เทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี

    ตอนที่ 100 ขยะแห่งวันเดอร์แลนด์


     

       หลังจากการประลองจบลงทั้งหมดก็แยกย้ายกันไบรอันพยายามรบเร้าให้ลูคัสไปพักอยู่กับเขาให้ได้ เมื่อเลี่ยงไม่ได้ลูคัสจึงบอกเพียงว่าจะอยู่ที่นั่นเป็นการชั่วคราวเท่านั้น

     

       ทั้งสองเรียกรถม้าจากหน้าสถานศึกษาเพื่อเดินทางกลับขณะรถม้าวิ่งเข้าสู่ประตูใหญ่ไบรอันก็บรรยายว่าอาณาบริเวณของปราสาทหินตระกูลเกรนั้นมีเนื้อที่กว้างเกือบเท่ากับสถานศึกษาอีเดน

     

       ประสาทสัมผัสของชายหนุ่มถูกส่งออกไปเกือบสามร้อยเมตรปราณในร่างของเหล่าผู้ฝึกตนทั้งหลายที่ซุ่มตัวอยู่ล้วนถูกตรวจพบ

     

    "นี่มันกองทัพชัดๆ " เขาพบผู้ฝึกตนนับร้อย

     

       ลูคัสคิดในใจขนาดตระกูลเกรไม่ใช่อันดับหนึ่งยังเข้มแข็งขนาดนี้แล้วเหล่าตระกูลใหญ่อื่นๆจะเป็นเช่นไร

     

    เมื่อทั้งสองมาถึงด้านในไบรอันก็กล่าวกับผู้ดูแลสั่งเตรียมห้องพักให้อีกฝ่ายก่อนกำชับกับเหล่าคนรับใช้ว่าลูคัสคือเพื่อนสนิทของตน

     

    ขณะทั้งสองยืนอยู่ในห้องโถงก็มีคนรับใช้ในชุดเมดเดินเข้ามา

     

    "คุณชายน้อยผู้สืบทอดแห่งวันเดอร์แลนด์มารอท่านตั้งแต่ช่วงกลางวันแล้วขอรับ"ชายผู้นั้นกล่าว

     

       ไบรอันพยักหน้าก่อนชักชวนลูคัสให้ตามไปด้วยด้วยความที่ปราสาทตระกูลเกรนั้นมีเนื้อที่กว้างขวางทำให้พวกเขาต้องใช้เวลาเดินสักระยะระหว่างทางทุกคนที่พบก็ทำการทักทายไบรอันด้วยความเคารพ

     

    ในที่สุดทั้งสองก็มาถึงห้องที่เป็นประตูไม้สีแดงสลักด้วยรูป"ลาสีเทา" ที่เป็นสัญลักษณ์ของตระกูลเกร

     

    "สวัสดีอาเธอร์" ไบรอันทักทายชายร่างผอมที่ใส่ชุดเกราะหนังสีดำ

     

    เมื่อได้ยินชื่อของชายคนนี้ทำให้ลูคัสย้อนคิดถึงคุณตาเพราะทั้งสองมีชื่อเดียวกัน

     

    "ไงเพื่อน" ชายที่ถูกเรียกตรงเข้ามากอดคอไบรอันแสดงให้เห็นถึงความสนิทสนมของทั้งคู่

     

    "เฮ้ ไบร์ทนายจะไม่แนะนำเพื่อนให้เรารู้จักบ้างหรือยังไง"ชายคนนี้มีผมสีน้ำตาลยาวลงมาถึงหน้าอก รูปร่างเขาดูผอมเพรียวคล้ายกับลูคัส

     

    "นี่ลูคัส เรน เพื่อนสมัยอยู่สถานศึกษาอีเดน" ไบรอันเดินไปยืนข้างลูคัสก่อนแนะนำกับอาเธอร์

     

    "เราอาเธอร์ แห่ง วันเดอร์แลนด์" ชายเกราะดำยื่นมือทั้งสองออกมากุมสองมือของลูคัส

     

    "สวัสดีอาเธอร์" ลูคัสเองก็ยิ้มก่อนทักทายออกไป

     

    อาเธอร์เองดูเหมือนคุณชายที่ได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดีการสนทนากับอาเธอร์จึงลื่นไหลเป็นอย่างมาก

     

    "ผมดีใจที่นายไม่ดูถูกอาเธอร์ แม้ระดับการฝึกตนอาเธอร์จะต่ำแต่เขาก็ไม่ได้เป็นขยะอย่างที่คนอื่นกล่าวหากัน"
    ไบรอันออกตัวแทน

     

       เมื่อพลังปราณในร่างของอาเธอร์เผยออกมาลูคัสทำเพียงยิ้มเล็กน้อยเท่านั้นชายตรงหน้ามีวิธีการบางอย่างซ่อนความแข็งแกร่งที่แท้จริงเอาไว้โดยเลือกแสดงออกว่าเขามีระดับการบ่มเพาะเพียงอาณาจักรพลังที่ 2 ขั้นต้นเท่านั้น

     

    เมื่ออาเธอร์เห็นรอยยิ้มของลูคัสเขาก็รู้สึกแปลกใจ

     

    "หรือเขาจะรู้" อาเธอร์ครุ่นคิด

     

    "งานชุมนุมใกล้จะเริ่มอาเธอร์เข้าร่วมหรือไม่" ลูคัสลองถามออกไป

     

    อาเธอร์เงียบไปสักพักก่อนตอบ

     

    "ในฐานะผู้สืบทอดคนปัจจุบันผมต้องเข้าร่วมแน่นอนแม้จะต้องอับอายก็ตามที" อาเธอร์เองก็ตอบอย่างถ่อมตน

     

       เมื่อไม่มีอะไรให้สนทนามากนัก อาเธอร์จึงเล่าประวัติย่อๆให้ฟัง ว่าไบรอันคือเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเขา อาเธอร์บอกว่าด้วยพัฒนาการด้านการบ่มเพาะพลังที่ที่ช้าตนจึงมักถูกเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นในตระกูลสาขาย่อยอยู่เสมอ "ขยะแห่งวันเดอร์แลนด์" จึงเป็นฉายาที่เหล่าผู้คนตั้งให้

     

       ปัจจุบันแม้ว่าอาเธอร์จะมีอายุตามกำหนด แต่ด้วยระดับการบ่มเพาะขั้นต่ำทำให้เขาเป็นผู้สืบทอดเพียงคนเดียวของตระกูลใหญ่ทั้งแปดที่ไม่สามารถเข้าสถานศึกษาจิวหลิงตามเกณฑ์ปกติได้ตอนนี้เขาใช้เส้นสายเพื่อศึกษาที่นั่นเป็นกรณีพิเศษทำให้อาเธอร์เป็นบุคคลที่มีระดับการบ่มเพาะต่ำที่สุดในสถานศึกษาจิวหลิง

     

       ไบรอันน้ำตาตกด้วยความเศร้าขณะที่ลูคัสมีท่าทีเรียบเฉยไม่ได้คล้อยตามแต่อย่างใดเขาเพียงรู้สึกไม่เข้าใจในตัวผู้สืบทอดตระกูลวันเดอร์แลนด์ผู้นี้เล็กน้อยว่าทำไมต้องปกปิดความสามารถที่แท้จริงเอาไว้แต่ลูคัสก็เลิกคิดเพราะทุกคนล้วนมีความลับด้วยกันทั้งนั้น

     

    ขณะที่ทั้งสามคุยกันอย่างออกรส

     

    "ไบร์ท ไบร์ททท นายอยู่ไหนเนี้ยยยยย" เสียงแหลมเล็กตะโกนโหวกเหวกมาจากด้านนอก

     

       เมื่อได้ยินเสียงนี้ ชายหนุ่มผมทรงกะลาครอบทำตัวลีบเล็กลงสร้างความสนใจให้กับลูคัสเป็นอย่างมาก ปัง!ประตูถูกถีบออกหญิงสาวในชุดกระโปรงดำฟูฟ่องก้าว ฉับ ฉับ เข้ามาในมือทั้งสองเต็มไปด้วยเศษดิน

     

    "คุณหนูมีแขกช่วยสำรวมด้วย" สาวรับใช้วิ่งตามด้วยอาการเหงื่อตก

     

    "ชั้นรู้นะว่านายแอบอยู่ในนี้" อีกฝ่ายเป็นหญิงสาวผมทองผิวพรรณดีบ่งบอกว่ามีชาติตระกูลที่สูงศักดิ์

     

    "โหพี่ ประตูก็ไม่ได้ลงกลอนพี่พังเข้ามาทำไม" ไบรอันโอดครวญ

     

       เมื่อแนะนำตัวกันก็ได้รู้ว่าเธอคนนี้มีชื่อว่า"โอลิเวียร์ เกร" เป็นพี่สาวแท้ๆ ของไบรอันพวกเขาอายุห่างกันเพียงปีเดียวเท่านั้นแต่ด้วยความที่โอลิเวียร์เป็นสตรีหน้าที่ผู้สืบทอดจึงถูกโยนให้ไบรอันโดยปริยาย

     

    ขณะนี้ทั้งสี่นั่งสนทนากันในขณะที่มือของโอลิเวียร์ยังเปื้อนดินอยู่

     

    "นายบอกจะช่วยพี่ปลูกดอกไม้" โอลิเวียร์หน้ามุ่ย

     

    "พี่ก็ให้สาวใช้ช่วยกันสิ ผมเป็นนักสู้นะ เข้าใจไหมนักสู้!" ไบรอัน ยืนด้วยท่าทีองอาจ ทำให้อาเธอร์และลูคัสขำกันออกมา

     

    "คุณโอลิเวียร์ปลูกดอกไม้อะไรเหรอครับ" ลูคัสถามด้วยความใคร่รู้

     

    "ดอกลิลลี่ นี่ขนาดดูแลอย่างดีรดน้ำเยอะมากแต่มันกลับตาย"โอลิเวียร์กล่าวอย่างเศร้าสร้อย

     

    "ดอกลิลลี่ไม่ควรรดน้ำมากเกินไปเพราะรากกับหัวจะเน่าและเวลารดน้ำไม่ควรโดนดอกและใบต้องจัดอยู่ในที่ที่มีแสงแดดรำไร..." ลูคัสร่ายยาวราวกับเป็นผู้เชี่ยวชาญ

     

    สายตาโอลิเวียร์ตาเป็นประกายในปราสาทแห่งนี้ในสายตาเธอทุกคนล้วนเป็นพวกป่าเถื่อนไร้สาระที่เอาแต่บ่มเพาะพลัง

     

    "เพื่อนเธอคนนี้น่าสนใจดีนะ"โอลิเวียร์มีจุดมุ่งหมายจะยืมตัวลูคัสไปช่วยปลูกดอกไม้

     

       แม้แต่อาเธอร์กับไบรอันเองก็รู้สึกตะลึงเขาไม่รู้ว่าลูคัสจะมีความรู้เรื่องพืชด้วย หารู้ไม่ว่ามัจจุราชสีขาวผู้นี้นี่แหละหนุ่มชาวไร่ตัวจริง

     

    "งั้นก็เป็นโชคดีของพี่แล้วแหละเพราะพ่อหนุ่มคนนี้จะอาศัยอยู่ที่ปราสาทตระกูลเราจนจบงานชุมนุมนักรบสวรรค์"

    ไบรอันโยนระเบิดลูกใหญ่ให้ลูคัส

     

    จากนั้นหลายวันให้หลัง

     

    ลูคัสจึงถูกโอลิเวียร์จองตัวให้ช่วยเธอปลูกดอกไม้นานาพรรณเป็นประจำ

     

    "นี่คือดอกไฮเดรนเยียคุณโอลิเวียร์รู้หรือไม่ว่ามันเปลี่ยนสีได้"ลูคัสหนุ่มน้อยชาวไร่ให้ความรู้

     

       ขณะนี้โอลิเวียร์ราวกับเป็นนักเรียนหน้าห้องเธอตั้งใจเรียนรู้เรื่องสายพันธุ์ของดอกไม้จากลูคัสมากมายยิ่งเวลาผ่านไปเธอก็ยิ่งประทับใจในตัวชายหนุ่มผู้นี้

     

       ทุกๆ วันอาเธอร์จะมาหาพวกเขาที่สวนดอกไม้ด้วยขณะนี้โอลิเวียร์กำลังออกไปนำเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ที่รับมาใหม่ ทำให้เวลานี้ในโรงเพาะชำเหลือชายหนุ่มทั้งสองเท่านั้น

     

    เขาตบไหล่อาเธอร์"ในเมื่อเธอชอบดอกไม้ทำไมคุณชายไม่ลองเรียนรู้เรื่องพวกนี้ดูจะได้เข้าหาเธอได้"

     

       เมื่อได้ยินประโยคนี้ทำให้อีกฝ่ายถึงกับอายชายหนุ่มแอบชอบโอลิเวียร์มาตั้งแต่วัยเด็ก อาเธอร์จึงสอบถามเรื่องดอกไม้กับลูคัสทุกครั้งที่เจอกันจะได้จดจำไปบอกกับโอลิเวยร์เพื่อทำคะแนนเพิ่ม

     

       ลูคัสเองก็พยายามสอบถามเรื่องผู้สืบทอดที่หายตัวไปของวันเดอร์แลนด์อย่างเต็มความสามารถไม่แน่เขาอาจจะเป็นผู้สืบทอดที่หายตัวไปก็เป็นได้ เพราะภาพความทรงจำที่ตนเห็นล่าสุดตอนทะลวงขั้นราวกับว่ามารดาของเขากำลังถูกใครบางคนตามล่าอยู่ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องราวที่ได้ฟังแต่ก็ได้อาเธอร์ก็บอกแต่เพียงว่าเหล่าอาวุโสตระกูลบอกว่าเขาคนนั้นอาจถูกพาตัวไปยังทวีปอื่นและทุกครั้งที่อีกฝ่ายตอบคำถามก็มักจะมีการผันผวนทางอารมณ์อยู่เสมอ “เขากำลังโกหก”

     

    "เอ่อลูคัสผมมีเรื่องจะขอร้อง" อยู่ดีๆอาเธอร์ก็เอ่ยขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ

     

    "มันเป็นความลับที่เกี่ยวกับตัวผมน่ะ ไบร์ทเองก็ไม่รู้"อาเธอร์มีสีหน้าจริงจัง

     

    "หากเป็นเรื่องระดับการบ่มเพาะล่ะก็ไม่ต้องจำเป็นต้องอธิบายหรอก"ลูคัสพูดออกมาตรงๆ

     

       อีกฝ่ายอึ้งไป จุดนี้อาเธอร์รู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมากต้องเข้าใจว่าเขาเก็บซ่อนความลับนี้ตั้งแต่ยังเล็ก แม้แต่ไบรอันที่เป็นเพื่อนสนิทเองก็ยังไม่ทราบความจริงข้อนี้

     

       ปู่เขาผู้นำตระกูลวันเดอร์แลนด์คนปัจจุบันเป็นคนบอกเองว่าหากต่ำกว่าระดับจักรพรรดิยุทธลงไปจะไม่มีใครสามารถ มองระดับการบ่มเพาะที่แท้จริงของเขาออกแต่ผิดกับชายหนุ่มตรงหน้าที่เพียงเจอกันไม่กี่นาทีกลับล่วงรู้เรื่องนี้เสียแล้ว

     

    “เขารู้ได้ยังไง”อาเธอร์เริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง

     

    "ไม่ต้องห่วงผมไม่บอกใครหรอก คุณคงมีเหตุจำเป็น"ลูคัสเดินไปโกยดินมาใส่กระถาง

     

       เมื่อได้ยินประโยคนี้อาเธอร์ก็รู้สึกเบาใจ ตนมีความจำเป็นที่จะต้องเป็นขยะแห่งวันเดอร์แลนด์ต่อไปทั้งสองจึงทำเป็นลืมเรื่องนี้ก่อนกลับมาคุยเรื่องพืชต่อ

     

    เวลาไหลผ่านไปช่วงเวลาเย็นของวันหนึ่ง

     

       ลูคัสอาศัยอยู่กับตระกูลเกรมาเกือบสี่เดือนแล้วอีกเพียงไม่กี่วันก็จะถึงวันชุมนุม จากการอยู่ที่นี่มาสักระยะก็พบว่ามารดาของไบรอันนั้นจะกลับมาในวันงานพวกเขาสองคนพี่น้องอาศัยอยู่กับพ่อบ้านและคนรับใช้เพียงลำพัง ส่วนอาเธอร์ก็ราวกับเป็นสมาชิกอีกคนหนึ่งของตระกูลเกรเลยก็ว่าได้เพราะเขาจะโผล่มาที่นี่เกือบทุกเวลา

     

    ขณะนี้ทั้งสี่กำลังนั่งประชุมกันที่ห้องโถง

     

    "นี่ของนายลูคัส" ไบรอันส่งซองจดหมายสีแดงให้กับเขา

     

    ลูคัสพลิกซองก่อนเปิดภาพนิมิตดูก็พบว่ามีตราประทับรูปมังกรสีทองอยู่สิ่งนี้คือบัตรเชิญ

     

    "นายจำงานชุมนุมพยัคฆ์ที่สถานศึกษามอวู้ดส์ได้ไหม นี่ก็คล้ายๆกันนั่นแหละแต่เปลี่ยนชื่อเป็นงานชุมนุมมังกร"
    ไบรอันตอบ

     

       ไบรอัน เกรขยายความให้ฟังว่าเนื่องจากเหล่าผู้คนที่เตรียมเข้างานชุมนุมนักรบสวรรค์มีจำนวนมากเกินไปจดหมายสีแดงจึงคัดเลือกเฉพาะเหล่าบุคคลที่มีชื่อเสียงในทวีปไปร่วมงานน้ำชาในครั้งนี้เท่านั้นเท่ากับว่าใครที่ได้รับจดหมายก็นับว่าเป็นแขกผู้มีเกียรติของทางราชวงศ์เจียง

     

       ลูคัสเองก็ไม่ได้สนใจงานน้ำชานี้สักเท่าไหร่ ตนเพียงคาดหวังว่าจะได้พบเฉินหรืออึนจูในงานนี้จึงตกลงที่จะไปตามคำเชิญเพราะหากอยู่ในวันงานชุมนุมแล้วการที่จะมาหาตัวกันคงลำบากไม่น้อย

     

    "อาเธอร์นายจะไปงานน้ำชาคืนนี้มั้ย ถ้านายไม่ไปเราก็ไม่ไป"ไบรอันถามอาเธอร์ที่กำลังถือจดหมายสีแดงในมือ
    เขาแคร์ความรู้สึกเพื่อนคนนี้มาก

     

    "ก็ต้องไปสิไบร์ทแค่นั่งกินข้าวพูดคุยมีอะไรน่ากลัวกัน"อาเธอร์ยิ้มก่อนตอบออกมา

     

       โอลิเวียร์เองก็จะไปที่งานน้ำชาครั้งนี้เช่นกันแม้ว่าหญิงสาวจะดูไม่สนใจการต่อสู้และไม่ใช่ผู้สืบทอดของตระกูลแต่ระดับการบ่มเพาะของเธอนั้นกลับมีมากกว่าไบรอันเกร เสียอีก

     

    "งั้นเราไปกันเลยไหม"อาเธอร์ยืนขึ้นวันนี้เขาไม่ได้อยู่ในชุดเกราะสีดำแต่แต่งกายในชุดจอมยุทธสีขาวราวกับเป็นคุณชายเจ้าสำอาง

     

    ขณะที่ทั้งหมดกำลังจะก้าวออกจากห้องไป

     

    "หยุดดด!"ไบรอันในชุดเกราะสีเทายกมือขวาขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนอยู่กับที่ก่อนทำสีหน้าจริงจัง



    คล้ายกับเรื่องเทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี ที่คุณอ่าน