ก่อนฉางฮวันจะเดินออกจากห้องยังพูดอีกหนึ่งประโยค“แต่ข้าเป็นถึงอาจารย์ของพวกเจ้า และเป็นรองเจ้าสำนักฉะนั้นจึงมีอำนาจมากกว่าอาจารย์คนอื่น อย่างเช่น...ผู้ที่ชนะการประลองทุกครั้งสามารถเข้าไปหาตำรากระบวนวรยุทธ์ที่เหมาะสมกับตัวเองได้นอกจากชั้นสามที่ไม่อาจขึ้นไปได้แล้ว พวกเจ้าสามารถเลือกตำราที่ชั้นหนึ่งและชั้นสองได้ตามสบาย”
เมื่อพูดคำนี้จบฉางฮวันก็ถือตำราเดินจากไป ดูราวกับเขาเป็นมารที่ดุร้าย
ตู้โซ่วโซ่วพูดขึ้นอย่างเบื่อหน่าย“ข้าก็นึกว่าเป็นรางวัลที่ดีกว่านี้เสียอีก ที่แท้ก็แค่ตำรากระบวนวรยุทธ์...”
พูดได้เพียงเท่านั้น แววตาอาฆาตจากผู้คนรอบข้างที่มองมาก็ทำให้ตู้โซ่วโซ่วได้สติไม่ใช่ทุกคนที่จะมีอันเจิงคอยอยู่ข้างกาย อันเจิงอธิบายกับตู้โซ่วโซ่วและเพื่อน ๆว่าตัวเองได้รับลิขิตฟ้า จึงรู้เรื่องอะไรมากมายและมีความทรงจำที่เพิ่มขึ้นมาหลายเท่าตู้โซ่วโซ่วและคนอื่น ๆ ไม่มีใครเคยสงสัยหรือไม่ฟังคำของอันเจิง
ฉะนั้นในการฝึกพลังวัตรของเขาจึงไม่ขาดกระบวนท่าในการฝึกวรยุทธ์ แต่นักเรียนคนอื่นไม่ได้โชคดีอย่างพวกเขา
“มารดามันเถอะ...ข้าขอสู้ตาย!”
นักเรียนหนึ่งในนั้นชกหมัดไปด้านหน้า “ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นแล้วอย่างไรเสียก็ต้องสู้ตาย หากชนะก็ได้ขึ้นชั้นสอง หากแพ้ก็ไม่ได้ขายหน้าเสียหน่อย”
เขายังไม่ทันพูดจบ ก็ได้ยินเสียงของฉางฮวันดังขึ้น“คนที่แพ้ นับจากวันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เวลาในการฝึกพลังวัตรเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเวลานอนถูกตัดหนึ่งเท่า จากนั้นก็ต้องอ่านตำราติดต่อกันหนึ่งเดือน”
อันเจิงมองไปยังด้านข้างจึงเห็นว่าในห้องมีเก้าอี้สองตัวที่ว่างอยู่ตัวหนึ่งคือตำแหน่งที่นั่งของติงหนิงตง อีกตัวก็เป็นของซางโหยวนั่นเอง อันเจิงลองถามนักเรียนคนอื่นมีบางคนบอกว่าปกติติงหนิงตงมาเรียนน้อยมาก ทั้งยังดูลึกลับ วันนี้ก็ไม่เห็นนางมาเข้าเรียนส่วนซางโหยวแทบจะไม่เคยขาดเรียนเลย ไม่รู้ว่าทำไมวันนี้นางถึงไม่มา
อันเจิงครุ่นคิดครู่หนึ่งก็เดาได้ว่าซางโหยวน่าจะไปไหนเรื่องของตระกูลติงเกี่ยวโยงไปถึงติงหนิงตง ซางโหยวเป็นเพื่อนรักของติงหนิงตงแน่นอนว่านางต้องไปแอบดูลาดเลาแน่
อันเจิงและพวกออกจากห้องเรียนแล้วไปยืดเส้นยืดสายในสวน
“การประลองที่จะเกิดขึ้นเจ้าจะร่วมประลองด้วยหรือไม่?” ตู้โซ่วโซ่วถาม
อันเจิงส่ายหน้า “ไม่”
ตู้โซ่วโซ่วพยักหน้ารับ “แต่ข้าจะร่วมประลองด้วยต้องทดสอบแล้วว่าพลังของตัวเองไปถึงไหน ส่วนหลิวซีและเชียนเยว่อย่าประลองเลย เป็นสตรีไม่ต้องตีกันจะดีที่สุด”
กู่เชียนเยว่พูด“ทำไมเป็นผู้หญิงแล้วจะตีกันไม่ได้?”
ตู้โซ่วโซ่วถอนหายใจ“เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ นี่ข้ากำลังคิดเผื่อคู่ต่อสู้ของพวกเจ้าและคิดเผื่อการใหญ่ในอนาคตด้วยหากอีกประเดี๋ยวเจ้าลงมือโหดร้ายเกินไปผู้ชายคนนั้นจะยังกล้าแต่งกับเจ้าอีกหรือ...”
กู่เชียนเยว่หันไปมองอันเจิงโดยไม่รู้ตัวจากนั้นก็เบ้ปาก “ใครให้เจ้ามายุ่งกัน!”
ผ่านไปไม่นานก็เห็นศิษย์ในสำนักวรยุทธ์ชางที่อายุมากกว่าพวกเขาไม่น้อยเดินเข้ามาคนเหล่านี้เดินเข้ามาพร้อมกับความรู้สึกที่ว่า...วันนี้ข้าจะมาเล่นกับพวกเจ้าเท่านั้นแหละเหมือนผู้ใหญ่ที่เดินเข้ามาแล้วมองดูเด็กน้อยก็ไม่ปาน
แต่แน่นอนว่าพวกเขาไม่ใช่เด็ก
ศิษย์สำนักวรยุทธ์ชางชั้นปีที่หนึ่งสวมชุดสีฟ้าชั้นปีที่สองสวมชุดสีเทาขาว ชั้นปีที่สามสวมชุดสีเขียวเหลือง ส่วนชั้นปีที่สี่สวมชุดสีขาวดำ
ตู้โซ่วโซ่วเห็นท่าทางที่ศิษย์ชั้นปีที่สี่เดินมาแล้วก็รู้สึกเกลียดขึ้นมาทันที“ทำไมตอนนี้ข้ามีความรู้สึกอยากอัดพวกมันจริง ๆ เลย?”
กู่เชียนเยว่พูดราวกับผู้ใหญ่ “ดีมากในที่สุดเจ้าก็มีเลือดของลูกผู้ชายแล้วสินะ โดยเฉพาะตอนอยู่ต่อหน้าผู้หญิงข้ายังเคยสงสัยว่าเจ้าจะชอบผู้ชาย...”
จากนั้นนางก็มองไปยังอันเจิง ส่วนอันเจิงรีบเงยหน้ามองฟ้า
ตู้โซ่วโซ่วพูด “เจ้าไม่เข้าใจพวกเขาก็เรียกว่าผู้หญิงเหมือนกันรึ?”
จู่ ๆ อันเจิงก็นึกถึงตอนที่พวกเขาอยู่โลกมายาตอนนั้นตู้โซ่วโซ่วเพิ่งจะอายุสิบกว่าปี และเป็นครั้งแรกที่เห็นแม่นางเยว่ในตอนนั้นแววตาของตู้โซ่วโซ่วเป็นประกายแวววาว นับตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมาอันเจิงก็เข้าใจได้ทันทีว่าตู้โซ่วโซ่วไม่ใช่ไม่ชอบผู้หญิงเพียงแค่ไม่ชอบสาวน้อยเท่านั้นเอง
ฉางฮวันและอาจารย์ของนักเรียนชั้นปีที่สี่เดินเข้ามาพร้อมกันจากนั้นก็นั่งในศาลาอย่างเมินเฉย ฉางฮวันที่นั่งอยู่ไกลออกไปตะโกนขึ้น“ไม่มีกฎเกณฑ์ พวกเจ้าเลือกคู่ต่อสู้เองได้ หรืออาจถูกคู่ต่อสู้เลือกหากมีคนเลือกเจ้าละก็ มีเพียงสองทางเลือกก็คือยอมรับการประลองหรือไม่ก็ยอมแพ้ ง่ายๆ เพียงเท่านี้ ข้อบังคับมีเพียงข้อเดียว...คือห้ามฆ่าคน”
ห้ามฆ่าคน แต่ไม่ได้แปลว่าห้ามทำร้ายคน
การประลองเล็ก ๆ เช่นนี้ความจริงไม่มีความหมายกับอันเจิงเลยสักนิด ต่อให้ฝ่ายตรงข้ามจะเป็นนักเรียนชั้นปีที่สี่ก็ตามมันกลับไม่อาจทำให้อันเจิงรู้สึกตื่นเต้นได้เลยนอกเสียจากฝ่ายตรงข้ามจะเป็นยอดฝีมืออย่างเนี่ยชิงแต่ตรงกันข้ามกับตู้โซ่วโซ่วโดยสิ้นเชิง ถึงแม้พรสวรรค์ด้านวรยุทธ์ของตู้โซ่วโซ่วจะมีเพียงหนึ่งดาราครึ่งแต่พวกเขามีตราประทับท้าทายสวรรค์ แม้แต่มดตัวน้อยยังสามารถเดินข้ามผ่านถนนเส้นนั้นได้ความจริงแล้ว พลังที่พวกเขามีก็เพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัวเพราะพวกเขามีเวลาที่มากกว่าคนอื่นหลายเท่า
หรือนี่อาจเป็นโชคดีที่ใหญ่ที่สุดของอันเจิงและเพื่อนๆ พรสวรรค์ไม่ดีแต่จะกลัวอะไร พวกเขาสามารถฝึกมากเท่าไหร่ก็ได้นี่
อันเจิงเดินกลับไปที่ห้องเรียน เลือกนั่งตำแหน่งที่ติดกับหน้าต่างแล้วใช้มือเท้าคางมองออกไปด้านนอกยากนักที่จะมีเวลาพักผ่อน หลายวันมานี้เขามีเรื่องวุ่นวายมากจริง ๆ
การประลองด้านนอกเป็นไปอย่างรวดเร็วและง่ายดาย ถึงแม้วรยุทธ์ของศิษย์ห้องเดียวกับอันเจิงจะไม่เลวแต่ในด้านของพลังวัตรก็ยังต่างกันมากเกินไป การประลองในช่วงแรกนักเรียนชั้นปีที่สี่จึงเป็นฝ่ายชนะตลอด
แต่ถึงกระนั้นความน่าสนใจก็ยังมีอยู่ไม่น้อย นักเรียนชั้นปีที่สี่แม้จะดูเย่อหยิ่งแต่ก็ไม่ได้มีเหตุการณ์รังแกกันเกิดขึ้น
เมื่อถึงตาของชวีหลิวซี นักเรียนชั้นปีที่สี่ก็เฮขึ้น
“โอ้โห แม่สาวน้อยคนนี้งดงามจริง ๆใครจะขึ้นไปล่ะ?”
“คนเขาออกมาก่อน ก็รอให้เขาเป็นคนเลือกสิไม่ว่านางจะเลือกใคร ทุกคนต้องปรนนิบัตินางอย่างดีล่ะปรนนิบัติให้คนเขามีความสุขหน่อย?”
“ยังเป็นสาวน้อยอยู่แต่ก็ดูไม่เลวเจ้าว่าสาวน้อยที่งดงามขนาดนี้จะเป็นมารดาของเด็กคนไหนกันออกมาเผยโฉมเห็นจะดูไม่ดีนะ”
“คนเขาเพิ่งจะอายุเท่าไหร่เองจะมีลูกได้อย่างไร”
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่านางไม่มีลูก หรือต่อให้จะไม่มีจริงๆ เจ้าก็ไปช่วยให้มีเสียสิ”
สีหน้าชวีหลิวซีไม่สู้ดีนัก นางกำหมัดแน่นในห้องเรียน สีหน้าอันเจิงยิ่งดูแย่เข้าไปใหญ่
ชวีหลิวซีหันกลับไปมองฉางฮวันและอาจารย์หลายท่านที่นั่งอยู่ราวกับพวกเขาไม่ได้ใส่ใจคำเหยียดหยามของคนเหล่านั้นเลยสักนิด ในเมื่อพวกเขาจะเรียนจบออกไปเข้าหน่วยทหารแล้วการจะดูเถื่อนดิบไปสักหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องแปลกและคำพูดพวกนี้ก็ไม่ได้เป็นการดูถูกในสายตาของอาจารย์เหล่านั้นด้วยพวกเขาไม่รู้สึกว่านี่เป็นการทำให้หญิงสาวขายหน้า
แต่ชวีหลิวซีไม่ได้คิดแบบนั้นกู่เชียนเยว่ ตู้โซ่วโซ่ว และตัวอันเจิงก็ไม่ได้เห็นชอบเหมือนเหล่าอาจารย์
นี่คือการหยามศักดิ์ศรี
“ดูนางสิ ในแววตายังโปรยเสน่ห์อีกด้วยให้พวกเราเชยชมหน่อยได้หรือไม่ พี่ชายทุกคนในที่นี้ก็พอใช้ได้กันทั้งนั้น รับประกันว่าจะปรนนิบัติเจ้าให้ขึ้นสวรรค์ชั้นเจ็ดเลย”
“เจ้าจะเลือกอย่างไรดีล่ะข้าดูเป็นคนมีความรู้หน่อย ฉะนั้นสาวน้อยเลือกข้าเถอะข้ารับประกันว่าจะดูแลเจ้าอย่างนุ่มนวล”
“ไม่แน่นางอาจชอบคนกำยำก็ได้?”
“ฮ่า ๆ ๆ...”
นักเรียนชั้นปีที่สี่หัวเราะเสียงดังราวกับไม่มีความเกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น
ชวีหลิวซีหันกลับมามองอันเจิงที่อยู่ในห้องจึงเห็นว่าเขากำลังมองตัวเองอยู่ มองด้วยแววตาที่ให้ความมั่นใจกับนางก่อนหน้านี้อันเจิงเคยเล่านิทานเรื่องหนึ่ง มีผู้สูงส่งในจักรวรรดิต้าซีเคยบอกวิธีเผชิญหน้ากับสายตาที่เย็นชาเข้าใจผิด ใส่ร้าย หรือแม้กระทั่งคนที่เหยียดหยามว่า หากเราอดทนยอมปล่อยไป เรื่องทุกอย่างจะผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วแต่คนที่เหยียดหยามคนอื่น อีกหน่อยก็ต้องได้รับกรรมตามสนองอย่างแน่นอน
แต่อันเจิงไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้...เพราะเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายตาที่เย็นชาเข้าใจผิด ใส่ร้าย หรือแม้กระทั่งคนที่เหยียดหยามหากเราอดทนก็จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นไม่รู้ว่าจะยังมีใครยอมรับความอัปยศนี้อีกหรือไม่ฉะนั้นการเผชิญหน้ากับคนเหล่านี้มีเพียงวิธีเดียวนั่นก็คือให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ว่าตัวเองผิดไปแล้ว
วิธีเดียวที่ง่ายที่สุดก็คือ...อัดมัน
อัดมัน ๆ ๆ ๆ ๆ!
ชวีหลิวซีก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าวจากนั้นก็ชี้ไปยังคนที่ดูดุร้ายมากที่สุด ชายคนนั้นชะงักไปแล้วหัวเราะเสียงดัง“แม่สาวน้อยคนนี้ชื่นชอบข้า พวกเจ้าอิจฉาหรือไม่?”
เขาเดินไปด้านหน้าหนึ่งก้าว มองชวีหลิวซีพลางพูดด้วยน้ำเสียงดุร้าย“สาวน้อยวางใจเถอะ พี่ชายไม่ถนัดเรื่องเอาใจหญิงสาว การประลองที่จะถึงนี้หากเจ้าไม่ให้ข้าแตะตรงไหน ข้าก็จะไม่แตะ ตรงไหนที่เจ้าอนุญาตให้แตะ ข้าถึงจะแตะละกัน!”
ขณะที่เขาพูดสิ่งเหล่านี้อยู่นั้นอันเจิงก็เดินออกจากห้องเรียนแล้ว จากนั้นก็ยื่นมือไปดึงตัวตู้โซ่วโซ่วที่กำลังจะพุ่งออกไป
ตู้โซ่วโซ่วพูดอย่างโมโห“ควรจัดการไอ้ระยำนั่นเสีย!”
อันเจิงส่ายหน้า “ให้ชวีหลิวซีลงมือเองถึงจะสาแก่ใจ”
“หลิวซีถูกรังแกขนาดนี้เจ้าจะไม่อัดไอ้ชั่วนั่นให้ตายอย่างอนาถหรือ?”
