เสียงร่ำไห้ของผู้คนรวมกับเสียงระเบิดดังอึกทึกครึกโครมราวกับท้องฟ้าถล่มลง หมอกและเปลวเพลิงลุกลามไปทั่วเมืองเล็ก ๆ ดั่งกองฟางที่ถูกเผาก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบสงบลงเหลือไว้เพียงเถ้าธุลีของบ้านเมืองและชีวิต
ทำไมกันนะ? พวกเราก็แค่เมืองเล็ก ๆ ที่ไม่มีอำนาจทำอะไรแต่ทำไมถึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ แววอันหมองหม่นเหม่อมองท้องฟ้าได้แต่คิดกับตัวเองว่าทำไม
“เฮ้ย ! ทางนี้มีคนรอด” เสียงของชายวัยกลางคนตะโกนเรียกพรรคพวกเข้ามาพยุงตัวเรา ทั้ง ๆ ที่เขาอาจจะเป็นศัตรูแต่ก็ไม่ขัดขืนจะตายหรือจะอยู่ก็ช่างมันเสีย
เมื่อตั้งสติได้จึงมองไปรอบ ๆ ในสถานพยาบาลเคลื่อนที่ก็จะเห็นชาวเมืองบางส่วนรอดมาได้แม้จะบาดเจ็บจนแขนขาขาดและบางคนก็โดนไฟคลอกจนสภาพดูไม่ได้
“หนีเร็วมันวนกลับมาอีกแล้ว” ไม่นานหลังจากที่ได้ยินเสียงตะโกนก็มีแรงสั่นสะเทือนและความร้อนแพร่ขยายจากด้านนอกเข้ามาจนอยากจะบ้าตาย ความร้อนระอุที่เหมือนอยู่ในหม้ออบกำลังจะคร่าชีวิตของทุกคนที่ไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้
เราเดินด้วยร่างกายสะบักสะบอมออกไปข้างนอกเฝ้ามองความตายที่กำลังมาเยือนด้วยแววตาหมดหวังและก่อนที่ดวงตะวันจะร่วงหล่นลงมาปลิดชีพก็มีหญิงสาวคนหนึ่งปรากฏตรงหน้า
“หนีเร็วสิ !” เสียงอันแข็งกร้าวของหญิงสาวผมสีขาวดั่งหิมะบริสุทธิ์ยืนกรานปกป้องผู้บาดเจ็บไร้หนทางรอดชีวิตโดยไม่เกรงกลัวความตาย
“มัวทำอะไรอยู่ บอกให้หนีไป !” ความร้อนที่แพร่ออกมาจากดวงตะวันพวกนั้นมันใหญ่พอ ๆ กับภูเขาขนาดย่อม ๆ แต่เพียงชั่วพริบตาก่อนที่จะเข้าปะทะมันก็สลายหายไปพร้อม ๆ กับบรรยากาศอันหนาวเหน็บยิ่งกว่าถูกกองหิมะทับถม
“ฉันยื้อไว้ได้ไม่นานเพราะฉะนั้นก็รีบย้ายก้นออกไปได้แล้ว” แม้จะยังทำตัวเข้มแข็งแต่น้ำเสียงและน้ำตาที่ไหลรินดูก็รู้ว่าเธอกัดฟันฝืนสู้แค่ไหน เมื่อเราเห็นจึงรีบกลับเข้าไปในสถานพยาบาลมองหาคนที่มีโอกาสรอดชีวิตมากที่สุดใช้เชือกที่หาได้แถวนั้นมัดพวกเขาและลากออกไปด้วยกันด้วยแรงของหญิงสาวอายุสิบสี่
“ให้ตายสิไอ้มังกรพวกนี้” เปลวเพลิงขนาดใหญ่จากมังกรสีแดงชาดพุ่งลงมาราวกับดวงตะวันกำลังร่วงหล่นขณะที่เราหนีออกมาได้แค่ไม่กี่ร้อยเมตรกว่าจะออกจากเมืองได้คงใช้เวลาเป็นชั่วโมง
แสงสีฟ้าสาดส่องมาจากตีนเขาพร้อม ๆ กับเสียงโห่ร้องดังกระหึ่มของกองทัพทหารของจักรวรรดิ พวกเขาวิ่งผ่านตัวเราเข้าไปสมทบกับหญิงสาวผมสีขาวคนนั้นมันทำให้ตัวเราโล่งใจที่เธอจะไม่เป็นอะไร ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือใครก็ตามแต่เราจะจดจำบุญคุณครั้งนี้ไม่มีวันลืม
