ขณะนี้เสียงจากระบบของพี่สาวแสนสวยก็ดังขึ้น: “ติ่ง การรับศิษย์เสร็จสมบูรณ์ ได้รับรางวัลคะแนนจริยธรรม 10 แต้ม ! ”
ภูผาราชันย์พิสุทธิ์
จ้าวชิงเหยาที่เดินตามเฉินิมาตลอดทางจนถึงยอดเขาภูผาราชันย์พิสุทธิ์เดินจนขาที่มีกล้ามเนื้อเพียงน้อยนิดของนางเจ็บแสบขึ้นมา จ้าวชิงเหยาถึงกับตำหนิขึ้นในใจว่า: ท่านอาจารย์มิใช่เซียนหรอกหรือไง? เหตุใดถึงไม่เหาะเหินเหยียบกระบี่แต่กลับเดินด้วยเท้าทำไมกัน ?
เฉินิหันกลับไปมองจ้าวชิงเหยาทราบดีว่าการที่ตนเองเดินทางโดยไม่เหาะเหินเหยียบกระบี่ย่อมน่าแปลกใจอยู่บ้าง จึงกล่าวขึ้นว่า: “สิ่งที่เรียกว่า ฝึกปรือ ก็คือการบรรลุวิถีฟ้าดินอันยิ่งใหญ่ในทุกชั่วขณะ การเดินตามข้ามาได้ตลอดทางโดยที่เ้าไม่พร่ำบ่นออกมาแม้เพียงครึ่งคำ ย่อมเห็นได้ว่าเ้านั้นเป็คนที่มีจิตใจอันเข้มแข็งที่ไม่เลว”
พูดเป็เล่นไปเฉินิมีหรือที่จะบอกนางว่าเขากลัวยามที่เหยียบกระบี่จะไม่ทันระวังจนเผลอถ่มน้ำลายใส่บุพการีตัวละครเอกจนได้?
ในใจจ้าวชิงเหยาบังเกิดความเลื่อมใสขึ้นมากยิ่งขึ้นที่แท้ท่านอาจารย์ก็บรรลุเข้าถึงวิถีอันยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดิน อีกทั้งกำลังทดสอบจิตใจของข้าอยู่ท่านอาจารย์ช่างถือเป็ผู้สูงส่งยิ่งนัก !
แล้วก็นำพาจ้าวชิงเหยามาจนถึงภายในเรือนที่พักสำหรับฝึกปรือของตนเองเฉินิหันไปมองจ้าวชิงเหยา แล้วกล่าว : “รู้จักการกราบไหว้อาจารย์หรือไม่?”
จ้าวชิงเหยาพยักหน้าอย่างน่าเอ็นดู
เฉินิจึงบอกจ้าวชิงเหยาว่าใบชาและกาน้ำชาวางอยู่ตรงไหนพร้อมกับไปนั่งพิงอยู่บนเก้าอี้หวายด้วยท่าทางสบาย แล้วมองจ้าวชิงเหยาที่ไปชงชาอย่างไม่ใส่ใจพลางขบคิดว่า นังหนูผู้นี้ดูไปแล้วก็ถือว่าน่ารักน่าชังเลยทีเดียว ทั้งผิวพรรณที่เนียนนุ่มมีน้ำมีนวลผิวขาวผุดผ่อง คิ้วที่เรียวได้รูปดุจใบหลิวทั้งสองข้าง แววตาที่คล้ายกับหยาดน้ำที่หยดลงอย่างไร้สุ้มเสียง
ช้าก่อน!
เหตุใดถึงเป็เด็กสาวกันเล่า!
ที่แท้นี่ก็คือนิยายที่มีตัวเอกเป็สตรีหรอกหรือ?