“ข้าบอกแล้วไง ให้หลิวซีออกไปอัดมันเองเมื่อนางอัดเสร็จแล้ว...ค่อยถึงตาข้า”
คนที่ชวีหลิวซีเลือกมาเป็นคู่ต่อสู้ก็คือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่นักเรียนชั้นปีที่สี่ก่อนหน้านั้นเขาเลือกออกไปประลองกับนักเรียนชั้นปีที่หนึ่งคนหนึ่ง แล้วล้มนักเรียนคนนั้นได้อย่างง่ายดายนักเรียนในห้องของฉางฮวันไม่มีผู้ที่อ่อนแอ นั่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเขามีพละกำลังมากเพียงใด
ในขณะที่ทุกคนต่างรู้สึกว่าชวีหลิวซีเลือกผิดคนนั้นชวีหลิวซีกลับยื่นมือออกไปอีกครั้ง แล้วชี้ไปยังนักเรียนชั้นปีที่สี่อีกสามคนที่ก่อนหน้านี้พูดจาเสียมารยาทมากที่สุด “เจ้า เจ้า และก็เจ้า พวกเจ้าทั้งสี่คน”
ชายกำยำชั้นปีที่สี่ชื่อว่าตู้ซางเฉิงเมื่อได้ยินชวีหลิวซีพูดเช่นนี้จึงตกใจทันที จากนั้นก็ระเบิดความโมโหออกมา“ไว้หน้าเจ้าแต่เจ้าไม่เอาอย่างนั้นสินะ? เห็นว่าเจ้าเป็นผู้หญิงจึงไม่อยากเอาเรื่องเจ้าอย่าคิดว่าตัวเองจะสูงส่งขนาดนั้น”
อาจารย์ที่นั่งข้างฉางฮวันชื่อว่าจางต้าโถง เป็นอาจารย์ของตู้ซางเฉิงเขามองชวีหลิวซีแวบหนึ่งก่อนจะพูดขึ้น “รองเจ้าสำนัก ศิษย์ของเจ้าเหมือนจะทำเกินไปหน่อยนะเป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่ง เดิมทีก็ไม่มีสิทธิ์เข้าสำนักวรยุทธ์ชางอยู่แล้ว เมื่อเข้ามาแล้วยังไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงซ้ำยังอยากมีชื่อเสียงอีก”
ฉางฮวันไม่ได้ใส่ใจเพียงแค่หันไปมองอันเจิงโดยสัญชาตญาณเท่านั้น
เพราะนักเรียนชั้นปีที่สี่ต้องออกไปทำความคุ้นเคยกับหน่วยทหารฉะนั้นพวกเขาจึงไม่ค่อยได้อยู่ในสำนักวรยุทธ์ชาง ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์หรือนักเรียนจึงไม่ค่อยรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในสำนักวรยุทธ์ชางเท่าไหร่นักพวกเขาเพิ่งกลับมาได้ไม่นาน
หลังจากชวีหลิวซีเลือกทั้งสี่คนเสร็จ นางก็ไม่ได้สนใจคำพูดชั่วๆ ของจางต้าโถง ชวีหลิวซียกมือขึ้นคารวะด้วยสีหน้าที่ราบเรียบจากนั้นก็โค้งตัวตามมารยาทของสำนัก “ชวีหลิวซีจากสำนักวรยุทธ์ชาง โปรดชี้แนะ”
ตู้ซางเฉิงพูดด้วยความโมโห“เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นคนสำคัญขนาดนั้นจริงหรือ? ข้าว่าก็แค่พวกระยำนั่นตามใจเจ้าจนเคยตัวพวกเจ้าอย่าเพิ่งเข้ามา ข้าจะให้นางรู้ว่าอะไรคือพลังที่แข็งแกร่ง”
ชวีหลิวซีตอบกลับด้วยสีหน้าที่ราบเรียบ“ข้าเคยบอกแล้ว ว่าจะสู้กับพวกเจ้าทั้งสี่คน”
“ถือว่าไว้หน้าเจ้าแล้ว!”
ตู้ซางเฉิงก้าวไปด้านหน้าจากนั้นก็เดินไปพลางพูดด้วยความโมโห “เห็นว่าเจ้าเป็นผู้หญิงจึงไม่อยากถือสาแต่เจ้ากลับได้คืบจะเอาศอก เดิมทีสำนักวรยุทธ์ชางก็ไม่ใช่ที่ของเจ้าอยู่แล้ว ผู้หญิงอย่างพวกเจ้าก็ควรอยู่บ้านอย่างสงบเสงี่ยมและคอยปรนนิบัติสามีผู้หญิงที่เผยโฉมหน้าออกมาให้คนอื่นเห็น รับรองว่าไม่มีดีสักคน ต่างก็เป็นหญิงนางโลมทั้งนั้น”
ปากเขายิ่งพูดก็ยิ่งทุเรศมากขึ้นแม้แต่ฉางฮวันที่เดิมทีไม่แสดงอาการก็เริ่มมีสีหน้าไม่ดีนัก “อาจารย์จางศิษย์ของท่านเหมือนจะไม่มีมารยาทเกินไปหน่อยนะ”
จางต้าโถงพูดอย่างไม่สนใจ “เป็นลูกผู้ชายพูดจาตรงไปตรงมาผิดตรงไหน หากผู้หญิงหน้าบางไม่ชอบการพูดจาของผู้ชายในสำนักวรยุทธ์ชางอย่างนั้นก็ออกไปได้ตลอดเวลา”
ขณะนี้ตู้ซางเฉิงเดินไปหยุดอยู่ด้านหน้าของชวีหลิวซี“ข้าจะดูว่าเจ้าจะชนะได้อย่างไร! หากบิดาแพ้ให้เจ้าบิดาจะยอมเป็นม้าให้เจ้าขี่เล่นเลย!”