ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 4 บทที่ 113 ปีศาจระดับ s (2)

            จำได้ไม่เคยลืม ตอนที่ตัวเองในวัยแปดขวบกลับบ้านเค้กวันเกิดถูกย้อมด้วยโลหิต ของเล่นถูกชโลมด้วยคราบเลือด

            จำได้ไม่เคยลืม หลังจากผลักประตูเข้าไป เศษซากชิ้นเนื้อคราบหยาดเลือดสาดกระเซ็น และดวงตาสีแดงสุกสว่างคู่นั้น

            จำได้ไม่เคยลืม ก่อนเข้าเรียนที่เทียนเต้าห้าปี เขาเป็นโรคซึมเศร้าและกลัวเลือดรุนแรงแค่ไหน

            แต่ว่าในตอนนี้ สวีหยางอี้เดินมาถึงจุดนี้แล้ว

            ถึงเวลาทวงคืนสิ่งที่ตัวเองสูญเสียไปสักที

            “กิ๊กๆๆ ...” เสียงคลิกเม้าท์ดังขึ้นภายในห้องไม่ขาดสายสวีหยางอี้ไม่ปล่อยข้อมูลที่เกี่ยวข้องเล็ดรอดไปจากสายตาแม้แต่เล็กน้อย เขาไล่ค้นหาตั้งแต่แฟ้มข้อมูลระดับC รายงานทุกฉบับ ความเคลื่อนไหวทุกช่วง รูปภาพทุกใบ

            อวี้หลินเว่ยมีข้อมูลปีศาจมหาศาลก็จริง แต่ก็มีความไม่แน่นอนสูงเช่นกันดังนั้นเขาต้องเชื่อมโยง สรุป และระบุตัวตนให้แม่นยำที่สุด

            ผ่านไปสี่ชั่วโมงเต็ม เขาไม่ขยับตัวออกห่างหน้าจอคอมฯ แม้แต่ครึ่งก้าวเขาเพิ่งดูรายงานของระดับ C จบแค่หนึ่งหัวข้อเท่านั้น

            เมาปาเอ้อยืนอยู่ตรงประตูไม่ไปไหน เขารู้จักสวีหยางอี้มาสิบกว่าปีเขาเข้าใจนิสัยของสวีหยางอี้มากกว่าใคร

            มีผู้ชายบางประเภทที่ไม่ชอบเผยความใจในผ่านคำพูด หรืออาจไม่แสดงอารมณ์ใดๆออกมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่พวกเขาพยายามทุกวิถีทางและมุ่งยืนหยัดอย่างแน่วแน่ไม่สั่นคลอนเพื่อเป้าหมายของตน

            พวกเขาดูเหมือนสงบนิ่งดูสุขุม แต่จงอย่าริอาจไปแหย่สิงโตยามหลับลึกพวกมันหลับลึกหยุดการเคลื่อนไหวเพื่อกักเก็บเรี่ยวแรงทั้งหมดไว้ใช้กับเป้าหมายของตนเท่านั้น

            “จากที่รู้จักกันมาสิบกว่าปี วันนี้ขอไม่กวนนายแล้วกัน...”เมาปาเอ้อพูดกับตัวเอง

            สวีหยางอี้ขังตัวเองอยู่ในห้องแล้วครึ่งวัน ในที่สุดก็ผละมือออกจากเม้าส์

            จากข้อมูลรายงานระดับ A ลงไป ไม่มีวี่แววของมัน!

            เขามั่นใจว่าตัวเองไล่ดูอย่างไม่ตกหล่นเพราะเขาจำจุดเด่นของอีกฝ่ายได้อย่างขึ้นใจ

            มันเป็น... อีกา

            เป็นอีกาสีดำขลับทั่วทั้งตัวราวกับเทพมรณะท่ามกลางราตรีลำตัวสูงใหญ่สิบเมตร

            ดวงตาของมันเหมือนเม็ดนิลดำสนิท กรงเล็บเหมือนคมดาบแหลมคมแผงขนตามตัวแซมด้วยเส้นริ้วสีทอง

            บนตัวของมันไม่มีส่วนใดผิดแปลก ดูเหมือนสัตว์ป่าทั่วไป แต่...

