ย้อนอดีตกลับมาเป็นคนรวย

    ตอนที่31ลักซ์

    มิวมิวไม่รู้ว่าเขาถามไปแบบนั้นทำไม แต่เธอยังตอบไปตามตรง แต่ครั้นเข้าใจไปเองว่าดิวสนใจคงไม่ผิดนัก นี่ไม่ใช่การเข้าข้างตัวเองแต่อย่างใด ในสถานการณ์แบบนี้เป็นใครใครคงคิดหรอกใช่มั้ย ก็เล่นถามเอาซะดื้อๆ ว่ามีแฟนหรือเปล่า เอ...หรือว่าเขาจะทำบางอย่างในคืนนี้นะ
    แค่คิดถึงตรงนี้ ใบหน้าของมิวมิวพลันร้อนผ่าว
    ดิวไม่รู้ว่าสาวน้อยนางนี้คิดอะไรอยู่ ที่ถามไปอย่างนั้นเพราะไม่อยากมีปัญหากับแฟนของเธอเท่านั้นเอง การไปส่งที่บ้านดึกๆดื่นๆ สองต่อสองอย่างนี้ เป็นใครใครจะไม่คิดล่ะจริงมั้ย
    บ้านของมิวมิวอยู่ห่างจากบริษัทไนต์แมร์ราวสิบห้ากิโลเมตร เธออยู่ในตรอกซอยแห่งหนึ่งไม่ไกลจากตลาดสด
    “ส่งตรงนี้พอแล้วค่ะ เดี๋ยวฉันเดินเข้าไปเอง” มิวมิวไม่อยากให้เขาเห็นสภาพบ้านตัวเอง มันค่อนข้างเก่าและทรุดโทรม คงไม่ดีเท่าไหร่นักหากให้คนที่ชอบมาเห็นอะไรอย่างนี้
    “ซอยมืดๆเปลี่ยวๆ แบบนี้ ผมจะให้คุณเดินเข้าไปได้ยังไง มา เดี๋ยวผมขับเข้าไปส่งเอง” ดิวปฏิเสธความคิดของมิวมิว เขาขับรถเข้าไปในตรอกซอกที่ว่า
    มิวมิวกัดฟันทั้งที่ยังยิ้มอยู่ ได้แต่ถอนหายใจหนึ่งทีอย่างเหนื่อยล้า มองไปที่บ้านไม้ตรงหน้าสองชั้นมุงสังกะสีด้วยใบหน้าชาๆ เธอไม่อยากบอกเขาเลยว่าเนี่ยคือบ้านของเธอเอง
    “บ้านหลังนี้แหละค่ะ...” แต่เธอต้องบอก เพราะที่หน้าบ้านมีพี่สาวยืนเท้าเอวอย่างเอาเรื่องเมื่อเห็นเธอมากับผู้ชาย
    “หลังนี้เหรอ...?” ดิวมองไปที่บ้านตรงหน้า เขาหรี่ตาเล็กลง ไม่ได้สนใจตัวบ้านที่ทรุดโทรมเท่าไหร่แต่กลับสนใจหญิงสาวที่ยืนอยู่หน้าบ้านต่างหาก เธอกำลังใสรถเข็น ดูคล้ายกับว่าเพิ่งขายของจากตลาดเสร็จหมาดๆ พอเห็นว่าแสงไฟของรถส่องสว่างหน้าบ้านเธอพลันหันหน้ามามองเจ้าของรถ ใบหน้าของเธอเวลานี้ ดูพร่างพราวด้วยแสงสว่าง ใช่มันอาจจะเป็นแสงไฟจากตัวรถ แต่วงหน้าของเธอนั้นงามงดพริ้งอย่าบอกใคร
    “ชะ...ใช่ค่ะ หลังนี้แหละ”
    “น่าอยู่ดีนะครับ”
    “ขอบคุณค่ะ”
    “ว่าแต่คนที่ยืนอยู่ตรงนั้น คือใครเหรอ?” ดิวใช้สายตามองหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงนั้น มิวมิวจึงเข้าใจว่าเขาหมายถึงใคร
    “อ๋อ...พี่ลักซ์น่ะค่ะ ทำไมเหรอ?”