“พาพวกเขาไปรักษาซะ” เสียงอันนุ่มนวลของชายหนุ่มผู้หนึ่งเมื่อเงยหน้ามองจึงได้เห็นรัศมีความสุขุมเยือกเย็นกับใบหน้าอันอ่อนหวานราวกับยังเป็นวัยรุ่นและวินาทีนั้นเราก็นึกได้ทันทีว่าเขาเป็นใคร จักรพรรดิราฟาผู้ปกครองอาณาจักรนอดองค์ที่สิบห้าผู้มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลเป็นห่วงเป็นใยประชาชนอย่างแท้จริง
“ทำไมเผ่าพันธุ์มังกรถึงโผล่มาที่อาณาจักรของมนุษย์ ความขัดแย้ง รุกรานหรือมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงแต่ต่อให้มันจะเป็นมังกรแต่พวกเราก็แข็งแกร่งไม่แพ้กัน”
ชายผู้นั้นสั่งการกองทัพได้อย่างกับจับวางแม้จะไม่ได้เก่งกาจด้านพละกำลังแต่เรื่องของไหวพริบและการวางแผนถือว่าเป็นที่ยอมรับและแน่นอนเราก็ศรัทธาในตัวท่านเช่นกัน ขนตาเรียวยาวรวมกับแววตาที่เต็มไปที่ด้วยความมุ่งมั่นจ้องมองการต่อสู้ของทหารของตน ใบหน้าสีขาวซีดวางตัวได้สุขุมเยือกเย็นกระโดดลงจากม้าและสั่งการทหารต่อไป
“ให้สัญญาณเมื่อไรก็ใช้เวทมนตร์จัดการปีกของมันซะ” หลังจากการต่อสู้ที่ยืดเยื้อหลายสิบนาทีจนราฟาได้โอกาสร่ายมนตร์ดำใส่ กลุ่มก้อนมานาสีดำพวยพุ่งเข้าที่ใบหน้าของมังกรตนนั้นและเขาก็ยกมือขึ้นเหนือศีรษะเป็นสัญญาณ
นี่มันอะไรกันมนุษย์สามารถต่อกรกับมังกรได้จริง ๆ หรือ ตัวเราได้เห็นอะไรที่สุดยอดเข้าให้แล้วแถมใบหน้าของท่านราฟายิ่งดึงดูดให้เลื่อมใสเข้าไปใหญ่ ทั้งความเป็นผู้นำ แววตาและการควบคุมกำลังรบได้อย่างชาญฉลาด
“ท่านคะ?” ตัวเราหนีออกมาจากสถานพยาบาลเพื่อเฝ้ามองการต่อสู้ของพวกเขาและเพื่อเข้าพบจักรพรรดิราฟา พวกเขาสามารถจับมังกรและกำลังขนย้ายไปที่เมืองหลวงเพื่อหาสาเหตุการโจมตีต่อในขณะที่ท่านกำลังจะกลับขึ้นม้าเราก็ได้ตะโกนออกไป
“ดิฉันมีนามว่าทีโอน่า...ดิฉันอยากเป็นกำลังให้ท่าน” เสียงที่ตะโกนออกไปไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันดูเป็นการเสียมารยาทหรือไม่แต่มันคือเสียงที่เกิดจากใจจริง ๆ ใบหน้าสุขุมของท่านราฟาค่อย ๆ ยิ้มให้และเพียงแค่ได้เห็นรอยยิ้มนั่นมันก็ทำให้ตัวเราอบอุ่นสุขใจอย่างบอกไม่ถูก
“ไปที่โรงฝึกอาชีพและพิสูจน์ความตั้งใจนั่น...แล้วเราจะได้เจอกันอีก”
คำพูดทิ้งท้ายของท่านราฟาทำให้ตัวเราที่กำลังสิ้นหวังกับภาพอันน่าสยดสยองที่ได้เห็นลุกขึ้นมามีชีวิตอีกครั้ง พ่อ แม่ ครอบครัวหรือคนรู้จักต่างก็เสียชีวิตกันหมดแล้ว ไม่เหลือที่พึ่งพา ไม่เหลือที่ไป ไม่เหลือแม้แต่รอยยิ้ม
“ทีโอน่า ! มัวเหม่ออะไรอยู่ไปกันได้แล้ว” เสียงของแคทเทอรีนปลุกเธอจากภวังค์แห่งความคิดหวนนึกถึงอดีตอันโหดร้าย
“ค่ะ” แม้จะผ่านมานานแล้วแต่ตัวเราก็ยังตั้งความคาดหวัง หวังว่าสักวันหนึ่งท่านราฟาจะกลับมาหาพวกเรา
“วันนี้ต้องไปดูคลังเสบียงแล้วก็ไปประชุมกับพวกขุนนางอีก” แคทเทอรีนกล่าวด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่ายและส่ายหัวไม่อยากไปที่แห่งนั้นเลยจริง ๆ
“ถ้าอยากพักก็แค่ปฏิเสธไปก็ได้นะคะ”
“มันไม่ง่ายอย่างนั้นน่ะสิ ตระกูลของพวกเขามีความสัมพันธ์กับผู้นำมาตั้งแต่ยุคก่อตั้ง เป็นเหมือนขนบธรรมเนียมที่ต้องทำตามต่อ ๆ ไปอีกทั้งยังมีเรื่องการสืบทอดเชื้อสายอีก” ใบหน้าห่อเหี่ยวนอนลงบนโต๊ะทำงานท่าทางเหมือนจะตายก่อนที่ทีโอน่าจะวางแก้วน้ำชาให้ดื่ม
เมื่อจัดการเอกสารเสร็จเรียบร้อยพวกเธอก็ออกเดินทางไปยังคลังเก็บเสบียงเพื่อตรวจสอบปริมาณสำรองที่จะเอาไว้ใช้ในสงคราม
“ถ้าเกิดสงครามยืดเยื้อไปนานหลายเดือนอาหารก็จะไม่พอ เพราะฉะนั้นเราต้องทำให้แน่ใจว่าจะจบสงครามได้ทัน”
ทำไมเธอต้องมุ่งมั่นกับการทำสงครามขนาดนั้น อยากได้อำนาจหรืออะไรกันแน่ ทีโอน่าหญิงสาวผู้เฝ้ามองความเป็นไปของจักรพรรดินีตั้งแต่ก่อนได้ขึ้นรับตำแหน่งนี้เสียด้วยซ้ำ แม้นิสัยจะยังเหมือนเดิมเมื่ออยู่กับทีโอน่าแต่เมื่อใดก็ตามที่ต้องเปิดเผยใบหน้าสู่สาธารณชนเธอจะปั้นใบหน้าดุร้ายข่มทุกคนที่ได้เห็น
หลังจากใช้เวลาอยู่หลายชั่วโมงตรวจสอบเสบียงทุกรูปแบบและมันก็ถึงเวลาเข้าประชุมกับขุนนาง
“ยินดีต้อนรับท่านแคทเทอรีน” เมื่อเธอก้าวเท้าเข้าไปในงานเลี้ยงภายในห้องโถงใหญ่มีการจัดเตรียมอาหารแบบยืนกินไว้มากมาย สายตาของขุนนางรวมไปถึงญาติพี่น้องที่ติดตามมาด้วยจ้องมองแคทเทอรีนด้วยความศรัทธาราวกับเป็นพระเจ้าแต่บางคนก็ไม่กล้าสบตาและยิ่งกว่านั้นมีบางสายตาแทะโลมยั่วยวนเรือนร่างของเธออย่างเห็นได้ชัด
“เชิญรับประทานอาหารก่อนได้เลยครับ ตอนนี้กระผมได้จัดเตรียมห้องประชุมไว้เรียบร้อยแล้ว” ท่าทางนอบน้อมนั่งชันเข่าตรงหน้าและดึงมือแคทเทอรีนมาจูบหลังมือ
“ดี” เสียงตอบรับอันเฉยชาของแคทเทอรีนไม่ได้ทำให้ชายผู้นั้นโกรธหรือน้อยใจแต่อย่างใดอย่างกับรู้ว่าเธอจะตอบเช่นไรอยู่แล้ว
เอาอีกแล้ว โดนหมอนี่ตามตื๊ออีกแน่แถมดูเหมือนจะมีลูกเล่นอะไรมาอีก ทีโอน่าเฝ้ามองด้วยใบหน้าเฉยชาทำเป็นไม่รับรู้แต่ภายในใจกลับคิดไม่ตก
“ทำความเคารพท่านแคทเทอรีน”
เสียงทักทายดังทุกครั้งเมื่อเธอเดินผ่านผู้คนฟังจนเอียน
“ดูสิท่านงดงามมาก ๆ เลย” ไม่ว่าจะลูกเด็กเล็กแดงต่างก็หลงใหลในความงดงามของแคทเทอรีน ใครกันจะเป็นขุนนางผู้โชคดีที่ได้เป็นคู่ครองของเธอนอกจากจะได้ร่างกายของแคทเทอรีนแล้วยังมีอำนาจปกครองอาณาจักรอีกด้วย
เสียงฝีเท้าก้าวเดินอย่างมั่นคงขึ้นไปบนเวทีที่มีการจัดแสดงต่าง ๆ แคทเทอรีนกวาดสายตามองผู้คนในงานพลางคิดไตร่ตรองในใจว่าเธอจะก้าวไปทิศทางไหนต่อ
“บัดนี้ท่านแคทเทอรีนได้เดินทางมาถึงที่แห่งนี้แล้ว เป็นเวลาอันสมควรที่เราจะเริ่มการประชุมตัวแทนขุนนาง”
หลังจากที่ได้ยินประกาศดังกล่าวเหล่าขุนนางสูงสุดทั้งเจ็ดคนก็พากันเข้าไปรอในห้องประชุม
เริ่มแล้วสินะ การแย่งชิงตำแหน่งจักรพรรดิ นอกจากขุนนางชั้นสูงแล้วก็ยังมีผู้ติดตามของพวกเขายืนรายล้อมเฝ้ามองการพูดคุยจดจ่อการกระทำและหาทางจับผิดขุนนางคนอื่น
“ผมขอแนะนำตัวนะครับ”
“ฉันรู้จักพวกนายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเข้าประเด็นเลยดีกว่า” ก่อนที่ชายหนุ่มจะพูดจบก็โดนแคทเทอรีนแทรกขึ้นมาเสียก่อนแต่ทุกคนในที่แหล่งนั้นก็ยังยิ้มอย่างมีความสุขไม่โกรธเคืองเลยสักนิด
ผลประโยชน์อันหอมหวานที่รายล้อมอยู่รอบตัวแคทเทอรีนทำให้พวกเขาจ้องมองด้วยความหิวกระหายราวกับกำลังถูกไฮยีนาจ้องทั้งฝูงรอวันที่เหยื่ออ่อนแอลง ทำไมเธอถึงต้องพยายามรักษาตำแหน่งไว้ด้วยหรือเพราะท่านราฟาฝากฝังเธอไว้ ทีโอน่าได้แต่ถอนหายใจแสดงออกอ้อม ๆ ว่าไม่พอใจแต่ก็ทำอะไรมากไม่ได้
“ตระกูลของกระผมได้พัฒนาอุปกรณ์เวทมนตร์แบบใหม่ที่จะช่วยให้ท่านทำสงครามง่ายขึ้น” ชายหนุ่มผู้ที่จูบหลังมือแคทเทอรีนเอ่ยขึ้นและวางอุปกรณ์เวทมนตร์กลางโต๊ะประชุม
"มันทำอะไรได้?"
“ผมว่าการสาธิตจะทำให้เห็นภาพได้ง่ายกว่า” เขาส่งสัญญาณให้กับผู้ติดตามข้างหลังและใช้อาวุธเวทมนตร์ที่มีลักษณะเหมือนกับปืนลูกโม่แต่แทนที่จะเป็นตัวลูกโม่กลับเปลี่ยนเป็นหินเวทความเข้มข้นสูงแทน
“ลักษณะการใช้งานจะมีสองรูปแบบ หนึ่งคือกระสุนมานาซึ่งจะมีการประทับเวทรวมกับหินเวทแบบพิเศษทำให้แค่เหนี่ยวไกมันก็จะดึงมานาคนที่ถือเอาไปใช้ยิงกระสุนมานาและสองคือแบบกำหนดเวทมนตร์ของตัวเอง”
ก่อนที่จะเริ่มยิงก็มีทหารเอาตัวทาสอมนุษย์เพศชายเข้ามา เขาใช้ทาสคนนั้นเป็นเป้าทดสอบให้แคทเทอรีนได้เห็นแสนยานุภาพของปืนมานาที่ไม่ใช่แค่ทะลุทะลวงหัวของทาสคนนั้นแต่ยังเจาะทะลุกำแพงที่อยู่ด้านหลังอีกด้วย
ความเร็วและประสิทธิภาพใช้ได้ “สามารถผลิตได้มากน้อยแค่ไหน?”
“ตอนนี้เทคโนโลยีที่ผลิตได้มีแค่ตระกูลของเราเท่านั้นจึงสามารถผลิตได้ไม่ถึงสิบกระบอกต่อวัน แต่หากท่านเมตตาและช่วยเหลือพวกเราก็อาจจะทำได้มากกว่านี้”
“ต้องการเท่าไร?”