            ไม่มีวี่แววของมันอยู่ในฐานข้อมูลต่ำกว่าระดับ A ลงไป!

            สายตาของเขามองเห็นแถบรายการที่ดูได้เฉพาะแอคเค้าท์ของหัวหน้ากองกำลังระดับA

            ปีศาจระดับ S !

            “กิ๊ก...” ครั้นเสียงคลิกเม้าท์ดังขึ้น แถบคำสั่งเด้งขึ้นมาที่หน้าจอทันที‘ตรวจพบแอคเค้าท์หัวหน้ากองกำลังทัณฑ์สวรรค์ สวีหยางอี้กรุณาสแกนพลังจิตเพื่อยืนยันตัวตน’

            แถบสแกนล็อคอินของอวี้หลินเว่ยปรากฏขึ้นมุมปากของสวีหยางอี้รั้นขึ้นเล็กน้อย ก่อนเพ่งพลังจิตสแกน

            “ติ๊กต่อง...”

            “ยืนยันตัวตนสำเร็จ ห้ามเปิดเผยข้อมูลปีศาจสูงกว่าระดับ A สู่สาธารณะเด็ดขาด!”

            สวีหยางอี้นวดขมับตัวเองเล็กน้อย รู้สึกยอมใจกับวิธีการสแกนยันยืนตัวตนใครเป็นคนคิดค้นการใช้พลังจิตสแกนวะ...เทคโนโลยีมันพัฒนาไกลจนสร้างความสะดวกสบายให้โลกผู้ฝึกตนได้ขนาดนี้แล้วเหรอ

            แต่เขาไม่มีเวลามาคิดเรื่องพวกนี้ต่อและที่นวดขมับเมื่อครู่ก็เป็นเพราะนั่งจ้องอยู่ด้านหน้าหน้าจอคอมฯมาแล้วหลายชั่วโมง เขาจิบกาแฟหนึ่งคำ ก็เริ่มอ่านต่อ

            หน้าจอดับสนิทลงไปพักหนึ่ง จากนั้นปรากฏอักษรโค้ดเขียวเล็กๆ เหมือนหนังเรื่องเดอะแมททริกขึ้นมาหนึ่งแถว

            “ปีศาจระดับ S ไม่สามารถชี้วัดประเมินค่าได้ด้วยระดับตบะทว่าขึ้นอยู่กับสายเลือด ระดับตบะของพวกมันอาจไม่สูงแต่พวกมันแต่ละตัวมีสายเลือดเชื้อไขของสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ ยุคก่อนดึกดำบรรพ์ยุคหิน หรืออาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่เห็นตามซากฟอสซิล สิ่งมีชีวิตกึ่งวิวัฒนาการหรือแม้แต่สัตว์เทพตามตำนานเทพนิยายต่างๆ ... รูปภาพและวิดีโอทั้งหมดล้วนได้มาจากการสังเวยชีวิตของผู้ฝึกตนจำนวนมหาศาลโปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม”

            หลังจากนั้นประมาณยี่สิบวินาที หน้าจอก็สว่างขึ้นมาพลันปรากฏชุดรูปภาพ!

            เป็นรูปปีศาจหัวมังกร ร่างกายเป็นเต่ามีปีกสองข้างกำลังนอนอยู่กลางทะเลสาบขนาดใหญ่สวีหยางอี้ไล่สายตาอ่านข้อมูลด้านล่างรูปภาพ

            “ข้อมูลทั่วไป: อาศัยอยู่ ณ ทะเลสาบตงถิง ปีค.ศ. 1931 สายเลือดมังกรปีกเลือดปีศาจบริสุทธิ์ 70% ลำดับตบะขั้นจู้จีระดับต้น หายสาบสูญเมื่อปีค.ศ. 1957อย่างไร้ร่องรอย”

            “ข้อมูลพลังความสามารถ การตื่นของพลังสายเลือดปีศาจ: ตื่นแล้ว... สายเวท:เวทวารี... นิสัย: รักสงบ ไม่มีพฤติกรรมก้าวร้าวหรือชอบความรุนแรง... อื่นๆ :ผิวหนังมีคุณสมบัติลดทอนพลังปราณและพลังเวท... ระดับอันตราย: ปลอดภัย”

            สวีหยางอี้แค่อ่านผ่านๆ และเลื่อนดูรูปถัดไป

            นึกไม่ถึงว่ารูปที่สองจะเป็นรูปคน ‘รู้จัก’ 

            “ข้อมูลทั่วไป: ปี้ปัว วันเกิดไม่แน่ชัด ปรากฏตัวครั้งแรกเมื่อปีค.ศ. 1579ณ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของบึงบงกชจตุทิศ ยึดภูเขาไฟเหล่าเฮยซานเป็นรังระดับตบะไม่แน่ชัด (คาดว่าอยู่ระหว่างขั้นจู้จีระดับกลางและระดับปลาย)สายเลือดปีศาจไม่แน่ชัด ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งมีชีวิตคาดว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่วิวัฒนาการมาจากสัตว์ยุคดึกดำบรรพ์เลือดปีศาจบริสุทธิ์ไม่แน่ชัด”

            “ข้อมูลพลังความสามารถ ความสามารถ การตื่นของพลังสายเลือดปีศาจ:ตื่นแล้ว... สายเวท: เวทวารี... นิสัย: รักสงบ เป็นกลาง มีแนวโน้มบุกโจมตี...ระดับอันตราย: ต่ำ”

            สวีหยางอี้หรี่ตาฉุกขึ้นอะไรบางอย่างเล็กน้อย

            ภายในใจรู้สึกชื่นชมและยอมรับการทำงานของผู้ฝึกตนที่ทำการรวบรวมข้อมูลพวกนี้เกรงว่าปี้ปัวเจินเหรินคงไม่รู้ตัวว่าตัวเองถูกวิเคราะห์ตรวจสอบขนาดนี้เหลือแค่ข้อมูลของสายเลือดปีศาจเท่านั้น

            สวีหยางอี้หยุดคิด และเลื่อนดูต่อ

            ครั้นไล่ดูทีละหน้าไปเรื่อยๆ เห็นทั้งรูปเงาร่างทะมึนขนาดใหญ่กลางมหาสมุทรเห็นทั้งรูปดวงตาขนาดยักษ์ในรอยแตกจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเห็นทั้งรูปรังนกขนาดหลายสิบเมตรในถ้ำบนเขาที่ไม่มีคนล่วงล้ำเข้าไปเป็นร้อยปี

            เวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า จนกระทั่งผ่านไปอีกสี่ชั่วโมง...

            ณ ด้านหน้าประตูออฟฟิศของสวีหยางอี้ รองเท้าส้นสูงคู่หนึ่งเดินมาหยุดเมาปาเอ้อหันมองไป “ไม่เจอข้อมูลของคนที่เธอตามหาอยู่ ฉันตรวจสอบจากรายชื่อทั่วประเทศแล้วไม่มีชื่อของเธออยู่เลย”

            “โอเค” ผู้หญิงคนหนึ่งถอดเสื้อคลุมด้านนอกออกและนั่งลงบนโซฟา“เขาอยู่ด้านในเหรอ?”

            เมาปาเอ้อพยักหน้า “ฉันขอเตือนว่าอย่าเข้าไปหาเขาตอนนี้ดีกว่าให้เวลาส่วนตัวเขาหน่อย”

            ผู้หญิงคนนั้นหยิบบุหรี่ออกมาหนึ่งมวน “เอาไหม?”

            “ไม่เอา ขอบใจ” ท่าทางของเมาปาเอ้อยังคงดูเคร่งขรึม

            เธอนิ่งเงียบลงสักพัก “แกรก” เสียงจุดไฟแช็กดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงสูบ“ก่อนหน้านี้... พวกนายเป็นอย่างไรกันบ้าง?”

            “จะเป็นอย่างไรล่ะ...” ดวงตาของเมาปาเอ้อสะท้อนแววคะนึงเจือความคิดถึงหางกระดิกไปมา “ตอนที่ฉันเจอเขาครั้งแรก เขายังเป็นเด็กน้อยขี้แยอยู่เลย...”

            “เขาน่ะเหรอ?” เธอตกใจจนพ่นควันบุหรี่ออกมาด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ“ขี้แย?”

            “เธอคิดว่า...” เมาปาเอ้อถลึงตาใส่เธอ “เด็กน้อยวัยแปดขวบเห็นภาพเหตุการณ์สะเทือนขวัญแบบนั้นแล้วไม่ร้องไห้งั้นเหรอ?”

            “ฉันจำได้ดี เขาร้องไห้มาตลอดครึ่งปีเต็มหลังจากนั้นสามปีก็ไม่ยอมปริปากพูดคุย จนกระทั่งอายุสิบเอ็ดปีถึงพูดมาครั้งแรกว่าจะเข้าเรียนที่เทียนเต้า หลังจากนั้นก็ไม่ยอมพูดกับใครอีกเป็นปี”

            เธอนิ่งฟังพลางสูบบุหรี่

            “ตั้งแต่ตอนนั้น เขาก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ไม่พลาดแม้แต่การฝึกเดียวฉันยังจำได้ดี ตอนที่ฉันกลับมาจากการฝึกงานวิชาผู้จัดการส่วนตัวผู้ฝึกตนฉันยังเห็นเด็กน้อยคนหนึ่งแบกน้ำหนักเป็นสิบๆ กิโลฯ วิ่งรอบสนามทั้งๆ ที่ฝนตกหนัก”เมาปาเอ้อหรี่ตาถอนหายใจ “ตอนนั้นฉันสงสัย เลยถามเขาไปว่าถูกลงโทษเหรอ?”

            “เธอลองเดาสิ ว่าเขาตอบว่าอะไร?”

            “เดาไม่ออก” เธอระบายยิ้ม

            “เขาบอกว่ายังฝึกช่วงพักเที่ยงไม่เสร็จ” เมาปาเอ้อยักไหล่“ฉันคิดว่าหน้าแบบนี้หายากนัก... หลังจากนั้นฉันก็เฝ้าสังเกตเขามาห้าปีเต็ม”

            “ตอนปีแรก ผลการเรียนของเขาเป็นคนสุดท้ายของชั้นปีที่สองเขาติดยี่สิบอันดับแรกของโรงเรียนสาขาย่อยจากนักเรียนสามสิบกว่าคนปีที่สามติดสิบห้าอันดับแรก ปีที่สี่ติดสิบอันดับแรก จากนั้นก็สามอันดับแรกจนในที่สุด...” เมาปาเอ้อมองประตูที่ปิดสนิท “เขาก็เป็นอันดับหนึ่ง”

           เธอเงียบไปหลายวิฯก่อนทิ้งบุหรี่ลงพื้นและใช้ปลายส้นสูงขยี้ “ผู้ชายทุกคนที่พิเศษกว่าคนอื่นๆล้วนมีเหตุผลและเรื่องราวของตัวเอง”

            “อืมทุกคนในโรงเรียนตามหามือสังหารหรือศัตรูคู่แค้นของพวกเขาเจอกันหมดแล้วมีแค่เขาคนเดียวที่ยังไม่เจอ ศัตรูของเขาคงแข็งแกร่งน่าดู...”เมาปาเอ้อถอนหายใจอย่างใจหาย “ผ่านไปสิบกว่าปี ในที่สุดเขาก็เข้าใกล้เบาะแสสิ่งที่เขาต้องการแล้วดังนั้น ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาของเขา”

            เธอส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจ “ในเมื่อเทียนเต้ายังหาไม่เจอแล้วเขาจะหาเจอได้ไง?”

            “เทียนเต้าไม่ใช่ทุกสิ่ง” เมาปาเอ้อพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “มีปีศาจบางจำพวกค่อยๆลึกลับ เทียนเต้าไม่มีทางรู้ข้อมูลของปีศาจพวกนั้นได้แน่...มีปีศาจบางจำพวกที่ตำหนักหมื่นปีศาจระบุไว้เป็นรายชื่อคุ้มครองพิเศษมนุษย์ไม่อาจแตะต้องได้... สมมุติถ้าหมีแพนด้าฆ่าคนตายรัฐบาลหว่าซย่าจะตัดสินประหารหมีแพนด้าหรือไม่? ก็คงไม่...มีความเป็นไปได้ว่าศัตรูคู่แค้นของเขาเป็นหนึ่งในรายชื่อพวกนั้น...”

            เธอนิ่งเงียบลงอีกครั้ง สายตาเหม่อมองไปที่บานประตู

            ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมง ในที่สุด สวีหยางอี้ก็ออกมา ดวงตาแดงเรื่อรำไรยากแยกแยะว่าเป็นเพราะอารมณ์ในอดีตหรือจ้องหน้าจอนานไป

            สีหน้าท่าทางของเขาดูนิ่งสงบเหมือนเดิมครั้นเห็นผู้หญิงที่รออยู่หน้าประตู ก็คล้ายกับว่ามุมปากเขาฉีกกว้างเล็กน้อย“เธอมาได้อย่างไร?”

            น้ำเสียงเรียบนิ่ง เรียบนิ่งจนจับอารมณ์ไม่ได้

            “ก็ได้ข่าวว่านายได้เป็นหัวหน้ากองกำลังน่ะสิ ฉันก็คิดว่านายตายไปตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อสามปีก่อนแล้วพอได้ข่าวว่านายยังมีชีวิตรอด ก็ตั้งใจมาเยี่ยมเพื่อนเก่าหน่อย” เธออมยิ้มพลางลุกขึ้นยืน

            เธอช่างสวยงามยิ่งนัก พอๆ กับดาราบนหน้าจอทีวีเลยก็ว่าได้ ผ่านไปแล้วสามปีแต่ร่องรอยแห่งกาลเวลาก็มิอาจส่งผลต่อใบหน้าอันสวยงามของเธอผู้หญิงวัยยี่สิบกว่าปีที่แตกเนื้อสาวเต็มตัวประหนึ่งผลลูกท้อสุกกลิ่นหอมหวนที่เฝ้ารอผมยาวดัดลอนสีไวน์แดงลุ่มลึก หลังจากปลดเสื้อคลุมด้านนอกสีขาวลงเผยให้เห็นชุดกล้ามแขนกุดเผยไหล่ขาวมนดั่งไข่มุก ถัดจากกระโปรงสั้นสีขาวสะอาดลงไปคือท่อนขางามสง่าเรียวยาวได้รูปสะกดใจชาย

            สีหน้าท่าทางของเธอดูสำรวมเรียบนิ่ง ไม่ตื่นเต้น ไม่เศร้าโศกราวกับอารมณ์ความรู้สึกถูกพรากไปจากเธอนานแล้ว

            “โทษที” สวีหยางอี้ก้มหน้า “ฉันตามหาน้องสาวเธอไม่เจอ”

            “ไม่เป็นไร” ซูเหลียนเยว่ก้มหน้าลง ริมฝีปากสีแดงเม้มเข้าหากันเล็กน้อย“ฉันกล้าตั้งความหวังไว้สูงตั้งแต่แรกอยู่แล้ว...”

            “ฉันให้เพื่อนฉันค้นหาจากรายชื่อประชากรทั่วทั้งประเทศละเอียดถึงระดับครัวเรือน แต่ก็ยังหาไม่เจอ” สวีหยางอี้มองตาเธอ

            ซูเหลียนเยว่นิ่งเงียบลงไปพักใหญ่ ก่อนเงยหน้าระบายยิ้มพลางสาวผมตัวเอง“ไม่ได้เจอกันนาน พูดเรื่องเศร้าๆ กันอยู่ได้ มากับฉัน เดี๋ยวฉันเลี้ยงดื่มนายเอง”

            สวีหยางอี้มองตาเธอสักพักใหญ่ จากนั้นมุมปากก็รั้นขึ้น“ฉันนึกว่าเธอมาบอกฉันว่าเธอท้องลูกของฉันแล้วซะอีก”

            “เกินไป” ดูเหมือนอารมณ์ซูเหลียนเยว่เริ่มดีขึ้นมาแล้วเธอยิ้มร่าพร้อมกับสอดแขนเข้าไปควงกล้ามแขนอันกำยำของสวีหยางอี้อย่างเป็นธรรมชาติ“ว่าไง คุณหัวหน้า ไม่ให้เกียรติร่วมดื่มกับสุภาพสตรีหน่อยหรือ?”

            สวีหยางอี้คลี่ยิ้ม “ไปกันเถอะ”

            ขณะเดินผ่านห้องโถงใหญ่ไป มู่ตันก็มองพวกเขาทั้งสองคนอย่างตกตะลึงปากเผยอสั่นระริก

            เป็นไปได้อย่างไร!

            แค่วันเดียว หัวหน้าก็ควงสาวแล้วเหรอ?!

            เป็นแบบนี้ได้อย่างไร! หัวหน้ากองกำลังหยางอวี้เพิ่งแจ้งเกิดเอง จะให้มีข่าวฉาวได้อย่างไร!ไม่ได้! ต้องพยายามตามกลบข่าว! เพื่อรักษาภาพลักษณ์เทพบุตรเอาไว้ไม่ให้เสื่อมคลาย!

            ...

            ณ บาร์เล็กๆ บรรยากาศเงียบสงบแห่งหนึ่ง ทั้งสองนั่งหันหน้าเข้าหากันในดวงตาใสวาวของทั้งสองสะท้อนเงาร่างของกันและกัน

            “เธอไม่เปลี่ยนไปเลย” สวีหยางอี้พูดเสียงเรียบเหมือนเดิม

            “ฉันเปลี่ยนไปอยู่นะ”ซูเหลียนเยว่คีบบุหรี่ผลไม้สำหรับสุภาพสตรีออกมาหนึ่งมวน “ฉันแก่ขึ้น”

            “ว่าแต่นายเถอะ ยังหล่อเหลาเหมือนเมื่อสามปีก่อนอยู่เลย... ได้ยินมาว่านายจะมีทีมสนับสนุนอยู่เบื้องหลังงั้นเหรอ?”

            สวีหยางอี้คลี่ยิ้ม “คงงั้น แต่ฉันยังไม่เคยเจอพวกเขา”

            “แล้ว...” พนักงงานยกเครื่องดื่มมาเสริฟ ซูเหลียนเยว่คลี่ยิ้มซุกซน“มีใครใช้วิธีของฉันไหว้วานให้นายตามหาน้องสาวให้ไหม?”

            “ตอนนี้ยังไม่มี”สวีหยางอี้มองมือขาวนวลดุจหยกของซูเหลียนเยว่หยิบแก้วเล็กๆ จากถาดเสิร์ฟวางบนโต๊ะอย่างเบามือ“นี่คืออะไร? ฉันไม่รู้จักของของมนุษย์ธรรมดาเท่าไร”

            “The last man (ชายคนสุดท้าย) คือชื่อของมัน”ซูเหลียนเยว่เลื่อนแก้วเครื่องดื่มมาด้านหน้าสวีหยางอี้ของเหลวสีน้ำตาลอ่อนภายใต้แสงสีนีออนเรืองรองสะท้อนความเมามายออกมารำไร“ฉันจงใจสั่งให้นายเป็นพิเศษ วิธีดื่มที่ถูกต้องคือดื่มรวดเดียวหมดหกแก้ว”

            เหล็กคีบน้ำแข็งสีเงินเงาวาวคีบผลึกน้ำแข็งใสขึ้นหนึ่งก้อนใส่ลงในแก้วเหล้า

            สวีหยางอี้ไม่พูดอะไร เขาหยิบแก้วเหล้าขึ้นมากระดกรวดเดียวหมด

            กระดกดื่มแก้วแล้วแก้วเล่า

            ค่ำคืนอันอันเมามายของสองเรา ผู้ทอดทิ้งวันวานไม่หวนกลับผู้เย้ายวนวันนี้ก่อกวนใจ

            ทั้งสองนิ่งเงียบ ครั้นกระดกครบหกแก้วสวีหยางอี้ลุกขึ้นคว้ามือซูเหลียนเยว่

            ณ โรงแรมหรูเกรดห้าดาว เลือนร่างเปลือยเปล่าสองร่างสวมกอดแนบชิดอยู่บนเตียงหลังใหญ่

            ภายในห้องไร้แสงไฟปรุงแต่งจากหลอดนีออนมีเพียงแสงดาราส่องแพรวพราวบนผืนฟ้ามืดสายลมเฉื่อยยามราตรีพัดต้องเลือนร่างอุ่นผ่าวเย็นซาบซ่าน

            “ฉันอ่อนแอเกินไป” ท่ามกลางห้วงความเงียบสงัดน้ำเสียงหลากอารมณ์ของสวีหยางอี้ผุดขึ้น “ปีศาจระดับ S ไม่ได้แบ่งตามระดับตบะแต่แบ่งตามสายเลือด... ส่วนฉันในตอนนี้ไม่ใช่แม้กระทั่งคู่มือของตัวที่อ่อนแอที่สุดของพวกมัน...”

            “คนภายนอกมองมาที่ฉัน พวกเขาต่างคิดว่าฉันแข็งแกร่ง... แต่หารู้ไม่เมื่อเปรียบกับพวกรุ่นพี่ขั้นจู้จีแล้ว พลังฉันตอนนี้คงไม่อาจทำให้พวกมันชายตามองฉันแม้แต่นิดเดียว...”

            สายลมยามราตรีพัดผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้องดวงตาอันอ่อนโยนของซูเหลียนเยว่จ้องมองใบหน้าสวีหยางอี้ มือขาวนวลดุจหยกลูบไล้ตามแผ่นหลังสวีหยางอี้เธออมยิ้มเอ่ยเสียงนุ่ม “นายเก่งแล้ว”

            “มีใครบ้างที่ไม่เริ่มจากขั้นเลี่ยนชี่ก่อน ในบรรดาขั้นเลี่ยนชี่มีใครบ้างเอาชนะนายได้?”

            “อย่างน้อยในสายตาของฉันนายเป็นผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมา”

            “หาไม่เจองั้นเหรอ?” ซูเหลียนเยว่หลุบตามองศีรษะที่ซบนอนบนเนินอกของเธอเอ่ยถามเสียงแผ่ว

            ครั้นพบเจออีกครั้ง เขาก็ยังคงเป็นเจ้าป่าอยู่เหมือนเดิม

            ราชสีห์มักซุ่มเลียรักษาบาดแผลของตัวเองในที่ที่ไม่มีใครมองเห็น

            แต่ตอนนี้ เธอคือสิงโตสาวที่คอยเลียรักษาบาดแผลให้ราชสีห์

            สวีหยางอี้เงียบงำ ผ่านไปพักใหญ่ ซูเหลียนเยว่ถึงได้ยินเสียงอุดอู้ในลำคอ“อืม”

            กลิ่นสุราเจือจางเคล้าระคนแววเศร้าอุรา

            “สักวันต้องหาเจอ”ซูเหลียนเยว่ทอดสายตามองแสงดารานอกหน้าต่างพลางตบแผ่นหลังเปลือยเปล่าของอีกฝ่ายอย่างเบามือ

     

    คล้ายกับเรื่องยุทธเวทผลาญปีศาจ ที่คุณอ่าน