภายในสำนักอีก” ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ใส่ชุดฝึกสีดำดูลึกลับเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ท่านพี่…ข้าขอออกไปพักเดินเล่นแถวรอบๆตำหนักก็ได้…” ลี่เซียนกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าหม่นหมอ “ไม่ได้” ท่านพี่นางตอบกลับอย่างรวดเร็ว ลี่เซียนพลันหันกลับอย่างช้าๆพลางเดินตรงไปยังแท่นหินดุจหยกสีเขียวนางหวังเพียงได้ยินเสียงท่านพี่นางอนุญาตให้นางสามารถออกไปเดินเล่นได้ ทว่านางเดินจนเกือบถึงแท่นหินพลันหันกลับมองไปทีใบหน้าท่านพี่ด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยก่อนค่อยๆก้าวขึ้นไปนั่งบนแท่นหินดุจหยกสีเขียวราวกับมวลหมู่พฤกษานานาพรรณดวงตาทั้งสองค่อยๆปิดลงอย่างช้าๆ
“ข้าให้เวลาสองชั่วโมง สบายใจแล้วรีบกลับมา ถ้าไม่ตรงต่อเวลา คราวหน้าข้าจะไม่ช่วยเจ้าแล้ว”ท่านพี่ของกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อน “จะ…จริงนะ ท่านพี่” ลี่เซียนลืมตาขึ้นอย่างฉับพลันดวงตากลมโตสีน้ำตายเปล่งประกายสว่างไสวไปทั่วห้อง ลี่เซียนพลันลุกขึ้นเตรียมพุ่งทะยานออกจากห้องอย่างเร่งรีบ “ช้าก่อน !” ท่านพี่ของนางพลันเอ่ยคำขึ้นอย่างกระทันหัน“จงจำไว้ อย่าก่อเรื่องให้ท่านพ่อปวดหัวอีก เข้าใจไหม แล้วที่สำคัญ อย่าปลอมตัวเป็นข้าอีก”ท่านพี่หยางเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึมพลันจับจ้องเข้าไปในแววตาของลี่เซียน “ฮุ๊ป…ข้ารับปาก…" ลี่เซียนกล่าวขึ้นด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ ทะยานออกไปอย่างเร่งรีบ “หรือไม่รับปากดีนะ” ลี่เซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์“ลี่เซียนนน” ท่านพี่ของนางพลันระเบิดพลังปราณออกมาเจ็ดส่วนเอ่ยเรียกชื่อน้องสาวอย่างดุดันทั่วสำนักเกิดอาการสั่นไหว “ข้า…ล่อ…เล่นนน” ลี่เซียนตระโกนกลับมาจากระยะไกล “…น้องสาวคนนี้ทำให้ข้าปวดหัวอยู่เรื่อย” ซิ่นหยางพลันเปลี่ยนอารมณ์อย่างรวดเร็ว “คราวนี้ห้องนี้ก็สงบสักที่ข้าต้องศึกษาเรื่องหมู่ดาวอีกจำนวนมาก” ซิ่นหยางจับหนังเล่มโตมาเปิดอ่านอย่างตั้งใจ
“คุณหนูลี่เซียน ท่านออกมาได้อย่างไร ท่านเจ้าสำนักสั่งเป็นเด็ดขาดแล้วไม่ใช่เหรอ”ศิษย์ผู้เฝ้าประตูตำหนักเจ้าสำนักเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ “ท่านพี่อนุญาตให้ข้าสามารถพักผ่อนได้สองชั่วโมง” ลี่เซียนเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีมั่นใจ “คุณชายหยางอนุญาตจริงๆใช่ไหม” ศิษย์ผู้เฝ้าประตูตำหนักเจ้าสำนักกล่าวขึ้นโดยมีสีหน้าไม่ไว้วางใจ“ใช่สิ ไม่เช่นนั้นข้าจะออกมาที่หน้าประตูนี้ได้เช่นไร หลีกไปไวๆ ข้ามีเวลาจำกัด” ลี่เซียนก้าวเดินออกนอกเขตโดยไม่รอฟังศิษย์ผู้เฝ้าประตูตำหนักเจ้าสำนักเลยพวกมันได้แต่มองแผ่นหลังคุณหนูลี่เซียนหายอย่างไม่สบายใจแต่พวกมันก็ไม่สามารถห้ามปรามอะไรนางได้
