สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 6 บทที่ 157 ตีโครงกระดูกปีศาจให้เข้ารูป

         “แฮ่มๆๆ เดี๋ยวๆ ข้ามีปัญหาเล็กๆ ที่จะต้องบอกพวกท่านทั้งสองคนก่อน ตามที่ข้ารู้มาคือ กระดูกพวกนี้มันแข็งมาก” ซุนเฟยพูดพลางเปลี่ยนเป็น 'โหมดคนเถื่อน' แล้วเรียกขวานคู่ม่วงเขียวออกมาก่อนจะทำการสาธิตด้วยการเหวี่ยงขวานไปฟันกระดูกที่อยู่ข้างๆ อย่างแรง ขวานนี้สามารถสังหารยอดฝีมือระดับสามดาวได้ในพริบตาเดียวแต่มันกลับไม่สามารถทิ้งรอยเล็กๆ ไว้บนกระดูกพวกนี้ได้ “ดูสิความแข็งแกร่งของกระดูกพวกนี้มันเกินกว่าที่ข้าคิดไว้มาก แล้วแบบนี้พวกเราจะนำมันมาสร้างเป็นอุปกรณ์ได้อย่างไร? หรือจะใช้อะไรมาบดพวกมันจนเป็นผง?”

        สีหน้าของแม่ชีอาคาร่าแสดงท่าทีเหมือนกับกำลังจะบอกว่า‘นี่เจ้าปัญญาอ่อนหรือ’ ก่อนจะตอบกลับมาว่า “ถ้าเป็นอาวุธหรือวิธีการทั่วไปน่ะแน่นอนว่า มันไม่สามารถทำอะไร ‘โครงกระดูกปีศาจ’ ได้หรอก แต่นายท่านซุนเฟยท่านลืมไปแล้วหรือ? ว่าท่านเป็นคนจัดการช่างตีเหล็กผู้ร่วงหล่นในค่ายทหารของอารามศักดิ์สิทธิ์บนที่ราบไท้หมัวเพื่อนำค้อนวิเศษมาให้ชาร์ซี ค้อนวิเศษนี้มีอำนาจเหนือพระเจ้าดังนั้นจึงสามารถใช้มันตีโครงกระดูกปีศาจให้เข้ารูปจนกลายเป็นอาวุธได้”

        ค้อนวิเศษ?

        ซุนเฟยรู้สึกยินดีปรีดาขึ้นมาถ้าเป็นอย่างที่พูดจริงๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สุดยอดมากทีนี้เขาก็สามารถขุดภูเขากองกระดูกนี้ได้

        เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ซุนเฟยก็อดไม่ได้ที่จะร้อนอกร้อนใจขึ้นมา เขารีบใช้ทักษะเทพเจ้า ทักษะ 'อัญเชิญ' เพื่ออัญเชิญช่างตีเหล็กสาวชาร์ซีที่กำลังสร้างอุปกรณ์ร่วมกับพวกช่างตีเหล็กคนอื่นๆ อย่างคึกคักให้มาที่นี่

        “เอ๋ ที่นี่ที่ไหนกัน?” ผมสีแดงเพลิงที่มัดรวบเป็นหางม้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยชาร์ซีกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะหยุดอยู่ที่ภูเขากองกระดูกที่อยู่ไม่ไกล ฉับพลันดวงตาของชาร์ซีก็เต็มไปด้วยความตกใจและหลงใหล “แปลกจัง ทำไมจู่ๆข้าก็รู้สึกคุ้นเคยกับกระดูกพวกนี้กันนะ?”

        ซุนเฟยหัวเราะออกมาก่อนจะหยิบกระดูกที่มีลักษณะเหมือนดาบยาวประมาณหนึ่งเมตรกว่าและกว้างประมาณยี่สิบเซนติเมตรมาวางไว้บนหิน จากนั้นก็ผายมือแล้วพูดว่า “มาๆๆลองใช้ค้อนเจ้าทุบดูสิว่าพอจะตีมันแตกไหม”

        ปึง!

        ชาร์ซียกค้อนขึ้นสูงแล้วตีมันลงมาอย่างแรงกระดูกสีขาวก็พลันแตกกระจาย ซุนเฟยมองภาพตรงหน้าแบบไม่กะพริบตา

        ไม่น่าเชื่อ แค่ใช้ค้อนทุบแบบธรรมดาๆ ก็สามารถทำให้กระดูกที่ฟันแทงไม่เข้าแตกกระจายได้อย่างง่ายดายขนาดนี้...นี่มันอัศจรรย์เกินไปแล้วค้อนในมือชาร์ซีเหมือนเกิดมาเป็นดาวพิฆาตของพวก ‘โครงกระดูกปีศาจ’ จริงๆ!

        หลังตรวจสอบประสิทธิภาพของค้อนวิเศษนี้แล้วเรื่องที่จะให้ทำต่อมาก็คงจะง่ายมาก

        ซุนเฟยเรียบเรียงคำพูดของตัวเองก่อนจะบอกข้อมูลเกี่ยวกับที่ตั้งเทพและปีศาจเท่าที่ตัวเองรู้ให้แม่ชีอาคาร่าและตาเฒ่าเคนฟังอย่างละเอียด แต่สิ่งที่ทำให้ซุนเฟยรู้สึกตะลึงคือหลังจากที่ทั้งสองคนได้ยินก็มีท่าทีแปลกใจเพียงเล็กน้อยเท่านั้นไม่ช้าพวกเขาก็โยนเรื่องราวที่ซุนเฟยอุตส่าห์ฝอยจนน้ำลายกระเด็นไว้ข้างหลังแล้วหันเหความสนใจมาที่ชาร์ซี ทั้งสองคนต่างแย่งกันพูดถึงมูลค่าและประโยชน์ของ‘โครงกระดูกปีศาจ’ ให้ชาร์ซีฟัง พวกเขาแทบจะอดใจรอไม่ไหวอยากให้ชาร์ซีทุบภูเขากองกระดูกนี้ให้กลายเป็นวัตถุดิบเวทมนตร์จำนวนนับไม่ถ้วนไวๆก่อนหน้านี้ก็พากันล้อมหน้าล้อมหลังชาร์ซีเร่งให้นางใช้ค้อนวิเศษทุบกระดูกเหล่านี้ให้กลายเป็นผงเพื่อที่ตัวเองจะได้นำไปวิจัย

        ในระหว่างที่ชาร์ซีกำลังใช้ค้อนวิเศษตีโครงกระดูกปีศาจให้เข้ารูปต้องบอกว่าการตีโครงกระดูกปีศาจกับตีเหล็กไม่เหมือนกัน หากช่างตีเหล็กออกแรงมากเกินไปกระดูกก็จะแตกกระจายเป็นชิ้นๆ แทนที่จะเป็นรูปร่างแบบที่นางต้องการเมื่อเห็นชาร์ซีใช้ค้อนทุบลงไปบนกระดูกมากกว่าร้อยชิ้น และทำแตกไปเสียส่วนใหญ่ทำให้แม่ชีอาคาร่าและตาเฒ่าเคนรู้สึกเจ็บปวดประหนึ่งหัวใจถูกทำลายโชคดีที่ยังมีภูเขากองกระดูกอยู่ที่นี่ไม่อย่างนั้น ทั้งสองคนคงพยายามห้ามชาร์ซีอย่างสุดกำลังเป็นแน่!

        ครึ่งชั่วโมงต่อมากระบี่กระดูกที่สวยงามก็ถูกสร้างออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ

        ซุนเฟยลองใช้มือตัวเองชั่งน้ำหนักของกระบี่ มันเบามาก ใบกระบี่ยาวประมาณหนึ่งเมตรและกว้างประมาณห้านิ้ว ซึ่งมันเหมาะสำหรับการฟันมาก มันอาจจะดูไม่ค่อยคมเท่าไรแต่เพียงออกแรงฟันเบาๆ ก็สามารถฝากรอยกระบี่บนเสาหินยักษ์ที่ทนทานลึกถึงสามสี่เซนติเมตร ซุนเฟยอ้าปากค้างเล็กน้อย ตามที่ตัวเองคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ตอนแรกว่าคนที่สามารถฝากรอยไว้บนเสาหินยักษ์นี้ได้จะต้องเป็นนักรบที่มีระดับหกเจ็ดดาวขึ้นไป...ระดับความคมของกระบี่นี้ เกินกว่าที่ซุนเฟยจินตนาการไว้ซะอีก

        “ฮ่าๆๆ กระบี่นี้ข้าขอก็แล้วกัน” ไม่มีคำว่าอายในพจนานุกรมของซุนเฟย เขาเก็บกระบี่ที่สร้างมาจาก ‘โครงกระดูกปีศาจ’ ใส่ในถุงของตัวเอง สำหรับเรื่องนี้ ทั้งสามคนต่างก็เห็นด้วย ตอนนี้ซุนเฟยคือผู้นำสูงสุดของ 'ค่ายโร้ก' ดังนั้นเขามีสิทธิ์ที่จะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด

        หลังจากนั้นชาร์ซีก็เริ่มตีกระดูกอื่นๆ ให้เข้ารูปเป็นอาวุธบางส่วนส่วนแม่ชีอาคาร่ากับตาเฒ่าเคนก็พากันเดินวนรอบภูเขากองกระดูก คอยสังเกตรายละเอียดเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม หากค้นพบสาเหตุที่ทำให้กลายมาเป็นภูเขากองกระดูกได้ก็ยิ่งดี

        ในทางกลับกันซุนเฟยกลับไม่หยิบจับทำอะไรสักอย่าง

        ในความคิดของเขาพื้นที่ลึกลับแห่งนี้เริ่มไม่มีอะไรที่น่าสนใจแล้ว ดังนั้นเขาจึงใช้ ทักษะ 'อัญเชิญ' อีกครั้งเพื่ออัญเชิญโร้กสาวที่มีฝีมือไม่เลวออกมาประมาณห้าหกคนมาที่นี่เพื่อทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยและทำงานเบ็ดเตล็ดหลังจากนั้นซุนเฟยจึงเดินไปปรึกษากับแม่ชีอาคาร่าสักพัก ก่อนจะใช้ 'ม้วนคัมภีร์กลับเมือง' และลงวงเวทเล็กๆ ธรรมดาไว้ที่นี่เพื่อสร้างจุดเทเลพอร์ตไว้ให้พวกเขาได้ถอยกลับโลกDiablo ได้ทุกเมื่อ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วซุนเฟยจึงออกเดินทางเพื่อเริ่มการผจญภัยครั้งต่อไป

        พื้นที่แห่งนี้มีขนาดใหญ่มากหลังจากที่ซุนเฟยมุ่งหน้าเดินทางมาได้ครึ่งชั่วโมงเมื่อหันกลับไปมองก็เห็นเพียงแสงสลัวจุดเล็กๆ ของภูเขากองกระดูกท่ามกลางความมืดแต่เขามองไม่เห็นแม่ชีอาคาร่าและคนอื่นๆเมื่อเขาเดินทางต่อไปอีกสักพักแล้วหันกลับมาอีกทีราวกับว่าความมืดได้กลืนกินแสงสว่างไปจนหมดแม้แต่กองไฟที่แม่ชีอาคาร่าก่อไว้ก็มองไม่เห็นแล้ว

        ซุนเฟยอัญเชิญอีกายักษ์กับหมาป่ายักษ์สีขาวออกมาแล้วสั่งให้พวกมันสำรวจเส้นทางทั้งบนท้องฟ้า ด้านหน้า ด้านหลัง ซ้ายและขวา

        หลังลังเลอยู่นิดหน่อยในที่สุดซุนเฟยก็อัญเชิญทหารรับจ้างสาวเอเลน่าออกมา

        เมื่อเห็นเงาของเอเลน่ากำลังจะเดินออกมาจากประตูมิติฉากในห้องหินก่อนหน้านี้ก็ผุดออกมา เอเลน่าในตอนนั้นดูเปล่งปลั่งมากกลิ่นหอมๆ ลอยเข้ามาในจมูกของซุนเฟย กลิ่นที่คุ้นเคยแบบนี้ฉับพลันในหัวของซุนเฟยก็เต็มไปด้วยภาพอันเร้าร้อนระหว่างเขาและเอเลน่าที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องในระหว่างที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ ซุนเฟยก็รู้สึกแค่ว่ามีแสงสว่างจ้าเกิดขึ้นท่ามกลางความมืด

        “นายท่านซุนเฟย!” เอเลน่าเดินเข้ามาหาเขาอย่างช้าๆ

        ซุนเฟยยิ้มเล็กน้อยความรู้สึกอึดอัดและไม่เป็นธรรมชาติก่อนหน้านี้พลันหายไปซุนเฟยยื่นมือไปกุมมือของเอเลน่าอย่างนุ่มนวลและสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบที่แล่นเข้ามาเขาและเอเลน่าต่างพากันเดินเคียงไหล่กัน “เอเลน่าต่อจากนี้ไปให้เรียกข้าว่าอเล็กซานเดอร์เถอะ ไม่ต้องเรียกข้าว่านายท่านซุนเฟยอีกแล้ว!”

        ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจของซุนเฟยเอเลน่ารู้สึกหน้าร้อนผ่าว “อเล็กซานเดอร์...”

        จากนั้นทั้งสองคนก็ไม่พูดอะไรออกมาอีกบรรยากาศก็เงียบสงบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

        ไม่รู้ว่าพวกเขาเดินกันมานานแค่ไหนแต่ทันใดนั้น หมาป่าสีขาวที่อยู่ด้านหน้าสุดก็หอนยาวออกมาซุนเฟยรีบดึงมือเอเลน่าให้เดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วในที่สุดพวกเขาก็เดินมาถึงปลายทางของพื้นที่ลึกลับขนาดใหญ่นี้ ด้านหน้าปรากฏเหวที่กว้างประมาณร้อยเมตรมีเสียงลมพัดลอยออกมาเบาๆ พวกเขามองไม่เห็นก้นเหวเลยสักนิด ซุนเฟยจึงตัดสินใจโยนก้อนหินลงไปผ่านไปหลายสิบนาทีก็ยังไม่ได้ยินเสียงก้อนหินตกลงไปกระทบก้นเหวสักที

        “นี่มัน...ลึกมาก!” ซุนเฟยและเอเลน่าก็พลันอุทานออกมาพร้อมกัน

        พวกเขารู้สึกถึงอากาศหนาวเย็นที่พัดออกมาจากในเหว ทั้งสองคนต่างโยนแผนการที่จะลงไปสำรวจก้นเหวทิ้งอย่างไม่ใยดี ที่นี่หนาวเกินไปและยิ่งหนาวขึ้นเรื่อยๆแม้ว่าพลังของเอเลน่าและซุนเฟยในตอนนี้จะแข็งแกร่งมากแต่พวกเขาก็อาจถูกแช่แข็งจนกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งได้เช่นกัน

        ซุนเฟยขบคิดเล็กน้อยขณะที่มองไปยังขอบเหวที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

        บางทีหากใจสื่อถึงกันจะทำการใดก็สามารถคล้อยตามกันได้แทบจะในทันทีที่เอเลน่าเหมือนจะล่วงรู้ในสิ่งที่ซุนเฟยคิด นางยกคันธนูขึ้นมาง้างเสียงฟิ้วดังขึ้น ลูกธนูไฟถูกยิงออกไปเปลวไฟสีแดงอมส้มตรงหัวลูกธนูก็สว่างจ้าในที่มืด ทุกที่ที่ลูกธนูลอยผ่านไปก็มองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างของฝั่งตรงข้ามได้ชัดมากขึ้น

        ฝั่งตรงข้ามเป็นกำแพงหินที่เรียบเนียนประหนึ่งกระจกขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงนั้น

        และสิ่งที่ทำให้ทั้งสองคนตกใจก็คือกำแพงหินนั่นไม่ได้เรียบเนียนจนหมด ด้านบนของมันเหมือนรังผึ้งที่เต็มไปด้วยถ้ำจำนวนมาก มันเหมือนมีมอนสเตอร์ขนาดใหญ่กำลังซ่อนตัวอยู่ที่นั่นเพื่อรอเหยื่อเดินเข้ามาให้ขย้ำถึงที่น่าขนลุกยิ่งนัก

        “ให้ข้าไปก่อนเถอะ!” เอเลน่าพูด

        แน่นอนว่าซุนเฟยดึงมือของนางไว้ก่อนจะส่ายหน้า “รอเดี๋ยวก่อนข้ามีวิธี...พวกเราลองดูลาดเลาฝั่งตรงก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที!” พูดจบซุนเฟยก็ออกคำสั่งให้อีกายักษ์ที่กำลังบินวนอยู่เหนือหัวให้บินไปตรงกำแพงฝั่งตรงข้ามจากนั้นเขาก็มองผ่านจากสายตาของอีกา บนกำแพงหินมีถ้ำมากมายนับหมื่นถ้ำอีกายักษ์บินโฉบเข้าไป ก่อนจะเลือกถ้ำที่ใหญ่ที่สุดแล้วร่อนลงตรงนั้น

        ที่ทำให้ซุนเฟยรู้สึกประหลาดใจอีกอย่างคือสิ่งที่ปรากฏอยู่ในสายตาของเขาไม่ใช่หินขรุขระเหมือนที่คิดแต่เป็นทางเดินที่แทบจะเหมือนทางเดินที่ตัวเองเดินมาก่อนหน้านี้มันมีการซ่อมแซมปรับปรุงให้เนียนเรียบ เห็นได้ชัดว่านี่เป็นฝีมือของมนุษย์ไม่ใช่สิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้น

        เมื่ออีกายักษ์เข้าไปสำรวจด้านในจนแน่ใจว่าไม่มีอันตรายใดๆจากนั้นจึงกางปีกบินออกไปสำรวจตรงถ้ำอื่นๆ อีกหลายถ้ำและผลที่ได้รับก็เหมือนถ้ำแรกไม่มีผิดทุกถ้ำต่างมีทางเดินที่เป็นฝีมือมนุษย์สร้างขึ้น จนถึงตอนนี้ ซุนเฟยก็พอจะเดาออกว่าถ้ำนับหมื่นที่อยู่บนกำแพงหินนี้จะต้องเป็นฝีมือของมนุษย์ที่สร้างมันออกมา

        แต่ใครเป็นคนทำและทำไมถึงได้สร้างถ้ำมากมายถึงขนาดนี้?

        ถ้าต้องการคำตอบที่แน่ชัดคงมีเพียงทางเดียว นั่นก็คือเข้าไปสำรวจฝั่งตรงข้าม

           --------------------

คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน