เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 76 ความโหดเหี้ยม

            แววตาของหนานกงหลิงกลายเป็นเย็นชาราวกับคมดาบ

            ฉู่ชิ่ง เป็นประมุขของนิกายเฮ่าเยว่ และเป็นบิดาของต้าเผิง         

            ห่านเสวี่ยเทียน เป็นผู้นำของหมู่บ้านเสวี่ยอิงซาน

            เถิงอูซาน เป็นรองประมุขของนิกายโมโซ่ว

            ส่วนต้วนเทียนหลาง เป็นองค์ชายแห่งราชวงศ์ฮวงและบิดาขององค์ชายน้อยต้วนหานที่ถูกนิกายหยุนไห่ขับไล่เมื่อไม่กี่วันก่อน

            นอกจากนี้ในดินแดน ณ ตอนนี้มีนิกายหลั่วเซี่ยรวมทั้งตระกูลฮวงและตระกูลอวี่แห่งเมืองจักรพรรดิรวมถึงราชวงศ์ฮวงและสี่กองกำลังได้ปรากฏตัวในเวลาเดียวกันอย่างแขกที่ไม่ได้รับเชิญและยังเจาะจงมาในวันที่นิกายหยุนไห่มีการทดสอบ เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ได้มาเพื่อเฉลิมฉลองแต่อย่างใด

            “ท่านประมุขหนานกง ที่พวกข้ามาก็เพื่อชมการทดสอบเท่านั้น อย่าได้ถือสาเลย”

            ส่วนต้วนเทียนหลางที่ยืนอยู่บนดาบยักษ์ เขาสวมชุดเกราะสีขาวที่สวยตระหง่านและค่อยๆ ลอยต่ำลงจนถึงเหนือที่นั่งอัฒจันทร์ เสียงของมันดังคำรามอย่างต่อเนื่องกลิ่นอายของดาบได้ทำลายที่นั่งอัฒจันทร์จนกลายเป็นฝุ่นผง  

            ในเวลาเดียวกัน ฉู่ชิ่ง หานเสวี่ยเทียน และคุนเผิง ก็ค่อยๆ ชะลอลงบนอัฒจันทร์ด้วยท่าทางอวดดีและหยิ่งยโส

            ข้างๆ ต้วนเทียนหลางคือต้วนหาน ที่กำลังจ้องมองหนานกงหลิงด้วยสายตาเย็นยะเยือกวันนั้นเขาถูกหนานกงหลิงกลั่นแกล้ง จึงมีความแค้นมาโดยตลอด ในวันนี้เขาจะต้องจับตาดูนิกายหยุนไห่ให้ดี

            “ฮ่าๆ องค์ชายเทียนหลางมาเป็นแขกของนิกายหยุนไห่นิกายหยุนไห่ของข้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง” หนานกงหลิงกล่าวเสียงเย็นแต่ยังคงยิ้มและกล่าวอีกว่า “ไม่ทราบว่าองค์ชายต้วนเทียนหลางและท่านประมุขเหตุใดพวกท่านถึงได้มาที่นี่กัน?”

            “เมื่อไม่นานมานี้ต้วนหานได้มาที่นี่สาเหตุที่เขามาท่านประมุขหนานกงหลิงคงจะเข้าใจดี ฝ่าบาทนั้นมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและเตรียมที่จะสร้างลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่จำเป็นต้องมีทุกคนเพื่อช่วยสร้าง อีกทั้งท่านประมุขและผู้นำท่านอื่นๆ ล้วนรับปากฝ่าบาทแล้วแต่ทางด้านนิกายหยุนไห่…”

            เมื่อต้วนเทียนหลางพูดจบ เขาก็ยิ้มออกมาและไม่พูดต่อ

            “หืม?” หนานกงหลิงทำหน้าแปลกๆฉู่ชิ่งและห่านเสวี่ยเทียน ทั้งคู่เป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมมาก มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะส่งมอบศิษย์ที่มีพรสวรรค์ของนิกายให้พวกเขาควรจะรู้ว่าถ้าส่งมอบใครไปแล้ว ในภายภาคหน้าอาจตกอยู่ในอำนาจของราชวงศ์ฮวงได้แทนที่จะเป็นคนของพวกเขา

            เมื่อฉู่ชิ่งได้ยินคำพูดของต้วนเทียนหลางแต่สีหน้าของเขากลับนิ่งสงบดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะเป็นเช่นนั้น นี่ทำให้หนานกงหลิงมึนงงเป็นอย่างมาก

            “องค์ชายเทียนหลางตั้งใจจะทำอะไรกันแน่?” หนางกงหลิงถาม

            “ในเมื่อท่านประมุขหนานกงไม่คิดที่จะส่งมอบศิษย์ให้กับฝ่าบาท ข้าจึงมาในฐานะตัวแทนของฝ่าบาทเพื่อมาเลือกด้วยตัวเองแต่บังเอิญว่าวันนี้เป็นการทดสอบของนิกายหยุนไห่ข้าสามารถค้นหาศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดได้ และข้าจะเลือกหนึ่งในพวกเขา” ต้วนเทียนหลางกล่าวตรงไปตรงมา

            สีหน้าของเหล่าศิษย์นิกายหยุนไห่เปลี่ยนไปทันที พวกเขาคิดว่านิกายหยุนไห่เป็นอะไรกันศิษย์ของนิกายหยุนไห่จะต้องถูกเลือกโดยพวกเขา?

            “ถ้าหากข้าไม่ตอบตกลงล่ะ?” หนานกงหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

            “ถ้าท่านประมุขหนานกงตอบตกลง ก็เหมือนกับท่านประมุขและผู้นำคนอื่นๆ ที่ตอบตกลง” คำพูดของต้วนเทียนหลางเต็มไปด้วยความมั่นใจราวกับว่าไม่มีใครสามารถต่อต้านเขาได้

            “ท่านประมุขหนานกงอย่าทะเลาะกันเลย ให้ศิษย์ของนิกายหยุนไห่ดำเนินการการทดสอบเถิดแล้วค่อยส่งมอบศิษย์ ตราบใดที่สามารถเข้าร่วมในลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ได้ อาณาจักรเสวี่ยเยว่จะสนับสนุนเจ้าและจะได้เม็ดยากับอาวุธ แล้วก็สามารถเลือกเคล็ดวิชากับทักษะที่แข็งแกร่งที่สุดได้ แล้วจะกลายเป็นเสาหลักของเสวี่ยเยว่”

            ต้วนเทียนหลางพูดให้ศิษย์ของนิกายหยุนไห่ฟัง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความล่อลวงเพียงแค่เข้าร่วมลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ก็จะได้ทั้งเม็ดยา อาวุธเคล็ดวิชาและทักษะอย่างไร้ขีดจำกัด นี่เป็นสิ่งน่าสนใจเป็นอย่างมากสำหรับศิษย์ที่ปรารถนาความแข็งแกร่งและพละกำลังอันทรงพลัง

            พวกเขามายังนิกายหยุนไห่ก็เพื่อบ่มเพาะพลัง เพื่อกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งในเมื่อลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ได้เสนอโอกาสที่ดีกว่าแล้วพวกเขาจะอยู่ในนิกายหยุนไห่ต่อไปอีกทำไม?

            ในขณะนั้นศิษย์จำนวนมากหลายคนรู้สึกสับสนขึ้นมา และมีหลายคนเตรียมออกจากการทดสอบของนิกายหยุนไห่ไป

            “ช่างเลวทรามเสียจริง”

            หนานกงหลิงด่า คำพูดล่อลวงของต้วนเทียนหลางเป็นแผนการที่ไม่ฉลาดแต่กลับได้ผลเกินคาด

            สิ่งที่หนานกงหลิงทนไม่ได้กว่า นั่นก็คือการที่พวกเขามาก่อกวนและบุกรุกนิกายหยุนไห่

            “งั้นข้าจะคอยดูว่าใครจะทรยศนิกายหยุนไห่” หนานกงหลิงกล่าวอย่างเย็นชาและกล่าวกับต้วนเทียนหลางว่า “ในเมื่อองค์ชายเทียนหลางต้องการชมการทดสอบของนิกายหยุนไห่งั้นข้าหนานกงหลิงจะทำให้การทดสอบสมบูรณ์แบบที่สุด”

             “การทดสอบของศิษย์สายนอกและศิษย์หลักได้ล่าช้า จึงเลื่อนไปเป็นวันอื่นในวันนี้เป็นการต่อสู้ของศิษย์สายในเท่านั้น”

            เมื่อหนานกงหลิงได้ยินเสียงโวยวายของเหล่าศิษย์แต่หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็เข้าใจว่าทำไมหนานกงหลิงถึงตัดสินใจเช่นนี้

            ศิษย์สายนอกอ่อนแอเกินไป ในขณะนี้นิกายหยุนไห่กำลังอับอายขายขี้หน้าและศิษย์หลักเป็นเสาหลักของนิกาย ในภายภาคหน้าก็จะกลายเป็นผู้สืบทอดของนิกายหยุนไห่เพราะฉะนั้นความแข็งแกร่งของพวกเขาจึงไม่ควรถูกเปิดเผยเร็วเกินไป และจึงเป็นจังหวะเหมาะแล้วสำหรับศิษย์สายในที่จะเข้าร่วมการทดสอบของนิกาย

            นัยน์ตาของต้วนเทียนหลางส่องประกายไปด้วยรอยยิ้มที่แตกต่างออกไปจากเดิมเป็นเช่นนี้แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร?

            “ศิษย์สายในที่มีชื่อสลักอยู่ผนังหิน เข้าไปในลานประลองเป็นตายและจัดแถวตามลำดับที่ระบุไว้”

            เมื่อหนานกงหลิงกล่าวจบ ทันใดนั้นเจ้าของชื่อทั้ง 81 ชื่อที่สลักอยู่บนผนังหินได้เดินขึ้นไปบนลานประลองเป็นตาย โดยได้รับความสนใจจากฝูงชนอย่างรู้สึกเป็นเกียรติยิ่ง

            “ข้าจะเปลี่ยนแปลงกฎการทดสอบของศิษย์สายในครั้งนี้ผู้ที่ต้องการเข้าร่วมการจัดอันดับการต่อสู้ จำเป็นต้องท้าทายศิษย์สายในทั้ง 81 คนและผู้ชนะจะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันรอบคัดเลือก ผู้ท้าชิงจะไม่สามารถท้าทายซ้ำคนได้”

            หนานกงหลิงยังคงพูดต่อไป ฝูงชนเกิดโวยวายขึ้นอีกครั้ง ทำให้หลายคนต่างเกิดความผิดหวังการทดสอบในครั้งนี้จะเป็นการทดสอบความแข็งแกร่งของพวกเขา แต่ดูเหมือนว่ายังไม่เห็นโอกาสอีกครั้งเลย

            “และในการต่อสู้ครั้งนี้ ไม่มีข้อจำกัด… ในการต่อสู้”

            “ตูม” หัวใจของทุกคนต่างสั่นไหว ไม่มีข้อจำกัด… ในการต่อสู้

            ถ้าพวกเขาศิษย์สายในท้าทายศิษย์สายใน 81 คน ก็จะถูกอีกฝ่ายเกลียดอย่างแน่นอนและมีกฎอยู่ข้อหนึ่งคือ สามารถเอาชีวิตของพวกเขาได้แต่นั่นหมายความว่าพวกเขาจะเกิดการสูญเสียขึ้น

            ผู้ที่ชนะจะมีชื่ออยู่ในการจัดอันดับการต่อสู้ และผู้แพ้จะมีผลกระทบที่ร้ายแรงอาจถึงชีวิตก็เป็นได้

            “ไม่คุ้มเอาเสียเลย”

            “การเอาชีวิตไปเดิมพันในการจัดอันดับ ช่างอันตรายเกินไปแล้วข้าจะพยายามอีกครั้งในปีหน้า”

            เหล่าศิษย์จำนวนมากมายต่างส่ายหัว การทดสอบครั้งนี้มันเสี่ยงเกินไปและไม่คุ้มค่าอย่างยิ่ง

            “หลินเฟิง ท่านประมุขช่างเป็นคนที่โหดเหี้ยมเสียจริง ตอนนี้ข้าได้ทะลวงขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่1 เท่านั้น และคนที่อ่อนแอที่สุดใน 81 คนที่มีชื่อสลักอยู่บนผนังหินพวกเขาล้วนอยู่ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 2 ประมาณว่าข้านั้นไม่มีความหวังเลยแม้แต่น้อย”

            หานหมานยิ้มอย่างขมขื่นเพราะเขาตั้งใจจะเข้าร่วมการทดสอบการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมที่สุดแต่ไม่คิดเลยว่าจะเป็นเช่นนี้

            หลินเฟิงจ้องมองไปยังหนานกงหลิงที่ยืนอยู่บนลานประลองกฎนี้ช่างเด็ดขาดอย่างที่สุด แต่จริงๆ แล้วเป็นการกำจัดผู้ที่อ่อนแอรวมทั้งผู้ที่ไม่กล้าหาญพอแล้วคัดกรองให้มีแต่ผู้ที่แข็งแกร่งและทรงพลังอย่างแท้จริงเท่านั้นที่เข้าร่วมการต่อสู้นี่คือผลลัพธ์ที่หนานกงหลิงต้องการ เพื่อให้คนภายนอกที่มาชม ได้มาชมศิษย์สายในที่ยอดเยี่ยมที่สุด

            “ศิษย์ที่มีรายชื่อติดอันดับทั้ง 81 คนที่อยู่บนลานประลองเป็นตายนั้นและในตอนนี้ท่ามกลางลานประลอง เหล่าศิษย์สายในคนอื่นๆ สามารถท้าทายพวกเขาคนไหนก็ได้”

            เมื่อหนานกงหลิงพูดจบก็นั่งลง และเหลือบไปมองต้วนเทียนหลาง

            “ข้าหลัวเลี่ย ต้องการท้าโหย่วหลิน”

            มีร่างเงาของคนหนึ่งกระโดดมายังลานประลองเป็นตายและประกาศขึ้น เนื่องจากไม่สามารถต่อสู้กับคนเดิมได้การได้ท้าทายคนแรกไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะมีประโยชน์แค่ไหน เพราะสามารถท้าทายอันดับสุดท้ายในรายชื่อ81 คนได้ และนั่นคือโหย่วหลินผู้อยู่ในอันดับที่ 81

            ในขณะนั้นสีหน้าของโหย่วหลินดูซีดเซียว นี่เป็นการท้าทายครั้งแรกของเขาจึงทำให้เขารู้สึกอับอาย

            “ผู้ท้าทาย สามารถฆ่าได้โดยไม่โดนลดหย่อนโทษ”

            เหวินเริ่นเหยียนที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดได้กล่าวอย่างเย็นชาจนทำให้เหล่าศิษย์สายในที่อยู่ด้านหลังล้วนสั่นไหว เจ้าเด็กนี่…

            “เยี่ยม”

            โหย่วหลินพยักหน้าให้เหวินเริ่นเหยียน จากนั้นกระโดดไปบนลานประลองเป็นตายและปล่อยหมัดมังกรใส่ทันที ที่เหวินเริ่นเหยียนไม่เตือนก็เพราะว่าต้องการฆ่าเขา

            …

            หลังเวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป หุบเขาเมฆพายุ เขตลานประลองเป็นตาย ก็เงียบสงบลงทันที

            สายตาของฝูงชนต่างไปหยุดอยู่ที่ที่หนึ่ง คือใจกลางลานประลองเป็นตายซึ่งขณะนี้ถูกย้อมไปด้วยโลหิตสีแดง บนลานมีซากศพทั้งห้าร่างซึ่งเป็นของผู้ท้าชิงทั้งสิ้นพวกเขาล้วนพ่ายแพ้จึงไม่มีข้อยกเว้นต้องถูกฆ่าเท่านั้นแม้กระทั่งซากศพก็ไม่คนมาเก็บและทำความสะอาดแต่อย่างใด

            พ่ายแพ้ ก็เท่ากับความตาย

            มันเป็นบทเรียนแสนโหดร้ายและนองไปด้วยเลือด ทำให้จิตใจที่ลุกโชนดั่งเปลวเพลิงของผู้ท้าชิงทั้งหลายค่อยๆมอดดับลงไป

            ผู้ท้าชิงทั้งห้าคนนี้ไม่เพียงเป็นห้าคนจากอันดับสุดท้ายของการจัดอันดับเท่านั้น แต่ในเมื่อต้องท้าทายคนต่อไปก็จำเป็นต้องเลือกคนที่มีอันดับสูงขึ้นเรื่อยๆ

            เกียรติยศของศิษย์สายในที่ชนะการต่อสู้จะสามารถจารึกชื่อบนผนังได้

            หนานกงหลิงที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์มองด้วยสายตาที่ไม่แยแส บางทีบทเรียนนองเลือดครั้งนี้จะสามารถทำให้เหล่าศิษย์ตระหนักได้อย่างถ่องแท้และรู้ซึ้งถึงความโหดเหี้ยมในเส้นทางการบ่มเพาะพลัง

            ต้องมีหัวใจที่แข็งแกร่งและแน่วแน่เท่านั้นถึงจะกล้าได้กล้าเสียเพราะความโหดเหี้ยมและการนองเลือดที่มีแต่ผู้แพ้เท่านั้นที่หวาดกลัวและไม่มีคุณสมบัติพอที่จะแสวงหาในเส้นทางการบ่มเพาะ

            “ขยะพวกนี้ ยังกล้าวางแผนเพื่อให้ตัวเองติดอยู่ในผลการจัดอันดับต่อสู้หยุดสิ่งที่พวกเจ้าฝันไปเถอะ”

            เหวินเริ่นเหยียนชี้ไปยังซากศพที่เกลื่อนกลาดบนลานประลอง และปรายตามองเหล่าศิษย์ราวกับเขาอยู่บนจุดสูงสุดที่เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ

            เขาเป็นถึงศิษย์สายในอันดับหนึ่ง แต่คนเหล่านี้กลับไม่มีคุณสมบัติในการเข้าร่วมการจัดอันดับต่อสู้

            สีหน้าของทุกคนดูซีดเผือด ไม่มีใครกล้าเข้าปะทะกับเหวินเริ่นเหยียนเพราะพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งซึ่งได้รับการยอมรับจากทุกคน จึงไม่มีศิษย์คนไหนกล้าไปยั่วยุเขา

            “ท่านประมุข ข้าว่าเราเริ่มการจัดอันดับการต่อสู้เถิด พวกเขานั้นล้วนหมดหวังแล้ว”

            เหวินเริ่นเหยียนหันไปกล่าวกับหนานกงหลิง

            หนานกงหลิงกวาดสายตามองฝูงชนและพยักหน้าเล็กน้อยแม้เหวินเริ่นเหยียนจะเย่อหยิ่ง แต่เขาก็เป็นถึงศิษย์อัจฉริยะของนิกายหยุนไห่ที่หาได้ยากในอนาคตเขาจะกลายเป็นเสาหลักของนิกายหยุนไห่ 

            “ไร้สาระ”

            ในขณะนั้นพลันได้เสียงดังขึ้นฉับพลัน ทำให้ฝูงชนต่างพากันตกใจ

            เหวินเริ่นเหยียนขมวดคิ้วมุ่น มองหาต้นเสียงท่ามกลางฝูงชนหลังจากนั้นสายตาเขาได้ไปหยุดอยู่ที่หนึ่ง พลันแววตาเปล่งประกาย

            “เจ้าอีกแล้ว” เหวินเริ่นเหยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกและแฝงไปด้วยจิตสังหาร

             “เจ้าคิดว่ามันไร้สาระตรงไหนกัน?”

            “เจ้าเป็นศิษย์สายในอันดับหนึ่งซึ่งตอนนี้ได้ยืนอยู่ที่จุดสูงสุดสามารถมองเห็นผู้คนด้านล่างได้ชัดเจน และยังด่าคนอื่นๆ อีก ทั้งที่เมื่อก่อนเจ้าเองก็เริ่มต้นจากการเป็นขยะมิใช่หรือ? ถึงได้มีตำแหน่งที่เป็นอยู่ถึงทุกวันนี้?”

            มุมปากของหลินเฟิงปรากฏรอยยิ้มเยือกเย็น เพื่อกระตุ้นให้เหวินเริ่นเหยียนผู้เย่อหยิ่งได้รู้สึกตื่นตัว