สองเงาร่างเคลื่อนที่อย่างเงียบเชียบในความมืดสลัวของแดนลับสระวิญญาณทมิฬ แต่ทันใดนั้น…
ครืน…!
เสียงแรงสั่นสะเทือนของพื้นดินดังขึ้นเบื้องหน้า ก่อนที่พุ่มไม้ขนาดใหญ่จะถูกกระชากกระจายโดยกรงเล็บขนาดมหึมา เงาดำทะมึนพุ่งพ้นออกมา — งูพิษเกล็ดเหล็กสามเศียร สัตว์อสูรระดับนักรบขั้น 8!
“ระวัง!” หลี่หยางตวาดก่อนจะเหวี่ยงมีดสั้นจิตวิญญาณออก สะบัดเป็นเส้นแสงแทงเข้าหาเศียรหนึ่งของอสูร
ฟึ่บ! ฉัวะ!
เกล็ดเหล็กหนาทึบของมันกันไว้ได้เกือบหมด แต่ก็มีรอยถากเลือดซึม
“มันแข็งเกินไป!” หลี่เซียนร้องพลางถอยหลัง บุปผาน้ำแข็งหกแฉกยิงเกล็ดน้ำแข็งเข้าใส่ด้านข้างแต่แทบไม่ระคายผิว
หลี่หยางขมวดคิ้ว “แบบนี้ต้องใช้พิษสู้กับพิษ…”
ปึง!
แม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์พุ่งออกมา กางเถาวัลย์พิษแผ่คลื่นไอสีม่วงดำจนรอบบริเวณเริ่มกัดกร่อนพืชพรรณพื้นป่า
งูทั้งสามเศียรส่งเสียงคำรามต่ำ ฟ่ออออ!! ก่อนจะพุ่งเข้าจู่โจมพร้อมกัน
“หลี่เซียน! ตั้งแนวป้องกันด้านข้าง ข้าจะล่อมัน!”
หลี่เซียนกัดฟันแล้วสั่งเต่ามรกตวารีเคลื่อนตัวขึ้นหน้า สร้างม่านพลังน้ำวนรับแรงปะทะจากเศียรสองด้านไว้
หลี่หยางพุ่งขึ้นกลางอากาศแล้วกระทืบเท้าลงกลางกระหม่อมของเศียรหลัก ปัง!
“พิษบุปผา – สลายวิญญาณ!” เขาสั่งแม่ทัพบุปผา
เถาวัลย์พิษสะบัดแปรเปลี่ยนเป็นเส้นหนามพิษหลายสิบเส้นแทงเข้ารอบลำตัวงู จากนั้นแผ่คลื่นมืดครอบคลุมร่างมันอย่างรวดเร็ว
งูสามเศียรร้องลั่น ดิ้นรน ทุรนทุราย ก่อนที่เศียรจะอ่อนแรงลงทีละหัว แล้วล้มฟาดพื้นดัง โครม!
เงียบ…
กลางม่านหมอกสีเทาอึมครึมของแดนลับสระทมิฬ กลิ่นเลือดอ่อน ๆ ยังไม่จางหาย แม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์ยืนตระหง่านเหนือร่างไร้วิญญาณของงูพิษเกล็ดเหล็กสามเศียรที่เพิ่งพ่ายแพ้ เส้นเลือดพิษบนลำตัวของมันค่อย ๆ จางหาย ขณะพลังชีวิตถูกกลืนกินเข้าสู่ร่างของแม่ทัพบุปผา
ร่างของมันสั่นสะท้าน แสงสีม่วงอมเขียวพลันพุ่งขึ้นฟ้าราวกับพายุแห่งพิษ เสียงคำรามแหลมลึกดังกระแทกพื้นดินเกิดเป็นแรงกดดันมหาศาลพวยพุ่งออกจากร่างของแม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์ — มันเลื่อนระดับแล้ว!
หลี่หยางยืนนิ่ง รู้สึกถึงกระแสพลังอันร้อนแรงกำลังหมุนวนในจุดตันเถียนของเขา ภายในใจกลางจิตสำนึก คัมภีร์หงส์เจ็ดสีกรีดนภา พลันสั่นสะเทือน เสียงแว่วของเสียงหงส์โบราณดังกังวานในมโนสำนึก
“ข้า…กำลังจะก้าวสู่ขั้นที่สาม”
หลี่หยางขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหลับตาลง รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของเส้นชีพจรพลังทั่วร่าง ลมหายใจของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นระเบียบ บางเบาแต่ทรงพลัง ร่างกายเริ่มซึมซับแรงลม วิญญาณ และแสงรอบข้างเข้าอย่างช้า ๆ
“ขั้นที่สาม… ข้ารอคอยมานานแล้ว” เขาพึมพำ
หลี่เซียนที่อยู่ไม่ไกล มองเขาด้วยความประหลาดใจ พลังที่แผ่ออกมาจากตัวหลี่หยางในยามนี้ บริสุทธิ์และสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด ราวกับสายธารที่พร้อมจะกลายเป็นพายุทุกเมื่อ
หลี่หยางหามุมเงียบสงบภายในแดนลับ เขาตั้งสมาธิและนั่งลงในท่าทางสมาธิ บอกให้หลี่เซียน และแม่ทัพบุปผาพิษคอยคุ้มกัน
เพื่อตั้งใจฝึกฝนคัมภีร์หงส์เจ็ดสีกรีดนภา ขั้นที่สาม ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่เขาได้เริ่มฝึกฝนมาในช่วงเวลาที่ผ่านมา คัมภีร์นี้สามารถควบคุมลมปราณและปลดปล่อยพลังที่มีอยู่ในตัวเองไปสู่ระดับที่สูงขึ้น
ลมหายใจของเขาลึกและช้า หยุดอยู่ในอาณาจักรของสมาธิ ความรู้สึกของปราณที่เคลื่อนไหวภายในร่างกายเริ่มสงบและมีความสอดคล้องกัน หลี่หยางพยายามเข้าใจทุกท่วงท่าของการไหลของลมปราณในร่างกาย ปรับสภาพลมหายใจให้สอดคล้องกับกระแสของคัมภีร์หงส์เจ็ดสี
กระแสปราณเริ่มไหลไปทั่วร่าง ขณะที่ภาพของหงส์เจ็ดสีเริ่มปรากฏในจิตใจของเขา หงส์เหล่านั้นบินไปในท้องฟ้าโดยมีแต่สีสันที่แผ่ขยายออกไป ความรู้สึกของพลังที่ยิ่งใหญ่แผ่ออกมาจากดวงจิตของเขา ทำให้หลี่หยางสามารถควบคุมปราณได้ดียิ่งขึ้น ร่างกายของเขารู้สึกถึงความอบอุ่นจากพลังที่เข้มข้นขึ้นจนเริ่มเข้าใกล้ขั้นที่สามของคัมภีร์
ร่างกายและจิตใจของเขาเริ่มปรับตัวเข้ากับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง พลังของลมปราณที่ควบคุมได้ยิ่งขึ้นทำให้หลี่หยางสัมผัสได้ถึงความสามารถใหม่ๆ ที่จะสามารถใช้ได้ในอนาคต เมื่อกระแสลมปราณในตัวเขาคลี่คลายเข้าสู่สภาวะสมดุลและปราณขั้นที่สามเริ่มเต็มเปี่ยม หงส์เจ็ดสีในจิตใจเขาก็เริ่มกรีดร้องไปในท้องฟ้า ทำให้พลังของเขาแผ่ขยายออกไปอย่างไม่มีขีดจำกัด
หลี่หยางเปิดตาขึ้น ดวงตาของเขามีแววของพลังที่ลึกลับและลึกซึ้งยิ่งขึ้น “ขั้นที่สามสำเร็จแล้ว…” เขากล่าวเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก ขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในร่างกายที่เขาสามารถใช้ได้อย่างเต็มที่มากขึ้น
เขามีความมั่นใจเพิ่มขึ้นที่จะกล้าวเข้าสู่ชั้นในของแดนลับ
หลี่เซียนหอบหายใจแรง ขณะเดินเข้าไปใกล้ “เจ้า…เจ้าคิดจะเข้าใจกลางแดนลับจริง ๆ หรือ?”
หลี่หยางพยักหน้า “ใช่ ข้ายังต้องหาวิหคเงาทมิฬให้พบ ไม่งั้นจิ้งจอกของข้าจะไม่อาจวิวัฒนาการได้”
นางกัดริมฝีปากแน่น “มันอันตรเกินไป ข้า…ข้าไม่อยากให้เจ้าไปคนเดียว”
เขามองเธอนิ่งครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มบาง “ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ใช่หลี่หยางคนเดิมแล้ว เจ้าก็รู้”
เงาหลังของเขาที่เดินลับหายไปในม่านหมอกของแดนลับทิ้งเงาไว้ในใจหลี่เซียน…
หลี่เซียนยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง มองแผ่นหลังของหลี่หยางที่เริ่มเดินห่างออกไปในม่านหมอกสลัวของแดนลับ สายลมเย็นเฉียบพัดผ่านใบหน้าเธอ พร้อมเสียงคำรามห่าง ๆ ของสัตว์อสูรที่ดังสะท้อนจากที่ไกลโพ้น
นางกำหมัดแน่น ริมฝีปากเม้มเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาแต่เด็ดขาด
“ข้าจะไปด้วย!”
หลี่หยางหยุดฝีเท้า หันกลับมามองด้วยแววตาประหลาดใจเล็กน้อย “เจ้ารู้ใช่ไหมว่าข้างในนั้นอันตรายกว่าที่ผ่านมาหลายเท่า”
“รู้” หลี่เซียนพยักหน้า “แต่หากให้ข้ากลับไปเพียงลำพังตอนนี้ ข้าคงรอดไม่ถึงทางออก… อีกอย่าง ข้าไม่อาจปล่อยให้เจ้าเข้าไปคนเดียวได้” เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาหนักแน่น “หากเจ้าจะบ้าบิ่น ข้าก็จะบ้าบิ่นกับเจ้า”
หลี่หยางมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มน้อย ๆ “เช่นนั้นตาข้าให้ทันล่ะ”
“แน่นอน!” หลี่เซียนสะบัดชายเสื้อขึ้นเล็กน้อย พลางสั่งสัตว์อสูรทั้งสองให้เตรียมพร้อม ก่อนจะเร่งฝีเท้าตามหลังหลี่หยางเข้าสู่ม่านหมอกแห่งแดนลับที่เข้มขึ้นเรื่อย ๆ
ขณะที่กลุ่มหลี่หยางเดินทางลึกเข้าไปในแดนลับสระทมิฬ ความคิดของหลี่หยางก็เริ่มหมุนวนไปเกี่ยวกับการหาสัตว์อสูรที่จะมาร่วมทีมในอนาคต เขารู้ว่าในการผจญภัยครั้งนี้
สัตว์อสูรที่เขาเลือกจะต้องมีความสามารถเฉพาะตัวที่จะช่วยเสริมทักษะและพลังของเขา