จบสิ้นจบสิ้นแล้ว ตัวเอกเป็สตรี มิใช่ว่ามักจะชมชอบมีความรักกับอาจารย์ เหมือนอย่างเื่สามชาติสามภพอะไรนั่นหรอกหรือ? แล้วจากนั้นผมก็จะกลายเป็หนึ่งในนางสนมในวังของจ้าวชิงเหยา จนกลายเป็ปฐมบทในตำนานรักไป!
ขณะที่เฉินิกำลังครุ่นคิดวุ่นวายจ้าวชิงเหยาก็ยกชาด้วยมือทั้งสองข้าง คุกเข่าลงเบื้องหน้าเฉินิ กล่าวด้วยน้ำเสียงที่นับถือเลื่อมใสว่า: “ท่านอาจารย์โปรดดื่มน้ำชา”
เฉินิจิบชาเข้าไปหนึ่งคำพร้อมกับหันไปมองจ้าวชิงเหยาที่อยู่เบื้องหน้า แล้วกล่าว : “ชิงเหยาเอ่ย เ้าคิดว่านามหลงอ้าวเทียนนี้เป็อย่างไรบ้าง ? ”
จ้าวชิงเหยามีเส้นผมสีดำเงางามเหตุใดอาจารย์ถึงเอ่ยคำถามที่ประหลาดพิสดารเช่นนี้กัน : “ฟังดูแล้วน่าเกรงขาม”
เฉินิสาดแววตามองไปที่จ้าวชิงเหยาหากเด็กสาวเปลี่ยนชื่อเป็หลงอ้าวเทียนคงจะดูไม่ค่อยเหมาะสม ช่างเถอะ ช่างเถอะ : “ชิงเหยายังมีคนในครอบครัวอยู่หรือไม่? ”
จ้าวชิงเหยากล่าว: “ศิษย์ยังมีน้องชายอีกหนึ่งคน ได้ถูกเ้าเมืองจับตัวไปเป็ทาส”
เฉินิมีสีหน้าที่ไม่เปลี่ยนแปลงแต่ในใจกลับรู้สึกเบิกบาน นี่จึงถือเป็แบบฉบับที่พึงจะเรียบเรียง คนในครอบครัวของหญิงสาวตายกันจนหมดคงเหลือแต่เพียงน้องชายที่ถูกเ้าเมืองจับตัวไปเป็ทาส สาวน้อยจึงต้องร่อนเร่ข้ามพันเขาหมื่นธารมาเพื่อฝากตัวเข้าสู่สำนักเซียน เมื่อฝึกปรือเสร็จค่อยหวนกลับไป เปิดศึกเข่นฆ่าไปทุกสารทิศสังหารศัตรูจนวอดวาย !
ดื่มชาไปอีกคำเฉินิก็กล่าวว่า : “เอาละ ข้าดื่มชาของเ้าแล้ว บัดนี้ข้าก็คืออาจารย์ของเ้า”
จ้าวชิงเหยาจึงหันไปมองเฉินิแล้วกล่าว : “ท่านอาจารย์ พร์ของข้านั้นด้อยยิ่งนัก เกรงจะทำให้ท่านอาจารย์ขายหน้า”
เฉินิยิ้มแล้วกล่าว: “ไม่ ไม่ ไม่ ในสายตาของข้า เ้ากลับเป็ผู้มีพร์ในระดับสัตว์ประหลาดเลยล่ะ”
จ้าวชิงเหยา: “อา ?”
เฉินิกระแอมไอในลำคออยู่สองคราพร้อมกับกล่าวว่า : “สภาวะร่างกายของทุกคนล้วนแต่แตกต่างกัน มีความเป็ไปได้ที่เ้ายังไม่ได้กรุยเส้นลมปราณหลักของตัวเองดังนั้นตอนนี้จึงยังไม่มีประกายความเป็ตัวเอกอันเจิดจรัสให้เห็นได้ชัดเจน”
จ้าวชิงเหยาแสดงเครื่องหมายสงสัยอยู่เต็มใบหน้า“กรุยเส้นลมปราณหลัก ? ประกายเจิดจรัสตัวเอก ? แต่ว่าท่านอาจารย์ ข้าฝึกปรือมาเจ็ดปีแล้ว ยังอยู่เพียงแค่ขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่หนึ่งเท่านั้น”
เฉินิกล่าว: “สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็เื่เล็กน้อย เ้าลองฝึกปรือให้อาจารย์ดูสักรอบหน่อย”
จ้าวชิงเหยานั่งขัดสมาธิบนหินอ่อนก้อนหนึ่งภายในใจกลางสวนเริ่มต้นฝึกปรือ สิ่งที่เรียกกันว่าขอบเขตกลิ่นอายวิถี ก็คือการดูดซับปราณบริสุทธิ์เข้าสู่เส้นโลหิตภายในร่างเมื่อเืดูดซับปราณบริสุทธิ์ไหลเวียนอยู่ภายในร่าง จะทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น คงมีแต่ร่างกายที่แข็งแกร่งจึงจะแบกรับลมปราณขอบเขตสู่วิถีเข้าสู่ร่างกายได้ ถึงจะสำเร็จจนกลายเป็บ่อปราณภายในร่าง
โดยทั่วไปภายในร่างกายของผู้ฝึกปรือจะมีเส้นโลหิตทั้งหมดสิบเส้นในทุกๆ เส้นโลหิตเมื่อได้กรุยออกมาก็จะเพิ่มพูนระดับขึ้นหนึ่งขั้น
จ้าวชิงเหยาเริ่มเชื่อมต่อลมปราณระหว่างฟ้าดินในขณะที่เฉินิยังไม่ทันตั้งตัวก็มีสายลมคลั่งหอบหนึ่งพัดเข้ามา ลมปราณระหว่างฟ้าดินรวมตัวกันขึ้นจนกลายเป็เกลียวคลื่นพุ่งรวมกันที่จ้าวชิงเหยาหนังตาของเฉินิกระตุกไปมา สมกับที่เป็ตัวเอก แค่ขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่หนึ่งสภาวะการฝึกปรือยังเหนือกว่าขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่เจ็ดไปแล้ว ด้วยปริมาณลมปราณเช่นนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็ระดับสัตว์ประหลาดเลยก็ว่าได้
เฉินิหันไปมองจ้าวชิงเหยายื่นมือไปวางทาบบนแผ่นหลังของจ้าวชิงเหยา ััถึงลมปราณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเส้นโลหิตภายในร่างจ้าวชิงเหยาพริบตานั้นก็เกิดคำถามขึ้น ช่างผิดปกติเกินไปแล้ว ผู้อื่นล้วนแต่มีความบริสุทธิ์อยู่ภายในเส้นโลหิตแต่เหตุใดเ้าถึงมีความบริสุทธิ์อยู่ทั้งร่างกัน!
ไม่แปลกใจเลยที่หลายปีมานี้เ้ายังอยู่ในขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่หนึ่งผู้อื่นที่ฝึกปรือต่างมีความบริสุทธิ์ในเส้นเืเพียงสิบสาย เ้ากลับมีความบริสุทธิ์อยู่ทั่วร่างนี่ช่างเป็คุณสมบัติที่มหัศจรรย์อะไรเยี่ยงนี้ หรือจะบอกได้ว่า นี่มิใช่คุณสมบัติในตำนานที่ใช้เพื่อฝึกปรือขอบเขตกลิ่นอายวิถีทั้งหมดแปดสิบเอ็ดขั้นอย่างงั้นหรอกหรือ?
จำได้ว่าหากคิดจะปลุกให้คุณสมบัติชนิดนี้ตื่นขึ้นมานั้นเป็เื่ที่ยุ่งยากเป็อย่างยิ่ง เนื่องด้วยต้องใช้ศิลาปราณจำนวนมากและศิลาปราณนี้ยังเสมือนดั่งสมบัติล้ำค่าในขอบเขตสู่วิถี ซึ่งเป็สมบัติที่มีเพียงผู้อยู่ในขอบเขตสู่วิถีจึงจะสามารถใช้ได้คงมีแต่ตัวเอกเท่านั้น ที่เมื่อฝึกปรืออยู่ในขอบเขตกลิ่นอายวิถีก็ได้ใช้สิ่งของที่ผู้อยู่ในขอบเขตสู่วิถีใช้
เฉินิปลุกจ้าวชิงเหยาพร้อมกับหยิบศิลาปราณออกมาจากภายในอกเสื้อ แล้วกล่าวว่า : “เ้าทดลองใช้สิ่งนี้ฝึกปรือดู”
จ้าวชิงเหยาหันไปมองเฉินิพร้อมกับแสดงสีหน้าหวาดกลัวขึ้นเล็กน้อย “ท่านอาจารย์ นี่ก็คือศิลาปราณที่มีเฉพาะขอบเขตสู่วิถีเท่านั้นจึงมีคุณสมบัติที่จะใช้ได้ในหมู่ขอบเขตกลิ่นอายวิถี มีแต่ต้องเข้าถึงขั้นที่สิบเท่านั้นจึงจะสามารถใช้ได้ มิเช่นนั้นร่างจะะเิแหลกลาญและตายไป”
เฉินิส่ายหน้าอย่างไม่ถือสาแล้วกล่าว : “วางใจข้าเถอะ เ้าใช้ได้ตามสะดวก มีท่านอาจารย์อย่างข้าคอยดูอยู่ อย่าได้เกรงกลัวต่อสิ่งใด”
จ้าวชิงเหยาเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งหยิบศิลาปราณมาก้อนหนึ่งเริ่มต้นดูดซับลมปราณแล้วต้องใเมื่อพบว่า ตัวเองกลับไม่รู้สึกถึงการถูกเติมเต็มลมปราณจนมากเกินไป หรือกระทั่งไม่รู้สึกถึงร่างที่จะแตกะเิท่านอาจารย์ช่างสมกับเป็ยอดคนอย่างแท้จริง !
ภายใต้ความยินดีจ้าวชิงเหยาทุ่มเทดูดซับศิลาปราณเหล่านี้อย่างสุดกำลัง เฉินิกวาดตามองวูบหนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีปัญหาแล้วจึงเดินออกไปจากสวน บ่าวรับใช้เฒ่าผู้หนึ่งเดินเข้ามาถามว่า : “คุณชายมีเื่ใดให้ข้ารับใช้? ”
เฉินิชี้ไปยังจ้าวชิงเหยาที่อยู่ภายในสวนจากนั้นกล่าวขึ้นว่า : “เหล่าฟัง นี่เป็ลูกศิษย์ข้า เห็นแล้วหรือไม่ นางยังมีน้องชายอยู่อีกคนที่ถูกเ้าเมืองจับตัวไปเป็ทาสเ้าเข้าใจแล้วหรือไม่”
เหล่าฟังเผยสีหน้ากระจ่างแจ้งแจ่มชัดแล้วกล่าว : “บ่าวเข้าใจแล้ว บ่าวจะส่งทหารสามพันนายไปทำลายจวนเ้าเมืองผู้นั้น รับรองได้ว่ากระทั่งหญ้าสักเส้นก็จะไม่มีชีวิตรอดไปได้จากนั้นจะพาตัวน้องชายของคุณหนูชิงเหยากลับมา! เช่นนี้แล้ว คุณหนูชิงเหยาก็จะฝึกปรือได้อย่างสบายใจไม่ต้องไปพะวงถึงเื่อื่นใดอีก”
เฉินิตบเข้าไปที่ศีรษะของเหล่าฟังไปหนึ่งฝ่ามือแล้วด่าทอว่า : “เ้าเข้าใจกับผีสิ! ส่งผู้อยู่ในขอบเขตสู่วิถีสักคนออกไป”
เดิมทีเหล่าฟังยังคิดว่ากองทัพสามพันนายก็โหดร้ายพอแล้วผู้ใดจะไปทราบว่าเฉินิจะโหดร้ายยิ่งกว่า ถึงกับให้ส่งผู้อยู่ในขอบเขตสู่วิถีไปฆ่าเ้าเมืองผู้นั้น
“บ่าวเข้าใจแล้วข้าจะให้ท่านอ๋องส่งข้ารับใช้ที่อยู่ในขอบเขตสู่วิถีไปฆ่าเ้าเมืองผู้นั้น แล้วช่วยน้องชายของคุณหนูชิงเหยาออกมา!”
