หลังจากที่เด็กทั้งสองกลับมาจากทำภารกิจพวกเขาต่างถูกเสี่ยวเลี่ยงพากลับเข้าไปยังเจดีย์ฟ้าสวรรค์ในทันทีส่วนเฟิ่งหยูและเจ้าโลกที่สามลี่เซียวต่างพากันมาพบกับองค์ราชันย์และเจ้าโลกคนอื่นๆ เพื่อวางแผนการต่อ
“พวกเจ้ากลับมาแล้วหรือเป็นยังไงบ้างสามารถสังหารพวกเผ่าปีศาจได้หรือไม่?”
“เรียบร้อยองค์ราชันย์พวกเราได้เด็กสองคนนั้นช่วยกำจัดเผ่าปีศาจเรียบร้อยแล้วตอนนี้จักรวาลที่เก้าของพวกเราคงปลอดภัยจากเผ่าปีศาจชั่วคราวพวกเราต้องระมัดระวังเพิ่มมากขั้น ข้าเองก็ไม่รู้ว่าพวกมันจะกลับมาอีกเมื่อไหร่พวกเราต้องเตรียมตัวกันให้พร้อมรับมือพวกมันตลอดเวลา”
“เอาหละพักเรื่องของเผ่าปีศาจไว้ชั่วคราวก่อนตอนนี้เรามาพูดถึงเรื่องการแข่งขันที่จะมีขึ้นพวกเราควรจะทำยังไงกันดี”
“เรื่องนั้นข้าได้คิดเอาไว้แล้วพวกท่านเพียงคัดเลือกรุ่นเยาว์มาจำนวนยี่สิบคน ส่วนอีกสิบคนให้คัดเลือกผู้ที่อยู่ในระดับราชันย์เซียนให้ข้าจำนวนโลกละสิบคน”
“ทำไมเจ้าต้องการผู้ฝึกตนระดับราชันย์เซียนด้วยแล้วมันไม่นอกเหนือจากกฎที่พวกเขาตั้งไว้อย่างนั้นหรือ?”
“เรื่องนั้นพวกท่านไม่ต้องห่วงส่วนพวกท่านที่ยังอยู่ในระดับเทพเจ้าข้าเองก็คงต้องขอให้พวกท่านช่วยเหลือข้าในครั้งนี้ด้วย”
“เจ้าจะทำอะไรกันแน่บอกพวกเราได้ไหม?”
“ข้าจะฟื้นฟูดวงดาวในส่วนที่เราได้รับและจะทำให้ดวงดาว ดวงนั้นเหลือเวลาอีกไม่เกินห้าสิบปีก่อนที่พลังชีวิตดวงดาวจะหมดและสลายไปโดยคนที่จะต้องช่วยข้าในครั้งนี้จะต้องใช้คนจำนวนมากพอสมควร แต่พวกท่านไม่ต้องห่วงพวกท่านเองอาจจะก้าวข้ามระดับไปอยู่เหนือระดับพระเจ้าก็เป็นได้แต่ข้าเองก็ไม่รับประกัน”
“เจ้าสามารถทำเช่นนั้นได้จริงๆ หรือ แล้วพวกเราที่ก้าวข้ามระดับพระเจ้าไปแล้วจะสามารถช่วยเจ้าได้หรือไม่”
“ได้สิแต่ไม่รู้ว่าพลังของพวกท่านจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ แต่พวกท่านจะสามารถช่วยข้าให้ทำงานเสร็จเร็วขึ้นอย่างแน่นอน”
“แถมพวกเรายังไม่เสียทรัพยากรใดๆ อีกด้วย แต่ห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปเด็ดขาด ผู้ฝึกยุทธ์ระดับราชันย์เซียนขอให้พวกท่านนำคนที่พวกท่านไว้ใจมาเท่านั้นคนที่พวกท่านไม่แน่ใจว่าจะจงรักษ์ภักดีและจะเป็นภัยกับตัวของพวกท่านอย่าได้นำมาเด็ดขาด”
“พวกเราเข้าใจแล้วหากทำได้อย่างที่เจ้าว่าจริง ๆ แม้พวกเราจะไม่ติดอันดับแต่พวกเราก็ไม่ได้เสียอะไรงั้นก็เอาตามที่เจ้าว่ามาก็แล้วกัน คงไม่มีวิธีไหนที่ดีกว่านี้อีกแล้วแต่ข้ายังกังวลอยู่ พวกเจ้าจะไม่รู้อย่างนั้นหรือว่าพลังชีวิตของดาวดวงนั้นจะเหลือเท่าไหร่”
“ข้าคิดว่าพวกเขาคงมองแต่ผลลัพธ์ที่พวกเราทำได้มากว่าคงไม่ตรวจสอบไปถึงขนาดนั้นหรอกถึงจะตรวจสอบก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าพลังชีวิตของดวงดาว ดวงนั้นหายไปไหนได้”
“เยี่ยม! เยี่ยม! ข้าชอบวิธีการนี้ พวกเขาจะได้รู้สึกเสียบ้างว่ามีทรัพยากรอย่างเดียวใช่ว่าจะมากดขี่ข่มเหงหรือเอาเปรียบพวกเราได้ง่าย ๆ”
“ครั้งนี้พวกเราต้องทำงานกันอย่างรอบคอบมากที่สุดจะพลาดไม่ได้โดยเด็ดขาดส่วนเรื่องของเผ่าปีศาจพวกเราคงต้องเตรียมการรับมือเอาไว้ล่วงหน้า”
“เจ้ามีความคิดดีหรือไม่เฟิ่งหยู?”
“ตอนนี้ข้ายังไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงแต่คิดว่าทั่วจักรวาลเผ่าพันธุ์ปีศาจนี้อาจจะเริ่มรุกรานไปทั่วแล้วพวกเขาคงไม่ได้ส่งเผ่าพันธุ์ปีศาจมาแค่จักรวาลของเราเพียงจักรวาลเดียวอย่างแน่นอนหากข้าเดาไม่ผิดทั้งสิบห้าจักรวาลตอนนี้คงมีเพียงแค่จักรวาลที่เก้าของพวกเราเท่านั้นที่รู้เรื่องเผ่าพันธุ์ปีศาจนี้”
“เช่นนั้นเราควรเตือนจักรวาลอื่นดีหรือไม่บางทีพวกเขาอาจจะมีวิธีที่กำจัดปีศาจพวกนั้นได้ง่ายกว่าพวกเราก็เป็นได้”
“เรื่องนี้พวกเราต้องรบกวนองค์ราชันย์ช่วยแจ้งพวกเขาให้ทราบถึงเผ่าพันธุ์ปีศาจพวกนั้นพร้อมกับวิธีกำจัดให้จักรวาลอื่นทราบก่อนที่เผ่าพันธุ์มนุษย์จะสูญเสียไปมากกว่านี้”
“เรื่องนั้นพวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้าจะจัดการให้เอง ตอนนี้พวกเราคงต้องไปปรึกษาเหล่าบรรพบุรุษดีหรือไม่พวกเขาอาจจะหาทางแก้ปัญหาให้พวกเราได้”
“ปล่อยให้พวกเขาอยู่อย่างสงบจะดีกว่าหากเรื่องแค่นี้พวกเรายังแก้ไขไม่ได้ พวกเราจะมีหน้าไปพบพวกเขาได้ยังไงกัน”
“ก็จริงอย่างที่ท่านห๋าวอู่กล่าวหากเรื่องแค่นี้พวกเรายังแก้ไขปัญหาไม่ได้พวกเราคงไม่มีหน้าไปพบกับเหล่าท่านบรรพบุรุษได้จริง ๆ”
“เอาอย่างนี้ดีไหมพวกเราจำกัดการเดินทางเข้าทุกโลกในจักรวาลที่เก้านี้โดยพวกเราใช้ค่ายกลอำพรางและค่ายกลป้องกัน ไม่ให้เข้ามาทุกทางมีเพียงใช้ค่ายกลมิติเดินทางไปยังแต่ละโลกภายในจักรวาลที่เก้าเท่านั้นการเดินทางอื่น ๆ พวกเราควรงดใช้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นทางเรือรบ เรือลำเลียงต่าง ๆจะได้ง่ายต่อการตรวจสอบ ที่สำคัญบุคคลที่อื่นที่ไม่ใช่คนของจักรวาลที่เก้าจะไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าพวกเราอยู่ตรงไหน ยกเว้นว่าพวกเราจะติดต่อกับพวกเขาเอง”
“เป็นความคิดที่ดีเหมือนกันหากเราจะไปยังจักรวาลอื่น ๆ พวกเราแค่สร้างค่ายกลมิติซ่อนเอาไว้ จะไม่มีใครรับรู้ว่าจักรวาลที่เก้าของเราอยู่ที่ใดและง่ายต่อการป้องกันเผ่าพันธุ์ปีศาจด้วย”
“ความคิดนี้ไม่เลวเลยเพียงแต่ว่าทรัพยากรที่ใช้ในการวางค่ายกลลงตาและค่ายกลป้องกันที่จะใช้นั้นต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากมายมหาศาลพวกเราจะไปหามาได้จากที่ไหนกันเล่า”
“เรื่องนั้นท่านไม่ต้องกังวลโลกต้นกำเนิดของเรายังพอมีทรัพยากรจำนวนมากอยู่ เพียงแต่ว่าพวกเราอาจจะจำเป็นต้องตัดขาดจากจักรวาลอื่นเหมือนดังโลกต้นกำเนิดของพวกเราในอดีตพวกเขาจะไม่รับรู้ถึงการมีตัวตนของพวกเรา พวกเราจะกลายเป็นจักรวาลที่ลึกลับพวกท่านทั้งหมดจะยอมรับได้ไหม”
“หากทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ของพวกเราดำรงอยู่ ก็คงจำเป็นต้องใช้วิธีนี้เท่านั้นหากเผ่าพันธุ์ปีศาจแข็งแกร่งมากกว่านี้พวกเราเองอาจจะถึงขั้นสูญพันธุ์ไปเลยก็เป็นได้”
“หากพวกท่านยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ข้าเองก็สามารถทำให้พวกท่านได้เช่นกัน”
“เช่นนั้นหลังจากจบการแข่งขันในครั้งนี้จักรวาลที่เก้าของพวกเราจะหายไปจากแผนที่ของจักรวาลทั้งสิบห้าเขต พวกเราจะสามารถออกไปติดต่อกับพวกเขาได้แต่พวกเขาจะไม่สามารถเข้ามาติดต่อกับพวกเราได้”
“ได้เพื่อส่วนรวม พวกเรายินดีรับข้อเสนอนี้ของเจ้า เช่นนั้น ช่วงเวลานี้ข้าจะทำการติดตั้งค่ายกลภายในแต่ละโลกของพวกท่านเองข้าต้องขอความร่วมมือจากพวกท่านช่วยคุ้มกันและไม่ให้ใครรับรู้เรื่องที่พวกเราจะทำในครั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย”
“ได้พวกเราจะทำตามที่เจ้าบอกทุกอย่างพวกเราพร้อมจะคุ้มกันเจ้า และหาสถานที่ให้เจ้าจัดสร้างค่ายกลไว้ให้เพื่อความสะดวกด้วย”
“เช่นนั้นก็ดี ข้าจะรีบดำเนินการจัดตั้งค่ายกลให้พวกท่านโดยเร็วที่สุดหลังจากเสร็จสิ้นการแข่งขัน พวกเราจะดำเนินการตามแผนการนี้ทันที”
“ท่านลุงเฟิ่งเทียนงานนี้ต้องรบกวนพวกท่านให้ช่วยหาทรัพยากรตามที่อยู่ในรายการนี้ให้ข้าด้วยข้าจะเริ่มติดตั้งค่ายกลโลกต้นกำเนิดเป็นที่แรกจากนั้นค่อย ๆ ติดตั้งยังโลกอื่นๆต่อไป”
เฟิ่งหยูยื่นม้วนกระดาษรายการของทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้ให้กันเฟิ่งเทียนเฟิ่งเทียนพยักหน้าพร้อมกับรับปากเฟิ่งหยูทันที
“ได้สิข้าจะจัดการตามที่เจ้าต้องการให้ แต่ค่ายกลที่เจ้าต้องสร้างเป็นค่ายกลขนาดใหญ่ที่สามารถปกปิดโลกทั้งโลกเอาไว้เจ้าแน่ใจเช่นนั้นหรือว่าเจ้าจะทำคนเดียวไหว”
“ใครบอกว่าข้าจะสร้างค่ายกลเพียงลำพังท่านลุงลืมสำนักเทพดาราแล้วเช่นนั้นหรือพวกเขาต่างได้เรียนรู้เรื่องค่ายกลตั้งมากมายหากข้าช่วยสอนพวกเขาเพียงไม่นานพวกเขาก็สามารถช่วยข้าสร้างค่ายกลขนาดใหญ่นี้ได้แล้ว”
“เช่นนั้นก็ดีต้องรบกวนเจ้าแล้วหละ ข้าจะรีบไปเตรียมทรัพยากรต่าง ๆ ให้เจ้าเอง เจ้าไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น”
“เช่นนั้นพวกเราจะไปช่วยท่านหาและเตรียมทรัพยากรด้วยก็แล้วกัน”เหล่าเจ้าโลกทั้งหลายต่างเสนอตัวช่วย
“ขอบคุณพวกท่านทุกคนมาก”
“อย่าได้พูดเช่นนี้เลยพวกเราต่างหากที่ต้องขอบใจเจ้าหากไม่มีเจ้าพวกเราเองก็ยังคงไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาเหล่านี้ยังไงดี”
หลังจากพูดคุยกันเสร็จสิ้นเฟิ่งหยูพร้อมกับราชันย์เฟิ่งเทียนเดินทางไปยังโลกต้นกำเนิดในทันทีตอนนี้อาณาจักรเฟิ่งเทียนกลายเป็นที่ราชันย์เฟิ่งเทียนและตระกูลเฟิ่งปกครองไปโดยปริยายเพราะเฟิ่งหยูจำเป็นต้องไปปกครองยังโลกที่แปด เฟิ่งหยูและราชันย์เฟิ่งเทียนต่างแยกย้ายกันไปทันทีเฟิ่งหยูหาสถานที่สำหรับวางค่ายกลได้จึงแจ้งไปยังสำนักเทพดาราให้เหล่าผู้อาวุโสและศิษย์ที่สนใจศาสตร์แห่งค่ายกลเดินทางมาศึกษาพร้อมกับช่วยเฟิ่งหยูติดตั้งค่ายกล
เหล่าผู้อาวุโสและลูกศิษย์ทั้งหลายเมื่อได้ทราบเรื่องต่างพากันรีบเดินทางมาหาเฟิ่งหยูในทันทีพวกเขารู้ดีว่าสิ่งที่เฟิ่งหยูเรียกพวกเขามาเรียนรู้นั้นต้องเป็นสิ่งที่แปลกใหม่และเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งอย่างแน่นอน ซึ่งพวกเขาจะไม่พลาดโอกาสดี ๆแบบนี้เป็นอันขาด
เฟิ่งหยูเรียนรู้จากค่ายกลขนาดใหญ่ที่อาณาจักรมังกรครามเขาฝึกฝนจนสามารถสร้างและดัดแปลงการใช้งานของมันได้หลากหลายเฟิ่งหยูยอมเสียเวลาสอนเหล่าผู้อาวุโสและลูกศิษย์สำนักเทพดารา เขาสอนอย่างละเอียดพร้อมๆ กับสร้างค่ายกลนั้นไปด้วยค่ายกลในโลกต้นกำเนิดใช้เวลาในการสร้างถึงหนึ่งเดือนเต็มจึงเสร็จสิ้น
เฟิ่งหยูและเหล่าผู้อาวุโสและลูกศิษย์สำนักเทพดาราเดินทางไปสร้างค่ายกลในโลกอื่นๆ ทีละโลก กว่าพวกเขาจะสร้างค่ายกลสำเร็จก็กินเวลาไปกว่าสิบเดือนแล้ว พวกเขาทั้งหมดต่างได้รับการต้อนรับจากเจ้าโลกทั้งหมดอย่างดีผู้อาวุโสและลูกศิษย์สำนักเทพดาราหลังจากสร้างค่ายกลเสร็จสิ้นทุกโลก พวกเขาต่างได้รับความรู้มากมายหลายคนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล หลายคนเกิดสสภาวะหยั่งรู้ในระหว่างที่สร้างค่ายกลพวกเขาต่างยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกันสร้างค่ายกลในครั้งนี้