ตอนที่ 181 อิ่นเหมยที่เลือกจะท้าทายและข่มขู่ นัยน์ตากลมโตคู่นั้นเต็มไปด้วยความสับสน
“แม้เพลิงโทสะจะมอดลงชั่วคราวเพราะได้ระบายออกไปบ้างแล้ว ทว่าก็ยังมิอาจปลดเปลื้องความขุ่นข้องหมองใจได้หมดสิ้น ยิ่งคิดถึงเรื่องที่ข้าต้องตกหลุมพรางของเจ้ากู้ฉางเกอผู้เจ้าเล่ห์นั้น ก็ยิ่งนึกถึงเรื่องที่ถูกมันใช้เป็นเครื่องมือโดยไร้ซึ่งหนทางปฏิเสธ นี่ยิ่งทำให้ข้าเดือดดาลนัก!”
“ช่างน่าขุ่นเคืองใจยิ่งนัก! ไฉนต้องมีทายาทอกตัญญูเยี่ยงนี้มาให้ระคายใจบรรพชนด้วยเล่า มันจะไปได้ประโยชน์อันใดจากการกระทำเช่นนี้กัน”
แม้ใบหน้าของกู้หนานซานจะมิได้แสดงอารมณ์ใดออกมา ทว่าในใจกลับเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจมิน้อย ขณะมองดูรอยยิ้มของกู้เซียนเอ๋อร์
ผู้อาวุโสใหญ่ที่อยู่ข้างกายยกยิ้มพลางส่ายศีรษะเบาๆ ความรู้สึกของเขาในยามนี้นั้นกล่าวได้ว่ามีความสะใจเจือปนอยู่ อีกทั้งความรู้สึกเห็นอกเห็นใจก็หาได้มีด้วยแม้แต่น้อย เมื่อครั้งที่เขาถูกกู้ฉางเกอทำให้หัวเสีย ก็มิต่างจากท่าทางของเขาเช่นนี้หรอก
กู้ฉางเกอผู้นั้นเป็นดั่งน้ำมันที่มิอาจจุดไฟให้ติดได้ เป็นดั่งข้าวสารที่มิอาจต้มให้สุก มิมีผู้ใดที่เคยได้รับประโยชน์อันใดจากมือของเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว
กลอุบายที่แสนแยบยลของเขา เป็นสิ่งที่แม้กระทั่งคนที่ผ่านโลกมาเนิ่นนานอย่างเขา ก็ยังมิอาจเทียบเคียงได้เลยแม้แต่น้อย เขาเป็นดั่งยอดนักวางแผนที่แม่นยำ ละเอียดรอบคอบจนมิอาจจะหาช่องโหว่ใดๆ ได้
ผ่านไปครู่หนึ่ง กู้หนานซานก็สูดลมหายใจเข้าลึก ดวงหน้าเคร่งขรึมขึ้นในทันใด น้ำเสียงอันจริงจังของเขาพลันดังขึ้นว่า
“พอเถิด การฝึกปรือบนแผ่นดินเซียนโบราณในครั้งนี้ก็ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว เซียนเอ๋อร์ เจ้าก็จงกลับไปยังตระกูลพร้อมกันกับข้าก่อนเถิด มีหลายสิ่งที่ควรจะต้องเปิดเผยให้แก่เจ้าแล้ว”
ในฐานะที่เขาเป็นผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสายตระกูลของกู้เซียนเอ๋อร์ ก็ย่อมต้องหาหนทางกอบกู้ชื่อเสียงของสายตระกูลนี้ให้กลับคืนสู่ความรุ่งโรจน์ดังเดิม และเหนือกว่าสิ่งอื่นใด เขาจะต้องทวงคืนความเป็นธรรมให้แก่กู้เซียนเอ๋อร์!
