เมื่อเรื่องเล่าอันน่าตกตะลึงของออกญาศรีธรรมาธิราชได้จบลง ห้องทรงงานทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงันที่หนักอึ้งและเยียบเย็นยิ่งกว่าราตรีใดๆ
เจ้าพระยาเพชรพิไชยนั่งนิ่ง ใบหน้าของท่านที่เคยผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน บัดนี้กลับเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความกังวลที่ลึกซึ้ง ท่านเข้าใจแล้ว เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า เหตุใดกองทัพเสริมจากกรุงเก่าจึงยังมาไม่ถึง และเหตุใดภาระในการปกป้องหัวเมืองฝ่ายเหนือจึงตกอยู่บนบ่าของท่านและเมืองชากังราวแต่เพียงผู้เดียว อยุธยา กำลังป่วยไข้จากภายใน ป่วยด้วยโรคแห่งความแตกแยกและความขัดแย้งในสายเลือด
ออกญาศรีธรรมาธิราชถอนหายใจยาว การได้ระบายความจริงที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมาทั้งหมด ดูเหมือนจะทำให้ท่านดูแก่ชราลงไปอีกหลายปี ท่านยกน้ำชาขึ้นจิบ เพื่อซ่อนเร้นแววตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและสิ้นหวัง
แต่ในบรรดาบุรุษทั้งสาม ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากข่าวสารนี้รุนแรงที่สุดกลับเป็นเด็กหนุ่มที่นั่งเงียบที่สุด...คำอินทร์
ภายนอกเขาอาจจะดูสงบนิ่งแต่ภายในนั้นกลับมีพายุแห่งอารมณ์ที่โหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง
พระบิดาที่เขาไม่เคยรู้จักได้จากไปแล้ว ความหวังลมๆ แล้งๆ ที่จะได้พบหน้าและทูลถามถึงเรื่องราวในอดีตได้พังทลายลงโดยสิ้นเชิง และบัดนี้พี่น้องต่างมารดาของเขา เจ้าฟ้าอุทุมพรก็ได้ขึ้นครองราชย์บนบัลลังก์ที่สั่นคลอน ท่ามกลางการจ้องทำลายจากพระเชษฐาของพระองค์เอง
นี่มันเรื่องตลกร้ายอะไรกัน ครอบครัวของเขา...ราชวงศ์แห่งอยุธยา...กำลังฉีกกระชากกันเอง
ในขณะที่ศัตรูตัวฉกาจกำลังยืนรอที่จะขย้ำแผ่นดินผืนนี้ให้จมหายไปกับตา
แก่นอาคมแผ่นดินในกายเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง...มันไม่ได้สั่นด้วยความโกรธ...แต่สั่นด้วยความ "เจ็บปวด"...มันคือความเจ็บปวดของผืนปฐพี...ที่รับรู้ได้ถึงความอ่อนแอและความแตกสลายของราชวงศ์ผู้เป็นดั่งเสาหลักค้ำจุนแผ่นดิน
เจ้าพระยาเพชรพิไชยเป็นผู้ทำลายความเงียบขึ้นก่อน ท่านหันไปกล่าวกับท่านออกญาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
“ท่านออกญา...ขอบคุณท่านมากที่ให้เกียรติและไว้วางใจบอกเล่าความจริงทั้งหมดแก่เรา แม้ว่ามันจะเป็นข่าวร้ายแต่มันก็ทำให้เราได้เห็นภาพที่แท้จริงและรู้ว่าเราควรจะทำสิ่งใดต่อไป”
ท่านลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว
“ในเมื่อกรุงเก่ากำลังวุ่นวายหน้าที่ของเมืองหน้าด่านเช่นชากังราวก็ยิ่งมีความสำคัญเป็นทวีคูณ...ข้า...เจ้าพระยาเพชรพิไชยขอให้คำสัตย์ปฏิญาณว่าจะปกป้องเมืองชากังราวแห่งนี้ไว้ด้วยชีวิต จะทำให้มันเป็นดั่งกำแพงเหล็กเป็นปราการด่านสุดท้ายของฝ่ายเหนือ เพื่อซื้อเวลาให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอุทุมพรได้ทรงจัดการปัญหาภายในและรวบรวมแผ่นดินให้กลับมาเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง ขอท่านจงนำความนี้กลับไปกราบบังคมทูลให้ทรงทราบด้วย”
ออกญาศรีธรรมาธิราชมองท่านเจ้าเมืองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งและนับถือ ท่านลุกขึ้นยืนแล้วโค้งคำนับให้
"ข้าจะนำความจงรักภักดีและความกล้าหาญของท่าน กลับไปกราบบังคมทูลอย่างแน่นอน"
หลังจากที่ออกญาศรีธรรมาธิราชได้ขอตัวกลับไปพักผ่อนแล้ว ภายในห้องทรงงานจึงเหลือเพียงเจ้าพระยาเพชรพิไชยและคำอินทร์สองต่อสอง
