เส้นทางสู่ฉางอัน ริมลำธาร
วันที่สิบหกของการเดินทาง เย็น
วันที่สิบหกเดินทางผ่านไปโดยไม่มีการปะทะ
ไม่มีคนของตระกูลเซา ไม่มีชุดขาวของสมาพันธ์ฯ ไม่มีโจรป่า และไม่มีด่านตรวจที่ไม่ควรมี เส้นทางตามที่หลิวซานนำพาผ่านนาข้าวที่กำลังออกรวงสีทอง ผ่านสวนส้มโอที่กลิ่นดอกหวานลอยมาตามลม และผ่านหมู่บ้านสามแห่งที่ชาวนามองนักเดินทางแล้วก็ก้มหน้าทำงานต่อ
ธรรมชาติในแบบที่ทำให้ลืมได้ชั่วคราวว่ามีอะไรกำลังไล่ตาม
แต่สิ่งที่ค้างอยู่ในหัวของเว่ยหันเฉินตลอดทั้งวันนั้นไม่ใช่ภัยข้างหน้า มันคือคำพูดของเว่ยเชาที่วนซ้ำอยู่ในหัวเหมือนเสียงระฆังที่ยังก้องค้างอยู่หลังจากถูกตี
ยี่สิบวัน เว่ยหันเฉิน
ยี่สิบวัน เหลืออีกสิบเจ็ดวันในเส้นทาง ตัวเลขมันตรงกันในแบบที่ไม่น่าบังเอิญ
ค่ำนั้นตั้งค่ายริมลำธารที่หลิวซานรู้จักจากการเดินทางสมัยก่อน มีพื้นที่ราบโค้งเว้าเล็กน้อยที่บังลมได้สามทิศ มองเห็นทางเข้าออกได้ชัดเจน และน้ำในลำธารสะอาดพอดื่มได้หลังต้ม
ซูหลิงเยิ่นรับหน้าที่ต้มน้ำและเตรียมอาหาร หลิวซานผ่าฟืน เว่ยหันเฉินนั่งอยู่ที่หินริมน้ำ มองดูลำธารที่ไหลเงียบ ๆ ในแสงโคมที่พวกเขาแขวนไว้กับกิ่งไม้เตี้ย ๆ
จนกระทั่งหลิวซานวางขวานฟืนลงและเดินมานั่งข้าง ๆ
"ท่านตัดสินใจยังไม่ได้เื่ข้อเสนอของเว่ยเชา" หลิวซานพูด ไม่ใช่คำถาม
"รู้ได้ยังไง?"
"เพราะท่านไม่ค่อยพูดมาตลอดวัน และท่านพูดน้อยกว่าปกติเมื่อมีเื่ในหัวมาก" หลิวซานพูดสบาย ๆ "ต่างจากวันที่ไม่มีอะไรในหัว ที่ท่านก็พูดน้อยอยู่ดี แต่น้อยในแบบที่ต่างกัน"
เว่ยหันเฉินมองเขา "ท่านสังเกตนิสัยผมมาั้แ่เมื่อไหร่?"
"ั้แ่สามแพร่งครับ มันเป็นิสัยของผมเอง ดูคนก่อนตัดสินใจ" หลิวซานรินชาจากกระบอกไม้ไผ่ส่งให้ "บอกให้ฟังไหมครับว่าท่านติดอยู่ที่จุดไหน?"
เว่ยหันเฉินรับกระบอกชา
"ถ้ารับข้อเสนอเว่ยเชา ผมส่งคัมภีร์ให้เขาดูคืนหนึ่ง เขาให้ยี่สิบวัน ฟังดูคุ้ม" เขาพูดช้า ๆ "แต่ถ้าเว่ยเชาอ่านคัมภีร์แล้วพบว่าวิธีในนั้นต้องพึ่งสายเืพิเศษอยู่ดี คนที่อยู่ในอันตรายคือซูหลิงเยิ่น ไม่ใช่ผม"
"และถ้าปฏิเสธ?" หลิวซานถาม
"ผู้าุโที่เหลือสองคนไม่รอ พวกเขาจะส่งคนมากกว่านี้ และในตัวเมืองฉางอัน เราไม่มีความได้เปรียบด้านภูมิประเทศแบบเส้นทางนี้"
หลิวซานพยักหน้าช้า ๆ "ท่านวิเคราะห์ถูกทั้งสองด้านครับ"
"ซึ่งแปลว่าไม่มีทางเลือกที่ดีทั้งคู่"
"มีครับ" หลิวซานพูด แล้วก็เงียบสักครู่ เหมือนกำลังตัดสินใจว่าจะพูดอะไรต่อ
เว่ยหันเฉินมองเขา รอ
"ผมมีข้อมูลที่ยังไม่ได้บอกท่าน" หลิวซานพูดในที่สุด น้ำเสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย หนักกว่าปกติ "ข้อมูลที่ผมสะสมมาตลอดสิบปีของการสืบข่าว และเป็เหตุผลที่ผมบอกว่าตระกูลเซาชั้น 4 กับสมาพันธ์ฯ ชั้น 4 ต่างกัน"
เว่ยหันเฉินหันมาให้ความสนใจ
"สมาพันธ์หยูหลินนั้นไม่ใช่แค่องค์กรเซียนที่้าก้าวไปชั้น 6 ครับ" หลิวซานพูด "มันเป็หน้ากากของบางสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น และสิ่งที่ใหญ่กว่านั้นคือสาเหตุที่ทำให้ระดับของนักดาบสมาพันธ์ฯ สูงกว่าองค์กรชั้น 4 ทั่วไป"
"พูดตรง ๆ"
"ผู้บัญชาการที่อยู่เหนือผู้าุโทั้งสาม" หลิวซานพูดเงียบ ๆ "สิ่งที่เว่ยเชาพูดถึงว่า 'มีคนอีกชั้นหนึ่งที่ผู้าุโไม่รู้จักหน้าตา' นั้นจริง แต่ผมรู้มากกว่าที่เว่ยเชาบอก"
เสียงลำธารไหลผ่านความเงียบสั้น ๆ
"ท่านรู้ว่าใคร?" เว่ยหันเฉินถาม
"ไม่รู้ชื่อครับ แต่รู้ลักษณะ" หลิวซานดื่มชา วางกระบอกลงบนหิน "สิบปีที่ผ่านมาผมสืบข่าวในหลายเมืองและหลายองค์กร มีสิ่งหนึ่งที่ปรากฏซ้ำ ๆ ในองค์กรที่มีขนาดและอำนาจที่แตกต่างกันมาก ทั้งตระกูลเซา สมาพันธ์หยูหลิน และองค์กรอื่นอีกสองสามแห่ง ทุกองค์กรนั้นมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายพร้อมกันใน่เวลาเดียวกัน และการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ภายในของแต่ละองค์กรเลย"
"แสดงว่ามีคนสั่งการจากภายนอก"
"ใช่ครับ และสิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ จุดเปลี่ยนของทุกองค์กรเกิดขึ้นหลังการทำลายสำนักไท่อวี้สองปี" หลิวซานพูด เสียงเงียบลงอีก "ราวกับว่าการทำลายสำนักนั้นเป็จุดเริ่มต้นของแผนบางอย่าง ไม่ใช่จุดสิ้นสุด"
เว่ยหันเฉินนิ่งกับคำพูดนั้น
"ท่านกำลังบอกว่าสำนักไท่อวี้เป็เพียงก้าวแรก"
"ผมไม่แน่ใจครับ แต่มันดูเหมือนแบบนั้น" หลิวซานพูด "และถ้าเป็จริง แปลว่าคัมภีร์ที่ท่านพกนั้นไม่ใช่แค่ข้อมูลเื่ชั้น 6 มันอาจมีบางอย่างที่คนที่อยู่เื้ัทั้งหมด้ามากกว่าที่ผู้าุโสมาพันธ์ฯ รู้"
เว่ยหันเฉินมองลำธาร
ในหัวของเขา ชิ้นส่วนหลายชิ้นที่สะสมมาตลอดสิบปีเริ่มเคลื่อนที่ ค่อย ๆ จัดวางตัวเองใหม่ในแสงของข้อมูลที่หลิวซานพูด
เขาเคยคิดว่าเขาเข้าใจว่าทำไมสำนักไท่อวี้ถูกทำลาย ตลอดสิบปีที่ผ่านมาเขาสร้างคำตอบขึ้นมาในหัว ปะติดปะต่อจากสิ่งที่เห็นและสิ่งที่จำได้จากคืนนั้น
แต่คำตอบที่เขาสร้างมานั้น อาจจะเป็แค่ชั้นแรกของเื่ที่ลึกกว่านั้นมาก
"ท่านมีหลักฐานอะไรบ้าง?" เขาถาม
"หลักฐานโดยตรงไม่มีครับ มีแค่รูปแบบที่ซ้ำกัน" หลิวซานพูดตรง "และมีสิ่งหนึ่งที่ผมพบในเมืองหนานก่างก่อนจะตามมาหาคุณหนู"
เว่ยหันเฉินรอ
"บ้านของซูเม่ยหลานถูกค้นหลังจากเธอเสียชีวิตครับ" หลิวซานพูด เสียงเปลี่ยนเป็โทนที่ระวังมากขึ้น "ไม่ใช่คนของตระกูลเซา เป็คนของกลุ่มอื่นที่ผมไม่รู้จักตราสัญลักษณ์ พวกเขาค้นบ้านอย่างเป็ระบบ ไม่ใช่ขโมย แต่เหมือนกำลังหาบางสิ่งที่รู้ว่าอยู่ที่นั่น"
"หาอะไร?"
"ผมไม่รู้ว่าหาอะไร" หลิวซานพูด "แต่รู้ว่าพวกเขาไม่พบสิ่งที่้า เพราะออกไปมือเปล่า"
เว่ยหันเฉินคิดเร็ว
ซูเม่ยหลานออกจากสำนักไท่อวี้โดยรู้ว่ามีบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น เธอซ่อนตัวในหมู่บ้านเล็ก ๆ ใช้ชีวิตเป็หมอชาวบ้าน และส่งเม็ดปราณยามให้ซูหลิงเยิ่น เธออาจพกบางสิ่งออกมาจากสำนักด้วย
หรือเธออาจเป็คนที่รู้ว่าบางสิ่งอยู่ที่ไหน
"ซูหลิงเยิ่น" เว่ยหันเฉินพูดเบา ๆ
หลิวซานพยักหน้า "ผมก็คิดแบบนั้นครับ ซูเม่ยหลานอาจฝากบางอย่างไว้กับลูกสาว สิ่งที่ไม่ใช่แค่เม็ดปราณยาม"
ทั้งสองนั่งอยู่กับความเงียบนั้น เสียงน้ำไหลของลำธารเป็พื้นหลังที่ไม่เปลี่ยน
"ท่านบอกเื่นี้ทำไมตอนนี้?" เว่ยหันเฉินถาม "ท่านมีข้อมูลนี้มาั้แ่ก่อนที่เราจะออกเดินทาง"
หลิวซานนิ่งอยู่ครู่
"เพราะตอนแรกผมไม่แน่ใจว่าท่านเป็พันธมิตรหรือตัวแปรที่คาดเดาไม่ได้ครับ" เขาพูดตรง "คนที่รอดมาจากเหตุการณ์ที่ทำลายคนทั้งสำนักได้คนเดียวนั้น อาจรอดได้เพราะหลายเหตุผล บางเหตุผลไม่ดี"
เว่ยหันเฉินมองเขา ไม่โกรธ
"สงสัยว่าผมอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำลายสำนัก"
"สงสัยระดับต่ำมากครับ แต่ยังสงสัยอยู่" หลิวซานพูดตรง "ตอนนี้ไม่สงสัยแล้ว"
"อะไรทำให้หายสงสัย?"
"วิธีที่ท่านสู้กับเฉินเมื่อวาน" หลิวซานตอบ "คนที่ทรยศสำนักจะไม่ฝึกเทคนิคของสำนักไว้จนถึงระดับนั้น ท่านไม่แค่ท่องจำ ท่านเข้าใจหลักการ และนั่นต้องมาจากความรักต่อสิ่งที่เรียน"
เว่ยหันเฉินไม่ตอบ แต่มุมปากขยับเล็กน้อย
"ดังนั้น" หลิวซานพูดต่อ "เื่ที่ผมบอกเื่ความต่างของชั้น 4 ระหว่างตระกูลเซากับสมาพันธ์ฯ นั้นไม่ใช่แค่เื่เทคนิค มันเกี่ยวกับพื้นฐานที่ต่างกันของสองระบบฝึก ตระกูลเซาเป็แค่นักรบรับจ้างที่มีปราณ สมาพันธ์หยูหลินเป็สายวิชาที่สะสมมาสามร้อยปี และสิ่งที่อยู่เหนือสมาพันธ์ฯ อีกชั้น ผมเชื่อว่ามันสะสมมานานกว่านั้น"
เว่ยหันเฉินลุกขึ้น เดินไปสองสามก้าวแล้วหันกลับมา
"ท่านคิดว่าข้อเสนอของเว่ยเชานั้นจริงใจไหม?"
หลิวซานคิดอยู่นาน
"คิดว่าจริงใจในระดับที่เว่ยเชาบอก" เขาพูดในที่สุด "แต่เว่ยเชาไม่ใช่คนที่มีอำนาจสูงสุด เขาเป็ผู้าุโอันดับสามจากสาม และถึงแม้เขาจะรับรองยี่สิบวัน บางสิ่งที่อยู่เหนือเขาไม่ผูกพันกับสัญญาของเขา"
"แล้วทำไมเขาถึงมาเสนอในแบบที่ทำ?"
"ผมคิดว่าเว่ยเชา้าอ่านคัมภีร์จริง ๆ ครับ ไม่ใช่เพราะสมาพันธ์ฯ สั่ง แต่เพราะตัวเขาเอง้ารู้ว่าอาจารย์ใหญ่สำนักไท่อวี้เขียนอะไรไว้" หลิวซานพูดช้า "เว่ยเชาอาจเป็คนที่รู้มากกว่าผู้าุโคนอื่น และรู้สึกว่าสมาพันธ์ฯ กำลังเดินไปในทิศทางที่ผิด"
เว่ยหันเฉินนั่งลงอีกครั้ง
"แปลว่าเขาอาจเป็พันธมิตรได้"
"อาจจะ" หลิวซานพูด "หรืออาจเป็คนที่้าข้อมูลนั้นเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ทั้งสองกรณีทำให้เขา้าคัมภีร์จริง และทั้งสองกรณีทำให้ข้อเสนอของเขาเป็ไปได้ว่าจะรักษาไว้"
เว่ยหันเฉินมองลำธาร
"ผมจะให้คัมภีร์เขาดู"
หลิวซานไม่แปลกใจ "ท่านตัดสินใจแล้วั้แ่ก่อนถามผมใช่ไหมครับ?"
"้าความเห็นที่สองก่อน" เว่ยหันเฉินพูด "ไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนใจ แต่เพื่อรู้ว่าตัดสินใจอย่างมีข้อมูลพอหรือเปล่า"
"เป็วิธีที่ดีครับ" หลิวซานพูด แล้วก็นิ่งอยู่ครู่ก่อนจะพูดต่อ "ท่านเว่ย มีอีกเื่หนึ่งที่ผมอยากพูดถึง"
"เื่อะไร"
"เื่ซูหลิงเยิ่นครับ" หลิวซานพูด เสียงเปลี่ยนไปอีกโทน เป็โทนที่ระวังกว่าเื่อื่น "ท่านสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวเธอใน่สองสามวันที่ผ่านมาไหม?"
เว่ยหันเฉินนิ่ง "เห็น"
"เธอแข็งแกร่งขึ้นในแบบที่ปกติต้องใช้เวลานานกว่านี้มาก" หลิวซานพูด "ไม่ใช่ฝีมือต่อสู้ แต่ความสงบในตัว วิธีที่เธอสังเกตสิ่งรอบข้าง และวิธีที่เธอรับมือกับสถานการณ์กดดัน มันดีขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าการฝึกปกติจะอธิบายได้"
"ฮวนปราณ" เว่ยหันเฉินพูด
หลิวซานแข็งตัวเล็กน้อย "ท่านรู้เื่นี้แล้ว"
"บอกเธอไปเมื่อคืนก่อน"
"ท่านคิดว่ามันเกี่ยวกันไหมครับ กับการเปลี่ยนแปลงที่เราเห็น?"
เว่ยหันเฉินคิดอยู่ครู่ก่อนตอบ "ฮวนปราณไม่ได้ทำให้ฝีมือดีขึ้นโดยตรง แต่ปราณที่วนกลับมาหาตัวเองทำให้ร่างกายและจิตใจฟื้นตัวจากความเครียดได้เร็วกว่า ซึ่งในทางอ้อมทำให้เรียนรู้ได้เร็วขึ้น"
"เป็ข้อได้เปรียบมหาศาลในการเดินทางแบบนี้"
"ใช่ และมีนัยสำคัญกว่านั้น" เว่ยหันเฉินพูด "ถ้าคนที่อยู่เื้ัสมาพันธ์ฯ รู้เื่ฮวนปราณด้วย ซูหลิงเยิ่นมีคุณค่ามากกว่าที่เราคิดมาก"
หลิวซานพยักหน้าช้า ๆ ในแสงโคมที่สั่นไหวตามลมเบา ๆ
ซูหลิงเยิ่นนำข้าวต้มสองถ้วยมาวางให้ทั้งสองคนโดยที่เธอไม่รู้ว่าพวกเขากำลังพูดเื่เธออยู่
"ข้าวต้มพร้อมแล้วค่ะ" เธอพูด แล้วก็มองดูสีหน้าของทั้งสอง "พูดเื่อะไรกันอยู่?"
"เื่ข้อเสนอเว่ยเชา" หลิวซานตอบก่อน ไม่โกหก แต่ก็ไม่บอกครบ
ซูหลิงเยิ่นนั่งลง รับถ้วยข้าวต้มของตัวเอง มองเว่ยหันเฉิน
"ท่านตัดสินใจยังไงคะ?"
เว่ยหันเฉินหันมาที่เธอ ประเมินอยู่ครู่ แล้วก็พูดตรง "รับข้อเสนอ"
ซูหลิงเยิ่นนิ่ง
"เพราะอะไร?"
"เพราะถ้าปฏิเสธ ผู้าุโสองคนที่เหลือจะไม่รอ และในตัวเมืองฉางอัน เราไม่มีพื้นที่หลบ" เว่ยหันเฉินพูด "และเพราะผมประเมินว่าเว่ยเชาจะรักษาคำพูดของเขา อย่างน้อยในระยะที่เขาบอก"
"ระยะที่เขาบอกคือยี่สิบวัน" เธอพูด "และถ้าคัมภีร์บอกว่าต้องพึ่งสายเืข้า หลังยี่สิบวันก็ยังอันตรายอยู่"
"ใช่"
"แต่ท่านก็ยังรับข้อเสนอ"
"เพราะยี่สิบวันนั้นให้เวลาเราหาทางออกอื่น" เว่ยหันเฉินพูด "ไม่ใช่เพื่อหนี แต่เพื่อเตรียม"
ซูหลิงเยิ่นกินข้าวต้มโดยไม่พูดอีกสักพัก สายตาจ้องอยู่ที่ถ้วยในมือ ในดวงตาของเธอมีบางอย่างหมุนวนอยู่ที่เว่ยหันเฉินอ่านออกแล้วว่าคืออะไร ไม่ใช่ความกลัว แต่เป็การประมวลผล
"ข้าเห็นด้วยค่ะ" เธอพูดในที่สุด
หลิวซานและเว่ยหันเฉินมองเธอ
"ทำไม?" หลิวซานถาม
"เพราะถ้าเว่ยเชาอ่านคัมภีร์แล้วพบว่าไม่ต้องพึ่งสายเืข้า เื่ก็จบ" เธอพูดเรียบ ๆ "และถ้าพบว่าต้องพึ่งสายเือยู่ดี อย่างน้อยเราก็รู้แน่ชัดว่ากำลังเผชิญกับอะไร ดีกว่าวิ่งหนีจากศัตรูที่ไม่รู้ขนาดจริง"
หลิวซานยกถ้วยข้าวต้มขึ้นเป็การทักทาย "คุณหนูคิดแบบนักยุทธ์"
"คิดแบบหมอค่ะ" เธอพูด "หมอที่ดีต้องรู้ว่าโรคนั้นคืออะไรก่อนจะรักษา ถ้าไม่รู้แล้วแค่รักษาอาการมันหายได้ชั่วคราวแต่ไม่หาย"
เว่ยหันเฉินกินข้าวต้มต่อโดยไม่พูด แต่ในใจเขาบันทึกสิ่งที่เธอพูดไว้
เธอเข้าใจสถานการณ์ของตัวเองดีกว่าที่เขาคิด และเธอรับมันได้ดีกว่าที่คนส่วนใหญ่จะทำได้
หลังกินเสร็จ หลิวซานรับหน้าที่ยามแรก เว่ยหันเฉินและซูหลิงเยิ่นนั่งอยู่ริมไฟที่ลุกเบา ๆ ในลานดินเล็ก ๆ ของค่าย
ซูหลิงเยิ่นหยิบกระบอกยาออกมาตรวจนับสมุนไพรที่มีเหลืออยู่ เป็นิสัยที่เธอทำทุกเย็น เพื่อรู้ว่าต้องหาอะไรเพิ่มเมื่อผ่านหมู่บ้านหน้า
"ท่านเว่ย" เธอพูดโดยไม่ยกหน้าจากกระบอกยา
"อะไร"
"เื่ที่ท่านกับหลิวซานคุยกัน" เธอพูดช้า ๆ "ท่านพูดถึงข้อเสนอเว่ยเชา แต่มีเื่อื่นด้วยใช่ไหม?"
เว่ยหันเฉินมองเธอ
"ได้ยินบางส่วน" เธอพูดตอบคำถามที่ยังไม่ได้ถาม "ไม่ได้ตั้งใจฟัง แต่ลมพาเสียงมา ได้ยินชื่อแม่"
เว่ยหันเฉินนิ่งอยู่ครู่
แล้วพูด "บ้านของแม่เ้าถูกค้นหลังจากเธอเสียชีวิต หลิวซานพบเื่นี้ขณะสืบข่าวที่หนานก่าง"
ซูหลิงเยิ่นวางกระบอกยาลง
"ค้นหาอะไร?"
"ยังไม่รู้" เว่ยหันเฉินพูด "แต่พวกเขาออกไปโดยไม่พบสิ่งที่้า"
เธอนิ่งอยู่นาน มองไฟที่ลุกอยู่ข้างหน้า
"แม่ฝากอะไรบางอย่างไว้กับข้า" เธอพูดเบา ๆ "ไม่ใช่แค่เม็ดปราณยาม"
เว่ยหันเฉินหันมามองเธอ
"ก่อนที่แม่จะเสียชีวิต เธอให้กล่องเล็ก ๆ ข้ามา บอกว่าเก็บไว้ อย่าเปิดจนกว่าจะถึงเวลา" เธอพูด มือยกขึ้นแตะที่สายเชือกที่คล้องอยู่ที่คอ ต่ำกว่าเสื้อลงไป "ข้าพกมาตลอด ยังไม่ได้เปิด"
"เพราะยังไม่ถึงเวลา?"
"เพราะยังไม่รู้ว่าเวลาไหนคือเวลา" เธอพูด แล้วดึงสายเชือกออกมาจากปกเสื้อ
ที่ปลายสายเชือกมีกล่องไม้เล็กกว่ากล่องของเว่ยหันเฉินครึ่งหนึ่ง สีเข้มจากอายุ มีรอยสึกที่ขอบจากการพกพา แต่ปิดสนิทด้วยกลไกเล็ก ๆ ที่ดูเป็ระเบียบ
เว่ยหันเฉินมองกล่องนั้น
"ท่านรู้จักกล่องแบบนี้ไหม?" เธอถาม "ดูเหมือนทำจากไม้ชนิดเดียวกับกล่องของท่าน"
เว่ยหันเฉินนิ่ง
มองกล่องในมือเธอ
มองกล่องที่กระเป๋าของตัวเอง
ทั้งสองกล่องทำจากไม้ชนิดเดียวกัน ขนาดต่างกัน แต่สีและลักษณะของเนื้อไม้เหมือนกันจนน่าสังเกต
เขารู้จักไม้ชนิดนั้น มันเรียกว่าหยูไม้ หรือ "ไม้หยก" ไม้ที่มีเฉพาะในูเาลึกทางเหนือ เก็บปราณได้ดีกว่าวัสดุอื่น และอาจารย์ใหญ่สำนักไท่อวี้ใช้มันทำกล่องเก็บสิ่งสำคัญ
"เปิดได้ไหม?" เว่ยหันเฉินถาม
เธอมองเขา "ท่านคิดว่าถึงเวลาแล้ว?"