“ท่านบรรพชน เรื่องนี้เป็นความจริงหรือ”
เมื่อได้ยินดังนั้น กู้เซียนเอ๋อร์พลันนิ่งงันไปชั่วขณะ มิใช่ว่านางสงสัยในคำกล่าวของกู้หนานซาน ทว่าเป็นเพราะรู้สึกว่าสิ่งที่กล่าวมานั้นช่างดูเกินจริงนัก สิ่งแรกที่ต้องคิดถึงก็คือ สมาชิกในตระกูลกู้คนอื่นๆ จะสามารถยอมรับเรื่องนี้ได้หรือไม่ เพราะเรื่องราวเช่นนี้เกี่ยวพันกับศักดิ์ศรีของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงโดยตรง
ยิ่งไปกว่านั้น กู้ฉางเกอในยามนี้มิใช่เป็นเพียงแค่ทายาทแห่งตระกูล ทว่ากลับยังเป็นทั้งผู้สืบทอดของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ และถือครองฐานะที่สูงส่งเหนือคำบรรยาย ผู้คนในตระกูลย่อมมิอาจจะปล่อยให้เกิดรอยด่างพร้อยกับชื่อเสียงของเขาได้
ผู้อาวุโสแห่งตระกูลส่วนใหญ่ล้วนต้องเลือกที่จะปกป้องภาพรวมเป็นสำคัญ มิอาจเอนเอียงเข้าข้างนางได้เลยแม้แต่น้อย มิเช่นนั้น ไยนางจะต้องระหกระเหินออกมาจากตระกูลตลอดหลายปีที่ผ่านมาด้วยเล่า
แม้ว่ากู้หนานซานจะเป็นถึงผู้อาวุโสผู้ทรงพลัง ทว่าอำนาจของคำพูดในตระกูลนั้นกลับมิอาจเทียบเท่ากับผู้นำตระกูลได้ ท้ายที่สุดแล้ว ทุกสายตระกูลต่างก็มีบรรพชนเป็นของตนเอง หากจะให้บรรพชนทุกคนออกหน้าตัดสินปัญหาทั้งหมดในตระกูลนี้ ก็คงจะมิต้องมีผู้นำของตระกูลแล้ว
ทว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ปฏิกิริยาของกู้ฉางเกอต่อเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ด้วยนิสัยของเขา จะยอมทำสิ่งที่เสียสละตนเองเพื่อผู้อื่นเช่นนี้ได้หรือ แม้ว่าเขาอาจจะมีเหตุผลซ่อนเร้นใดๆ ก็ใช่ว่าจะยอมเปิดเผยได้โดยง่าย
เรื่องราวทั้งหมดนี้ กู้เซียนเอ๋อร์ได้คิดทบทวนเอาไว้เสียนานแล้ว เมื่อได้ยินกู้หนานซานกล่าวขึ้น นางจึงเพียงแต่ส่ายศีรษะเล็กน้อยอย่างมิเชื่อถือ
พลังของนางในตอนนี้ยังมิอาจถึงขั้นทำให้ตระกูลมาเหลียวแล หรือแม้แต่จะเทียบเคียงกับกู้ฉางเกอได้
แม้ตระกูลกู้จะรักษากฎระเบียบได้ดีเพียงใด ทว่าเหนือสิ่งอื่นใด ทุกการตัดสินใจนั้นล้วนต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ระยะยาวของตระกูล กู้หนานซานเองก็มิอาจหลีกเลี่ยงจากหลักการนี้ไปได้เช่นกัน
“เซียนเอ๋อร์ เจ้าจงวางใจ หากมีข้าอยู่ จะต้องทวงคืนความยุติธรรมให้กับเรื่องราวเมื่อครั้งอดีตได้อย่างแน่นอน”
คำกล่าวของกู้หนานซานพลันสะดุดไปชั่วขณะ เมื่อเห็นปฏิกิริยาที่สงบนิ่งอย่างเกินคาดของกู้เซียนเอ๋อร์ ความสงบนิ่งนี้กลับทำให้ความหนักแน่นในคำพูดของเขาดูลดทอนลงไป
เขาเข้าใจดีว่า ด้วยพลังของกู้เซียนเอ๋อร์ในปัจจุบัน ยังมิอาจสร้างความสำคัญในสายตาของตระกูลได้… สิ่งที่เขาทำได้อย่างดีที่สุดก็คงจะเป็นเพียงการกดดันกู้ฉางเกอ มิให้กระทำการใดๆ ลับหลังนาง ทว่าถึงเช่นนั้น ก็ใช่ว่าจะมีผลอันใดไม่
เมื่อพิจารณาจากการกระทำทั้งหลายของกู้ฉางเกอในยามนี้ ดูเหมือนว่าเขาจะมิมีเจตนาร้ายต่อกู้เซียนเอ๋อร์เลยแม้แต่น้อย เรื่องนี้เองก็ทำให้กู้หนานซานรู้สึกสับสนในใจนัก มิเช่นนั้น เขาคงจะมิต้องอ้างถึงเรื่องที่กู้ฉางเกอมีเหตุผลจำยอมอันใดบางอย่างเช่นนั้นออกมา
“จริงหรือเจ้าคะ หากท่านบรรพชนกล่าวเช่นนั้น ข้าก็จะลองเชื่อดูก็แล้วกัน”
คำพูดของกู้เซียนเอ๋อร์นั้นจริงจัง หากแต่ประกายในดวงตาที่งดงามราวกับหยาดน้ำค้าง กลับสื่อแววความมิเชื่อถืออย่างชัดเจน
กู้หนานซานถึงกับกระอักกระอ่วนไปครู่หนึ่ง เขามีความรักใคร่ต่อหลานสาวผู้นี้อย่างแท้จริง ภายในใจนั้นรู้สึกผิดอย่างลึกซึ้ง และอยากจะชดเชยในความยากลำบากที่นางต้องคอยเผชิญมาโดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา
“กู้ฉางเกอนั้นมีเหตุผลของเขา เซียนเอ๋อร์ เจ้าจะต้องเชื่อมั่น ตระกูลนั้นมิเคยมีความประสงค์ร้ายต่อเจ้าเลยจริงๆ...”
กู้หนานซานกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เหตุผลของกู้ฉางเกอคือสิ่งใดกัน” กู้เซียนเอ๋อร์ถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“...” กู้หนานซานถึงกับนิ่งเงียบไป
เขาเองก็อยากจะรู้ว่าเหตุผลของกู้ฉางเกอคือสิ่งใดเช่นกัน เขาเองก็อยากจะเข้าใจนัก!
