บทที่ 4: ตัวแปรที่คาดไม่ถึง
“ไอ้เกาจิ้งตามข้ามาอยู่สำนักนี้ มันต้องหาทางเอาคืนข้าแน่ๆ ไม่ได้การ ข้าต้องที่พึ่งพิง” ต้าหรงใช้ความคิดอย่างหนัก ั้แ่รู้ว่าเกาจิ้งกับเขาอยู่สำนักเดียวกัน
เกาจิ้งทำความเข้าใจ ‘คัมภีร์จิตสุญญาณหมุนวน’ ก็พอรู้ว่าเป็วิชาฝึกเพิ่มพลังจิตรับรู้ ส่วนวิชา‘ดรรชนีิญญาไร้ลักษณ์’ เป็วิชาจี้จุดผนึกพลังิญญา ท่าร่างเน้นความเร็ว มีท่าใช้โจมตีอยู่บ้างแต่ไม่ได้รุนแรงมาก เพราะเน้นการหยุดหรือสกัดคู่ต่อสู้มากกว่า
ความตื่นเต้นเื่รายการแข่งสร้างโลกใบเล็กยังคงคุกรุ่นอยู่ในหัวของถังเกาจิ้ง แต่เมื่อตรรกะแห่งความเป็จริงเริ่มทำงาน เขาก็พบกับกำแพงขนาดใหญ่ที่ขวางหน้าอยู่ นั่นคือ ‘ทุนทรัพย์’
หากเขา้าชนะในรายการนี้หรือแม้แต่จะใช้ชีวิตให้รอดในสำนักสุญตาดารา เขาจำเป็ต้องมี ‘ศิลาิญญา’ จำนวนมหาศาล (ศิลาิญญาเป็แผ่นบาง มีขนาดเท้าเล็บนิ้วโป้ง หินิญญามีขนาดเท่าก้อนกรวดขนาดเล็ก) ระบบวาสนาและทักษะ ‘นักโอสถ’ ที่ติดตัวมาแต่แรกเริ่มกู่ร้องเรียกให้เขาเดินเข้าสู่วิถีการปรุงยา ซึ่งเป็อาชีพที่ทำกำไรได้มากที่สุดในแดนเซียน ทว่ากฎเกณฑ์ของสำนักกลับระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ก่อนที่ศิษย์หน้าใหม่จะได้รับอนุญาตให้จับเตาหลอมและััสูตรโอสถใดๆ นอกจากต้องถึงระดับหลอมปราณขั้น5 พวกเขาจะต้องผ่านภารกิจพื้นฐานในการทำความเข้าใจวัตถุดิบเสียก่อน นั่นคือการเป็ ‘ผู้ดูแลแปลงเพาะปลูกสมุนไพริญญา’ ต้องส่งข้าว100จิน (50กิโล) สมุนไพร10อย่าง อย่างละ100จิน เกาจิ้งรู้ว่าต้องใช้เวลามากแน่ๆ ใน5เดือนต้องถึงระดับหลอมปราณขั้น5
ชายหนุ่มไม่ได้มองว่านี่คือการเสียเวลา ในทางกลับกัน เขาคิดว่ามันคือการเรียนรู้โครงสร้างพื้นฐาน ของระบบนิเวศในโลกนี้ เกาจิ้งตัดสินใจเดินไปที่หอภารกิจและรับหน้าที่ดูแลแปลงเพาะปลูกขนาด 1 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาด้านหลังของสำนัก มีผู้ช่วย3คน นั่นคือเต็มที่แล้วกับสิทธิ์ของเขาตอนนี้
การดูแลแปลงขนาด 1 ไร่ไม่ใช่แค่การรดน้ำพรวนดินแบบชาวบ้านทั่วไป แต่มันคือการบริหารจัดการพื้นที่จำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เขาต้องวางแผนระยะยาว เกาจิ้งใช้เวลา่แรกในการเดินสำรวจและศึกษาตำราการเพาะปลูก เขาเรียนการสำรวจรากิญญาใต้ดิน ทางน้ำ ดินิญญา เขาจดบันทึกค่าสถานะต่างๆ เขาพบว่าหัวใจสำคัญของการปลูกสมุนไพริญญาคือ ‘ค่ายกลเพาะปลูกกับค่ายกลแปลงิญญา’ ซึ่งประกอบไปด้วยจานเวทสลักอักขระห้าอันที่วางไว้ตามมุมและกึ่งกลางแปลง ทำหน้าที่ดึงดูดปราณฟ้าดินและควบคุมอุณหภูมิความชื้นให้เหมาะสม ่สวนค่ายกลเพาะปลูกนั้นใช้หินเวทสลักอักษรเป็เื่การเร่งการเติบโต แต่ของพวกนี้มีราคา
“แชทช่วยสแกนพื้นที่ ที่จะเพาะปลูกให้หน่อย” เกาจิ้งลองสั่งดู
[พื้นที่1ไร่ิญญา มีค่ายกลแปลงิญญา ค่ายกลเพาะปลูก แบ่งเป็เก้าแปลงเต็มพื้นที่ ดินแห้งแล้ง รากิญญาใต้ดินรั่วไหล] ระบบขึ้นจอสีฟ้าแล้วมีตัวหนังสือมากมายรายงานให้คณิตดู
“เข้าใจด้วยแฮะ แชท เปลี่ยนอินเตอร์เฟซเป็แบบเกมออนไลน์ได้มั้ย” คณิตลองดูอีกครั้ง เมื่อเห็นระบบเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด
[แปลงรับผิดชอบของเกาจิ้งขนาด1ไร่
มีค่ายกลแปลงิญญา ค่ายกลเพาะปลูก
แบ่งเป็เก้าแปลงเต็มพื้นที่
ดินแห้งแล้ง รากิญญาใต้ดินรั่วไหล
จัดอยู่ในแปลงระดับF]
“เช้ดเข้ ต้องงี้ดิวะ” (^_^) 
ด้วยสัญชาตญาณของการเป็นักวิเคราะห์ระบบ เขาสังเกตเห็นว่าค่ายกลเดิมที่สำนักตั้งค่าไว้นั้นทำงานด้วยประสิทธิภาพเพียง 60% พลังปราณจำนวนมากรั่วไหลออกไปตามรอยต่อของอักขระที่ไม่สอดคล้องกัน เขาพิจารณาความลาดเอียงของพื้นที่ ทิศทางลม แสงแดด และแหล่งน้ำ เพื่อกำหนดจุดขุดหนองและปลูกต้นไม้ให้เหมาะสม
“เอาล่ะเตรียมโคกหนองนาโมเดลกัน30/30/30/10”
เกาจิ้งจึงเริ่มลงมือปรับแต่งมันทีละนิด เขาขยับตำแหน่งหินค่ายกลบางก้อน ปรับองศาการรับแสงอาทิตย์ และแก้ไขเส้นทางการไหลเวียนของน้ำิญญาใต้ดิน คล้ายกับการปรับจูนซอร์สโค้ดให้ทำงานลื่นไหลไร้รอยต่อ และให้คนงานขุดบ่อกับคลองไส้ไก่ ภายในเวลาไม่ถึงสิบวัน แปลงสมุนไพรขนาด 1 ไร่ของเขาก็มีหมอกปราณหนาแน่นกว่าแปลงของศิษย์คนอื่นๆ ถึงสองเท่า
ทว่า เวลาไม่เคยคอยใคร การแข่งขันใกล้เข้ามาทุกที เกาจิ้งเดินมุ่งหน้าไปยัง ‘หอจำลองสภาวะ’ ซึ่งเป็สถานที่เดียวในสำนักที่มีระบบให้ศิษย์ได้เข้าไปฝึกฝนการจำลองโลกใบเล็ก
“เข้ นี่มันร้านเน็ตบนโลกเซียนชัดๆ” ^.^! เกาจิ้งเห็นห้องแบ่งเป็ล็อกหลายห้องให้คนเข้าไปเล่น
“ค่าเช่าห้องฝึกจำลองโลกใบเล็ก รอบละ 50 ศิลาิญญา จำกัดเวลาหนึ่งชั่วยาม”
เสียงเรียบเฉยของผู้คุมหอทำเอาเกาจิ้งแทบกระอักเื 50 ศิลาิญญา ราคาข้าวต่อจาน จานละ1ศิลาิญญา นี่มันคือการปล้นกันชัดๆ แต่เพื่อศึกษาอินเทอร์เฟซ และกฎเกณฑ์การตอบสนองของค่ายกลจำลอง เขาจำใจต้องกัดฟันจ่ายเงินและเดินเข้าสู่ห้องปิดทึบ
เมื่อเข้าไปนั่งสมาธิตรงกึ่งกลางห้องและถ่ายทอดพลังปราณเข้าสู่แท่นควบคุม สติของเขาก็ถูกดึงเข้าสู่มิติว่างเปล่า ด้านหน้าของเขาปรากฏหน้าต่างโปร่งแสงและผืนแผ่นดินขนาดเล็ก เกาจิ้งไม่ได้เริ่มเล่นเพื่อเอาชนะในทันที แต่เขาเริ่มทำการ ‘เทสต์ระบบ’ อย่างละเอียด เขาเลือกสุ่มได้เผ่ามนุษย์ และลองสร้างยูนิตนักรบออกมาหนึ่งตัว
แทนที่จะสั่งให้นักรบไปตัดไม้ เขากลับสั่งให้มันไปเดินชนขอบแผนที่ ทดสอบความเร็วในการเดิน วัดระยะเวลาในการตัดไม้หนึ่งต้น สังเกตอัตราการฟื้นฟูพลังชีวิต และทดสอบขอบเขตการมองเห็น (Fog of War) ของยูนิต เมื่อเวฟมอนสเตอร์ชุดแรกบุกมาตอนนาทีที่ 20 เขาก็ปล่อยให้มอนสเตอร์ตีฐานบางฐานจนแตก เพื่อคำนวณค่าความเสียหายและระยะเวลาที่สิ่งก่อสร้างสามารถทนทานได้ เกาจิ้งทดลองหลายแบบหลายเผ่า
เมื่อหมดเวลาหนึ่งชั่วยาม เกาจิ้งถูกดีดสติกลับมายังโลกความเป็จริง เขายืนขึ้นและปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า ใบหน้าไม่ได้มีความตื่นตระหนกจากการพ่ายแพ้เลยแม้แต่น้อย
“กลไกและระบบความเสียหายตรงไปตรงมามาก... ถ้าขืนเอาเงิน 50 ศิลาิญญามาละลายกับการลองผิดลองถูกในห้องนี้ทุกวัน ฉันคงล้มละลายก่อนได้แข่งจริงแน่ๆ การฝึกลงสนามจริงโดยไม่รู้สถิติของศัตรูคือความโง่เขลา”
ชายหนุ่มตัดสินใจเด็ดขาด เขาจะไม่เหยียบเข้ามาในห้องเช่าราคาขูดเืขูดเนื้อนี้อีกจนกว่าจะถึงเวลาอันควร เป้าหมายต่อไปของเขาเปลี่ยนไปที่ ‘หอตำรากลาง’ ของสำนัก สถานที่ที่เปิดให้ศิษย์เข้าอ่านข้อมูลได้ฟรี
แปลงสมุนไพรของเกาจิ้งได้รับความสนใจเป็อย่างมาก ทั้งผู้ดูแลสวนสมุนไพรและพวกแปลงข้างๆ ก็มาเทียวดู ทำให้หวังเทียนที่เคยได้รับคำชื่นชมจากผู้ใหญ่มาโดยตลอดก็รู้สึกหงุดหงิดกับผลงานของเกาจิ้ง
ตลอดหลายสัปดาห์หลังจากนั้น นอกเหนือจากเวลาดูแลแปลงสมุนไพร กลางวันเกาจิ้งขลุกตัวอยู่แต่ในหอตำราและคุยกับระบบ เขาไม่ได้อ่านคัมภีร์วิชาบำเพ็ญเพียร แต่เขากำลังไล่อ่านบันทึกสารานุกรมสิ่งมีชีวิตและกายวิภาคศาสตร์ของเผ่าพันธุ์ต่างๆ ในแดนเซียน หลังจากเข้าขั้นที่แรกของการฝึก การอ่านการจดจำของเขาก็ดีขึ้นมาก สมองที่คุ้นชินกับการประมวลผลข้อมูลปริมาณมหาศาลเริ่มจัดหมวดหมู่และตีความหมายของแต่ละเผ่าพันธุ์ให้ออกมาเป็ ‘ค่าสถานะ’ (Stats) เพื่อหาจุดแข็งและจุดอ่อน
“เผ่ามนุษย์ มีความสมดุลสูงที่สุด สามารถเลือกอาชีพได้หลากหลาย แต่นั่นก็แปลว่าไม่มีอะไรโดดเด่นสุดโต่ง” เขาพึมพำขณะจดบันทึกลงในม้วนไม้ไผ่
“อาชีพสายนักรบ (Warrior) มีพลังป้องกันสูง แต่แพ้ทางสายนักเวท (Mage) หรือการโจมตีระยะไกลอย่างรุนแรง เพราะถูกทิ้งระยะห่างและโจมตีฟรีได้ง่าย... นี่มันหลักการแพ้ทางเป่ายิ้งฉุบพื้นฐาน”
เขาเปิดตำราเล่มต่อไปที่ว่าด้วยสิ่งมีชีวิตต่างเผ่า “เผ่ามาร กายวิภาคระบุว่ามีเส้นใยกล้ามเนื้อที่เล็กและเกร็งแน่น โครงสร้างกระดูกเบาบาง แต่มีเส้นเืที่สูบฉีดพลังิญญาได้รวดเร็ว... แปลว่าเผ่านี้เด่นเื่ความเร็วและพลังจิต ยูนิตเผ่ามารต้องเคลื่อนที่ไว โจมตีคริติคอลหนัก แต่เปราะบาง”
“ตรงข้ามกับ เผ่าปีศาจ (Fiends) บันทึกบอกว่ามีกล้ามเนื้อใหญ่โตมโหฬาร ิัหนาราวกับเกราะเหล็ก... พวกนี้คือสายแทงค์ (Tank) และทำดาเมจระยะประชิด (Melee) แน่นอน จุดอ่อนคือเดินช้าและแพ้ทางเวทมนตร์หรือพิษ”
“ส่วนเผ่าแมลงร่างกายเปราะบาง โดนเหยียบทีเดียวตาย แต่อายุขัยการตั้งครรภ์สั้นมาก สามารถแพร่พันธุ์ได้ทีละนับพันตัว... นี่มันเผ่าสำหรับพวกชอบเล่นแผนใช้จำนวนเข้าว่า สร้างคนงานได้ไวสุดๆ แต่ถ้าคุมไม่อยู่ ทรัพยากรอาหารในฐานทัพก็จะหมดเกลี้ยงจนอดตายกันเอง”
ยิ่งศึกษา เกาจิ้งก็ยิ่งมองเห็นภาพรวมของเกมได้อย่างทะลุปรุโปร่ง การรู้ข้อมูลพวกนี้ทำให้เขาสามารถจำลองการต่อสู้ในหัวได้เป็พันๆ รอบโดยไม่ต้องเสียศิลาิญญาแม้แต่ก้อนเดียว เขาเริ่มคิดค้นสูตรการสร้างฐาน และแผนผังการวางกำลังสำหรับแต่ละเผ่าพันธุ์เตรียมเอาไว้ล่วงหน้าอย่างรัดกุม
ในขณะที่ชีวิตการเป็สายวิชาการและเกษตรกรของเขากำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น โลกใบนี้ก็มักจะส่งปัญหามาทดสอบระบบป้องกันเสมอ
บ่ายวันหนึ่ง ขณะที่เกาจิ้งหอบม้วนตำรากลับมายังแปลงสมุนไพรขนาด 1 ไร่ของเขา เขาก็ต้องชะงักฝีเท้า เมื่อพบว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกำลังยืนทำลายข้าวของและรื้อถอนหินค่ายกลของเขาอยู่หน้าแปลง
คนนำหน้าไม่ใช่ใครที่ไหน มันคือ ‘ต้าหรง’ หัวโจกจากถ้ำแรงงานทาส ที่สอบติดเข้ามาเป็ศิษย์สายนอกของสำนักได้สำเร็จเช่นกัน ทว่าครั้งนี้ต้าหรงไม่ได้ทำตัวกร่างเป็หัวหน้า ท่าทางของมันดูลุกลี้ลุกลนและคอยประจบประแจงชายหนุ่มอีกคนที่ยืนเอามือไพล่หลังด้วยท่าทางเย่อหยิ่งอยู่ข้างๆ
ชายหนุ่มคนนั้นสวมชุดคลุมผ้าไหมเนื้อดีสีแดงเข้ม ประดับด้วยหยกแกะสลักราคาแพง ใบหน้าขาวซีดของเขาเชิดขึ้นราวกับมองคนอื่นเป็เพียงฝุ่นผงใต้รองเท้า เกาจิ้งจำหมอนี่ได้จากข้อมูลที่ศิษย์ร่วมสำนักเคยซุบซิบกัน มันคือ ‘หวังเทียน’ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของผู้คุมฝ่ายธุรการประจำสำนักสาขาหินคราม ผู้ซึ่งมีอำนาจในการจัดสรรทรัพยากรและแปลงสมุนไพรทั้งหมด
“อ้าวๆ ดูสิว่าใครมา... ไอ้เด็กสลัมอัจฉริยะของพวกเรานี่เอง” ต้าหรงแสยะยิ้มชั่วร้ายเมื่อเห็นเกาจิ้งเดินเข้ามา “นึกว่าจะขลุกตัวอยู่แต่ในหอตำราจนลืมทางกลับแปลงซะแล้ว”
หวังเทียนปรายตามองเกาจิ้งั้แ่หัวจรดเท้าด้วยแววตาเหยียดหยาม “เ้านี่น่ะหรือ ถังเกาจิ้ง ศิษย์ใหม่ที่ใครๆ ก็ลือว่าระดับอัจฉริยะธาตุิญญา? สภาพเหมือนขอทานไม่มีผิด... ข้าได้ยินมาว่าแปลงสมุนไพรของเ้าให้ผลผลิตดีเกินหน้าเกินตาคนอื่น จนบดบังรัศมีแปลงสมุนไพรลูกน้องของข้าที่อยู่ข้างๆ”
เกาจิ้งวางม้วนตำราลงบนโขดหินอย่างใจเย็น สายตาของเขากวาดมองหินค่ายกลที่ถูกเตะจนเคลื่อนออกจากตำแหน่งไปสองก้อน ทำให้หมอกปราณในแปลงเริ่มจางหายไป เขาก้มไปเก็บ
“พวกท่านมีธุระอะไรที่แปลงของข้าไม่ทราบ?” เกาจิ้งถามเสียงเรียบ ไม่แสดงอาการโกรธเกรี้ยวออกมาให้เห็น
หวังเทียนแค่นเสียงขึ้นจมูก “แปลงของเ้า? อย่าสำคัญตัวผิดไป ไอ้สวะ! ที่ดินทุกตารางนิ้วในฝ่ายเกษตรนี้อยู่ใต้การดูแลของพ่อข้า ข้าแค่มาตรวจสอบความเรียบร้อย และพบว่าเ้าแอบดัดแปลงค่ายกลของสำนักโดยพลการ ทำให้ปราณฟ้าดินถูกแย่งชิงมาที่แปลงนี้จนหมด เป็การกระทำที่เห็นแก่ตัวและละเมิดกฎอย่างร้ายแรง!”
“ใช่! ศิษย์พี่หวังเทียนพูดถูก!” ต้าหรงรีบเสริม “เพราะฉะนั้น เพื่อเป็การลงโทษ เ้าต้องมอบผลผลิตหญ้าิญญาในรอบนี้ทั้งหมดให้ศิษย์พี่หวังเทียน และจ่ายค่าปรับเป็หินิญญาสิบก้อนทุกเดือน ไม่อย่างนั้น... พวกเราจะรายงานเื่นี้ให้ฝ่ายธุรการยึดแปลงของเ้าคืนซะ!”
เกาจิ้งฟังสคริปต์การข่มขู่ที่แสนจะจำเจและไร้ชั้นเชิงแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจในใจ ตรรกะของพวกตัวร้ายในโลกเซียนนี่มันช่างตื้นเขินเสียจริง พึ่งพาแต่อำนาจของพ่อและใช้เส้นสายในการกดขี่ผู้อื่น
“ถ้าข้าจำไม่ผิด กฎของหอภารกิจระบุไว้ชัดเจนว่า ศิษย์มีสิทธิ์ในการปรับปรุงพื้นที่เพาะปลูกตราบใดที่ไม่ทำลายความอุดมสมบูรณ์ของดินิญญา และผลผลิตที่ได้ถือเป็กรรมสิทธิ์ของผู้รับภารกิจร้อยเปอร์เซ็นต์” เกาจิ้งก้าวเดินเข้าไปใกล้พวกมันอย่างช้าๆ รังสีพลังขั้นหลอมปราณระดับ 1 เริ่มแผ่ซ่านออกมาบางๆ ตอนนี้เขาเริ่มชินแล้ว ไม่ว่าเขาจะพูดภาษาสมัยใหม่แค่ไหน พวกนั้นก็ฟังเข้าใจ
“อวดดี! กฎหมายหรือจะสู้กฎหมู่ เ้าคิดว่าเ้าเป็อัจฉริยะแล้วจะทำอะไรก็ได้งั้นรึ? พลังแค่หลอมปราณขั้น 1 กล้ามาต่อปากต่อคำกับข้าที่อยู่ระดับหลอมปราณขั้น 3 อย่างนั้นเรอะ!” หวังเทียนตวาดลั่น
“ข้าไม่ได้คิดจะต่อปากต่อคำกับพวกท่านหรอก...” เกาจิ้งค่อยๆ ยกยิ้มมุมปาก มือข้างหนึ่งของเขาล้วงเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบ ‘หินสะท้อนเงา’ (หินบันทึกภาพ) ขนาดเล็กที่เขาเปิดใช้งานระบบบันทึกภาพเคลื่อนไหวทิ้งไว้ั้แ่เห็นพวกมันยืนอยู่หน้าแปลง ออกมา “ข้าแค่กำลังคิดว่า... หากผู้าุโระดับสูงของหอภารกิจได้มาเห็นภาพที่บุตรชายของผู้คุมฝ่ายธุรการ ใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มขู่รีดไถศิษย์อัจฉริยะที่เพิ่งเข้าสำนัก แถมยังพังทำลายค่ายกลทรัพยากรของสำนักแบบนี้... ตำแหน่งหน้าที่การงานของบิดาท่าน คงจะได้สั่นคลอนเป็แน่แท้”
คำพูดของเกาจิ้งเปรียบเสมือนมีดกรีดลงตรงจุดตาย หวังเทียนหน้าถอดสีทันทีเมื่อเห็นหินสะท้อนเงาในมือของอีกฝ่าย มันรู้ดีว่าถ้าเื่นี้ไปถึงหูระดับบน พ่อของเขาไม่เอาเขาไว้แน่
“อ๊ะๆ หรือท่านคิดจะใช้กำลัง คนกำลังมองอยู่นะ” เกาจิ้งปรายตาให้หวังเทียนดูว่า เริ่มมีคนสนใจและเริ่มมีคนมามุงดู
“กะ... แก! ไอ้คนเ้าเล่ห์!” หวังเทียนกัดฟันกรอด ชี้นิ้วสั่นๆ ไปที่หน้าเกาจิ้ง “ฝากไว้ก่อนเถอะ! งานประลองหรือการแข่งขันโลกใบเล็กมาถึงเมื่อไหร่ ข้าจะเอาคืนเ้าให้สาสม ไป! ต้าหรง!”
หวังเทียนสะบัดแขนเสื้อเดินกระทืบเท้าจากไปอย่างหัวเสีย ต้าหรงรีบวิ่งตามหลังเ้านายไปติดๆ ไม่วายหันมาถลึงตาใส่เกาจิ้งด้วยความอาฆาตแค้น
เกาจิ้งมองตามหลังพวกมันไปจนลับสายตา ก่อนจะโยนก้อนหินธรรมดาในมือทิ้งลงพื้น... ใช่แล้ว มันคือหินธรรมดาที่เขาเพิ่งก้มเก็บมาจากพื้นเมื่อครู่ ไม่มีหินสะท้อนเงาราคาแพงอะไรทั้งนั้น เขาก็แค่ใช้หินที่คล้ายหินสะท้อนเงาหลอกปั่นหัวไอ้พวกเด็กอ่อนหัดที่ไม่มีไหวพริบเท่านั้นเอง
“ตัวแปรน่ารำคาญโผล่มาจนได้...” เขาพึมพำ พลางก้มลงจัดเรียงหินค่ายกลให้กลับเข้าที่ “แต่ก็ดี... ถือซะว่าเป็การซ้อมรับมือก่อนลงสนามจริงก็แล้วกัน” เขาหันไปดูคนงานที่โดนซ้อมแล้วพาไปห้องพยาบาล
จบตอน.