ภายในห้องนอนของอู่หลิงเยว่ หญิงสาวนั่งอยู่หน้าโต๊ะตัวเล็กกลางห้อง พลางยกนิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเบา ๆ “ตึ๊ก…ตึ๊ก…” เป็จังหวะสม่ำเสมอ
สายตาคู่งามจับจ้องอยู่บนร่างโปร่งแสงของเด็กน้อยที่นั่งก้มหน้าอยู่ฝั่งตรงข้าม
“เสี่ยวเป่า” อู่หลิงเยว่เอ่ยเสียงต่ำ แฝงความกดดันในที “เหตุใดเ้าจึงแปลงเป็เงาร่างของข้าออกไปปั่นป่วนเช่นนั้น..เ้าคิดอะไรอยู่กันแน่?”
เด็กชายสะดุ้งนิดหนึ่ง แต่แทนที่จะตอบดีๆ เขากลับชี้นิ้วเล็ก ๆ มาทางนาง ทั้งที่ยังก้มหน้าไม่สบตา
“ว่าอย่างไร!” อู่หลิงเยว่ขมวดคิ้ว “พูดออกมาให้รู้เื่! แล้วทำไมยังชี้ไม้ชี้มือมาที่ข้าอีก!”
เสียงเล็กเอ่ยอุบอิบ “ก็…ก็เป็นายท่านมิใช่หรือ ที่ว่าข้าแปลงกายเป็เงาลอยไปลอยมาดูเหมือนตัวการ์ตูน ไม่น่ากลัวสักนิด ข้าก็เลย…”
“เด็กบ้า! นี่เ้า! เ้าไปแอบดัดแปลงตัวเองให้เป็รูปร่างของข้าเนี่ยนะ! หรือว่าในสายตาเ้าข้าดูน่ากลัวถึงเพียงนั้น!”
เสี่ยวเป่าค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตากลมใสวาววับ แล้วยิ้มแป้นจนแก้มป่อง พยักหน้าหงึกหงักแบบไม่คิดจะปฏิเสธ
อู่หลิงเยว่นิ่งไปหนึ่งอึดใจ ก่อนจะหอบหายใจแรงๆ เพื่อระบายโทสะ
“ยังดีที่ไป๋เยี่ยนหรูไม่ได้ติดใจ ไม่เช่นนั้นเ้าจะให้ข้าตอบนางเช่นไร? อยู่ดีๆ ผีเรือนร้างก็มีหน้าตาเหมือนข้าเสียอย่างนั้น!”
เสี่ยวเป่าทำหน้างง ๆ ก่อนตอบเสียงใสเหมือนเป็เื่แสนธรรมดา “ก็ท่านอยากให้เรือนร้างแห่งนี้ลึกลับน่ากลัวมิใช่หรือขอรับ? หากจะมีผีสักหลายตนหน่อย ข้าน้อยว่าก็มิใช่เื่แปลก”
“เ้า…!” อู่หลิงเยว่ยกมือขึ้นกุมขมับ เหมือนจะเถียงต่อ แต่สุดท้ายก็ยอมกลืนคำลงไปอย่างจนใจ
นางสะบัดหน้าเบา ๆ ก่อนหันไปเพ่งมองหน้าต่างข้อความที่ลอยขึ้นตรงหน้า แสงสีเงินเรืองรองสว่างวาบ
“874 แต้ม!” ดวงตาของอู่หลิงเยว่เบิกกว้างเล็กน้อย ความขุ่นเคืองเมื่อครู่พลันมลายหายไปทันตา กลายเป็ความตื่นเต้นแทน
“ข้าใช้แต้มแลกควันฉุกเฉินไปห้าสิบแต้ม แต่ช่วยไป๋เยี่ยนหรูคราวนี้ได้กลับมา 600 แต้ม… คุ้มเกินคุ้ม!” นางเผลอยกมุมปากขึ้นด้วยรอยยิ้มที่ไม่ได้มีมาหลายวัน
ก่อนหน้านี้แต้มที่สะสมไว้มีแต่ร่อยหรอจนทำให้นางใจหาย แต่วันนี้นางกลับได้กำไรเป็ครั้งแรก!
หัวใจของอู่หลิงเยว่เบาสบายอย่างประหลาด ความเหน็ดเหนื่อยและความกังวลทั้งปวงคลายลงชั่วขณะ เมื่อถึงเวลาเอนกายลงบนเตียงแข็งกระด้างในเรือนร้าง นางก็พลันหลับสนิทราวกับเด็กน้อยที่ได้กินขนมหวานชิ้นใหญ่
……….
ที่หมู่บ้านหานเฉิง ซุนเหยารอจนพวกซูหลางกลับมา พอเห็นว่าอันธพาลสองคนถูกจับตัวได้นางก็โล่งใจ ทว่าความสุขนั้นอยู่ได้เพียงชั่วครู่ เพราะไป๋เยี่ยนหรูไม่ได้ออกมาพร้อมกับนายกองซูด้วย!
“ท่านนายกอง ไม่พบแม่นางไป๋หรือเ้าคะ” น้ำเสียงสั่นเครือของซุนเหยาเอ่ยถามด้วยหัวใจร้อนรน
ซูหลางส่ายหน้า สีหน้ายังเคร่งเครียดไม่คลาย “พวกเราสามคนไม่เห็นใครอีกเลยนอกจากสองคนนี้ เ้ากลับไปรวมกลุ่มกับพวกชาวบ้านที่เข้าไปหาของป่าทางนั้นก่อน บางทีนางอาจจะไปรวมกลุ่มกับคนอื่น ๆ แล้วก็เป็ได้”
ซุนเหยากัดริมฝีปากแน่น อยากคัดค้านแต่ก็ไร้ถ้อยคำจะเอ่ย เมื่อซูหลางกับทหารอีกสองนายต่างยืนยันว่าเื้ัเนินดินไม่มีผู้ใดอยู่อีก นางจึงจำต้องรีบย้อนกลับไปยังกลุ่มชาวบ้าน ในใจภาวนาขอให้ไป๋เยี่ยนหรูเพียงพลัดหลงและกลับมาสมทบในไม่ช้า
ทางด้านซูหลางเขาก็พยายามสอบถามเื่ของหญิงสาวจากอันธพาลสองคนนั้นตลอดทั้งวัน แต่ไม่ว่าทหารจะสอบถามหรือปลอบโยนเพียงใด ทั้งคู่กลับให้การวกวนราวคนเสียสติ
บางครั้งก็พร่ำเพ้อว่าเห็นไป๋เยี่ยนหรูถูก “ผีสาว” ฉีกร่างกินเนื้อสด ๆ ต่อหน้า เสียงหัวเราะเย็นเยียบดังสะท้อนอยู่ในหู
บางครั้งก็กลับคำ บอกว่าแท้จริงแล้วไป๋เยี่ยนหรูคือผีแปลงกายมาหลอกล่อพวกตนให้เข้าไปในเรือนร้าง
ยิ่งฟังยิ่งปั่นป่วนจนในที่สุดซูหลางก็จำต้องให้พวกเขาสงบสติอารมณ์อยู่อีกหนึ่งคืน
แต่กระทั่งรุ่งสาง เงาร่างของไป๋เยี่ยนหรูก็ยังไม่ปรากฏ
ยามเช้า บรรยากาศในหมู่บ้านหานเฉิงเต็มไปด้วยความอึดอัด ชาวบ้านรู้ข่าวการหายตัวไปของไป๋เยี่ยนหรูและอันธพาลสองคนถูกผีในเรือนร้างหลอกหลอนมาั้แ่เมื่อวาน ต่างถกเถียงกันเสียงดัง
“เป็เพราะมีคนบังอาจไปรบกวน ผีในเรือนร้างสกุลเกาจึงออกมาแน่แท้!” ชายชราคนในหมู่บ้านหานเฉิงดั้งเดิมเอ่ยด้วยใบหน้าหวั่นเกรง
“เรือนนั้นมิใช่รกร้างมานานแล้วหรือ ไยยังมีสิ่งชั่วร้ายสิงอยู่ได้”
“ปากเสีย!! คนสกุลเกาหาได้เป็คนชั่วร้ายไม่! แม้จะเป็ิญญาพวกก็แค่ปกป้องพื้นที่ของพวกเขาเท่านั้น ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ว่าอย่าเหยียบย่างเข้าใกล้!”
คนท้องถิ่นดั้งเดิมต่างพยายามห้ามไม่ให้ผู้ใดไปที่เนินดินท้ายหมู่บ้านอีก แต่บรรดาผู้อพยพที่ไม่รู้เื่เล่าขานเก่าแก่ กลับยังรู้สึกว่าควรต้องออกตามหาไป๋เยี่ยนหรู โดยเฉพาะซุนเหยาที่กระวนกระวายยิ่ง
“นางเป็สตรีตัวคนเดียว หากเกิดเื่ใดกับนางจริง ๆ แล้วเราจะทำเช่นไร!” ซุนเหยากล่าวทั้งน้ำตา เสียงของนางสั่นเครือจนทำให้ผู้คนรอบข้างพลอยใจอ่อนตาม
ซูหลางนิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาคมกริบกวาดมองรอบวง เห็นทั้งความกลัวและความลังเลของชาวบ้าน จึงเอ่ยเสียงหนักแน่น
“เื่นี้ต้องมีคำตอบ ไม่ว่าเป็ผีหรือเป็คน ข้าจะพาทหารออกไปค้นหา หากใครกล้าพอ…ก็จงตามมา”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศเงียบกริบ ผู้คนมองหน้ากันไปมา ก่อนจะเริ่มเอ่ยแย้งบ้างเห็นด้วยบ้าง เสียงโต้เถียงดังเซ็งแซ่ขึ้นอีกครั้ง แต่สายตาแข็งกร้าวของซูหลางทำให้ไม่มีใครกล้าขัดขวางอย่างจริงจัง
กระทั่งยามสาย ซูหลางจึงคัดเลือกทหารสิบคนที่จิตใจเข้มแข็งที่สุดออกเดินทางไปยังชายป่าท้ายหมู่บ้าน ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยยังคงเดินตามมาอย่างกระวนกระวาย
เมื่อถึงเขตหลุมฝังศพของชาวแคว้นเหยียนที่เพิ่งถูกฝังไปไม่นาน กลิ่นดินดิบยังคงโชยออกมาจากกองดินที่ถูกพลิกขึ้นใหม่ รังแมลงวันบินวนหึ่ง ๆ อยู่เหนือดินสีคล้ำ ใบไม้ใบหญ้าทั่วบริเวณถูกเหยียบจนแบนราบปนกับเศษธูปที่ชาวบ้านนำมาจุดไล่กลิ่นศพ
กลิ่นคาวแ่บางลอยคลุ้งจนทำให้หลายคนหน้าซีด บ้างยกมือปัดแมลงวันอย่างรังเกียจ บ้างเบือนหน้าหนีไม่กล้าจ้องมองหลุมฝังศพโดยตรง บางคนยกมือไหว้พึมพำ บางคนถอยหลังไปเองด้วยไม่อาจฝืนใจได้
ซูหลางนำทหารทั้งสิบย่ำเท้าเดินผ่านหลุมศพอย่างเชื่องช้า แผ่นหลังแต่ละคนตรงแน่ว มือกำดาบมั่นคงดุจเหล็กกล้า ราวกับกำลังจะไปเผชิญกับศัตรูในสนามรบ
เสียงเหยียบใบไม้แห้งดังชัดท่ามกลางความเงียบงัน ลมเย็นพัดมาจากชายป่ามาวูบหนึ่งราวกับจะเตือนให้ทุกคนรู้ว่าที่แห่งนี้มิใช่สถานที่ที่ผู้คนธรรมดาควรย่างกรายเข้ามา
แต่ซูหลางไม่หยุด เขาก้าวนำหน้าต่อไป สายตาจับจ้องไปยังเนินดินที่อยู่ลึกเข้าไปในพงไม้หนาทึบ
ท่ามกลางความเงียบอันกดดัน พลันมีเสียงคำรามต่ำ ๆ ดังแ่ออกมาจากหลังเนินดิน ชาวบ้านที่จิตใจอ่อนไหวอยู่แล้ว ถึงกับขนลุกเกรียวขึ้นมา
ทหารสิบคนที่ตามซูหลางมายืนชะงัก หันขวับมองหน้ากัน บางคนกำดาบแน่นจนสั่น ขณะเดียวกันชาวบ้านที่ยืนอยู่ห่างออกไปยิ่งหวาดกลัว พวกเขาโผเข้ากอดกันแน่น หลายคนปิดปากกลั้นหายใจ ั์ตาเบิกกว้างราวกับเชื่อมั่นสุดหัวใจว่านั่นคือผีเรือนร้างที่กำลังจะออกมาปกป้องเขตแดนตามคำร่ำลือ
เสียงคำรามดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้หนักแน่นจนพื้นดินะเืเบา ๆ กอหญ้าที่ปกคลุมบนดินสั่นไหวเหมือนมีอะไรใหญ่โตขยับตัวอยู่ใต้พื้น ชั่วขณะนั้นทุกคนต่างลืมหายใจ ดวงตาทุกคู่จ้องเขม็งไปยังเงามืดหลังเนิน
แล้วทันใดนั้น เงาร่างใหญ่สีดำพุ่งออกมาจากแนวหญ้ารกรุงรัง ทหารเผลอชักดาบตั้งท่าโดยสัญชาตญาณ ส่วนชาวบ้านก็กรีดร้องเสียงหลง แต่สิ่งที่ปรากฏไม่ใช่ิญญาเฮี้ยน หากเป็ฝูงหมูป่าหลายตัวที่วิ่งกรูกันออกมาเต็มแรง ลูกหมูตัวเล็กหลายตัวร้องแหลม ๆ ติดตามหลังแม่หมูตัวใหญ่ เสียงกีบกระทบพื้นดังกระหึ่มราวกับฟ้าคำราม!