ทว่าสิ่งที่คาดมิถึงก็คือ กู้เซียนเอ๋อร์กลับมิได้ถามขึ้นเพื่อแสดงถึงความสงสัย ทว่ากลับถามขึ้นด้วยความใคร่รู้อย่างแท้จริง
เมื่อมิได้คำตอบ กู้เซียนเอ๋อร์ก็มิได้เอ่ยถามอีกต่ออีก ในสายตาของนาง เรื่องนี้คงเกี่ยวพันกับความลับอันยิ่งใหญ่ จนแม้แต่บรรพชนเช่นกู้หนานซานก็ยังมิอาจจะเอ่ยถึงออกมาได้อย่างง่ายดาย ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น นางคงต้องไขปริศนาด้วยตนเอง
“กู้ฉางเกอ... สักวันหนึ่ง ข้าจะเปิดเผยความลับของเจ้าให้จงได้…” กู้เซียนเอ๋อร์กำหมัดแน่น ราวกับต้องการท่องคำมั่นปฏิญาณขึ้นในใจ
จากนั้นทั้งสามก็มิได้รั้งรออีกต่อไป ผู้อาวุโสใหญ่และกู้หนานซานได้เดินทางมายังที่แห่งนี้ด้วยจุดประสงค์สำคัญเพื่อปกป้องกู้เซียนเอ๋อร์ ด้วยหวั่นเกรงว่านางอาจจะประสบเหตุร้าย เมื่อการฝึกฝนสิ้นสุดลง สำนักมรรคาสูงสุดทั้งหลายต่างได้หลั่งไหลเข้ามา ทุกชีวิตของคนรุ่นเยาว์ที่ยังหลงเหลืออยู่ในแผ่นดินเซียนโบราณแห่งนี้ ก็ล้วนต่างจะต้องตกอยู่ในอันตราย
เพียงมินาน ผู้อาวุโสใหญ่พลันสะบัดแขนอาภรณ์เบาๆ มิติอันพร่ามัวตรงหน้ากลับเผยให้เห็นถึงช่องทางหนึ่ง เขาจึงพาทั้งสองคนตรงดิ่งออกจากแผ่นดินเซียนโบราณ ก่อนจะมุ่งหน้ากลับไปยังตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์
สำหรับกู้หนานซาน ผู้เป็นถึงบรรพชนแห่งตระกูลกู้ การเดินทางข้ามมิติที่ห่างไกลนับพันล้านลี้เช่นนี้ ย่อมต้องได้รับการอำนวยความสะดวกอย่างสมเกียรติ
อย่างไรก็ตาม เมื่อทั้งสามเดินทางกลับมาถึงยอดเขาอันเงียบสงบที่ผู้อาวุโสใหญ่มักปลีกตัวฝึกบำเพ็ญเพียร ทันทีที่ก้าวเข้าสู่เขตแดนแห่งนั้น ทั้งหมดก็กลับชะงักงัน
ชายหนุ่มผู้หนึ่งในอาภรณ์สีขาวสะอาดซึ่งเผยอิริยาบถผ่อนคลาย ผมยาวดำขลับดุจน้ำหมึกถูกรวบเอาไว้ด้วยสายรัดสีดำสนิท แววตาสดใสที่แฝงไว้ด้วยความล้ำลึก กับรอยยิ้มอันอบอุ่นบนใบหน้า เปล่งประกายอำนาจที่ยากจะหยั่งถึง ได้ยืนรอพวกเขาอยู่ในที่แห่งนั้นมาอย่างเนิ่นนานแล้ว
…
“องค์หญิงเยวี่ยหมิงคง ท่านให้คนมาขวางทางข้าน้อยเช่นนี้ มีจุดประสงค์อันใดหรือ”
ในขณะเดียวกัน ณ ดินแดนอนันต์สวรรค์ ห่างจากตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ไปถึงแปดหมื่นลี้ ที่ใจกลางนครโบราณอันยิ่งใหญ่ตั้งตระหง่านเหนือแผ่นดิน
กลางนภาอันสูงส่ง มีราชรถศึกเปล่งแสงวิจิตรหยุดนิ่งอยู่ สภาพแวดล้อมรอบข้างถูกปิดกั้นด้วยเหล่าร่างในเงามืดที่แผ่กลิ่นอายแข็งแกร่งจนสะท้านฟ้าสะเทือนดิน จากภายในราชรถศึก เสียงอันนุ่มนวลซึ่งแฝงด้วยเสน่ห์อันเย้ายวนพลันดังก้องออกมา
ในราชรถนั้น หญิงสาวในอาภรณ์สีแดงสดได้นั่งอยู่อย่างสง่างาม เบื้องหลังนางมีหางสีขาวบริสุทธิ์ทั้งเก้าฟูฟ่องพลิ้วไหวในความว่างเปล่า ซึ่งถูกสองสาวรับใช้โอบอุ้มเอาไว้อย่างทะนุถนอม
นางคืออิ่นเหมย
บนใบหน้าของนางนั้นมีรอยยิ้มลึกลับอันเย้ายวน ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยอารมณ์ที่ยากจะหยั่งถึง
ด้านนอกราชรถศึก สารถีผู้ควบคุมบังเหียนคือยอดฝีมือในขอบเขตเทวะสวรรค์ ทว่าในยามนี้เขากลับเผยสีหน้าอย่างเคร่งเครียดยิ่ง
“คุณหนู กลุ่มคนพวกนี้ช่างแข็งแกร่งนัก!”
“มิเป็นไร ข้าเชื่อว่าองค์หญิงเยวี่ยหมิงคงย่อมมีเหตุผล ย่อมมิคิดจะกลั่นแกล้งหญิงสาวผู้อ่อนแอเช่นข้าหรอก” เสียงของอิ่นเหมยแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มอันบางเบา ราวกับมิมีความกังวลใดๆ
ในความเวิ้งว้างรอบด้าน กลิ่นอายพลังอันมหาศาลราวกับคลื่นสมุทรพุ่งทะยานขึ้นลง น่าสะพรึงกลัวจนยากจะจินตนาการ ยอดฝีมือจากทั่วทุกสารทิศปรากฏตัวขึ้นล้อมรอบราชรถศึกอย่างแน่นหนา พลังจิตวิญญาณที่แผ่กระจายออกมากดดันจนบีบคั้นมิติรอบด้าน
ตูม!
พื้นฟ้าสะท้านสะเทือน ความว่างเปล่าปั่นป่วนเป็นระลอกคลื่นไร้ที่สิ้นสุด แม้แต่ผู้ฝึกบำเพ็ญที่แอบสังเกตการณ์จากที่ไกล ก็ยังต้องร้องครางต่ำไปด้วยความเจ็บปวด โลหิตพลุ่งพล่านในกาย สายตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
พวกเขาเร่งถอยออกไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ มิมีผู้ใดกล้าก้าวล่วงเข้ามาใกล้เลยแม้แต่น้อย กลุ่มคนที่อยู่ตรงนั้น ช่างน่าสะพรึงกลัวเกินกว่าที่พวกเขาจะจินตนาการถึง!
“เจ้าล่วงเกินกันเกินไปแล้ว เจ้ามิควรจะเข้าใกล้เขาถึงเพียงนั้น”
เสียงของสตรีผู้เลิศล้ำซึ่งสง่างามดุจภาพฝัน ดังก้องกังวานอยู่ในความว่างเปล่า น้ำเสียงนั้นราบเรียบ เยือกเย็น ทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจที่มิอาจขัดขืน ทุกย่างก้าวของนางราวกับเรียกดอกบัวแห่งมรรคาอันเจิดจรัสผุดขึ้นในมิติอันเวิ้งว้าง ดอกแล้วดอกเล่าบานสะพรั่งในอากาศ ประหนึ่งประกายแสงสีเงินแปรเปลี่ยนเป็นอักขระเซียน ประทับลงในอากาศอย่างน่าสะพรึงกลัว
นางคือเยวี่ยหมิงคง ผู้ที่เพิ่งจากแผ่นดินเซียนโบราณมามินาน
ในยามนี้ ร่างของนางได้แผ่รัศมีแห่งเซียนอันเจิดจ้า ดวงหน้าที่เลือนรางแฝงไว้ด้วยความลึกลับ ดวงตาคู่นั้นลึกซึ้งดุจห้วงอวกาศ ทว่ากลับสงบนิ่งจนมิอาจจะคาดเดาได้ อาภรณ์อันกว้างใหญ่ปลิวไสวตามแรงลม ร่างทั้งร่างราวกับหลุดพ้นจากโลกียะ สง่างามประดุจสตรีสูงสุดแห่งยุค นัยน์ตาเปล่งประกายประดุจอัญมณีล้ำค่า ความงามนั้นเหนือจินตนาการ หาที่เปรียบมิได้ ถ้อยคำของนางแฝงไว้ด้วยความเย็นชาและอำนาจอันสูงส่งดุจจักรพรรดินีแห่งฟากฟ้า
ในราชรถศึก อิ่นเหมยนั่งนิ่งสงบด้วยรอยยิ้มบางเบา ดูเหมือนจะมิได้แปลกใจต่อการมาเยือนของเยวี่ยหมิงคง
ตั้งแต่ที่นางได้พบกับเยวี่ยหมิงคงในเขตแดนของเทือกเขาไป่เหิง นางก็รู้ดีว่า ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับกู้ฉางเกอย่อมมิอาจจะเล็ดลอดสายตาของเยวี่ยหมิงคงไปได้
ในสายตาของอิ่นเหมย เรื่องอันเล็กน้อยนี้หาได้มีความสำคัญใดๆ สำหรับกู้ฉางเกอไม่ ท้ายที่สุด นางก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในกระดานของเขา ตำแหน่งในใจของกู้ฉางเกอนั้นยังห่างไกลจากเยวี่ยหมิงคงราวฟ้ากับดิน
ด้วยสติปัญญาของเยวี่ยหมิงคง ย่อมมิมีทางที่จะมองข้ามเรื่องนี้ไปได้ ดังนั้น อิ่นเหมยจึงรู้อยู่แล้วว่า เยวี่ยหมิงคงจะต้องเป็นฝ่ายมาหานางก่อน ทว่าสิ่งที่นางคาดมิถึงก็คือ ความรวดเร็วของเยวี่ยหมิงคง
นางเพิ่งจะออกมาจากดินแดนเซียนโบราณได้มินาน ทว่าเยวี่ยหมิงคงก็ตรงเข้ามาขวางหน้านางอย่างเด็ดขาด ความเด็ดเดี่ยวและแข็งกร้าวเช่นนี้ ช่างสอดคล้องกับข่าวลือที่เคยได้ยินมานัก
อิ่นเหมยย่อมรู้ดีว่า จักรพรรดินีในอนาคตผู้นี้มีความปรารถนาที่จะครอบครองกู้ฉางเกออย่างแรงกล้า มิยินยอมที่จะให้สตรีอื่นใดเข้าใกล้เขาแม้เพียงครึ่งก้าว และทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ก็คือเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุด
“องค์หญิงเยวี่ยหมิงคง ท่านช่างเผด็จการนัก หากนายท่านทราบเรื่องนี้เข้า ท่านคิดว่าเขาจะมีโทสะหรือไม่” อิ่นเหมยเผยรอยยิ้มบางเบา ขณะเอ่ยถ้อยคำที่แฝงไว้ด้วยความยั่วเย้า
“ข้ามิได้ใส่ใจเรื่องเช่นนั้น”
เยวี่ยหมิงคงตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นางรู้จักกู้ฉางเกออย่างลึกซึ้ง และมั่นใจว่าเขาย่อมจะมิหวั่นไหวต่ออิ่นเหมย หากจะมีนั้นก็เป็นเพียงแค่การใช้ประโยชน์เท่านั้นกระนั้น ก่อนจะถึงขั้นนั้น นางจะต้องทำให้อิ่นเหมยตระหนักถึงขอบเขตของตน และเลิกล้มความคิดที่มิบังควรเสียก่อน
ในส่วนลึกของจิตใจ เยวี่ยหมิงคงกลับหวังว่า กู้ฉางเกอจะมีโทสะต่อนาง หากเขาโกรธเกรี้ยวขึ้นมา อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่า ในใจของเขานั้นยังมีพื้นที่สำหรับนางอยู่บ้าง สิ่งที่นางหวาดกลัวก็คือ การที่กู้ฉางเกอจะเฉยเมย และปล่อยผ่านเรื่องราวไปโดยไร้ซึ่งปฏิกิริยาใดๆ ทั้งสิ้น
“โอ้ หรือว่าองค์หญิงเยวี่ยหมิงคงจะมีปัญหากับนายท่าน พวกท่านทะเลาะกันอย่างนั้นหรือ”
อิ่นเหมยแย้มยิ้มเย้ยหยัน แววตาฉายความประหลาดใจเล็กน้อย เมื่อสัมผัสได้ถึงความเดียวดายและว่างเปล่าอันบางเบาในคำพูดของเยวี่ยหมิงคง
ความสามารถในการจับอารมณ์ของผู้อื่นนั้น เป็นสิ่งที่นางเชี่ยวชาญมาตั้งแต่กำเนิด มันช่วยให้นางแสดงออกได้อย่างไร้ที่ติ ในชั่วขณะนั้นเอง อิ่นเหมยได้สังเกตเห็นถึงความรู้สึกที่ถูกปิดบังเอาไว้ในดวงตาของเยวี่ยหมิงคง นางเริ่มที่จะเข้าใจในบางสิ่ง
มิน่าเล่า ยามที่กู้ฉางเกอจากดินแดนเซียนโบราณไป เยวี่ยหมิงคงกลับมิได้ติดตามเขาไป เห็นทีความขัดแย้งระหว่างทั้งสองคงจะเกิดขึ้นที่เทือกเขาไป่เหิง และดูเหมือนว่าปัญหานั้นจะเกี่ยวพันกับเยวี่ยหมิงคงโดยตรง
ในตอนแรก อิ่นเหมยรู้สึกอิจฉาเยวี่ยหมิงคงนัก เนื่องด้วยนางเป็นหญิงสาวเพียงผู้เดียวที่ได้รับการปฏิบัติจากกู้ฉางเกออย่างพิเศษเหนือผู้ใด
ทว่าในยามนี้ นางกลับเห็นประกายความหวังอันเลือนราง นางมิอยากเป็นเพียงหมากในกระดานของกู้ฉางเกออีกต่อไป นางปรารถนาให้เขามองเห็นนางอย่างแท้จริง เพียงสักครั้งหนึ่งก็ยังดี
“เจ้ารู้ได้อย่างไร”
ดวงตาของเยวี่ยหมิงคงพลันเปล่งประกายแสงอันน่าสะพรึงกลัว ดุจจันทราสุกสกาวที่ปรากฏกลางห้วงอากาศ แฝงไว้ด้วยพลังอำนาจที่เกรี้ยวกราดจนยากจะต้านทาน
“ย่อมเป็นสิ่งที่ข้ามองออก” อิ่นเหมยเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้ม
ในยามนี้ นางมิได้เกรงกลัวเยวี่ยหมิงคงเช่นก่อนหน้านี้อีกต่อไป
แม้ทั้งพลังและอิทธิพลของนางจะมิอาจเทียบเท่ากับเยวี่ยหมิงคงได้ ทว่าแล้วอย่างไร นางรู้ดีว่าตำแหน่งและความสำคัญของตนในสายตากู้ฉางเกอนั้น เป็นสิ่งที่เยวี่ยหมิงคงมิมีวันจะแทนที่ได้
ยามนี้ หากเยวี่ยหมิงคงมิใช่คนโง่เขลา ก็ย่อมจะมิกล้าลงมือสังหารนางได้โดยง่าย
เยวี่ยหมิงคงเองก็ย่อมมิอยากจะให้กู้ฉางเกอรู้สึกเบื่อหน่ายนาง และสิ่งนี้คือโอกาสที่อิ่นเหมยตั้งใจจะฉกฉวยเอาไว้
“เจ้ามิกลัวว่าข้าจะสังหารเจ้าอย่างนั้นหรือ” เยวี่ยหมิงคงเอ่ยขึ้นอย่างเย็นชา ทว่าสุ้มเสียงนั้นกลับดุจดั่งพายุหิมะอันหนาวเหน็บ ที่พร้อมจะทำลายล้างทุกสิ่งในชั่วพริบตา
ในฐานะผู้ที่กลับชาติมาเกิดใหม่ นางมิเคยเห็นอิ่นเหมยอยู่ในสายตา การปรากฏกายในครั้งนี้ก็เป็นเพียงเพื่อการกล่าวเตือนนางเท่านั้น
“มิกลัว หากท่านสังหารข้า นายท่านอาจจะมิตำหนิท่าน ทว่าขอองค์หญิงโปรดพิจารณาให้ดีเสียก่อน เพราะท่านอาจจะมิมีวันที่จะเข้าถึงใจของนายท่านได้อีกต่อไป”
“ผลลัพธ์เช่นนี้ ท่านคิดดีแล้วหรือ”
อิ่นเหมยเอ่ยตอบขึ้นด้วยรอยยิ้มบาง ขณะนั่งอยู่ในราชรถศึก นางกล่าวถ้อยคำท้าทายต่อเยวี่ยหมิงคงออกมาโดยตรง
“เจ้ากำลังข่มขู่ข้าหรือ”
ดวงตาของเยวี่ยหมิงคงพลันล้ำลึกและเยียบเย็นยิ่งกว่าเดิม พลังที่แผ่ออกมาราวกับจะบดขยี้ผืนแผ่นดินนับหมื่นลี้ให้ราบคาบเป็นหน้ากลอง
จิ้งจอกน้อยผู้นี้ช่างหาญกล้าท้าทายและข่มขู่นางถึงเพียงนี้ นี่เป็นสิ่งที่นางมิได้คาดคิดมาก่อน และสิ่งที่สำคัญก็คือ สิ่งที่อิ่นเหมยกล่าวออกมา ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เยวี่ยหมิงคงกังวลมาโดยตลอด
“นี่มิใช่การข่มขู่ หากแต่เป็นการอธิบายให้เห็นอย่างชัดเจนต่างหาก” อิ่นเหมยส่ายศีรษะขณะกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“แน่นอนว่า หากท่านมิสังหารข้า ต่อจากนี้องค์หญิงก็คงต้องระมัดระวังให้มาก เพราะหลายสิ่งที่ข้าสามารถช่วยนายท่านได้ ท่านกลับมิอาจจะกระทำได้ คอยดูแล้วกัน ว่าในท้ายที่สุด ใจของนายท่านจะเป็นของผู้ใด”
อิ่นเหมยเปล่งถ้อยคำออกมาโดยที่มิสนใจความเยือกเย็นและจิตสังหารของเยวี่ยหมิงคงเลยแม้แต่น้อย นางกล่าวต่อด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม
ด้วยความเฉียบแหลมของนาง เมื่อสามารถจับจุดอ่อนของเยวี่ยหมิงคงได้ นางนั้นย่อมจะมิปล่อยโอกาสนี้ให้ผ่านเลยไป อิ่นเหมยมั่นใจว่า ถ้อยคำนี้ของนาง ได้จี้ใจกลางจิตใจของเยวี่ยหมิงคงอย่างถึงขีดสุด…
“เฮอะ น่าขันยิ่งนัก”
ทว่าสิ่งที่ทำให้อิ่นเหมยแปลกใจก็คือ เยวี่ยหมิงคงหาได้แสดงความโกรธเคืองต่อคำพูดของนางแม้แต่น้อย หากแต่ในดวงตาของเยวี่ยหมิงคงกลับแฝงไว้ด้วยแววเย้ยหยัน
“คนอย่างเจ้า คิดหรือว่าจะครอบครองหัวใจของกู้ฉางเกอได้”
น้ำเสียงของเยวี่ยหมิงคงสงบนิ่ง ทว่าเจือไว้ด้วยการดูแคลนอย่างบางเบา ราวกับคำพูดของอิ่นเหมยนั้นมิอาจแตะต้องจิตใจของนางได้เลยแม้แต่น้อย
นางมิเคยหวั่นใจว่า กู้ฉางเกอจะหลงใหลในสตรีอื่น แต่กระนั้น เพียงแค่เห็นหญิงอื่นอยู่ข้างกายของเขา นางก็อดรู้สึกที่จะมิสบายใจขึ้นมามิได้ แม้ว่าจะรู้ดีว่าอิริยาบถเหล่านั้นล้วนเป็นเพียงสิ่งที่กู้ฉางเกอแสร้งทำ มิใช่ตัวตนที่แท้จริงของเขา
มิมีผู้ใดรู้จักกู้ฉางเกอได้อย่างลึกซึ้งเทียบเท่ากับนาง
ความมั่นใจของอิ่นเหมย ในสายตาของนางนั้น มิใช่อันใดอื่น นอกจากความโง่เขลาที่น่าหัวเราะเสียจนที่เยวี่ยหมิงคงมิคิดแม้แต่จะถือสาในคำพูดอันหยาบคายของนาง
“อย่างไรก็ดี จากคำพูดของเจ้า ข้ากลับเข้าใจถึงบางสิ่ง... การขัดขวางมิสู้การปล่อยผ่าน…”
“ทุกสิ่งล้วนต้องมองหาเหตุแห่งปัญหา มิใช่พยายามเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่เป็นอยู่ในยามนี้”
เยวี่ยหมิงคงกล่าวขึ้น ดวงตาของนางฉายแสงแห่งความเข้าใจ
นางได้รับคำตอบที่ตนต้องการแล้ว แม้จะมิมีทางละทิ้งเป้าหมาย ทว่าก็จะมิเสียเวลาทำสิ่งที่ไร้ผลอีกต่อไป แม้การกลับชาติมาเกิดใหม่จะมิช่วยให้นางเปลี่ยนแปลงกู้ฉางเกอได้ทั้งหมด กระนั้น วิธีอื่นก็อาจจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไปได้
“เยวี่ยหมิงคง เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
อิ่นเหมยเอ่ยถามขึ้น คิ้วขมวดมุ่น นางละทิ้งซึ่งความเคารพ ก่อนจะเอ่ยเรียกนามของเยวี่ยหมิงคงตรงๆ ด้วยน้ำเสียงที่แฝงความมิพอใจ
เหตุใดเยวี่ยหมิงคงถึงได้มั่นใจนักว่านางจะมิมีวันได้ครอบครองหัวใจของกู้ฉางเกอ นางมิเชื่อถือคำพูดเหล่านั้น!
ทว่าเยวี่ยหมิงคงกลับมิเอ่ยตอบคำถาม เพียงแต่หันกายจากไป มือเรียวสะบัดเบาๆ ก่อนที่กลุ่มผู้แข็งแกร่งที่ล้อมรอบอยู่จะพลันสลายกลายเป็นแสงอันเจิดจ้าทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า และลับหายไปในพริบตา
“หากเจ้าทำได้จริง… ก็อาจจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจมิน้อย”
เสียงของเยวี่ยหมิงคงดังแว่วกลับมา คล้ายกับถ้อยคำสุดท้ายที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความลึกลับ
“เหตุใด...”
อิ่นเหมยนั่งนิ่งอยู่ในราชรถศึก ใบหน้าพลันแสดงความงุนงงออกมาอย่างเห็นได้ชัด
…
ริมฝั่งมหาสมุทรไร้สิ้นสุด
นครโบราณตงหลี
ที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของตระกูลโบราณอันรุ่งเรือง สืบทอดมาเนิ่นนานนับล้านปี จากอดีตจวบจนปัจจุบัน ตระกูลนี้ผ่านทั้งความรุ่งโรจน์ การล่มสลาย การเร้นกาย และการฟื้นฟู จนกลายเป็นผู้ครอบครองอำนาจในแถบนี้
น่าเสียดายนัก ที่เมื่อหลายปีก่อน พวกเขาได้ล่วงเกินสำนักเทพกำเนิดฟ้า อันเป็นเหตุให้เหล่าผู้แข็งแกร่งจากสำนักนั้นลงมืออย่างไร้ปรานี จนตระกูลโบราณแห่งนี้ได้ถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก
บัดนี้ที่ตั้งเดิมของพวกเขาได้กลายเป็นเพียงซากปรักหักพังอันรกร้างไร้ชีวิต ร่องรอยของเปลวเพลิงที่เคยแผดเผายังคงปรากฏอยู่ให้เห็น และแผ่ขยายออกไปราวกับเป็นบาดแผลลึกของแผ่นดิน กำแพงที่พังทลาย ก้อนอิฐที่แตกกระจัดกระจาย ล้วนแล้วแต่ยังคงแสดงถึงความรุ่งเรืองในวันวาน
บรรยากาศอันเงียบเหงาที่ทรงพลังแห่งความอ้างว้าง จนผู้ฝึกบำเพ็ญที่ผ่านไปผ่านมายังอดมิได้ที่จะเหลือบมอง และถอนหายใจด้วยความรู้สึกเสียดาย
“เฮ้อ... ผู้ใดจะไปคาดคิดว่า ตระกูลซุนแห่งยุคบรรพกาลที่เคยยิ่งใหญ่ขนาดนั้น ด้วยเพราะเพียงคำพูดของพวกเขาในอดีต ก็ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น มิมีผู้ใดกล้าเอ่ยขัดค้าน เพียงการกระทืบเท้าเพียงครั้งเดียวก็สะเทือนไปทั่วทั้งนครโบราณตงหลี บัดนี้ก็กลับมิมีแม้แต่ร่องรอยใดให้พบเจอ”
“สำนักมารกำเนิดฟ้าได้แผ่ขยายอำนาจอย่างดุร้าย ช่างน่าหวาดกลัวยิ่งนัก! ต่อให้เป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่เพียงใด ก็สามารถล่มสลายลงได้ในชั่วพริบตา!” เหล่าผู้เฒ่าต่างรำพันขึ้นด้วยความรู้สึกทอดถอนใจ
“ทว่ามันก็เป็นเช่นนี้เสมอ มิว่าตระกูลนั้นจะแข็งแกร่งถึงเพียงใด ก็ย่อมถึงจุดสิ้นสุด หากได้ไปล่วงเกินผู้ที่มิควรล่วงเกินเข้า...” อีกผู้หนึ่งถอนหายใจและกล่าวขึ้นด้วยความเห็นใจ
“ชู่ว์! ลดเสียงลงหน่อย เรื่องบางเรื่องก็มิควรจะพูดพล่อยๆ ออกมา ลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตระกูลมนุษย์ปักษาแห่งดินแดนเซียนโบราณไปแล้วหรือ”
“ระวังปากด้วย!”