“ผมต้องการหินเวทความเข้มข้นสูงหนึ่งตัน” เมื่อเขาเอ่ยจำนวนหินเวทขึ้นมาทุกคนต่างก็อ้าปากค้างเริ่มตั้งข้อสงสัย
“มันจะมากไปแล้วนะอาเธอร์ รู้อยู่แล้วว่าหินเวทมากขนาดนั้นหาไม่ได้ง่าย ๆ แถมยังต้องใช้แบบความเข้มข้นสูงอีก” ชายสูงวัยรูปร่างอ้วนท่วมทุบโต๊ะตะโกนชี้หน้าด้วยความโมโห
“นั่งลงก่อนฉันจะเป็นคนพิจารณาเอง”
“รับทราบครับ” เพียงแค่ได้สบตากับแคทเทอรีนก็ทำเอาชายผู้นั้นตัวสั่นยอมนั่งสงบสติอารมณ์ทันที
“นอกจากอาเธอร์แล้วมีใครจะเสนออะไรอีกไหม? ถ้าไม่ฉันก็จะอนุมัติคำขอของเขา”
แคทเทอรีนกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ปล่อยโอกาสให้คนอื่นได้พูดแต่ก็เงียบกริบไร้การตอบรับเหลือไว้เพียงหน้าหงอย ๆ หลบสายตา
“ดี ! ถ้าไม่มีใครเสนออะไรวันนี้ก็จบแค่นี้ ฉันจะกลับบ้านแล้ว” เธอกระแทกเสียงดังที่ไม่ได้แสดงถึงความโกรธแต่มันเหมือนข่มขวัญเสียมากกว่า
“เดี๋ยวก่อนสิครับ ผมเห็นท่านยังไม่ได้กินอะไรเลย” อาเธอร์เดินเข้ามาขวางทางส่งสายตาอาลัยอาวรณ์อ้อนวอน
“ฉันไม่ค่อยหิวเพราะฉะนั้นเลิกขวางทางเสียที”
“ครับ” อาเธอร์ก้มหัวเล็กน้อยเป็นมารยาทและถอยออกไปข้าง ๆ
ข่าวลือเป็นเรื่องจริงสินะ ท่านแคทเทอรีนมีอาการป่วยบางอย่างทำให้ไม่เจริญอาหารส่งผลให้ใบหน้าและรูปร่างซูบผอม หลังจากที่แคทเทอรีนก้าวออกไปจากห้องอาเธอร์ก็ส่งสัญญาณให้กับผู้ติดตามของเขา
ปืนมานาที่ใช่สาธิตจ่อไปที่หัวของชายสูงวัยที่ตะคอกใส่ “ยังไม่เข้าใจหรือยังไง? ถ้าอาณาจักรของเรายังเป็นอย่างนี้ต่อไปพวกเราได้ตายกันหมดแน่”
“แต่มัน” เหล่าขุนนางคนอื่นได้แต่เฝ้ามองดูอย่างไม่ไยดีมีเพียงชายสูงวัยที่โดนกดหัวลงพื้นและมีปืนมานาจ่อหัวอยู่
“ฉันรู้ว่าแกจงรักภักดีต่อตำแหน่งจักรพรรดิแต่เราจะตายกันหมดแล้ว เราต้องเปลี่ยนบัลลังก์ซะก่อนที่จะเกิดสงคราม”
ชายสูงวัยไม่กล้าปริปากแม้แต่คำเดียวเพราะรู้ว่าพูดอะไรไปก็ไม่เป็นผลดี
“แกก็แค่ไม่ต้องทำอะไรแล้วพวกเราจะจัดการเอง ต่อให้จักรพรรดินีแข็งแกร่งแค่ไหนแต่ก็มีจุดอ่อนอยู่ดีและเราก็ได้จ้างผู้เชี่ยวชาญมาแล้วด้วย”
บรรยากาศตึงเครียดที่เต็มไปด้วยความเงียบกริบไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งของอาเธอร์ แม้จะเป็นขุนนางใหญ่เหมือนกันหมดแต่เพราะอำนาจจักรพรรดินีมีมากเกินไปจึงค่อย ๆ ลดทอนกำลังพลของขุนนางลงไปด้วย
ขณะเดียวกันแคทเทอรีนก็ยังรู้ถึงความผิดปกติของพวกเขาเพราะมีเรื่องยุ่งยากเข้ามาไม่หยุดหย่อนไม่ว่าจะสงคราม การพัฒนาอาวุธและยังมีอาหารการกินที่ไม่อาจมีความสุขกับมันได้อีก
“คาร์เตอร์อยู่ไหน?” เธอเดินดุ่ม ๆ ไปที่ห้องของคาร์เตอร์และยังเปิดประตูโดยไม่เคาะอีก
