กุนซือหนุ่มนิ่งไปชั่วอึดใจ “จริงด้วย ท่านอ๋องเพิ่งจับกุมคนของเผ่าหมาป่ามา และเจ้าเด็กหนุ่มนั้นก็หนีไปได้ด้วย”
“ถึงหนานกงมี่จะถูกจับไปแต่รองผู้บัญชาการหนานกงก็ตามไปช่วยแล้ว ด้วยฝีมือของเขาข้าเชื่อว่าเขาสามารถช่วยนางได้แน่” อ๋องหยางเรียกให้ทหารรับใช้ผู้หนึ่งเอาเครื่องเขียนเข้ามา เขาลงมือเขียนจดหมายอย่างรวดเร็วและใส่ซองส่งให้เฉาเฟิง “เจ้าสั่งม้าเร็วร้อยลี้ที่นี่ไปส่งจดหมายให้รองแม่ทัพสวีให้ข้าที”
เฉาเฟิงเชื่อในการตัดสินใจของหยางหลีเหว่ย เขาเองก็รอดชีวิตมาได้หลายคราวเพราะอ๋องหยางมีสัญชาตญาณในการต่อสู้อันดีเยี่ยม เขารับจดหมายนั้นแล้วรีบไปจัดการตามคำสั่ง
สองเค่อต่อมา ม้าเร็วร้อยลี้จากค่ายทหารเมืองเฉินม่ายก็มาถึง พอได้รับสาส์นลับแล้ว หยางหลีเหว่ยก็ยื่นให้กับเฉาเฟิงได้อ่าน กุนซือหนุ่มถึงกับตะลึง
“พวกมันกล้าปล้นคุกใต้ดินในค่าย กล้าเกินไปแล้ว!”
“กุนซือเฉา สั่งทุกคนไปกระจายตัวตามล่าโจรปล้นคุกให้เจอ ข้าเกรงว่าครั้งนี้หมิ่นฮุยน่าจะมาด้วยตนเอง”
เฉาเฟิงตัวแข็งทื่อ เขาจำได้ว่าผู้นำเผ่าหมาป่านามหมิ่นฮุยผู้นั้นมักจะสวมหน้ากากที่ทำหน้าหนังหมาป่าปิดบังใบหน้าเอาไว้ครึ่งหนึ่ง
เล่าลือกันว่าคนผู้นี้ครอบครองผลึกสามชีวิต หลังจากถูกอ๋องหยางยิงเกาทัณฑ์ปักหัวใจไปคราหนึ่งกลับยังคืนมามีชีวิตได้ ช่างน่าหวั่นเกรงเสียนี่กระไร
หยางหลีเหว่ยควบม้านำหน้าพาหน่วยหยกทมิฬไปยังทิศทางที่รองแม่ทัพเสิ่นแจ้งเอาไว้ ราวสองเค่ออ๋อง หยางก็ไปสมทบกับทหารกองหนึ่งที่กำลังควานหาตัวคนร้าย
“เป็นอย่างไรบ้าง”
รองแม่ทัพเสิ่นเห็นอ๋องหยางก็รีบเข้าไปคารวะ “พวกมันแยกกันหนีเป็นสามกลุ่มขอรับ ข้าจึงแบ่งกองกำลังออกเป็นสามส่วนให้ติดตาม กลุ่มที่ข้าตามอยู่เป็นพวกที่แบกนักโทษหนีมาขอรับ”
“คนที่จะย้อนกลับไปในคุกใต้ดินได้ก็คงมีแต่เด็กหนุ่มผู้นั้น” อ๋องหยางสรุป
“คนผู้นั้นดูบอบบาง ซ้ำยังดูไม่มีวรยุทธ์นะขอรับ” รองแม่ทัพเสิ่นแย้งขึ้น
“ข้าสงสัยว่าเขาก็คือคนที่เผ่าหมาป่านำตัวไปฝึกในถ้ำบนเขา คนที่ถูกฝึกด้วยวิธีนี้ล้วนจดจำทุกอย่างได้แม้จะถูกปิดตาจนสนิท”
“เด็กหนุ่มผู้นั้นน่ะหรือ” เฉาเฟิงรำพึงขึ้น
“ข้าคาดว่าน่าจะเป็นเขา ที่ยอมถูกโบยและเปิดปากสารภาพล้วนเป็นแผน ข้าเองก็แสร้งปล่อยเขาไปเพราะคิดจะตามจับกลุ่มคนที่รอเขาอยู่ ตั้งแต่คราวก่อนที่พวกมันคิดจะจับตัวพระชายา ข้าเดาว่าพวกมันคงลอบเข้าเมืองเรามาไม่น้อย” หยางหลีเหว่ยค่อยๆ เอ่ยสิ่งที่เขาคาดเอาไว้
“ถ้าอย่างนั้น ที่ท่านอ๋องสงสัยว่าการลักพาตัวชายารองเป็นการล่อเสือออกจากถ้ำก็ถูกต้องแล้ว”
หยางหลีเหว่ยพยักหน้า “ข้าเป็นห่วงนางแต่ก็ห่วงเมืองเฉินม่ายด้วย พวกมันแบ่งกลุ่มกัน พวกหนึ่งไปลักพาตัวชายารอง อีกด้านก็มาปล้นคุก เห็นได้ว่าคนที่จับตัวมาต้องเป็นคนสำคัญของเผ่า หากข้าจับกุมพวกมันได้ แล้วใช้แลกกับชายารองน่าจะง่ายกว่า”
หมิ่นชุนคิดว่าตนเองชิงตัวหัวหน้าสิบออกมาได้แล้วจะหลบหนีได้อย่างง่ายดาย แต่กลับไม่เป็นอย่างที่คิด แม้จะแยกคนของตนออกเป็นสามกลุ่มเพื่อล่อหลอกทหารเมืองเฉินม่ายให้สับสน ทว่าทหารของเมืองเฉินม่ายกลับคล้ายรู้ทัน วางกำลังล้อมพวกเขาไว้จนยากจะหลบหนี
“คุณชาย พวกเราจะไปทิศใดดี” หัวหน้าหน่วยผู้หนึ่งเริ่มลนลาน ยิ่งได้ยินว่ามีทหารเพิ่มเข้ามาสมทบตามล่าตัวพวกตนก็ยิ่งตื่นตระหนก
“ทิศนี้ใกล้ตำบลเฟิ่งฝู ข้ารู้แล้วว่าควรจะหนีไปหลบที่ใด” หมิ่นชุนยกยิ้มมุมปาก
“ที่ใดหรือขอรับ”
“ต้องเป็นที่ที่ไม่มีผู้ใดนึกถึง” หมิ่นชุนยกยิ้มมุมปาก “ตามข้ามา รับรองว่าปลอดภัยแน่นอน”
บุตรชายของอดีตผู้นำเผ่าหมาป่าพาคนทั้งกลุ่มบุกป่าชานตำบลเฟิ่งฝู จุดหมายของเขาอยู่ที่บ้านเก่าของสกุล หยาง เขาได้ยินว่าเรือนหลังนั้นมีเพียงผู้เฝ้าดูแลเพียงสองคน และภายหลังก็มีหญิงสาวที่อ้างว่าเป็นญาติห่างๆ มาอยู่อาศัย อ๋องหยางย่อมคาดไม่ถึงว่าเขาจะหลบอยู่ในเรือน หลังนั้น
คนทั้งกลุ่มไปถึงบ้านเก่าสกุลหยางที่อยู่ชานตำบลเฟิ่งฝูด้วยสภาพเหน็ดเหนื่อยอิดโรย ร่างของหัวหน้าสิบยังคงถูกแบกอยู่บนหลังของทหารหมาป่าร่างใหญ่ผู้หนึ่ง
“คุณชาย ท่านแน่ใจหรือว่าจะบุกเข้าไปในเรือนนี้”
“อืม ข้าสืบมาแน่ชัดแล้ว เรือนนี้มีบ่าวไม่กี่คนกับแม่นางน้อยผู้หนึ่ง เจ้าไปงัดประตูด้านหน้า พวกเราจะบุกเข้าไปพร้อมกัน”
ประตูใหญ่ตรงซุ้มหน้าบ้านค่อยๆ เปิดออก บ่าวรับใช้ที่เฝ้าดูแลกำลังจะร้องเอะอะแต่ก็ถูกฟาดเข้าที่ต้นคอจนสิ้นสติล้มลง จากนั้นก็ถูกลากตัวไปมัดกับเสาบนเรือนระเบียง
กลุ่มโจรทั้งหมดกรูเข้าไปข้างใน หมิ่นชุนโบกมือให้ปิดประตู พร้อมสั่งการให้ทหารในกลุ่มทำม่านนิทรา
“ทำให้คนในเรือนหลับเสียแล้วค่อยมัดคนทั้งหมดเอาไว้รวมกัน”
หลังจากที่รู้ว่าตนเองตั้งครรภ์ หลี่หยวนหยวนก็เริ่มรู้สึกว่าร่างกายตนเองผิดปกติมากขึ้น นางลุกขึ้นปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืนทำให้หลับไม่ค่อยสนิท
