ช่างมนตราผ่าโลกเวทมนต์

    บทที่ 82 ท้าจันทร์

           หลักจากการกระทำอันไม่ไว้ หน้าใครของตัวแทนศาสนจักรทั้งสอง อัครมุขนายกและเอปิสโคพอสสบตากัน ก่อนพวกท่านจะเดินมาหยุดลงเบื้องหน้าของภาคิน โดยมีเด็กหนุ่มสาวคู่หนึ่งจากสองศาสนจักรที่ติดตามมาด้วยเดินมาหยุดยืนตรงหน้าของเขา แต่กลับไม่ได้ก้าวเดินต่อเพราะท่านชาญชัยยืนบังภาคินเอาไว้ เมื่อมองภาคินพวกเขาก็รู้ถึงสาเหตุ จึงกลับไปยืนที่ข้างตัวแทนเพื่อรอคอยบางสิ่ง

           ท่านชาญชัยหลังจากสังเกตว่าอีกฝ่ายรู้แล้วจึงพยักหน้าให้ ก่อนจะหันมาเอ่ยขึ้นพลางยื่นมือไปตบบ่าภาคิน "เอาล่ะ... ตามธรรมเนียมของผู้ถูกเลือกที่แท้จริง หลังจากได้รับมรดกแล้ว จะต้องทำการประลองเพื่อแสดงความสามารถแก่ศาสนจักรทั้งสี่ โดยแต่ละฝ่ายจะส่งคนมาดวลด้วย โดยเธอสามารถเลือกใครเป็นคู่ต่อสู้ก็ได้ ผู้ที่เป็นตัวแทนจะเป็นคนตัดสินใจว่าจะรับเธอเข้าอยู่ในการดูแลหรือไม่... แต่ก่อนหน้านั้น ระดับพลังของเธอไม่เสถียรเอาเสียเลย เหมือนระดับพลังกำลังจะพุ่งทะลุขึ้นสู่ระดับสองอยู่ตลอดเวลา ฉันทายว่าเธอกำลังจะทะลวงระดับใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นเธอนั่งลงเพื่อเลื่อนระดับพลังก่อนเถอะ เนื่องจากเธอไม่ได้ครองธาตุน้ำหรือน้ำแข็ง จึงไม่ต้องเตรียมพิธีอะไรเป็นพิเศษ ส่วนธาตุแรงโน้มถ่วงนั้น..."

           ท่านชาญชัยล้วงหยิบแร่ก้อนหนึ่งออกมาส่งให้ภาคิน "นี่คือเศษหินแรงโน้มถ่วง 'แห่งทะเลตั้งฉาก ดีมีเทียร์' มันน่าจะช่วยเติมเต็มพลังแรงโน้มถ่วงของเธอได้บ้าง เธอเลื่อนระดับตรงนี้เลย ฉันจะคุ้มกันให้เอง" พูดจบเขาก็หันกลับไปพลางโบกไม้กายสิทธิ์ บาเรียเวทมนตร์ก็ครอบคลุมภาคินอยู่เพื่อป้องกันจากอันตรายและตัดเสียงรบกวนสมาธิ

           ภาคินเองเพิ่งสังเกตเห็นสภาพร่างกายของตนเองว่า พลังมานาในร่างได้พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ระดับหนึ่งขั้นที่เก้าขั้นสูงสุดแล้ว และเหลืออีกเพียงก้าวเดียวก็จะทะลวงเข้าสู่ระดับสอง! เขาแปลกใจเล็กน้อย เพราะปกติผู้สืบทอดมักจะเพิ่มระดับพลังขึ้นเพียง 1-2 ขั้น แต่เขากลับเลื่อนขึ้นมาถึง 4 ขั้นรวด (อาจเป็นเพราะระดับพลังดั้งเดิมของเขายังต่ำอยู่)

           แต่เวลาไม่คอยท่า นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเลื่อนระดับพลังอย่างไม่ต้องสงสัย ภาคินจึงไม่รอช้า ยื่นมือรับก้อนหินจากท่านชาญชัยพร้อมเอ่ยขอบคุณ ก่อนจะหลับตาลงเข้าสู่สมาธิเพื่อทะลวงระดับพลังทันที!

           ภาคินนั่งนิ่งสงบราวกับฤาษีที่ตัดแล้วซึ่งทางโลก เพื่อควบคุมมานาในร่างให้เสถียรจนกระทั่งระดับพลังนิ่งสนิทโดยไม่อาจกดให้ต่ำลงไปกว่านี้ได้อีก จากนั้นจึงหยิบ 'ยากลั่นอัคคี' ขึ้นมาดื่มเพื่อเริ่มกระบวนการเลื่อนระดับพลัง... ทันใดนั้น เบื้องหลังของภาคินพลันปรากฏเค้าโครงเงาร่างลึกลับขึ้นมาจาง ๆ ราวกับมีตัวตนอันยิ่งใหญ่กำลังยืนตระหง่านอยู่ด้านหลัง สร้างบรรยากาศลึกลับและน่าเกรงขามเป็นอย่างยิ่ง

           เสียงซุบซิบตื่นตระหนกเริ่มดังขึ้นรอบลานพิธีอีกครั้ง

           "นั่นคือ... 'แก่นวิชาเทพเนจร' ใช่ไหม? แก่นวิชาระดับห้าที่ประเทศเราไม่มีแม้แต่เล่มเดียวนั่นน่ะ!"

