ต่อให้หมิงเสวียนคิดอยากจะไปดินแดนอสูรว่านโซ่วเพื่อเสด็จพ่อเพื่อต้าหมิง แต่ก็ไม่ควรจะพูดเด็ดขาดขนาดนั้น
เขาคุกเข่าลงกับพื้นแล้วบอกว่าจะไม่ยอมลุกขึ้น แล้วยังพูดอีกว่าไม่มีใครทำให้เขาลุกขึ้นได้ความหมายของเขาก็คือแม้แต่หมิงอ๋องเองก็ทำอะไรเขาไม่ได้ ข้าจะไปดินแดนอสูรว่านโซ่วเจ้าก็จะต้องให้ข้าไปหากเจ้าไม่ยอมให้ข้าไปข้าก็จะทำให้เจ้าลงจากหลังเสือได้ยาก!
มันทำให้หมิงอวี่รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ หากเขาเป็นกษัตริย์เขาไม่มีทางยอมปล่อยให้มีขุนนางอย่างหมิงเสวียนอยู่แน่นอน
แต่หมิงเสวียนเป็นลูกชายที่หมิงเฉินเหยียนรักมากที่สุดความรู้สึกชอบธรรมและน่าเกรงขามเหล่านั้นทำให้ทุกคนรวมถึงหมิงเฉินเหยียนไม่ได้นึกถึงถึงปัญหาที่ร้ายแรงนี้เลย นั่นคือปัญหาเรื่องฐานะระหว่างกษัตริย์กับขุนนาง
กษัตริย์ต้องการให้ขุนนางตาย ขุนนางก็ต้องตายถึงแม้มันจะมีความหมายที่ไม่ค่อยดีนักสำหรับกษัตริย์ แต่มันก็เป็นความจริง คำสั่งของกษัตริย์ถือเป็นเด็ดขาดที่ผู้ใดจะขัดขืนไม่ได้คำสั่งของกษัตริย์คือประกาศิต คือสัญลักษณ์ของความน่าเกรงขาม
มาถึงขั้นนี้ หมิงเสวียนกำลังทำเหมือนต้องการจะกบฏ!
แม้แต่ตัวของหมิงเฉินเหยียนเองก็อาจจะคิดไม่ถึง แต่หมิงอวี่กลับมองมันออก
“เอาล่ะ เรื่องนี้ก็เอาตามนี้นะ แต่ว่าเสวียนเอ๋อร์พวกเจ้าต้องระวังตัวให้มากนะ”
หมิงเฉินเหยียนหันไปหาขุนพลสร้างแผ่นดินอีกสองคนแล้วพูดว่า “ปู้หุ่ยเจิ่นโหว พวกเจ้าสองคนจะต้องคุ้มกันพวกเขาให้ดี ถ้าเกิดอะไรขึ้นข้าจะเอาเรื่องพวกเจ้า!”
“รับบัญชา!”
ทั้งสองพูดขึ้นมาพร้อมกัน
“อือ” หมิงเฉินเหยียนพยักหน้าแล้วออกคำสั่งต่อไปว่า “ข้าขอประกาศภารกิจเอาหัวใจอสูรมาในครั้งนี้ให้เสวียนเอ๋อร์เป็นคนรับผิดชอบ โดยให้หมิงอู่หมิงเยวี่ยตามไปด้วย เสวียปู้หุ่ยเซิ่นเจิ่นโหวรับผิดชอบคุ้มกันความปลอดภัยกับพวกเขา”
“แล้วก็ องครักษ์หน้าพระที่นั่งห้าคน เฟิง มู่ สุ่ย ฮั่ว ถู่ เสนาบดีกรมกลาโหมเสนาบดีกรมคลัง เสนาบดีกรมอาญาเดินออกมา”
“พะยะค่ะ”
“พวกเจ้าจัดทหารฝีมือดีของพวกเจ้าแล้วเดินทางไปดินแดนอสูรว่านโซ่วด้วย”
“รับบัญชา!”
หมิงเฉินเหยียนพูดว่า “ข้าให้เวลาพวกเจ้าเตรียมตัวหนึ่งอาทิตย์เตรียมตัวให้สมบูรณ์ที่สุด ครบหนึ่งอาทิตย์เมื่อไหร่ ออกเดินทางทันที”
“ดูจากระยะเวลาแล้วพวกเจ้าจะเดินทางไปถึงดินแดนอสูรว่านโซ่วสิ้นเดือนพอดี จะต้องได้หัวใจอสูรเก้าตัวมากลับมาโดยสมบูรณ์ภายในครึ่งเดือน! เดี๋ยวข้าจะให้ข้อมูลของดินแดนอสูรว่านโซ่วกับพวกเจ้าพวกเจ้าทุกคนต้องทำความเข้าใจมันอย่างละเอียด”
หมิงเฉินเหยียนไม่ได้คิดจะให้คนอื่นเข้าร่วมด้วยเพราะหากไปยังดินแดนอสูรว่านโซ่วแล้วความสามารถไม่ถึงก็เป็นตัวถ่วงเปล่าๆ ดังนั้นหมิงอ๋องถึงได้ให้ข้อมูลเหล่านั้นกับคนที่ร่วมภารกิจเท่านั้น แต่หากมีคนเสนอตัวเขาก็ไม่คัดค้าน
“พะยะค่ะ” ขุนนางทุกคนพูดเสียงพร้อมกัน
เห็นทุกคนร่วมแรงร่วมใจกัน แต่สายตาของหมิงเฉินเหยียนกลับนิ่งไม่ได้ถูกบรรยากาศเหล่านี้พาไปด้วย
ที่จริงตัวเขาเองก็กำลังเดิมพันครั้งใหญ่เหมือนกันหากว่าก่อนหน้านี้เขาสามารถได้เลือดของอสูรเก้าตัวมาได้อย่างราบรื่นก็คงส่งคนไปตั้งนานแล้วแต่ในความเป็นจริงแล้วคือแทบจะไม่มีใครเข้าไปได้เลยผู้กล้าขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนที่เข้าไปส่วนมากจะโชคร้ายทั้งนั้น
ครั้งนี้หมิงเฉินเหยียนแทบจะใช้กำลังพลกว่าครึ่งของต้าหมิงไปทำภารกิจนี้แทบไม่ต่างอะไรกับการทุบหม้อข้าวตัวเองเลย!
หากทำสำเร็จ นำหัวใจได้เลือดของอสูรทั้งเก้าตัวกลับมาให้หมิงเฉินเหยียนสร้างผลึกโลหิตเก้าโคจรได้สำเร็จก็จะช่วยฟื้นฟูความสามารถกลับมาและพลังฝีมือของเขายังสามารถก้าวหน้าได้อีกด้วย
แต่หากล้มเหลว นั่นก็หมายความว่าต้าหมิงของเขาจะเสียหายหนักมากเสียกำลังพลไปอย่างที่ไม่อาจฟื้นกลับมาได้อีก ทำได้แค่รอต้าหมิงล่มสลายอย่างเดียว!
ดังนั้น มันเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ที่ต้องชนะเพียงอย่างเดียวจะแพ้ไม่ได้เด็ดขาด!
หลังจากที่ทุกคนออกจากตำหนักหลงเถิงไปแล้วแต่ละคนก็เริ่มพูดคุยกันอย่างเคร่งเครียด ดินแดนอสูรว่านโซ่วจะเปิดทุกๆ ครึ่งปีและเปิดครั้งละหนึ่งเดือนเท่านั้น ภายในหนึ่งเดือนมีผู้กล้าเข้าไปค้นหาสมบัติไม่รู้มากแค่ไหน
แต่หลังผ่านไปครึ่งปี เมื่อดินแดนอสูรว่านโซ่วเปิดอีกครั้งคนที่ได้กลับออกมาหลังจากที่เข้าไปก่อนหน้านี้กลับมีไม่ถึงหนึ่งส่วนสิบ
แต่ถึงจะอย่างนั้น ในทุกครึ่งปีก็ยังมีคนจำนวนมากเดินทางเข้าสู่ดินแดนแห่งนี้เพราะคนที่ได้กลับออกมาล้วนแต่ได้รับผลประโยชน์มากมาย
พอได้เห็นดังนั้น ผู้คนก็ต่างทยอยเข้าไปในดินแดนอสูรว่านโซ่วด้วยคิดว่าตัวเองจะสามารถนำพาความโชคดีเหล่านั้นกลับออกมาได้จึงมีผู้กล้าจำนวนมากเดินทางไปที่นั่น
พวกเขาไม่กลัวอันตรายเลย เพราะสิ่งที่จะได้มันเย้ายวนใจมากกว่า
มาถึงวันนี้ก็ห้าสิบปีแล้วหัวใจของอสูรระดับสิบถูกนำออกมาได้แค่สองดวงเท่านั้น แล้วแค่สองดวงนี้ก็เอาชีวิตผู้กล้าไปกว่าพันคน!
ครั้งนี้หมิงเฉินเหยียนส่งกำลังรบฝีมือดีของราชสำนักไปจะต้องทำให้ดินแดนอสูรว่านโซ่วเกิดการนองเลือดครั้งใหญ่แน่
เมื่อออกจากตำหนักหลงเถิง หมิงอวี่ก็กางร่มเขาเดินกลับไปยังตำหนักลั่วฮวาท่ามกลางฝนที่ตกลงมาเม็ดใหญ่
วันนี้เขาอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไร พูดตรงๆ ก็คือไม่ดีเลยผู้กล้าของตำหนักหลงเถิงพวกนั้น ทำให้หมิงอวี่เข้าใจอย่างหนึ่งนั่นก็คือเขาอ่อนมาก ส่วนพ่อของเขาหมิงเฉินเหยียนก็ไม่แม้แต่จะชายตามองเขาด้วยซ้ำ
พอนึกถึงน้ำเสียงและท่าทีของหมิงเฉินเหยียนที่มองให้เขาไสหัวไปในตอนนั้นรวมถึงภาพตอนที่เขาตกลงมาจากขั้นบันได ในใจของเขาก็รู้สึกอึดอัด
ถึงแม้เขาจะไม่ประทับใจหมิงเฉินเหยียนเลย แต่ตอนที่เห็นหมิงเฉินเหยียนบาดเจ็บสาหัสเขาเองก็อดปวดใจไม่ได้เหมือนกัน
ความรู้สึกที่สับสนอย่างมากผุดขึ้นมาในหัว มันทำให้เขารู้สึกทรมาน
แต่ในตอนนี้ เขากลับรู้สึกถึงอะไรบางอย่างจึงหยุดเดิน
หมิงอวี่หันหลังกลับมา เมื่อมองผ่านสายฝนไปก็เห็นเงาของชายหนุ่มคนหนึ่งบนหัวของเขามีปิ่นปักผมสีทอง สวมชุดมังกรสีน้ำเงิน ดวงตาเป็นประกาย ยิ้มมุมปากยืนอยู่กลางสายฝน กำลังมองมาที่เขา
เขาไม่ได้กางร่ม แต่สายฝนเหมือนจะอยู่ห่างจากตัวเขาประมาณสองเมตรเขาไม่เปียกฝนเลยแม้แต่น้อย
“องค์ชายเก้า”
หมิงอวี่ขมวดคิ้ว เขาจำได้ว่าน่าจะไม่เคยเจอองค์ชายเก้าหมิงเสวียนมาก่อนเลยหากเขาไม่ฝึกวิชาอยู่ในตำหนักของตัวเองก็จะออกไปฝึกฝนข้างนอกไม่ค่อยได้กลับวังเท่าไร เหมือนว่าครั้งแรกที่พวกเขาได้เจอหน้ากันตามลำพังนั้นน่าจะเป็นเมื่อหกเจ็ดปีที่แล้ว
“ได้ยินมาว่าเมื่อหลายวันก่อนเจ้าชนะเลิศในการประลองยุทธ์ของราชสำนัก” หมิงเสวียนค่อยๆ เดินมาหาหมิงอวี่
หมิงอวี่หรี่ตามองเขารู้ว่าหมิงเสวียนน่าจะมาหาเขาเพราะเรื่องของเยี่ยซีเขาเอาชนะเยี่ยซีต่อหน้าคนจำนวนมากขนาดนั้น เหมือนเป็นการหักหน้าหมิงเสวียน เขาไม่มีทางไม่คิดอะไร
จากที่หมิงอ๋องพูดว่าหมิงเสวียนไม่คิดอะไรแต่ว่าที่น่าขำก็คือคนที่อยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ก็คือตัวของหมิงเสวียน!
สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของหมิงอวี่ก็คือ หนี!
ตอนนี้หมิงอวี่มีพลังเทียบเท่าราชสีห์สองพันกว่าตัวเท่านั้น ส่วนหมิงเสวียนมีพลังราชสีห์ถึงเก้าพันกว่าตัวมันห่างกันราวฟ้ากับดินเลย หมิงอวี่สู้ไม่ได้อยู่แล้ว
หมิงอวี่หันหลังแล้ววิ่งหนีทันที เพียงแต่ตอนที่เขาทิ้งระยะออกจากหมิงเสวียนไปได้สิบเมตรเขาก็กระโดดลอยตัวขึ้นกลางอากาศแล้วก็แตะเมฆโดยใช้เท้าแตะเมฆาจากนั้นก็ไปยืนอยู่บนหลังคา
“น้องชายเจอหน้าพี่ชาย แต่กลับวิ่งหนีไปแบบนี้เลยน่ะหรือ?”
หมิงอวี่หันหน้ากลับมาก็พบว่าหมิงเสวียนไม่รู้ว่ามายืนอยู่ด้านหลังเขาตั้งแต่เมื่อไหร่
หมิงเสวียนจับคอเสื้อของหมิงอวี่เอาไว้แบบยังไม่ทันตั้งตัว เขาก็รู้สึกว่าภาพในตาเหมือนจะพร่ามัวไปมีลมจากไหนไม่รู้ซัดเข้าที่หน้า ที่แท้หมิงเสวียนก็หิ้วปีกเขาแล้วเดินมือซ้ายของหมิงเสวียนเหมือนกับเหล็ก หมิงอวี่ไม่มีแม้แต่แรงจะดิ้น!
เป็นอย่างนี้อยู่ประมาณเกือบหนึ่งก้านธูปหมิงเสวียนก็มาหยุดที่อุทยานด้านหลังวัง จากนั้นเขาก็ปล่อยหมิงอวี่ลง
ที่นี่เป็นป่าลึกของอุทยานด้านหลังวัง ปกติแล้วจะมีอสูรอยู่จำนวนมากแต่ทุกที่ที่หมิงเสวียนผ่านไปพวกอสูรก็จะสงบเงียบมากและล่าถอยไปกันหมด ทำให้ที่นี่ในเวลานี้มีแค่เสียงของสายฝนเท่านั้น
แล้วก็เหลือแค่หมิงเสวียนกับหมิงอวี่สองคนเท่านั้น
เมื่อสัมผัสได้ว่ารอบกายไร้ผู้คน หมิงอวี่ก็สงบใจลง “พาข้ามาที่นี่จะฆ่าข้าปิดปากหรือ? พี่ชายแท้ๆ ... ของข้า”
“เหอะๆ ”
เมื่อถูกหมิงอวี่ประชด หมิงเสวียนก็แค่ยิ้มจากนั้นก็เอามือตบมาที่หัวไหล่ของหมิงอวี่“แค่รู้สึกว่าในวังหลวงมันเสียงดังน่ารำคาญ อยากหาที่สงบๆ คุยกับเจ้าเท่านั้น”
ระหว่างที่พูด ลมปราณของหมิงเสวียนก็ไหลเวียนดั่งพายุ ราวกับว่ามีภูเขาน้ำหนักกว่าร้อยล้านกรัมกดอยู่บนตัวของหมิงอวี่!
ต่อให้หมิงอวี่ระเบิดพลังทั้งหมดที่เขามีออกมารวมกับการผลาญเลือดก็ไม่สามารถทำให้มือซ้ายของหมิงเสวียนหลุดออกไปได้ เขาทำได้แค่ยืนอยู่อย่างนั้น!
ในขณะเดียวกัน มือซ้ายของหมิงเสวียนก็มีแสงสายฟ้าสีน้ำเงินพุ่งออกมาด้วยมันพุ่งเข้าไปในหัวไหล่ข้างขวาของหมิงอวี่
มันเป็นความแข็งแกร่งของร่างกายแห่งสายฟ้าลมปราณสามารถเปลี่ยนเป็นพลังสายฟ้า ที่มีความแข็งแกร่งในการทำลายล้าง!
ปราณสายฟ้าวิ่งพลุ่งพล่านไปทั่วตัว จากนั้นก็พุ่งเขาไปกระตุกหัวใจ กระดูกทำให้ตัวชาไปหมด อวัยวะภายในถูกโจมตีกระตุ้น ทำให้หมิงอวี่เจ็บมาก
ตัวของหมิงอวี่สั่นแบบบังคับไม่ได้ ร่างกายควบคุมไม่อยู่จนอยากที่จะคุกเข่าลงไป!
เขากำหมัดแน่น หมิงอวี่กัดฟันทน ถึงแม้เขาจะเจ็บปวดอย่างมากแต่ก็จะร้องออกมาไม่ได้เด็ดขาดเขาจะคุกเข่าต่อหน้าหมิงเสวียนไม่ได้เด็ดขาด!
มันเป็นศักดิ์ศรีของเขา!
หมิงเสวียนใช้มือขวาลูบหน้าที่สั่นเครือของหมิงอวี่จากนั้นก็ลูบไปที่หัวที่เปียกชุ่ม แล้วพูดอย่างปวดใจว่า “น้องชายข้าโดดเด่นมากจริงๆไม่ว่าร่างกายหรือจิตใจก็หนักแน่นมาก สมแล้วที่เป็นคนมีพรสวรรค์”
ระหว่างที่พูดเขาก็ออกแรงมากขึ้นอีก“เพราะฉะนั้นพี่ชายอย่างข้าจะต้องตรวจสอบให้มากกว่านี้อีกหน่อยดูสิว่าน้องชายอย่างเจ้าจะมีความกล้าในระดับไหน กล้าถึงขนาดไม่เห็นผู้หญิงของพี่ชายตัวเองอยู่ในสายตาเลยหรือเปล่า”
พูดจบเขาก็เพิ่มกำลังมากขึ้นในปากของหมิงอวี่มีรสหวานของเลือดที่กำลังไหลออกมา
“เลือดออกแล้วหรือ? น้องชายพูดอะไรหน่อยสิ”หมิงเสวียนเอียงคอถามหมิงอวี่
หมิงอวี่พยายามเอ่ยปากพูด น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดูอ่อนข้อเลยแต่กลับเต็มไปด้วยการประชดประชัน “เป็นคนประเภทไหน ... ก็มักจะอยู่กับ ...คนประเภทเดียวกัน ... เจ้ากับเยี่ยซี ... ก็ไม่ต่างกับ ... ผีเน่ากับโลงผุเลย!”
หมิงเสวียนค่อยๆ หุบยิ้ม สีหน้าของเขาไร้อารมณ์ สายตาดูโหดเหี้ยม
“ไหนพูดอีกทีสิ”
“ทำไม? ข้า ... พูดแทงใจดำอย่างนั้นหรือ?”
หมิงอวี่พยายามต้านทานลมปราณอันบ้าคลั่งนั่นจากนั้นเขาก็หัวเราะขึ้นมา “คิดว่า ... เจ้าคงอยากฆ่าข้ามากเลยสินะ แต่น่าเสียดายองค์ชายเก้ามีภาพลักษณ์ที่ดูอ่อนน้อมถ่อมตน ... จะลงมือฆ่าข้าได้อย่างไรข้าพูดถูกไหม? เจ้าคน ... จอมปลอม”
พอหมิงอวี่พูดจบ หมิงเสวียนก็ยกเท้าถีบไปที่ท้องของหมิงอวี่เต็มกำลังจนเขากระเด็นไปไกล
หมิงอวี่ตัวปลิวทะลุทะลวงต้นไม้ใบหญ้าไปไกลถึงสามลี้!
แรงโจมตีแบบนี้สามารถทำให้ร่างคนธรรมดาระเบิดออกได้เลยต่อให้เป็นขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่แปดก็จะต้องกระดูกหัก เลือดออกภายในลุกออกจากเตียงไม่ได้เลยเป็นเดือนๆ
ตอนนี้หมิงอวี่บาดเจ็บสาหัส เมื่อเขาฟื้นขึ้นมาหลังจากสลบไปก็ทำได้แค่เดินเหยียบขี้โคลนค่อยๆกลับไป ถึงแม้ตัวของเขาจะเปื้อนไปด้วยดินโคลนราวกับเป็นของเน่าเสีย ซึ่งถือเป็นความอัปยศอันใหญ่หลวง
แต่หมิงเสวียนเหมือนยังไม่สะใจ เขาพูดกับตัวเองว่า “เหยียบขาเจ้าให้หักให้เจ้าคลานกลับไปดีกว่า”
พูดจบเขากำลังจะลงมือ แต่ทันใดนั้นเองก็หยุดชะงักแล้วหันกลับไปมองทางด้านหลังของเขา
ท่ามกลางฝนที่ตกหนัก เสียงฝนตกกระทบลงบนต้นไม้ดังสนั่นด้านหลังของหมิงเสวียน มีชายสวมหมวกท่าทางลึกลับปรากฏตัวขึ้นแบบที่ไม่มีแม้แต่เสียง
“มาหาข้าตอนนี้ มีเรื่องอะไร?” หมิงเสวียนขมวดคิ้ว
“องค์ชายเก้า จัดการเรื่องส่วนตัวเสร็จก็ไปได้แล้ว ที่นี่ไม่ควรอยู่นาน”
เสียงของชายคนนั้นดูแหบราวกับเป็นชายชราไม้ใกล้ฝั่งแต่ร่างกายของเขากำยำใหญ่โต ลมปราณดูหนักแน่น ราวกับภูเขาที่สูงใหญ่
น้ำเสียงของหมิงเสวียนเย็นชาไป “เจ้ากำลังสอนข้าหรือ?”
“กระหม่อมมิกล้าเพียงแต่ก่อนที่จะเข้าไปดินแดนอสูรว่านโซ่วจะทำอะไรออกหน้าออกตาไม่ได้หลังจากนี้อีกครึ่งเดือน เมื่อทรงมีอำนาจและความสามารถไปทั่วหล้า ก็ไม่ต้องเกรงกลัวสิ่งใดอีกถึงเวลานั้นค่อยฆ่าเขาอย่างเปิดเผยก็ยังไม่สาย”