เฉินิตบบ่าของเหล่าฟังแล้วกล่าว : “ไม่ใช่ เหล่าฟัง เ้าก่อนหน้านี้ที่ฉลาดหลักแหลมไปหาความสุขในหอแดงแล้วไม่จ่ายเงินหายไปไหนแล้ว? หากว่าเ้าฆ่าเ้าเมืองผู้นั้นแล้ว เช่นนั้นด่านทดสอบของศิษย์ข้าจะไปหามาจากไหนจะไปหาบอสให้สู้จากไหนอีก? หากเ้าทำให้แผนการของข้าไม่สัมฤทธิผลขึ้นมาเล่า?ถ้าข้ามด่านนี้ไปจะไปต่อได้อย่างไร? แค่ส่งขอบเขตสู่วิถีสักคนไปคอยจับตาดูน้องชายของศิษย์ข้าขอเพียงไม่เกิดเื่ที่อันตรายถึงแก่ชีวิตหรือพิการ ก็แล้วแต่พวกเขาจะจัดการ เถอะทางที่ดีที่สุดจงอย่าได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว เพียงชิงเหยาเกิดความเ็ปสักรอบ ความเ็ปก็จะเป็พลังในการบรรลุนั่นจึงเรียกได้ว่าเป็ความสมบูรณ์แบบสิ! จากนั้นสิ่งแรกที่ชิงเหยาจะทำคือการฆ่าบุตรชายเ้าเมืองอะไรนั่นเ้าเมืองผู้นั้นย่อมต้องส่งญาติพี่น้องยอดฝีมือขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่แปดขั้นที่เก้าออกมาเพื่อทำให้ชิงเหยาได้รับบทเรียนสักรอบ ในเวลานี้ ก็ให้พวกข้ารับใช้ผู้นั้นไปช่วยชิงเหยากับน้องชายนางออกมาก็เป็ใช้ได้แล้ว”
เหล่าฟังถึงกับต้องเกาหัวไปมา
เฉินิกวาดตามอง: “เป็ไรแล้ว ?”
เหล่าฟังตอบ: “ดูวกวนชอบกล”
เฉินิกล่าว: “เ้าจะไปสนใจให้มากความทำไม แค่ทำตามที่ข้าสั่งก็พอ! ”
เหล่าฟังกล่าว: “เ้าเมืองผู้นั้นเป็เพียงแค่แมลงตัวหนึ่ง หากเขาทราบว่าคุณหนูชิงเหยาได้กราบเป็ศิษย์ในความดูแลของคุณชายแล้วทำการปล่อยตัวน้องชายของคุณหนูชิงเหยาจะทำอย่างไร? ”
เฉินิทอแววตาสว่างวาบ“แค๊ก เหล่าฟัง เ้าฉลาดขึ้นแล้ว เช่นนั้นก็ส่งกองทัพไปอีกหนึ่งหมื่น ปิดล้อมทั้งเมืองให้ข้าอย่าให้มีข่าวที่ไม่พึงประสงค์เล็ดลอดเข้าไปได้! ”
เหล่าฟังถึงกับยืนสงบไว้อาลัยให้กับเ้าเมืองผู้นั้นอยู่รอบหนึ่งแล้วกล่าวว่า “บ่าวผู้ชราจะไปจัดการทันที ! ”
.
.
.
.