เสียงหนึ่งพลันดังแทรกขึ้นพร้อมกับอาการหนาวสะท้านเมื่อกล่าวถึงข่าวคราวนั้น ทุกคนต่างเงียบเสียงลงในทันที ดวงตาต่างเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
ในขณะที่บรรยากาศยังคงเงียบสงัด เสียงกระหึ่มราวกับคลื่นยักษ์โหมซัดพลันดังแว่วออกมาอย่างกึกก้อง เสียงนั้นทรงพลังราวกับสะท้อนมาจากจุดสิ้นสุดของฟากฟ้า ซึ่งจุดก่อกำเนิดเสียงมาจากริมฝั่งของมหาสมุทรไร้สิ้นสุด
ผู้ฝึกบำเพ็ญทั่วทั้งนครโบราณต่างได้ยินเสียงดังกล่าว จากนั้น เงาร่างนับมิถ้วนพลันพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า พวกเขาต่างหันมองไปยังแหล่งกำเนิดเสียงด้วยความสงสัย
“เฮือก!”
เมื่อเห็นภาพที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ทุกคนต่างตกตะลึงจนถึงขั้นอ้าปากค้าง สูดลมหายใจลึกด้วยความประหลาดใจ
ที่แห่งนั้นคือท้องสมุทรแห่งมหาสมุทรไร้สิ้นสุด ดินแดนอันเป็นฐานที่ตั้งของเผ่าห้วงสมุทรโดยสมบูรณ์
โดยปกติแล้ว จะมีเพียงเผ่าห้วงสมุทรที่นำของจากทะเลมาค้าขายเป็นครั้งคราว ทว่าในวันนี้กลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
กองเรือรบมหึมาปรากฏขึ้นบนขอบฟ้า มีจำนวนมหาศาลจนบดบังแสงตะวัน แสงสว่างอันเจิดจ้าพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า คลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ขยายออกไปจนไกลสุดสายตา ธงสีน้ำเงินผืนใหญ่ปลิวไสวกลางสายลม ราวกับเป็นการประกาศถึงอำนาจเหนือฟ้าดิน
“วังสมุทร!”
เมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า ผู้คนต่างตกตะลึงราวกับถูกสายฟ้าฟาด วังสมุทรได้นำพาเผ่าห้วงสมุทรจำนวนมหาศาลบุกขึ้นมาจากมหาสมุทรไร้สิ้นสุด!
ในชั่วขณะนั้น บางคนก็พลันนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในดินแดนเซียนโบราณ ที่องค์หญิงเจ็ดแห่งวังสมุทรถูกสังหารจนวิญญาณดับสูญ ด้วยน้ำมือของหญิงสาวผู้หนึ่งที่มีนามว่ากู้เซียนเอ๋อร์
หรือว่าวังสมุทรจะกำลังเดือดดาล และตั้งใจที่จะล้างแค้นเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้แก่พวกเขา
มินานนัก ข่าวนี้ก็แพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว สะท้อนไปทั่วทุกนครโบราณแห่งดินแดนอนันต์สวรรค์ ก่อนจะก่อให้เกิดความปั่นป่วนระส่ำระสายไปทั่วทุกสารทิศ
…
ในขณะเดียวกัน ณ ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ บนยอดเขาอันสูงล้ำ ท่ามกลางสายหมอกที่ล่องลอยและสายลมเย็นพลิ้วไหว
ทุกสิ่งในที่แห่งนี้ช่างเลือนรางและสูงส่ง เสมือนกับแดนสวรรค์บนโลกมนุษย์
“โอ้... ท่านผู้อาวุโสใหญ่และท่านบรรพชนได้กลับมาแล้วหรือ”
เสียงอันนุ่มนวลดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มบาง กู้ฉางเกอลุกขึ้นจากโต๊ะหินซึ่งเขานั่งดื่มสุราเพียงลำพัง ก่อนจะมุ่งหน้าไปต้อนรับ
ในมิติที่พร่าเลือนพลันปรากฏเป็นช่องทางแห่งการเคลื่อนย้าย ร่างทั้งสามเดินออกมาจากภายใน แต่ละคนล้วนแล้วแต่มีสีหน้าที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่ามิได้พอใจอันใด
ไฉนเขาจึงรู้ล่วงหน้า และได้รอคอยอยู่ในที่แห่งนี้ก่อนแล้ว
กู้เซียนเอ๋อร์ ผู้ซึ่งเดิมทีมีรอยยิ้มเปี่ยมสุขฉายบนใบหน้าพลันหยุดชะงัก ก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นแข็งทื่อไปในทันใด
นัยน์ตากลมโตคู่นั้นเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองและสับสนภายในชั่วขณะเดียว