นางร้ายสายลุย (มีeBook 6 เล่ม+ตอนพิเศษในเล่ม)

    ตอนที่ 176 เด็กคนนั้นเป็นบุตรของเทพซูกวางจริงหรือ

    ตอนที่176 เด็กคนนั้นเป็นบุตรของเทพซูกวางจริงหรือ


    อย่างไรก็ตามเสียงเตือนจากมังกรไม่ทำให้ซูเวยและสององครักษ์ยอมแพ้แต่อย่างใดถึงแม้ทุกคนจะรู้ว่ามังกรทั้งสามตัวมีความแข็งแกร่งเกินคาดเป็นอย่างมากก็ตาม ทว่านี่คือโชคชะตาที่ทุกคนจะต้องต่อสู้เพื่อแลกมา


    ซูเวยและสององครักษ์ต่อสู้กับมังกรสามตัวอย่างไม่ย่อท้อกินเวลานานถึงสองวันสองคืนเต็ม ในที่สุดทั้งมังกรและกลุ่มของซูเวยต่างพากันเหนื่อยล้าไปตามๆกัน ทว่าซูเวยมีไพ่ที่เหนือกว่าสามมังกร นั่นคือน้ำอมฤตสวรรค์


    เธอมอบน้ำอมฤตสวรรค์ให้กับสององครักษ์โดยตรงระหว่างที่ทั้งสามคนยืนอยู่ใกล้กันส่วนฝ่ายมังกรยืนรวมตัวกันอยู่อีกด้าน แต่ละคนมีเหงื่อท่วมตัวเพราะต้องต่อสู้เป็นเวลานานพอทั้งสามคนเปิดขวดดื่มน้ำอมฤตสวรรค์


    มังกรทั้งสามตัวพลันส่งเสียงโวยวายด้วยความโกรธแค้นว่า“บัดซบ! พวกเจ้าเอาเปรียบพวกข้านี่นา”


    “ในสนามรบไม่มีคำว่าเอาเปรียบหรือโกงมีแค่ผู้แพ้และผู้ชนะเท่านั้น” ซูเวยตะโกนใส่พวกมันพร้อมกับพุ่งพลังปราณอันแข็งแกร่งตรงเข้าทำลายดวงตาและหัวของมันโดยตรง


    เนื่องจากช่วงที่เธอเปิดขวดดื่มน้ำอมฤตสวรรค์นั้นเธอเหลือบมองเห็นจุดอ่อนของมันพอดีโดยไม่ได้ตั้งใจทำให้เธอตัดสินใจเค้นพลังปราณออกมามากที่สุดพร้อมกับส่งเสียงบอกจุดอ่อนของมังกรให้สององครักษ์รับรู้ทางจิตวิญญาณด้วย


    ซูเวยและสององครักษ์จึงใช้พลังปราณพุ่งเข้าสังหารมังกรในตำแหน่งเดียวกันกับทุกตัวทำให้มังกรทั้งสามตัวไม่ทันระวังและไม่คาดคิดว่ากลุ่มของซูเวยจะล่วงรู้ความลับของพวกมันได้เป็นผลให้มังกรที่อ่อนล้ากว่าถูกกลุ่มซูเวยสังหารได้ทันที


    “โอ๊ย! พวกเจ้า......”


    “บัดซบ! อ๊าก...”


    “ฉิบหาย!.......”


    มังกรทั้งสามตัวมีโอกาสเปล่งเสียงแค่ไม่กี่คำก่อนที่จะถูกพลังปราณอันแข็งแกร่งจากทั้งสามคนพุ่งเข้าสังหารทันทีจากนั้นสององครักษ์นำแกนหัวใจมังกรจากมังกรทั้งสามตัวที่ตายแล้วมามอบให้ซูเวยเพราะนี่คือส่วนผสมของยาเลื่อนขอบเขตจากแกนเสมือนขึ้นเป็นขอบเขตแกนทองคำซึ่งสามารถใช้ทดแทนสมุนไพรสวรรค์อย่างผลอัคคีวิญญาณได้


    “โชคดีที่มีน้ำอมฤตสวรรค์จากเวยเวยไม่งั้นไม่รู้ว่าจะต้องสู้กับพวกมันอีกนานแค่ไหน?”ไต้อี้แสดงความรู้สึกยินดีตามจริง

    เขาพบว่ามังกรมีความแข็งแกร่งมากพอกับพวกเขาทว่าในช่วงที่พวกมันอ่อนแรงจึงเป็นโอกาสที่ทำให้พวกเขาสังหารมันได้หากไม่มีน้ำอมฤตสวรรค์อาจใช้เวลาต่อสู้กันนานกว่านี้บางทีอาจเป็นพวกเขาเองที่จะพ่ายแพ้ต่อมังกรเหล่านั้น


    “ใช่พวกเรามีกองเสริมเป็นน้ำอมฤตนี่ก็ไม่เลวเหมือนกันนะ”หัวอี้เฟิงพยักหน้าเห็นด้วยกับเพื่อนอย่างพอใจ


    ……….


    ทันใดนั้นมีพลังสายหนึ่งที่แข็งแกร่งกว่าซูเวยและสององครักษ์พุ่งออกมาจากโลงหยกมันเลือกที่จะพุ่งเข้าทำร้ายเด็กหญิงตัวน้อยที่ดูจะจัดการได้ง่ายกว่าเป็นคนแรกทำให้ซูเวยยกมือขวาขึ้นป้องกันตนเองจากสัญชาตญาณเพราะเธอไม่ทันได้พุ่งพลังปราณเข้าปะทะอีกประการหนึ่งเธอพบว่าพลังฝ่ายตรงข้ามแข็งแกร่งกว่าตนเองมากนักทำให้เธอเลือกป้องกันตนเองไปก่อน


    กลับกลายเป็นว่าซูเวยได้ยินเสียงกรีดร้องของมังกรสีนิลกาฬที่พุ่งตัวเข้าปะทะกับเธอพอดีมันหยุดปล่อยพลังปราณเข้าใส่ซูเวยพลางชะงักเบิกตากว้างจ้องมองซูเวยอย่างคาดไม่ถึง


    “กรี๊ด! เจ้า!เจ้ามีแหวนนี้ได้ยังไง?”มังกรนิลกาฬละล่ำละลักถามซูเวยด้วยความตื่นตะหนก


    มันเหลือบมองเห็นแหวนมังกรเปล่งประกายสีเขียวครามออกมาทำให้มันหวาดกลัวจนต้องเบรกตัวเองอย่างกะทันหันพร้อมกับส่งเสียงถามซูเวยอย่างตื่นตกใจ


    ซูเวยลดแขนขวาของตนเองที่ใช้ป้องกันตัวลงเธอเงยหน้าขึ้นจ้องมองมังกรนิลกาฬตัวเล็กเท่าแขนตนเองทว่ามีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก โดยมันแข็งแกร่งในขอบเขตแกนสวรรค์ระดับต้นห่างจากพวกเธอหนึ่งขอบเขตเธอประหลาดใจที่มันถามเกี่ยวกับแหวนมังกรบนนิ้วมือตนเองด้วยความตื่นตกใจทำให้ซูเวยคิดว่าแหวนมังกรนี้จะต้องมีความสำคัญสำหรับมังกรมากพอที่จะสยบมันได้


    ซูเวยจึงรับสมอ้างตามจริงว่า“อ๋อ! นี่คือแหวนที่เป็นของพ่อฉันเอง ทำไม? แกกลัวแหวนนี่งั้นหรือ?”


    ซูเวยหรี่ตามองมังกรนิลกาฬด้วยความสงสัยใคร่รู้ถึงแม้ว่าเธอจะหวาดกลัวแต่ความอยากรู้อยากเห็นมีมากกว่าจึงถามมังกรออกไปตามตรง


    ทางด้านสององครักษ์ที่ต่างพากันตัวแข็งทื่อตกตะลึงตั้งแต่มังกรพุ่งเข้าจู่โจมซูเวยพวกเขาไม่สามารถขยับตัวไปช่วยได้ทัน พอเห็นว่าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปทำให้สององครักษ์ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทว่าไม่มีใครกล้าแสดงท่าทางอะไรออกมาเนื่องจากทุกคนหวาดกลัวความแข็งแกร่งของมังกรนิลกาฬตัวน้อยที่แค่โบกมือก็สามารถสังหารพวกเขาได้แล้ว


    เนื่องจากความแข็งแกร่งของมังกรนิลกาฬที่สามารถสังหารพวกเขาได้อย่างง่ายดายทำให้ทั้งคู่ยืนสงบและรอฟังไปก่อนว่าสถานการณ์ตรงหน้าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร


    มังกรนิลกาฬหรี่ตามองซูเวยอย่างพิจารณามันพบว่าร่างกายของซูเวยมีเลือดของเทพมังกรกึ่งหนึ่งที่ไหลเวียนอยู่เป็นสัมผัสที่เหล่ามังกรสามารถตรวจสอบได้ แต่จิตวิญญาณที่อยู่ภายในกายกลับดูขัดแย้งชอบกลถึงแม้ว่าเด็กหญิงตัวน้อยจะดูเหมือนหวาดกลัวมัน ทว่าไม่มีแววตาหวาดกลัวมันแสดงออกมาโดยตรงทำให้มังกรนิลกาฬแอบชื่นชมซูเวยอยู่ในที


    “เจ้าบอกว่าเป็นแหวนของพ่องั้นหรือ? แล้วพ่อเจ้ามีนามว่ากระไร?” มังกรนิลกาฬตัดสินใจถามที่มาของซูเวย


    อนึ่งมันไม่อยากถูกเทพมังกรลงโทษโดยความผิดพลาดจากเรื่องสำคัญบางอย่างทำให้มันเลือกที่จะสอบถามที่มาของซูเวยก่อนตัดสินใจว่าควรทำอย่างไรต่อไปกับกลุ่มของซูเวยที่บังอาจรุกล้ำเข้ามาในสุสานของเทพมังกรคนหนึ่ง


    ซูเวยเห็นว่าเป็นหนทางรอดของตนเองและสององครักษ์แล้วจึงตอบกลับมังกรนิลกาฬตามจริงว่า “พ่อฉันชื่อว่าซูกวาง รู้จักไหม?”


    มังกรนิลกาฬเบิกตากว้างด้วยความตื่นตกใจแวบหนึ่งแต่เป็นแวบเดียวที่ซูเวยสามารถจับสังเกตได้อย่างแม่นยำเธอกำลังลุ้นว่ามังกรที่แข็งแกร่งตรงหน้าจะตัดสินใจเลือกเช่นไร


    “หากเจ้าต้องการแค่แกนหัวใจมังกรอย่างเดียวข้าจะมอบให้ก็ได้ ทว่าเจ้าต้องแลกด้วยสิ่งสำคัญอื่นเพื่อเป็นการทดแทนและรักษาพลังของห้องโถงนี้ไว้ด้วย”มังกรนิลกาฬเสนอเงื่อนไขให้กับซูเวยอย่างคาดหวัง


    ถึงแม้ว่ามังกรนิลกาฬจะเกรงกลัวเทพซูกวางทว่ามันเองก็มีหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากเทพผู้สูงศักดิ์เช่นกัน ซึ่งมันจะต้องรักษาสมบัติสวรรค์เพื่อทำให้พลังค่ายกลอุดช่องโหว่แห่งนี้คงอยู่มิเช่นนั้นจะมีเผ่าพันธุ์ปีศาจออกมาจากช่องโหว่นี้และรุกรานภพโลกได้ดังนั้นมันจึงต้องการสมบัติสวรรค์อื่นเพื่อรักษาสภาพความแข็งแกร่งของสถานที่แห่งนี้ไว้โดยมันไม่สามารถอธิบายเรื่องเหล่านี้ให้กับซูเวยได้


    ซูเวยสบตากับมังกรนิลกาฬและรับรู้ได้ว่ามันพูดความจริงกับเธออย่างตรงไปตรงมาทำให้เธอยืนนิ่งคิดใคร่ครวญ เพราะเป็นโอกาสที่หาได้ยากในการได้มาซึ่งแกนหัวใจมังกรเนื่องด้วยในอนาคตไม่รู้ว่าพวกเธอจะมีโอกาสดีในการพบแกนสัตว์อสูรสวรรค์ที่แข็งแกร่งขนาดนี้หรือไม่


    อีกอย่างหนึ่งคือเธอกำลังคิดถึงหินหยกพิสดารที่มีพลังลึกลับและเหมือนกับมีสิ่งมีชีวิตอยู่ข้างในเป็นหินหยกที่เธอขโมยมาจากการแข่งพันพนันหิน เธอคิดว่าอาจใช้หินหยกนี้เป็นสิ่งแลกเปลี่ยนกับแกนหัวใจมังกร


    ซูเวยตัดสินใจทดสอบดูว่าหินหยกพิสดารนั้นจะสามารถแลกเปลี่ยนกับแกนหัวใจมังกรได้หรือไม่เธอหยิบหินหยกพิสดารขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าล่องหนและยื่นให้กับมังกรนิลกาฬที่จับจ้องท่าทางของเธออยู่อย่างไม่วางตา


    “นี่คือหินหยกพิสดารภายในดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่มีชีวิตอยู่และมีพลังมหาศาลไม่รู้ว่าจะทดแทนแกนหัวใจมังกรได้หรือไม่?”


    ซูเวยยื่นให้พร้อมกับสังเกตท่าทางของมังกรนิลกาฬตรงหน้าด้วยความสนใจเธอลอบสังเกตห้องโถงนี้ไปด้วยและพบว่าห้องโถงนี้มีค่ายกลโบราณที่ใช้สำหรับปิดกั้นบางสิ่งที่ทรงพลังมากถึงขอบเขตแกนเทพได้


    พอได้ฟังคำพูดของมังกรนิลกาฬที่ต้องการบางสิ่งที่ทรงพลังเพื่อรักษาค่ายกลในห้องโถงนี้ทำให้ซูเวยนึกไปถึงช่องโหว่หลายช่องที่มีผู้ฝึกตนกำลังพยายามอุดช่องโหว่อยู่เป็นระยะทำให้ซูเวยตัดใจมอบหินหยกพิสดารที่ตนเองยังไม่ได้พิสูจน์ว่ามีสิ่งมีชีวิตใดหรือพลังอันแข็งแกร่งนั้นเป็นพลังชนิดใดเธอคิดว่ามอบให้กับมังกรนิลกาฬไปดีกว่า


    มังกรนิลกาฬเหลือบมองเห็นหินหยกก้อนเล็กเท่ากำปั้นของเด็กหญิงมันเบิกตาโพลงด้วยความตื่นตกใจยิ่งกว่าเดิม เนื่องจากมันสัมผัสได้ชัดเจนถึงพลังลึกลับที่แข็งแกร่งทว่าเป็นพลังที่มันคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง มันจึงพยักหน้าตอบตกลงอย่างง่ายดาย


    “ตกลงข้าจะยอมรับหินหยกก้อนนี้ ส่วนเจ้าก็รับแกนหัวใจมังกรไปได้” มังกรนิลกาฬโบกมือหรือขาหน้าของมันเพื่อนำหินหยกไปวางแทนที่แกนหัวใจมังกรส่วนแกนหัวใจมังกรพุ่งตัวออกจากโลงหยกแก้วแล้วลอยตัวอยู่ตรงหน้าซูเวยอย่างสงบ


    “ขอบคุณมากค่ะ”ซูเวยยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดีพลางคว้าแกนหัวใจมังกรเก็บเข้าไว้ในกระเป๋าล่องหนอย่างรวดเร็ว


    เธอนึกเสียดายหินหยกพิสดารเล็กน้อยทว่าเธอกลับคิดว่านี่อาจเป็นโชคชะตาของตนเองมากกว่าในการได้มาซึ่งแกนสัตว์อสูรสวรรค์หนึ่งในส่วนประกอบยาหลักที่ใช้สำหรับปรุงเพื่อเลื่อนขอบเขตจากแกนทองคำขึ้นเป็นแกนสวรรค์


    สององครักษ์เห็นว่าการเจรจาแลกเปลี่ยนสิ่งของระหว่างซูเวยและมังกรนิลกาฬเรียบร้อยดีทำให้พวกเขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก


    หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายไม่เสียเวลาพูดคุยอะไรกันอีกเพราะมังกรนิลกาฬหายตัวกลับเข้าไปในโลงหยกแก้วดังเดิมทำให้ซูเวยและสององครักษ์มุดตัวกลับขึ้นไปผจญกับกองอุจจาระของมังกรไฟเช่นเดิม


    ..........


    หลังจากซูเวยและสององครักษ์ออกจากอุโมงค์ลับไปแล้ว


    ในตอนนี้มังกรนิลกาฬกลายร่างเป็นชายหนุ่มหน้าตาคมเข้มหล่อเหลาเขากำลังนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าชายชราคนหนึ่งที่ดูอ่อนแรงทว่ายังมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมากชายชราคนนั้นจ้องมองไปทางอุโมงค์ที่ซูเวยกับสององครักษ์มุดตัวเข้ามา


    ชายชราหลงเทียนถังจ้องมองอุโมงค์พลางพูดกับชายหนุ่มหลงฮุ่ยที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าว่า“ต้องขอบใจแม่หนูน้อยนั่น ไม่งั้นข้าคงไม่มีโอกาสได้ออกมาจากกรงขังนั่นแน่นอน”


    ชายชราหลงเทียนถังรู้สึกโชคดีที่เขาสามารถสื่อสารกับซูเวยได้เขาถูกจอมมารกักขังไว้เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน เมื่อครั้งที่เกิดศึกระหว่างสามภพเขาเป็นหนึ่งในรองแม่ทัพของเทพสงคราม ทว่าเขาหลงกลจอมมารจนถูกกักขังอยู่ภายในหินหยกก้อนหนึ่งที่ถูกร่ายเวทมนตร์ขั้นสูงไว้ทำให้เขาไม่สามารถหนีออกมาได้


    อย่างไรก็ตามในความโชคร้ายก็มีโชคดีที่ซูเวยเอาหินหยกพิสดารที่เป็นดั่งกรงขังไปเก็บไว้ในคฤหาสน์ขาวของเทพมังกรซูกวางแต่ที่โชคดีกว่านั้นคือ เขาได้พบเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของเทพธิดาหนี่วาทำให้เขาได้รับการปลดปล่อยออกมา พอซูเวยมอบหินหยกพิสดารแลกกับแกนหัวใจมังกรเขาจึงสามารถออกมาจากหินหยกพิสดารได้อย่างง่ายดาย


    “ข้าดีใจนักที่ท่านบรรพชนออกมาจากที่คุมขังได้เด็กน้อยคนนั้นเป็นบุตรของเทพซูกวางจริงหรือขอรับ?”หลงฮุ่ยถามชายชราด้วยความแปลกใจเนื่องจากเขาพบว่าจิตวิญญาณของซูเวยกับร่างเดิมไม่สัมพันธ์กันยังมีความขัดแย้งอยู่บางส่วน เหมือนกับไม่ใช่จิตวิญญาณดั้งเดิมของร่างนี้จริง


    “ใช่หรือไม่ใช่ไม่สำคัญแต่ข้าสัมผัสได้ว่าแม่หนูน้อยคนนี้ต่างหาก คือผู้ช่วยให้รอดของพวกเรานางเป็นผู้ถูกเลือกจากเทพธิดาหนี่วา อนาคตนางย่อมแข็งแกร่งได้มากกว่าเทพทั้งหลายแน่นอนดังนั้นหากกาลข้างหน้าพบพานกัน จงช่วยเหลือนางเท่าที่เจ้าทำได้”


    หลงเทียนถังบอกลูกหลานตนเองอย่างมั่นใจเขาเชื่อมั่นว่าซูเวยจะต้องสร้างชื่อเสียงและอยู่เหนือเทพทั้งหลายในสักวันเป็นสัญชาตญาณที่เขามั่นใจและแน่ใจเป็นอย่างยิ่ง


    “ข้าน้อยทราบแล้วขอรับ”หลงฮุ่ยคำนับพลางตอบกลับบรรพบุรุษอย่างจริงจัง


    หลงฮุ่ยคิดว่าการสูญเสียแกนหัวใจมังกรแต่ได้พบกับบรรพชนของตนเองมีความคุ้มค่ายิ่งกว่าคุ้มเป็นโชคชะตาที่ไม่คาดคิดว่าบรรพชนผู้เก่งกาจที่มีชื่อจารึกไว้ในศาลบรรพชนของเผ่าพันธุ์มังกรผู้ที่เคยร่วมสู้รบกับเทพสงครามจะอยู่รอด

    ปลอดภัยและได้รับอิสรภาพในที่สุดทำให้เขายินดีที่จะช่วยเหลือซูเวยในอนาคตอย่างแน่นอนที่สำคัญคือช่องโหว่จะไร้ปัญหาใดๆตราบเท่าที่บรรพชนอยู่ปกปักรักษาสถานที่แห่งนี้ไว้จนกว่าจะถึงคราวจอมมารตื่นขึ้นมาก่อสงครามอีกครั้ง


    หลงเทียนถังเห็นว่าหลงฮุ่ยรับรู้แล้วเขากลับไปนั่งในโลงหยกเพื่อฟื้นฟูพลังปราณให้กลับคืนมาส่วนหลงฮุ่ยกลับคืนร่างเป็นมังกรนิลกาฬตัวเล็กไปเฝ้าอารักขาบรรพชนอย่างเข้มแข็งต่อไป


    ทางด้านซูเวยและสององครักษ์ทั้งสามคนออกมาถึงพื้นที่เบื้องล่างที่เต็มไปด้วยอุจจาระของมังกรพ่นไฟ  จากนั้นพากันพุ่งตัวเหินบินขึ้นไปอย่างรวดเร็วเนื่องจากในกลุ่มมังกรไฟมีบางตัวที่แข็งแกร่งกว่ากลุ่มของซูเวยหนึ่งระดับโดยมันกำลังเคลื่อนตัวมาจากทิศทางหนึ่ง ทำให้ทุกคนไม่กล้าที่จะรั้งรออยู่ในสถานที่แห่งนี้นานเกินไป