“คาร์เตอร์ !” แววตาล่อกแล่กมองหาชายหนุ่มพร้อมกับเสียงตะโกนดังไปยันห้องอื่น
“ครับ ๆ มีอะไร?” เสียงตอบกลับลากยาวหยอกล้อดังออกมาจากห้องน้ำแต่เมื่อเขาได้เห็นสภาพสีหน้าของแคทเทอรีนถึงกับตัวแข็งทื่อ
“ติดต่อพ่อครัวคนนั้นให้หน่อย” พูดไม่ทันจบเธอก็ล้มทรุดลงกับพื้นเพราะหน้ามืดแต่ก็ยังมีทีโอน่าพยุงตัวไว้ทัน
“ช่วงนี้แคทเทอรีนเหนื่อยเป็นพิเศษเพราะช่วงเวลาสงครามใกล้เข้ามาแล้วแถมยังไม่อยากอาหารก็ยิ่งหนักเข้าไปอีก” แววอันเศร้าสร้อยเลื่อนมองใบหน้าไม่สู้ดีของแคทเทอรีนก่อนจะพาไปนอนที่โซฟา
“ผมต้องการเวลาเจรจาเพราะพ่อครัวคนนั้นค่อนข้างเรื่องมากไปหน่อย”
บอกซึฮากิว่าจักรพรรดินีต้องการตัวพ่อครัว
ครับพี่
แววตาของกลุ่มคนกำลังจ้องมองคูเปอร์เหมือนรอคอยเหยื่อหลงเข้ามามันยิ่งทำให้เขาสั่นกลัว
“อย่าจ้องนักสิครับ เมื่อกี้พี่คาร์เตอร์บอกว่าจักรพรรดินีกำลังต้องการตัวพ่อครัวแสดงว่าทนต่อความหิวโหยไม่ไหวแล้วแน่ ๆ”
เมื่อยูกิได้รับคำรับรองจากซึฮากิเขาก็จัดเตรียมอาหารมื้อพิเศษให้กับแคทเทอรีน
“เนื้อทมิฬสิบกิโลกรัมสำหรับจักรพรรดินีและพวกเราด้วย โดยเนื้อตุ๋นตัวนี้จะมีรสหวานเนื้อสัมผัสชุ่มฉ่ำ ระหว่างที่เคี้ยวจะรู้สึกได้ถึงความกลมกล่อมละมุนลิ้นและเมื่อกลืนลงไปจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย...ขอตั้งชื่อว่าเนื้อเบญจรส” ทุกครั้งที่ยูกิได้ทำอาหารเขามักจะยิ้มจนเห็นไรฟันโดยไม่ทันรู้ตัว
“ดูเหมือนจะใช้เวลาพอสมควรเพราะฉะนั้นเรามานัดแนะหน้าที่กันก่อนดีกว่า” ซึฮากิกางแผนที่เมืองหลวงและใช้ดินสอขีดจุดสำคัญ ๆ
“ก่อนอื่นเลยก็คือศูนย์รวมข้อมูลที่อยู่ภายในเขตที่พักของจักรพรรดินี ถึงจะยังไม่รู้ว่ามีการป้องกันมากน้อยแค่ไหนแต่แค่ทหารในค่ายก็มากพอที่จะทำสงครามย่อม ๆ”
“นี่มันเนื้อเจ้าวัวดำ ๆ ที่พวกเราไปล่ามาใช่ไหม? หน้าตาไม่ค่อยน่ากินเท่าไรแต่พอเห็นแบบนี้แล้วน่ากินขึ้นเยอะเลย”
ไม่ทันพูดจบเซนและคานะก็เผลอตัวไปนั่งดูการทำอาหารของยูกิ กลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากหม้อตุ๋นมันช่างยั่วยวนให้น้ำลายไหลจนซึฮากิเองก็ทำใจถอนหายใจสั้น ๆ
“หน้างานค่อยคุยแล้วกัน”
เมืองข้างเคียงที่อยู่ห่างออกไปประมาณสามสิบกิโลเมตรเป็นสถานที่นัดรับอาหารที่ซึฮากิคุยไว้ หลังจากทำเนื้อตุ๋นเสร็จพวกเขาก็ให้สเตล่า เซนและคานะเอาอาหารไปส่งไว้ที่นั่น
“พ่อครัวคนนั้นติดต่อมาแล้วครับ” ตลอดช่วงเวลาหลายชั่วโมงที่แคทเทอรีนนั่งเฝ้ารอคอยการตอบรับไม่ไปไหน สายตามองไปมาอยู่ไม่สุขอย่างกับคนจะลงแดง
“ว่ายังไงบ้าง?”