เขามองกล่อง มองเธอ แล้วก็พยักหน้าเบา ๆ
ซูหลิงเยิ่นจับกลไกเล็ก ๆ ที่ขอบกล่อง ค่อย ๆ กดจนกระทั่ง
คลิก
เสียงเบาของกลไกที่ปลดล็อกดังในความเงียบ
กล่องเปิดออก
ข้างในมีสองสิ่ง
สิ่งแรกคือแผ่นผ้าไหมพับเล็กที่มีตัวอักษรเขียนด้วยหมึกเข้ม
สิ่งที่สองคือผลึกเล็กสีขาวขุ่น ขนาดเท่าเม็ดข้าว แต่ข้างในมีเส้นสีทองจางๆ วิ่งวนอยู่
ไม่ใช่เส้นปราณธรรมดา
เว่ยหันเฉินรู้สึกได้ทันทีว่ามันคืออะไร
เป็ผลึกชนิดเดียวกับที่เขามีในกล่องของตัวเอง แต่เส้นสีทองข้างในต่างจากผลึกที่เขาทำขึ้น แบบแผนของเส้นนั้นเป็ลายเซ็นของอาจารย์ใหญ่สำนักไท่อวี้
ซูหลิงเยิ่นหยิบผ้าไหมขึ้นมาคลี่ออก อ่านด้วยเสียงเงียบ ริมฝีปากขยับตามตัวอักษร
แล้วเธอก็หยุด
หันมามองเว่ยหันเฉิน สีหน้าที่เขาอ่านไม่ออกชัดเจนว่าคืออะไร
"ท่านเว่ย" เธอพูดเบา ๆ "แม่เขียนชื่อท่านไว้ในนี้"
เว่ยหันเฉินไม่ขยับ
"เธอเขียนว่า 'ถ้าพบเว่ยหันเฉิน ให้ไว้วางใจเขา เขารู้ว่าต้องทำอะไร'" เธออ่านออกมา แล้วก็ยกหน้าขึ้นมองเขา "ท่านรู้ว่าต้องทำอะไรหรือ?"
เว่ยหันเฉินนิ่งอยู่นาน
ลมพัดผ่านค่าย ไฟในกองสั่นไหว เสียงลำธารข้างล่างยังคงไหลต่อเนื่อง
"ตอนนี้รู้มากขึ้นกว่าเมื่อวานครับ" เขาพูดในที่สุด
ซูหลิงเยิ่นมองเขา แล้วก็พยักหน้าช้า ๆ
เธอพับผ้าไหมกลับเข้ากล่อง เก็บผลึกสีทองใส่ไว้ด้วย แล้วปิดกล่องกลับ ไม่ใส่คืนในเสื้อ แต่วางไว้ในมือของเว่ยหันเฉินแทน
"ถ้าท่านรู้ว่าต้องทำอะไรมากกว่าข้า" เธอพูดเงียบ ๆ "กล่องนี้น่าจะอยู่กับท่านมากกว่า"
เว่ยหันเฉินมองกล่องในมือตัวเอง
กล่องเล็กที่หนักกว่าขนาด
แล้วก็พยักหน้า
คืนนั้นก่อนนอน เว่ยหันเฉินนั่งอยู่กับสองกล่องที่วางเคียงกันบนหิน กล่องของเขาและกล่องที่ซูเม่ยหลานทิ้งไว้
ผลึกเม็ดทองในกล่องของซูเม่ยหลานนั้นเขารู้แล้วว่าคืออะไร
มันเป็กุญแจ กุญแจของอาจารย์ใหญ่ที่ทำไว้สำหรับเปิดบางสิ่งที่เขาซ่อนไว้ก่อนที่สำนักจะพัง
สิ่งที่อาจารย์ใหญ่ซ่อนไว้คือสิ่งเดียวกับที่คัมภีร์บันทึกไว้ว่ามีอยู่
และสิ่งนั้นไม่ได้อยู่ในสำนักไท่อวี้
มันอยู่ที่ฉางอัน
เว่ยหันเฉินมองท้องฟ้าคืนที่เต็มไปด้วยดาว
ยังอีกสิบเจ็ดวัน