นางออกมาพ้นนอกประตูหยิบผ้าคลุมสีฟ้าอ่อนนำมาพันใบหน้าวนถึงรอบตัวของนางอย่างรวดเร็วสายตาทั้งสองคู่จ้องมองไปยังลานศักดิ์สิทธิ์ห้าวิถี “วันนี้มันมีอะไรกันทำไมเหล่าศิษย์ถึงมาชุมชนเยอะเลย” ลี่เซียนก้าวเดินไปอย่างช้าๆมุ่งหน้าไปบริเวณที่มีคนมุ่งดูอยู่หลายพันคน“พี่ชาย วันนี้มีงานอะไรเหรอ” ชายรูปร่างสูงใหญ่ผมสีน้ำตาลพลันหันหลังกลับตามเสียงเรียกมันจ้องเข้าไปในดวงตาลี่เซียนก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ “วันนี้มีการประลองเลื่อนอันดับระวางผู้ไร้อันดับกับอันดับที่ห้าสิบ” ชายผู้นั้นเอ่ยขึ้นโดยยังไม่ละจากดวงตาอันเปล่งประกายของหญิงสาวจู่ๆลี่เซียนพลันหันหลังกลับมุ่งตรงไปยังทิศตรงกันข้ามอย่างเร่งรีบ
“ท่านพี่ช่างเป้ย” ลี่เซียนโบกมือให้ช่างเป้ย ทว่าช่างเป้ยกลับไม่สามารถจดจำภาพลักษณ์ของลี่เซียนได้ทันที“เจ้าคือ…” ช่างเป้ยเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจดจำดวงตาอันเปล่งประกายคู่นี้ได้“หรือว่า…เจ้าคือ…คุณหนูลิ…” ลี่เซียนรีบนำนิ้วชี้ประกบปากส่งสัญญาณให้ช่างเป้ยหยุดเอ่ยชื่อ“ชู่”
“ละ…ลิ ฮะแฮ่มเจ้าปกติต้องฝึกฝนวิชากับท่านเจ้าสำนักไม่ใช่เหรอ แล้วเจ้าออกมาได้เช่นไร” ช่างเป้ยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาสีหน้านางดูร้อนร่น “ก็ท่านพ่อไม่อยู่ ข้าขออนุญาตท่านพี่ออกมาเดินเล่นด้านนอกวันๆเอาแต่ให้ข้าฝึกแต่วิชายากๆ น่าเบื่อจะตาย” ในระหว่างที่ลี่เซียนกำลังพูดคุยกับช่างเป้ยมีสายตาคู่หนึ่งลอบมองลี่เซียนอย่างไม่ละสายตา “นั้นมันเทพธิดาช่างเป้ย งั้นนางก็คงมาจากหอโอสถมังกรฟ้าครามเหตุใดถึงมาถามข้า” ชายผู้นั้นเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก “หรือว่านางแอบ…ชอบข้า…หรือว่าข้าคิดไปเอง”เพียงวินาทีที่ชายผู้นั้นเพ้อฝัน ช่างเป้ยสัมผัสได้ถึงสายตาที่ลอบมองมายังที่พวกนางได้อย่างรวดเร็วพลันเอ่ยด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด“ลี่เซียน ข้าว่าชายผมสีน้ำตาลคนนั้นมันแอบมองเจ้า ด้วยท่าทีแปลกๆ” ลี่เซียนหันไปจ้องมองศิษย์ผู้นั้นเพียงชั่วครู่ก่อนไม่สนใจมันอันใด“ข้าแค่ถามว่าวันนี้มีอะไรทำไมคนอยู่ทั่วลานศักดิ์สิทธิ์ห้าวิถี…ข้าว่าชั่งมันเถอะ” ลี่เซียนหันกลับโดยไม่สนใจชายผู้นั้นอีก
ชายผมสีน้ำตาลผู้นั้นกำลังครุ่นคิด “นางหันมาสบตาข้า จริงๆด้วย ข้าคงไม่ได้คิดไปเอง”ชายผมสีน้ำตาลปรากฏรอยยิ้มอย่างมีความสุข “หงจิ๋นไฉ่ เจ้ายิ้มอะไรคนเดียว”สหายข้างๆมันถามด้วยความสงสัย
องมันของมันณ์งตรงไปโรงอาหารกระทะทองโดยที่มันไม่สนใจใคร