ท่านเจ้าเมืองเดินมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าคำอินทร์ ท่านไม่ได้นั่งลงแต่กลับยืนมองเด็กหนุ่มที่ท่านรักและเอ็นดูดุจบุตรชายด้วยสายตาที่ลึกซึ้งและเปี่ยมไปด้วยความเข้าใจ
"คำอินทร์" ท่านเอ่ยขึ้นเบาๆ "ข่าวการสวรรคตของสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ดูเหมือนจะส่งผลกระทบต่อเจ้าลึกซึ้งยิ่งกว่าทหารธรรมดาคนหนึ่ง"
คำอินทร์เงยหน้าขึ้นสบตาท่าน เขาไม่ได้หลบสายตา
"ปฏิกิริยาของเจ้าในตอนที่ได้ยินข่าว แหวนวงนั้นที่เจ้าสวมอยู่และชาติกำเนิดที่เจ้าบอกข้าว่าสืบเชื้อสายมาจากเจ้าพระยาอินทร์ เมื่อนำมารวมกันแล้ว ข้าพอจะเดาเรื่องราวบางอย่างได้"
"ข้าไม่ต้องการจะคาดคั้นความลับของเจ้า หากการเปิดเผยมันจะนำมาซึ่งอันตราย" ท่านเจ้าเมืองกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุด "แต่ข้าอยากให้เจ้ารู้ไว้ว่า สำหรับข้าแล้วเจ้าไม่ได้เป็นเพียงแม่ทัพพิเศษแต่เจ้าเปรียบเสมือนลูกหลานคนหนึ่งของข้า หากเจ้ามีภาระที่หนักอึ้งเกินกว่าจะแบกรับไว้คนเดียว จงรู้ไว้เถิดว่า บ่าของชายชราคนนี้ ยังพอมีที่ว่างให้เจ้าได้พักพิงและแบ่งเบาภาระนั้นได้"
ความจริงใจและความเมตตาที่สื่อผ่านคำพูดและแววตาของท่านเจ้าเมือง ได้ทลายกำแพงในใจของคำอินทร์ลง เขาอยู่กับความลับและความโดดเดี่ยวมาตลอดชีวิต นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนหยิบยื่นความเข้าใจและความช่วยเหลือให้แก่เขาอย่างไม่มีเงื่อนไข
เขาตัดสินใจแล้ว...เขาจะมอบความไว้วางใจให้แก่บุรุษผู้เป็นดั่งบิดาคนที่สองของเขาผู้นี้
"ท่านเจ้าคุณ" คำอินทร์เอ่ยขึ้น เสียงของเขายังคงสั่นเครือเล็กน้อย "เรื่องราวของข้าซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบายได้ทั้งหมดในตอนนี้ แต่สิ่งที่ท่านสงสัยนั้น ไม่ผิดเพี้ยนไปนัก"
"มารดาของข้า...นางมีความผูกพันกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ และแหวนวงนี้คือของแทนใจที่พระองค์ทรงมอบให้แก่นาง"
เขาเลือกที่จะบอกความจริงเพียงเท่านี้ มันคือการยอมรับในสายเลือดโดยไม่ต้องเอ่ยถึงยศศักดิ์ที่อาจจะนำมาซึ่งความวุ่นวาย
เพียงแค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับเจ้าพระยาเพชรพิไชย ท่านพยักหน้ารับช้าๆ บัดนี้ทุกอย่างกระจ่างชัดในใจของท่านแล้ว เด็กหนุ่มตรงหน้านี้มีสายเลือดของราชันย์ไหลเวียนอยู่ในกายและนั่นก็ยิ่งทำให้วีรกรรมและความเสียสละของเขายิ่งใหญ่ขึ้นไปอีกในสายตาของท่าน
"เช่นนั้น...ความลับของเจ้าก็คือความลับของข้า" ท่านเจ้าเมืองกล่าวอย่างหนักแน่น "และภาระของเจ้า นับจากนี้ไปก็คือภาระของข้าด้วยเช่นกัน จงพักผ่อนเถิดคำอินทร์ เจ้าแบกรับอะไรมามากเกินไปแล้ว"
คืนนั้น...คำอินทร์นอนไม่หลับ
เขายืนอยู่เบื้องหน้าแผนที่ขนาดใหญ่ของอาณาจักรสยามที่แขวนอยู่ในห้องทำงานของเขา ห้องที่ท่านเจ้าเมืองมอบให้เป็นสิทธิ์ขาด
สายตาของเขาจับจ้องไปยังดินแดนทางทิศเหนือ ล้านนา ที่นั่นคือจุดเริ่มต้น คือที่ที่มีคำตอบของความแค้นส่วนตัว คือที่ที่ดวงวิญญาณของมารดาและท่านตาสถิตอยู่
แต่บัดนี้เป้าหมายนั้น กลับดูเล็กลงไปถนัดตา
เขารู้แล้วว่าศัตรูที่แท้จริงของเขาไม่ใช่แค่ราชครูมินจอส่วย แต่คือความอ่อนแอและความแตกแยกของแผ่นดินนี้ทั้งหมด การไปล้านนาเพื่อชำระแค้นส่วนตัว มันจะมีความหมายอะไร หากในท้ายที่สุดอาณาจักรสยามทั้งอาณาจักรซึ่งเป็นมรดกของทั้งพระบิดาและท่านตาของเขาต้องล่มสลายลงเพราะความขัดแย้งภายใน
นิ้วของเขาค่อยๆ เลื่อนลงมาตามแผนที่ ผ่านเมืองชากังราว ผ่านเมืองพิษณุโลกแล้วไปหยุดอยู่ที่ใจกลางของทุกสิ่ง
กรุงศรีอยุธยา
เมืองหลวงที่กำลังลุกเป็นไฟ ด้วยสงครามชิงบัลลังก์ที่มองไม่เห็น
เขายกมือขึ้นกุมแหวนที่นิ้วนาง สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบของมัน