บทที่ 9 พวกคุณป้านี่เจ๋งจริง ๆ
พ่อเฒ่าเสิ่นกำลังสูบบุหรี่พุ้ย ๆ ก่อนหน้านี้ใช่ว่าที่บ้านไม่เคยมีปัญหามาก่อน แต่เขากลับคิดว่าครั้งนี้พวกบ้านสามต้องเอาจริงแน่
อาการาเ็ที่ศีรษะของเสิ่นทิงหงเกือบจะหายดีแล้ว เพียงแต่ถ้ามองดี ๆ จะยังเห็นรอยแผลสีชมพูอยู่ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะหายสนิท
ลูกทั้งสามคนไม่มีใครตามหลิวเยว่ไปบ้านยาย เดี๋ยวนี้ทั้งเสิ่นทิงอู่และเสิ่นทิงเหวินพอมีเวลาว่างก็จะทำตัวติดหนึบอยู่กับเสิ่นทิงหง เพราะกลัวคนใจไม้ไส้ระกำจะมารังแกเธออีก
จางซู่ฉินและเสิ่นปี้เหลียนเอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในห้อง ไม่กล้าโผล่หัวออกมา จนกระทั่งเสิ่นต้าลี่เริ่มร้อนรน วิ่งแบกหน้าไปหาเสิ่นต้าเฉียง “ต้าเฉียง หรือไม่พวกเราลองไปพูดกับเมียแกดูล่ะ พวกเราอย่าทำให้เื่เล็กเป็เื่ใหญ่โตเลย มันดูไม่ดีนะ”
แปลกที่เสิ่นต้าลี่เป็ฝ่ายที่ยอมอ่อนข้อให้ก่อน เพราะตัวเองไม่มีพี่ภรรยาจอมอันธพาลทั้งสาม มีแต่พวกี้เีเหลาะแหละ ต่อให้ไปขอร้องความช่วยเหลือถึงหน้าประตู เกรงว่าพวกเขาจะวิ่งหนีเร็วกว่ากระต่ายอีก
“เื่นี้อย่าว่าแต่ภรรยาผมเลย ต่อให้เป็ผมเองก็ไม่มีวันปล่อยเื่นี้ไปหรอก” เสิ่นต้าเฉียงพูดออกไปโดยไม่สนใจสิ่งที่เสิ่นต้าลี่พูด
เป็เพราะหลานสาวประสาทกลับคนนั้นแท้ ๆ ตนเองต้องมาทนรับสีหน้าถมึงทึงของภรรยาอยู่หลายวัน ถึงเขาจะซื่อบื้อ แต่ก็ไม่ได้โง่นะ ผ่านมานานขนาดนี้ บ้านของพี่ใหญ่ยังไม่มาพูดเื่ชดเชยก็แล้วไปเถอะ ทว่าแม้แต่ไข่ไก่สักใบก็ไม่มีซื้อมาให้ลูกตนได้บำรุง แม้แต่ขนไก่สักเส้นก็ไม่มีหล่นมาให้เห็น
คงคิดว่าปล่อยให้เื่ผ่านไปอย่างช้า ๆ ก็จบแล้วงั้นสิ!? ต่อให้ภรรยาตนจะพูดว่ารอให้ผ่านหน้าเก็บเกี่ยวไปก่อนค่อยมาคิดบัญชี แต่พวกเขากลับไม่มีท่าทีอะไร คงหวังพึ่งโชคชะตาละสิไม่ว่า
หมู่บ้านตระกูลหลิวเดิมทีก็อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านถวนเจี๋ย สองหมู่บ้านต่างตั้งอยู่ในชุมชนจินฮวา และใช้เวลาเดินทางไปกลับเพียงสองชั่วโมงเท่านั้น
เพียงแต่ครั้งนี้หลิวเยว่ไม่ได้กลับมาคนเดียว แต่พาชายฉกรรจ์ร่างกายกำยำมาด้วยถึงสามคน พร้อมกับหญิงอีกสามคน ยังมีหญิงชราอีกคนที่ดูเป็คนไม่น่าตอแยด้วย
แค่ดูกลุ่มคนก็รู้ว่าวันนี้ต้องมีเื่แน่ โชคดีที่วันนี้ฝนเพิ่งตกไป ชาวบ้านยังไม่ออกไปทำงาน เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้จะไม่อยู่รอดูความครึกครื้นได้ยังไงกันเล่า
เสิ่นทิงหงมองเห็นมารดาตนจากไกล ๆ ข้างกายซ้ายขวาขนาบด้วยคนคุ้มครองหลายคน ด้านหลังยังตามมากลุ่มคนโขยงใหญ่ราวกับกองทัพกำลังทหาร นี่มัน… ได้อารมณ์แม่ทัพหญิงออกรบจริง ๆ
พ่อเฒ่าเสิ่นกับแม่เฒ่าเสิ่นพอเห็นมารดาและเหล่าพี่ชายพี่สะใภ้ของหลิวเยว่ ก็ไม่อาจทำเป็หูหนวกตาบอดได้อีก
แม่เฒ่าเสิ่นออกมาทักทายต้อนรับอย่างอบอุ่น “ไอ้หยา พี่เซียว ไม่ได้เจอกันตั้งนานเลย”
เซียวเจี้ยนฟางมารดาผู้ให้กำเนิดของหลิวเยว่เองก็รู้ดีว่าเื่นี้ไม่สามารถเอามาลงที่บ้านพ่อแม่สามีลูกสาวได้ จึงไม่ได้ดึงมือออกจากการกอบกุมของแม่เฒ่าเสิ่น “ต้าฮวา ไว้พวกเราค่อยมานั่งคุยเื่เก่า ๆ กันนะ ฉันมาครั้งนี้ก็เพื่อมาหาคนของบ้านใหญ่น่ะ”
แม่เฒ่าเสิ่นยิ้มเจื่อน “ฉันรู้ ฉันรู้ เื่นี้จริง ๆ เป็เื่ที่พวกเขาทำเลวไว้ พี่อย่าได้อารมณ์เสียไปเลยนะ เดี๋ยวฉันไปเรียกพวกเขาออกมาเดี๋ยวนี้”
แม่เฒ่าเสิ่นส่งเสียงเรียกออกไป แต่ไม่มีคนจากบ้านใหญ่โผล่หัวออกมาสักคน จนพ่อเฒ่าเสิ่นรู้สึกเดือดดาล เสิ่นต้าลี่ถึงได้ค่อย ๆ โผล่หน้าออกมาที่ลาน
หลิวเยว่ยิ้มเยาะแล้วพูดเสียงดังฟังชัด “พี่สะใภ้ใหญ่ เสิ่นปี้เหลียน จะไม่ออกมาจริง ๆ เหรอ หรือต้องให้ฉันอันเชิญพวกเธอออกมา”
แม้แต่ผียังรู้ว่าคำว่าเชิญที่หลิวเยว่พูดนั้นหมายถึงการเชิญด้วยวิธีไหน เมื่อเห็นว่าไม่มีทางหนีพ้น จางซู่ฉินกับเสิ่นปี้เหลียนถึงได้ยอมออกมา พอเห็นมีคนมุงดูอยู่เต็มไปหมด และเพื่อให้ตัวเองดูดีขึ้นมาสักหน่อย เลยตีหน้าซื่อแสดงท่าทางเหมือนไม่รู้เื่อะไรด้วย
“อะไร…มีเื่อะไรกันน่ะ”
“ทำไมเธอถึงได้เสแสร้งเก่งขนาดนี้นะ ฉันพูดไว้แต่แรกแล้วว่ารอเื่ยุ่ง ๆ พ้นไปก่อนพวกเราค่อยมาคิดบัญชีกัน แล้วยังมาแกล้งทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นอยู่ตรงนี้อีก”
“หลิวเยว่ นี่คือคนที่ผลักนีเอ๋อร์ของพวกเราใช่ไหม” สะใภ้ใหญ่บ้านหลิวถามขึ้น พร้อมชี้ไปทางเสิ่นปี้เหลียน
“ใช่ เป็นังสารเลวคนนี้แหละ” หลิวเยว่พูดออกไปตามจริงโดยไม่สนใจสายตาหวาดหวั่นของเสิ่นปี้เหลียน
“แล้วยังต้องพูดอะไรอีก จัดการให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยพูดกันก็ได้” สะใภ้รองเซี่ยเจวียนพูดขึ้น
พี่สะใภ้ทั้งสามไม่สนใจอะไรอีก ปรี่เข้าไปหาเสิ่นปี้เหลียนอย่างรวดเร็ว ดึงเธอมาข้าง ๆ ตัวเองแล้วเริ่มทุบตีไม่พูดพร่ำทำเพลง
รอจนเสิ่นปี้เหลียนส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือออกมาไม่ได้ พวกเธอถึงได้ยอมวางมือ เสิ่นทิงหงเห็นสภาพยับเยินของเสิ่นปี้เหลียนก็รู้สึก ‘เห็นอกเห็นใจ’ ขึ้นมาเล็กน้อย
พวกคุณป้านี่เจ๋งจริง ๆ
ป้า ๆ ทั้งสามไม่สนใจสักนิดว่าเสิ่นปี้เหลียนยังเป็เพียงเด็กสาว และทุบลงไปตรง ๆ บนหน้าจนเสิ่นปี้เหลียนเืกำเดาไหล ทั้งตัวเต็มไปด้วยรอยจ้ำเขียวจ้ำม่วงราวกับจานผสมสี
“ไอ้หยา บ้านเมืองยังมีขื่อมีแปอยู่รึเปล่า มาถึงไม่พูดไม่จาพุ่งเข้ามาทุบตีคน แบบนี้ต้องแจ้งความ ต้องแจ้งความเท่านั้น” ถือว่าจางซู่ฉินยังดีต่อเสิ่นปี้เหลียน ลูกสาวคนนี้ไม่น้อย แม้ว่าใจจะลำเอียงไปทางลูกชาย แต่เธอมีเด็กสองคนนี้เป็ลูกเท่านั้น ก็ยังถือว่าเธอมีความยุติธรรมอยู่
พอเห็นเสิ่นปี้เหลียนถูกตีจนมีสภาพสะบักสะบอม หัวใจของคนเป็แม่พลันเจ็บแปล๊บขึ้นมา
หลิวเยว่ปรี่เข้าไปกระชากผมจางซู่ฉิน “ตอนนี้รู้จักสงสารลูกสาวตัวเองแล้วเรอะ ลูกของเธอก็คน แล้วลูกฉันไม่ใช่คนรึไง ตอนที่เสิ่นปี้เหลียนผลักลูกฉันล้มหัวฟาดพื้น ทำไมไม่คิดถึงเื่พวกนี้บ้างเล่า!”
เสิ่นปี้เหลียนนั่งพับหมดสภาพอยู่ที่พื้น ร้องไห้ฟูมฟายดูแล้วน่าสงสารอยู่บ้าง
“เธอก็อย่าร้องไห้ไปเลย เอาละ พวกเรามาคุยเื่นี้กันดีกว่า เมื่อกี้แม่ของเธอเพิ่งบอกว่าจะแจ้งความใช่ไหม งั้นพวกเราไปแจ้งความกัน แล้วมาดูกันว่าคดีทุบตีนี้หรือคดีพยายามฆ่าของเธอข้อหาไหนหนักกว่ากัน ทำไม? แผลที่หัวฉันยังไม่ทันหายดีเลย ยังจะมาแสร้งทำตัวเป็คนน่าสงสารอีกเหรอ!” เสิ่นทิงหงเดินเข้าไปหาเสิ่นปี้เหลียนและพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เซียวเจี้ยนฟางเดินเข้ามาจับมือเสิ่นทิงหง “เสิ่นทิงหงของยาย หนูคงเจ็บมากใช่ไหมลูก”
“คุณยายคะ หนูไม่เป็ไรค่ะ”
ความสัมพันธ์ของยายหลานค่อนข้างลึกซึ้ง เสิ่นปี้เหลียนกับจางซู่ฉินรวมถึงเสิ่นต้าลี่ใไม่น้อยกับคำพูดนั้นของเสิ่นทิงหง
“เสิ่นทิงหง เธอ…อย่ามาพูดจาเหลวไหลนะ ฉันแค่ไม่ทันระวัง ทำไมถึงได้กลายเป็คดีพยายามฆ่าได้ล่ะ”