หลังจากที่ได้กลับเข้ามาในห้องฝึกฝนของตนเอง เทียนฉินก็เริ่มครุ่นคิดถึงสิ่งที่เขาได้สอบถามหยางชิงเว่ย ในช่วงระหว่างที่กำลังเดินทางกลับมาที่นิกายอีกครั้ง
"อาจารย์พอจะรู้หรือไม่ว่าในอีกสองแคว้นที่เหลือ มีนิกายใดเป็นผู้ครอบครองหอคอยแบบนี้บ้าง?"
หยางชิงเว่ยที่เหาะนำหน้าอยู่หันมามองเทียนฉินด้วยรอยยิ้มอย่างรู้ความหมาย เพราะว่าเรื่องต่างๆในหอคอยปฐมอัคคีของนิกายเขา หรือแม้แต่หอคอยเก้าธาราของนิกายเมฆอนันต์ เทียนฉินได้บอกกล่าวให้เขาฟังทั้งหมดแล้ว
"ที่แคว้นวุ่นอาจารย์ไม่รู้แน่ชัดว่ามีนิกายใดเป็นผู้ครอบครองหอคอยเหมือนกับที่นิกายของเรามี เพราะแคว้นวุ่นนั้นอยู่ห่างจากแคว้นของเรามาก จึงไม่ค่อยได้มีการติดต่อกันมากนัก!"
"แต่สำหรับที่แคว้นวั่นนั้น! อาจารย์พอจะรู้มาบ้างว่าเป็นนิกายใดที่ครอบครองอยู่ หากเจ้าอยากจะเข้าไปในหอคอยนั้นจริงๆ อาจารย์จะหาเวลาไปติดต่อกับประมุขนิกายทางนั้นให้ ว่าเขาจะยอมเปิดโอกาสให้เจ้าได้ลองเข้าไปที่หอคอยของนิกายเขาได้หรือเปล่า!"เสียงของหยางชิงเว่ยส่งผ่านมาบอกกับเทียนฉินถึงเรื่องที่เขาสอบถามอย่างละเอียด
และจากสิ่งที่หยางชิงเว่ยได้บอกเอาไว้ ทำให้เทียนฉินได้รู้เรื่องต่างๆเกี่ยวกับอาณาจักรที่เขาอยู่มากยิ่งขึ้น แผ่นดินที่เขาอาศัยอยู่นี้ถูกเรียกว่าอาณาจักรฝู่หลง ซึ่งมีพระราชวังตั้งอยู่ตรงใจกลางของอาณาจักร ซึ่งมีอำนาจเด็ดขาดทุกอย่าง โดยมีสี่แคว้นใหญ่เป็นผู้ควบคุมดูแลอีกระดับหนึ่ง
แคว้นฉู่ที่นิกายเพลิงอัคคีตั้งอยู่นี้เป็นเขตปกครองที่อยู่ทางทิศใต้ ซึ่งจะมีอีกสามแคว้นที่เป็นเขตปกครองตามทิศที่เหลือ และเขตปกครองทางทิศตะวันตกนั่นก็คือแคว้นชิงที่เทียนฉินพึ่งจะกลับมานั้นเอง ส่วนแคว้นวั่นที่หยางชิงเว่ยกล่าวถึงนั้น อยู่ในเขตปกครองทางตะวันออก โดยมีหนึ่งวังกับสี่นิกายคอยดูแลอยู่ไม่ต่างจากแคว้นฉู่กับแคว้นชิงเท่าไหร่นัก
"การจะไปแคว้นวั่นนั้นไม่ยากเย็นเท่าไหร่นัก แต่การอาศัยอยู่ที่นั่นอาจจะลำบากสักเล็กน้อย!"
หยาวชิงเว่ยเอ่ยเตือนเทียนฉินทันทีที่เห็นสีหน้าท่าทางตื่นเต้นของเขา อีกทั้งยังกำชับให้เทียนฉินรับรู้ถึงเหตุการณ์ภายในแคว้นวั่นได้เข้าใจเป็นอย่างดี
และที่หยางชิงเว่ยได้กล่าวเตือนเขานั้น ก็เพราะว่าที่แคว้นวั่นเปรียบเสมือนแคว้นแห่งการค้าขาย โดยเฉพาะเขตแดนด้านหนึ่งนั้นติดกับทะเล จึงทำให้มีผู้คนมากหน้าหลายตาล้วนต่างมาทำการค้าขายอย่างมากมาย และยิ่งมีผู้คนเยอะเท่าไหร่ก็ยิ่งมีทรัพยากรหมุนเวียนมากขึ้นตามมาด้วย ทำให้แคว้นนี้มีทั้งผู้ฝึกฝนที่มีความสามารถมักจะมารวมตัวอาศัยอยู่กันอย่างมากมาย
แต่ข้อเสียก็คือความเจริญรุ่งเรืองนั่นเอง ทำให้มีผู้ฝึกฝนบางคนตั้งตัวเป็นโจร คอยปล้นชิงพ่อค้าที่มาค้าขายอยู่บ่อยๆ บางคนก็หลบหนีการตามจับมาจากแคว้นอื่นเพื่อมาหลบซ่อนตัวที่แคว้นนี้ จนกระทั่งทั้งสี่นิกายที่คอยดูแลอยู่ก็ยังยากที่จะติดตามจับได้ทุกคน จนทำให้แคว้นนี้มีอันตรายอยู่มาก หากว่าคนที่เข้าไปไม่มีคนรู้จักหรือว่าอยู่เพียงลำพังคนเดียว ก็จะลำบากอยู่ไม่ใช่น้อยในการที่จะอาศัยอยู่ในแคว้นวั่นนี้ได้อย่างปลอดภัย
"หวังว่าเมื่อข้าเข้าไปยังแคว้นวั่นแล้ว คงจะมีโอกาสได้เจอกับพี่รองเติ้งป่ายอีกครั้ง!"
เทียนฉินหวนนึกถึงชายหนุ่มร่างท้วมที่เขาเคยเจอเมื่อตอนเข้าไปยังแดนลับสลักหลอมรวม อีกทั้งยังจับพลัดจับผลูได้มาร่วมสาบานกันเป็นพี่น้อง รวมถึงพี่ใหญ่จงลู่อันที่ตอนนี้ได้ไปฝึกฝนอยู่ที่นิกายกระบี่สำราญ ซึ่งเขาหวังว่าก่อนจะไปยังแคว้นวั่นจะลองไปชวนพี่ใหญ่คนนี้ดู หากได้ร่วมเดินทางไปด้วยกัน อย่างน้อยคงช่วยเหลือกันได้ระดับหนึ่ง
หลังจากที่เทียนฉินวางแผนการเดินทางไว้คร่าวๆในใจเรียบร้อยแล้ว เขาก็เริ่มส่งกระแสจิตสื่อสารกับหลงยู่หมิงต่อทันที
"อาวุโสหลง! ตอนนี้ท่านศึกษาคัมภีร์ไร้อักษรไปถึงไหนแล้ว?"
คัมภีร์ไร้อักษรคือสิ่งที่เทียนฉินได้มาตอนเข้าไปในสุสานของผู้พิทักษ์หัวพยัคฆ์ ซึ่งตอนนั้นแม้เขาจะลองอ่านผ่านๆตามาบ้าง แต่ก็เข้าใจได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น อีกทั้งเหตุการณ์ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาต้องคอยต่อสู้และหลบหนีกับคนของนิกายเมฆอนันต์ ทำให้เขาต้องล้มเลิกทำความเข้าใจคัมภีร์ไร้อักษรนี้ไปก่อน
แต่ตอนนี้เมื่อทุกอย่างได้คลี่คลายลงเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งเมื่อได้กลับมาอยู่ที่นิกายเพลิงอัคคี ทำให้เขามีเวลาพอที่จะเริ่มต้นศึกษาคัมภีร์ไร้อักษรนี้อีกครั้ง จึงทำให้เทียนฉินกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้วิธีการจารึกอักษรนี้เป็นอย่างมาก
"เฮ่อ! ถึงแม้ข้าจะเคยมีความรู้เรื่องค่ายกลมาก่อน แต่สิ่งที่อยู่ในคัมภีร์นี้กับลึกซึ้งเป็นอย่างมาก อีกทั้งตัวข้าเป็นเพียงแค่จิตวิญญาณเพียงเท่านั้น จึงไม่อาจจะทดลองเพื่อพิสูจน์ให้แน่ชัดไปได้ว่า การทำความเข้าใจของข้ามันถูกหรือผิดกันแน่!"
เสียงของหลงยู่หมิงตอบกลับมาอย่างเสียดายที่ตนเองไม่มีโอกาสมากพอที่จะทำได้อย่างที่ใจตนเองต้องการ
"เอ่อ! แล้วอย่างนี้ข้าจะทำอย่างไรดี?"
เทียนฉินถอนหายใจอย่างผิดหวังที่หลงยู่หมิงไม่อาจจะทำความเข้าในคัมภีร์ไร้อักษรนี้ได้ เพราะตัวเขาเองแม้ว่าจะมีความสามารถมากแค่ไหนก็ตาม แต่เรื่องของการจารึกอักษรนี้เขาไม่ได้มีความรู้เลยสักนิดเดียว เพียงแต่ที่ผ่านมาเขาอาศัยว่าตนเองรู้ว่าค่ายกลนั้นจำเป็นต้องมีแกนกลางเป็นตัวเชื่อมต่อให้ค่ายกลทำงาน แต่การจะทำอย่างไรให้แกนกลางเหล่านั้นสามารถปลดปล่อยพลังงานออกมาได้ทั่วถึงนั้น เทียนฉินกลับไม่มีความรู้เรื่องนี้เลยสักนิด
"ฮ่าๆ! เจ้าหนู! เจ้าอย่าพึ่งทำหน้าผิดหวังอย่างนั้นสิ!"
หลงยู่หมิงอดกลั้นขำที่เห็นสีหน้าผิดหวังของเทียนฉินไม่ได้ ก่อนจะส่งเสียงตอบกลับมาอย่างมั่นใจ
"ถึงแม้ว่าข้าจะไม่สามารถเรียนรู้ทุกอย่างในคัมภีร์ไร้อักษรนี้ได้ทะลุปรุโปร่ง แต่ข้าก็ได้เข้าใจในเรื่องการจารึกอักษรนี้อยู่พอสมควร ซึ่งเรื่องนี้ข้ามั่นใจได้ว่าสามารถสอนเจ้าได้อย่างแน่นอน!"
"ถ้าอย่างนั้นพวกเรามาเริ่มกันเลยเถอะ!"สีหน้าของเทียนฉินดีขึ้นทันควันที่ได้ยินเรื่องนี้ พร้อมกับเอ่ยออกมาอย่างตื่นเต้น
"เจ้าส่งกระแสจิตเข้าไปศึกษาในคัมภีร์ไร้อักษรนั้นก่อนเถอะ ส่วนข้าจะคอยแนะนำเจ้าเป็นระยะๆ ว่าควรทำแบบไหนอย่างไร เจ้าจะได้เข้าใจในวิถีการจารึกอักษรนี้อย่างรวดเร็ว!"
หลงยู่หมิงเอ่ยบอกออกมาเสมือนว่าตัวเขาเป็นอาจารย์กำลังสั่งสอนลูกศิษย์ ส่วนเทียนฉินก็พยักหน้าตอบรับก่อนจะเริ่มทำตามในสิ่งที่หลงยู่หมิงบอกทันที
ชั่วขณะที่กระแสจิตของเทียนฉินส่งเข้าไปสัมผัสกับผลึกแผ่นนั่นเอง ตัวอักษรที่ถูกบันทึกไว้ต่างก็หลั่งไหลเข้าสู่จิตวิญญาณของเขาโดยตรง
"การจารึกอักษรนั้นถูกคิดค้นขึ้นมาตั้งแต่ยุคสมัยบรรพกาลโดยเซียนผู้เก่งกล้าคนหนึ่ง ต่อมาจึงถูกเผยแพร่ให้กับลูกศิษย์ของเขาหลายคน จากรุ่นสู่รุ่นจนถึงทุกวันนี้!"
"และตัวข้าก็เป็นหนึ่งในจำนวนผู้คนที่ได้รับการถ่ายทอดการจารึกอักษรนี้มา จนกระทั่งเมื่อข้ามีความเข้าใจในการจารึกอักษรนี้มากขึ้น จึงได้คิดค้นหาวิธีในการจารึกอักษรนี้ให้ทรงพลังมากกว่าเดิม จนเกิดเป็นคัมภีร์ไร้อักษรนี้ขึ้นมาได้สำเร็จ!"
เพียงแค่ความรู้ส่วนหนึ่งที่เทียนฉินได้รับเข้ามา ก็ทำให้เขารู้สึกทึ่งในความสามารถของคนรุ่นก่อนอย่างมาก เพราะการคิดค้นวิชาหรือกระบวนท่าต่างๆนั้น สำหรับความเข้าใจของเขาเองก็เป็นเรื่องที่ยากเย็นอยู่แล้ว แต่การจารึกอักษรนี้แตกต่างจากพวกเคล็ดวิชาที่ใช้ฝึกฝนมากนัก จะต้องเป็นคนที่มีความสามารถขนา
ดไหนกันแน่ ถึงได้มีความเก่งกล้าสามารถเช่นนี้
จบตอนที่ 161