           "จะบอกว่าไม่มีเลยก็คงไม่ได้ อาจจะมีคนใหญ่คนโตซุกซ่อนไว้ หรืออาจจะได้มรดกมาจาก 'กรุ' ที่คนโบราณทิ้งไว้ก็ได้นะ"

           "ฝันไปเถอะ! คิดว่าตัวเองเป็นพวก 'เทียนหลง' ในนิยาย ที่กระโดดหน้าผาแล้วเจอแก่นวิชาแบบนั้นหรือไง?"

           "ใครจะไปรู้... ฉันได้ยินแว่ว ๆ มาว่า อีกเดือนกว่า ๆ จะมี 'กรุ' โผล่ขึ้นมา กรุที่จะปรากฏขึ้นทุก ๆ ศตวรรษน่ะ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะไปโผล่ที่ไหน"

           "ถ้าไปโผล่ในเขตปกครองตนเองล่ะก็ยุ่งแน่... แต่ก็คงต้องใช้เวลารวบรวมไอเวทมนตร์เป็นเดือนกว่ากรุมันจะเปิดไม่ใช่หรือ? แบบนั้นก็คงพอมีเวลาเตรียมตัว"

           ในขณะที่ผู้คนกำลังคุยกันสนุกปาก การเคลื่อนไหวบนลานพิธีก็เกิดขึ้นอีกครั้ง! คราวนี้ ภาคินหยิบเศษหินแรงโน้มถ่วงขึ้นมาพร้อมกับ 'หินตะกอนเวทมนตร์ภูเขาไฟ' แล้วทำการดูดซับพลังงานจากพวกมันอย่างบ้าคลั่ง จนเรือนผมสลับสีแดง และเทาของเขาเริ่มส่องแสงสว่างวาบออกมา!

           "ทำไมเขาต้องใช้พลังงานจากหินเวทมนตร์สูงขนาดนั้นกันนะ? แค่ก้อนเดียวก็น่าจะพอแล้วไม่ใช่หรือ?"

           "เธอลืมไปหรือเปล่าว่าเขามีธาตุแรงโน้มถ่วงอยู่ด้วยน่ะ? ถ้ามีแค่ธาตุไฟอย่างเดียวก็พอว่า... การเลื่อนระดับของธาตุพิเศษมันไม่เคยง่ายเลยจริง ๆ ดีนะที่ไม่ใช่กลุ่มธาตุน้ำหรือน้ำแข็ง ไม่อย่างนั้นคงได้ตามหา 'ต้นกำเนิดน้ำ' กันวุ่นวายอีก" หญิงสาวเอ่ยบ่นกับคู่สนทนาของเธอ

           ในที่สุด หินเวทมนตร์ทั้งสองก้อนในมือของภาคินก็แหลกสลายกลายเป็นฝุ่นผง หมุนวนอยู่รอบตัวเขาครู่หนึ่งก่อนจะจางหายไป... ไม่นานนัก ภาคินก็ลืมตาตื่นขึ้นพร้อมกับระดับพลังที่สภาวะเสถียรและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม บัดนี้เขาคือ ผู้วิเศษระดับ 2 อย่างเต็มภาคภูมิแล้ว!

           ท่านชาญชัยรีบเข้ามาประคองภาคินให้ลุกขึ้นยืน "เป็นอย่างไรบ้าง ประสบความสำเร็จด้วยดีไหม?"

           "ครับ ผมสามารถเลื่อนระดับได้โดยไม่มีปัญหาใด ๆ ครับ"

           "ดี! งั้นมาเถอะ พวกเขารอประลองกับเธออยู่" ท่านชาญชัยพยักหน้ารับ

           ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงของท่านชาญชัยกลับดังสะท้อนขึ้นในหัวของภาคินโดยตรงผ่านทางจิต...

           'ฟังให้ดีนะภาคิน... ในบรรดาสองศาสนจักรนี้ ศาสนจักรแห่งแสง มีอิทธิพลและอำนาจมากที่สุด ซึ่งสามารถมอบสิทธิพิเศษและทรัพยากรตามที่เธอต้องการได้ ในขณะที่ ศาสนจักรจันทราคติ มีความเป็นมายาวนานและมีความลึกลับไม่แพ้กัน... ทั้งสองศาสนจักรนี้ เธอจงเลือกตามความต้องการของเธอเองเถอะ'

           ภาคินพยักหน้ารับก่อนจะหันไปมองเด็กหนุ่มสาวทั้งสองคน

           (ฝั่งหนึ่งคือศาสนจักรแห่งแสง... ศาสนจักรหลักที่คนส่วนใหญ่นับถือ ด้วยอำนาจและอิทธิพลของพวกเขา ย่อมนำพาเราไปได้ไกลกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย และหญิงสาวที่เป็นตัวแทนนั้น เราสัมผัสได้ว่าระดับพลังของเธอไม่ต่างจากเรามากนัก น่าจะไม่เกินระดับสองขั้นต้น แม้เราจะไม่ใช่พวกรักหยกถนอมบุปผา แต่การเปิดฉากท้าทายผู้หญิงก่อนก็ดูจะไม่ค่อยเหมาะเท่าไร... ส่วนอีกฝ่ายคือศาสนจักรจันทราคติ แม้จะเป็นศาสนาที่พ่อของเรานับถือ แต่หากวัดกันที่ขุมกำลังแล้วคงยากจะสู้แห่งแสงได้)

           ภาคินหันไปสบตากับผู้เป็นพ่อ ซึ่งกำลังทำหน้าตาพยายามส่งสัญญาณห้ามอย่างสุดชีวิต เพื่อไม่ให้เขาท้าประลองกับตัวแทนศาสนจักรจันทราคติ ด้วยหวังอยากให้ลูกชายเลือกสิ่งที่ดีที่สุดต่ออนาคต ทั้งของตัวภาคินเองและตระกูลของพวกเรา

           ทว่าภาคินหาได้สนใจสายตานั้นไม่... เขาหันกลับมายังลานพิธีแล้วเอ่ยความต้องการของตนเองด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

           "ผมขอท้า... ตัวแทนจากศาสนจักรจันทราคติครับ!"

           พลัน เสียงฮือฮาดังระเบ็งเซ็งแซ่ไปทั่วทั้งลานพิธีทันที!

           "อะไรกัน... เขาบ้าไปแล้วหรือเปล่าที่ไปท้าศาสนจักรจันทราคติ? ทั้ง ๆ ที่อิทธิพลและอำนาจด้อยกว่าศาสนจักรแห่งแสงตั้งเยอะเนี่ยนะ!"

           "เบา ๆ หน่อยสิ เดี๋ยวพวกคณะผู้แทนก็ได้ยินหรอก... อาจจะเพราะตัวแทนของศาสนจักรแห่งแสงเป็นผู้หญิงหรือเปล่า? เขาเลยไม่อยากท้า"

          "ฉันว่าไม่น่าใช่นะ... ลูกชายฉันบอกว่าเมื่อเทอมก่อนในงานประลอง เขายังอัดกับลูกสาวตระกูลวารีรักษ์ที่ถูกขับไล่ออกมาอยู่เลย"

           "ใช่คนที่ครอบครองธาตุน้ำกับน้ำแข็งหรือเปล่าครับ? เพื่อนผมบอกว่าเธอสวยมากเลยนะ..." เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เอ่ยถามขึ้นมาพลางหน้าแดงแจ๋

           "ใช่... แต่แม่หนูนั่นอารมณ์ร้อนใช่ย่อย ไม่เหมาะกับธาตุที่ใช้เลยสักนิด หลานคงรับมือเธอไม่ไหวหรอก"

           "เลิกนอกเรื่องกันได้แล้ว! ทำแบบนี้มันจะไม่เป็นการหักหน้าศาสนจักรแห่งแสงหรือไง?"

          "ไม่หรอก... การ 'เอาชนะ' ตัวแทนให้ได้ต่างหากถึงจะเรียกว่าหักหน้า แต่ถ้าแพ้ขึ้นมา ก็จะถูกมองว่าไร้ศักยภาพทันที เขาต้องเลือกสักทางนั่นแหละ บางทีถ้าทำผลงานได้ดีพอ ศาสนจักรแห่งแสงอาจจะยอมยื่นมือมาแย่งตัวไปเองก็ได้"

           เสียงพูดคุยซุบซิบของบรรดาแขกผู้ใหญ่ในงานดังขึ้นครู่หนึ่ง ก่อนที่ความสนใจทั้งหมดจะถูกดึงกลับไปยังลานพิธีอีกครั้ง เมื่อเริ่มมีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้น ตัวแทนจากศาสนจักรทั้งสองคนและผู้ติดตามศาสนจักรแห่งแสงลงจากเวทีไปยังที่นั่งที่จัดไว้ ปล่อยให้ผู้ติดตามของศาสนจักรจันทรคติอยู่กับภาคินบนลานพิธีสองคน โดยคันกลางด้วยท่านชาญชัย เพราะการประลองนี้ไม่ใช่เพียงแค่ชื่อเสียงของประเทศแต่ยังกระทบความัมพันธิ์กับศาสนจักรต่างๆอีกด้วย

    คล้ายกับเรื่องช่างมนตราผ่าโลกเวทมนต์ ที่คุณอ่าน