“เขาบอกว่าฝากอาหารไว้กับยามที่เมืองเมนฝั่งประตูเหนือ”
“เมืองเมนนั่นมันไกลกว่าที่คิดอีกนะเนี่ย แถมมันจะมืดแล้วด้วยคงต้องใช้ม้าเร็วเท่านั้น” แคทเทอรีนมุ่งตรงออกไปทันทีที่ได้ข้อมูลไม่สงสัยหรือคิดวิเคราะห์เลยสักนิด
“เดี๋ยวฉันไปด้วย” ทีโอน่าวิ่งตามเธอไปติด ๆ แต่ก็โดนห้ามไว้เสียก่อน
“ฉันไปคนเดียวน่าจะไวกว่า ตอนที่ฉันไม่อยู่ก็ฝากดูแลที่นี่ด้วยล่ะ” แคทเทอรีนยิ้มอย่างมั่นใจพยายามให้ทีโอน่าไม่เป็นกังวลก่อนจะวิ่งหน้าตั้งออกไป
ยิ่งไปคนเดียวเราก็ยิ่งเป็นห่วงมากกว่าเดิมเสียอีก จากเด็กสาวที่เป็นเพียงทหารข้างกายท่านราฟาต้องมารับผิดชอบหน้าการงานมากมายจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง รอยยิ้มปลอม ๆ ของเธอก็เห็นจนชินตาแต่เราก็ทำเป็นไม่รับรู้
“ถึงน่ากลัวแต่ก็น่าสงสารเหมือนกันนะครับ” เพียงแค่คำพูดไม่กี่คำของคาร์เตอร์มันก็ทำให้ทีโอน่าตระหนักได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ตกค้างอยู่ในจิตใจของเธอ
“อืม คนภายนอกคงมองเธอเป็นแค่จักรพรรดินีผู้น่าเกรงขามที่ไม่อาจมีใครต่อกรได้...แต่สำหรับฉันเธอกลับเป็นคนที่ไม่รู้เป้าหมายของตัวเอง ทุกอย่างที่ทำก็เพื่อท่านราฟาและภาพลักษณ์ของคำว่าจักรพรรดิ ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนเธอมักจะตะลอนไปทั่วเพื่อต่อสู้และฝึกฝน”
“คุณดูสนิทกับท่านจักรพรรดินีมากเลยนะครับ”
ไม่รู้ว่าทำไมเจ้าเด็กนี่ถึงไม่เกรงกลัวพวกเราอย่างที่คนอื่นเป็น ใสซื่อเกินไปหรือเพราะคิดว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่าจึงไม่จำเป็นต้องกลัว “พวกเรารู้จักกันเป็นสิบปีแล้วจะสนิทก็ไม่แปลก”
“แล้วท่านแคทเทอรีนเป็นอะไรสำหรับคุณครับ?” ทุกอย่างที่เอ่ยออกมามันจี้จุดทีโอน่าไม่หยุดทำเอาเธอยิ้มอ่อนถอนหายใจชายตามองอาจจะเพราะเขินหรือไม่อยากสนใจก็ได้
“อืม...มันก็” เธอนึกคิดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนจนรู้ว่าไม่ควรพูดออกไป ท่าทางสับสนเดินออกไปจากห้องของคาร์เตอร์ทั้งอย่างนั้น
จักรพรรดินีออกไปเมื่อกี้นี้ แล้วทางโน้นจะทำยังไงต่อ?
พวกเรากำลังเตรียมลักลอบเข้าเมืองอยู่ครับ คนอื่น ๆ จะรออยู่ข้างนอกและให้พี่ซึฮากิเข้าไปจัดการคนเดียว
เข้าใจ ๆ ทำงานคนเดียวมันว่องไวและหลบสายตาได้ง่ายกว่า แล้วมีเรื่องอะไรที่พี่ต้องช่วยอีกไหม?
เมืองหลวงของอาณาจักรนอดที่เป็นทั้งศูนย์กลางความเจริญและกองกำลังทหาร มีการตรวจคนเข้าเมืองอย่างเข้มงวดแม้แต่หนูสักตัวก็ไม่อาจเล็ดลอดเข้าไปได้
พี่ซึฮากิเขาบอกไม่ต้องทำอะไร เดี๋ยวที่เหลือเขาจะจัดการเอง
ได้ ๆ ตามนั้นแล้วกันแต่ถ้ามีอะไรก็บอกพี่ได้
แม้จะมีคนที่ไม่อยู่เพราะต้องเอาอาหารไปส่งที่เมืองอื่นแต่นั้นก็ไม่ใช่ปัญหา ปฏิบัติการล้วงข้อมูลจะเริ่มและจบที่ซึฮากิเพียงคนเดียว
เอกสารปลอมก็ทำไว้เรียบร้อยแล้วที่เหลือก็แค่เข้าไป ซึฮากิและรถม้ามาพร้อมกับกองหินแร่จำนวนมากเต็มคันรถเคลื่อนตรงไปยังประตูบานใหญ่
“หยุดก่อน เหตุใดเจ้าถึงเดินทางในช่วงฟ้าโพล้เพล้เช่นนี้” ทหารยามใช้หอกยาวขวางทางซึฮากิไว้
“ผมเป็นตัวแทนนักขุดเหมืองจากเมืองยองยอง หัวหน้ามาธอนให้ผมมาส่งแร่ที่ขาดตกไป” ท่าทางนอบน้อมเคารพแสดงละครได้แนบเนียนราวกับเป็นนักขุดเหมือนของจริงและเมื่อยื่นจดหมายให้กับพวกทหารก็ยอมปล่อยตัวเข้าไปทันที
“ทำไมลูกพี่ถึงยอมให้เข้าไปง่ายแบบนั้นล่ะครับ?” เสียงซุบซิบตามหลังมาติด ๆ จนซึฮากิก็หวั่น ๆ
“ไม่กี่สัปดาห์ก่อนท่านจักรพรรดินีได้เดินทางไปเมืองยองยองเพื่อซื้อแร่ พอได้เห็นของที่เจ้านั่นขนมาก็เป็นแร่แบบเดียวกับที่ท่านซื้อมาพอดี แถมเรื่องที่จักรพรรดินีไปเมืองยองยองก็มีแค่คนในเมืองนั้นและพวกทหารที่รู้” ขณะที่อธิบายให้ลูกน้องฟังเขาก็ไม่ได้สนใจซึฮากิมากนักเหมือนแค่ปล่อย ๆ เข้าไปเพราะคิดว่าไม่มีใครกล้าทำอะไรในเมืองที่จักรพรรดินีอยู่
ตามที่คาร์เตอร์บอกแหล่งข้อมูลน่าจะอยู่ตรงนั้น
ซึฮากิเอารถม้าไปฝากไว้ที่คอกม้าใกล้ ๆ แม้จะเสียเงินหลายเหรียญแต่ก็ต้องยอมได้
ฝากด้วยแล้วกันเจ้าร่างโคลน คาร์เตอร์บอกว่ามีคนเฝ้าศูนย์ข้อมูลประมาณยี่สิบห้าคนและมีเลเวลเฉลี่ยคือห้า ถ้าอย่างนั้นเราก็เริ่มจัดการเลยดีกว่า
ที่คฤหาสน์ของแคทเทอรีนมีเพียงสาวใช้และทีโอน่าประจำการรอคอยเจ้านายของตนอย่างใจจดใจจ่อราวกับเป็นแม่ที่รอลูกสาวกลับบ้าน
ขณะที่ความมืดมิดมาพร้อมกับความเงียบสงบจู่ ๆ ก็มีเสียงระเบิดดังลั่นที่ค่ายฝึกทหารสร้างความตื่นตระหนกกันเป็นอย่างมาก
“เกิดระเบิดที่โรงอาหารครับคุณทีโอน่า” ไม่นานก็มีนายทหารวิ่งมารายงานท่าทางร้อนรนทำตัวไม่ถูก
“ใจเย็นก่อน ให้เรียกรวมพลแบ่งออกเป็นสี่หน่วยล้อมที่นั่นไว้แล้วส่งหน่วยสำรวจเข้าไปดูสถานการณ์ก่อน”
“ครับ !”
ทำไมจู่ ๆ ก็เกิดระเบิดที่นั่น? แถมยังเหมาะเจาะกับช่วงเวลาที่แคทเทอรีนไม่อยู่เสียด้วยหรือเราจะคิดมากไปเอง
ด้วยสัญชาตญาณเธอจึงแวะไปดูที่อื่นทั้งห้องทำงานของแคทเทอรีนและคลังเสบียงแต่ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ จนกระทั่งเธอไปถึงคลังงบประมาณบริหารก็ได้พบกับชายแปลกหน้ากำลังเดินเลาะอยู่รอบ ๆ
“นั่นใคร !” เมื่อเธอตะโกนออกไปด้วยความสงสัยคิดว่าเป็นทหารยามหรือไม่แต่ทันทีที่เขาได้ยินเสียงก็วิ่งเตลิดไปตามซอกซอย
บัดซบ อย่าบอกนะว่าตั้งใจระเบิดโรงอาหารเพื่อดึงความสนใจ
ทีโอน่าใช้เวทเสริมกำลังเร่งฝีเท้าตามหลังไปติด ๆ ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงถึงจะจับตัวชายผู้นั้นได้
“หา?” เธอถึงกับหน้าเสียเพราะกายหยาบของชายหนุ่มค่อย ๆ สลายกลายเป็นควันจนไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นใครมีจุดประสงค์อะไร
หรือจะเป็นที่อื่น เธอตั้งสติและกลับไปยังอาณาเขตคฤหาสน์เพื่อตรวจสอบทรัพย์สินและของสำคัญ ๆ ว่ามีสิ่งใดหายไปหรือไม่แต่ก็ปกติดีทุกอย่าง
ภายใต้ใบหน้าเฉยชาเธอกลับโกรธและสับสนว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมถึงต้องระเบิดโรงอาหาร ทำไมถึงมีคนไปที่ห้องเก็บเงิน ทำไมถึงไม่มีอะไรหายไปเลยหรือจะมีจุดประสงค์แอบแฝงอย่างเช่นการส่งสัญญาณเตือนของพวกกบฏที่เคยก่อจลาจล