พอนางลุกขึ้นก็มองเห็นเงาคนวูบวาบจากภายนอก
‘คงไม่ใช่โจรหรอกนะ ดันมาเป็นวันที่องครักษ์ชิวขอลาไปธุระเสียด้วย โชคร้ายจริง’
ชิวต้าซานบอกว่าจะไปหาพี่ชายทั้งสองของนางที่เรือนนอกเมืองและจะไม่กลับมาในคืนนี้
หลี่หยวนหยวนควานมือเข้าไปใต้หมอน คว้าเอาจักรสังหารมาสวมที่ข้อมือเอาไว้ ก่อนจะคว้าเสื้อคลุมปลายเตียงมาสวม เมื่อสวมชุดมิดชิดแล้วก็แอบย่องออกจากห้อง ไปซ่อนอยู่พุ่มไม้หน้าเรือน
บุรุษสองคนย่องมาที่ประตูหน้าห้องของนาง จากนั้นสอดลำไม้ไผ่เข้าไปข้างในและก้มลงเป่าที่ปลายอย่างแรง หลี่หยวนหยวนถึงกับผงะ คาดไม่ถึงว่าจะมีโจรกล้าเข้ามาในเรือนเก่าสกุลหยางแห่งนี้
นางยอบกายลง ไม่นานบุรุษอีกกลุ่มหนึ่งก็เดินขึ้นมาบนระเบียงเรือนนอนของนาง
“มัดบ่าวรับใช้และสาวใช้รวมกันเอาไว้หมดแล้วขอรับ คุณชาย”
“ดี! เข้าไปจับตัวญาติผู้นั้นของอ๋องหยางเอาไว้ก่อนเถิด เราน่าจะหลบอยู่ที่นี่ได้สักคืน” หมิ่นชุนยกยิ้มมุมปากพลางดึงผ้าที่คล้องคอขึ้นปิดจมูกและปากแล้วผลักประตูเข้าไปในเรือนนอนของหลี่หยวนหยวน
ร่างของเด็กหนุ่มพุ่งตรงไปที่เตียงนอน ทว่าบนนั้นกลับว่างเปล่า “นางหายไป! หาตัวเร็วเข้า!”
ในขณะที่คนร้ายกลุ่มใหญ่กำลังควานหาตัวหลี่หยวนหยวนไปทั่วบ้าน เจ้าตัวกลับหนีออกมาแล้ววิ่งไปตามถนน
“จับนางกลับมา!” เสียงคนผู้หนึ่งร้องไล่หลัง
เรือนเก่าสกุลหยางอยู่สุดปลายถนนและห่างไกลจากบ้านอื่นมาก บ้านหลังอยู่ใกล้ล้วนไม่อาจพึ่งพาได้เพราะมีแต่ผู้สูงวัยอาศัยอยู่ หลี่หยวนหยวนมิได้วิ่งไปร้องเรียกเพื่อนบ้านเพราะกลัวพวกเขาจะได้รับความเดือดร้อน นางวิ่งหน้าตั้งอย่างสุดชีวิตเพื่อหนีโจรสองคนที่วิ่งไล่อยู่ด้านหลัง
“หยุดเดี๋ยวนี้!” โจรผู้หนึ่งร้องตวาดข่มขวัญ
“ข้าหยุดก็โง่น่ะสิ” นางตอบกลับขณะที่วิ่งเต็มกำลัง
หลี่หยวนหยวนมองเห็นขอบกำแพงบ้านของสกุลฉานตรงหน้าก็ใจชื้น นางรีบป้องปากร้องตะโกน “ช่วยด้วย! มีโจรจะจับข้า!”
ยิ่งวิ่งนางก็ยิ่งรู้สึกว่าเลือดลมในร่างกายเดือดพล่าน พละกำลังเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ
‘ลอยได้ ฉันลอยได้ นี่มันวิชาตัวเบาเหรอ’ หลี่หยวนหยวนตกใจที่ร่างของตนเองลอยละลิ่วไปเบื้องหน้า สูงขึ้นเกือบจะเท่าขอบบนสุดของกำแพงเรือนที่กำลังจะวิ่งไปถึง
“นางมีวิชาตัวเบา!” โจรผู้หนึ่งร้องขึ้น
*******************