    “เปล่าหรอกครับ ถ้าไง...ฝันดีนะ”
    “ขอบคุณที่มาส่งมิวนะคะ ฝันหวานค่ะ ท่านประธาน” มิวมิวลงจากรถ โบกมือบ๊ายบายกันเล็กน้อย ก่อนที่รถคันหรูจะถอยหลังเลี้ยวออกไป ทิ้งให้เธอยืนยิ้มอยู่ตรงนั้นคนเดียว
    “ใครอะ ดูแล้วไม่น่าใช่เพื่อนที่เคยเรียนด้วยกันเลยนี่นา” เห็นว่ารถขับออกไปแล้ว ลักซ์เลยเข้าไปหาน้องสาวที่ยังยืนเพ้อฝันอยู่
    มิวมิวพลันได้สติ หันกลับมามองพี่สาวเลิ่กลั่ก “ไม่ใช่หรอกพี่ เขาคือเจ้านายที่ทำงานน่ะ”
    “เจ้านายที่ทำงาน?” ลักซ์ขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะพูดด้วยความรู้สึกที่เป็นห่วงว่า “แล้วแกก็ให้เขามาส่งถึงบ้านเนี่ยนะ”
    “อ้าว...ไม่เห็นเป็นไรเลย เขาเป็นคนดีออก เห็นว่ามิวไม่มีรถกลับบ้าน จึงอาสามาส่งเท่านั้นเอง” มิวมิวไม่คิดอะไรมาก เธอเดินผ่านพี่สาวเข้าไปในบ้าน
    “แต่พี่ว่าเขาคงไม่คิดงั้นนะ” ลักซ์รีบตามมิวมิวเข้าไป “พี่ว่าเขาต้องชอบแกแน่เลย”
    “ชอบเหรอ? อย่างนั้นก็ดีสิคะ ฉันจะได้ออกไปจากที่นี่สักที เฮ้อ...” มิวมิวถอนหายใจ เธอนั่งอยู่ที่แคร่ไม้ไผ่ นี่คือที่นั่งกินข้าว มันดูเรียบง่าย คล้ายกับอยู่ในชนบทต่างจังหวัด
    “อย่าใจง่ายนักสิ เพิ่งรู้จักกันเองไม่ใช่เหรอ? อีกอย่างดูเขาเป็นคนรวยไม่ใช่เล่น คงไม่เอาจริงเอาจังหรอก แกก็ระวังตัวไว้แล้วกัน” ลักซ์เตือนน้องสาวด้วยความหวังดี มิวมิวอยู่ที่นี่กันสองคนกับพี่สาว พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่ยังเล็ก โชคดีที่เหลือบ้านหลังนี้ไว้ให้ซุกหัวนอน หากไม่แล้วคงกลายเป็นคนไร้บ้าน
    “ค่ะ ค่ะ...” มิวมิวไม่อยากเถียงกับลักซ์ เนื่องจากว่าเป็นลักซ์เองที่ส่งเสียมิวมิวเรียนจนถึงปริญญาตรี ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำทุกวัน จนถึงตอนนี้ยังไม่มีครอบครัวเป็นฝั่งเป็นฝา
    ลักซ์เรียนจบเพียงชั้นมัธยมต้น ต้องออกจากโรงเรียนมาขายของ แต่ถึงอย่างนั้นผิวพรรณของเธอกลับนวลผ่อง ขาวใสเปล่งปลั่งเป็นที่หมายตาของหมาป่าหิวโซ
    “เห้อ...” ลักซ์ถอนหายใจยาว เธอรู้สึกเป็นห่วงน้องสาว ซึ่งไม่แปลกนัก เพราะพวกเธอมีกันแค่สองคนเท่านั้น หากไม่ห่วงน้องสาวแล้วจะให้ห่วงใครล่ะ
    หลังจากที่ส่งมิวมิวกลับถึงบ้าน ดิวอาบน้ำเข้านอนทันที แต่ทว่าใบหน้าของลักซ์ยังตราตรึงอยู่ในใจ เขาพร่ำบอกกับตัวเองเสมอว่างานต้องมาก่อนสิ แต่ว่า...หญิงสาวคนนี้กลับกวนใจทั้งคืน เล่นเอาเก็บไปฝันจนละเมอ
    “เป็นอะไรไปเนี่ยเรา...” ดิวตื่นขึ้นมาเป็นเวลาสองโมงเช้าซึ่งช้ากว่าปกติหนึ่งชั่วโมง ตอนนี้ข้าวปั้นออกไปทำงานแล้ว หมอนี่บอกกลัวดิวเหงาจึงขอมาอาศัยอยู่ ซึ่งดิวก็ไม่ว่าอะไร บ้านหลังออกตั้งใหญ่อยู่คนเดียวมันเหงา จึงให้ข้าวปั้นอยู่แล้วใช้แรงงานอย่างแม่บ้านซะเลย
    ข้าวปั้นต้องปรับตัวถ้าหากจะอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าหมอนี่ปรับตัวได้ ไม่งั้นด้วยความสกปรกที่ชอบกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทิ้งขว้าง มีหรอที่ดิวจะให้อยู่ด้วย
    เป็นอีกวันของการทำงาน บริษัทไนต์แมร์คือบริษัทเล็กๆ ที่เพิ่งเปิดตัว อาจจะไม่มีกำไรเท่าไหร่นัก แต่พอเดือนถัดไปเท่านั้นแหละ บริษัทเกมจำต้องมองพวกเขาใหม่ ตอนนี้มีผู้ใช้งานจำนวนมาก Devil Run กลายเป็นเกมที่ต้องมีติดเครื่อง หากไม่มีแล้วเขาคนนั้นคงเชยแย่ ถูกเพื่อนล้อไปทั้งวัน
    ส่วน Devil Chat ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน ด้วยธีมที่ช่วยกันพัฒนาให้สวยงาม รวมถึงฟีเจอร์ใหม่ๆ ก็ทำให้พวกเขาสนุกไปกับการแชทมากขึ้น
    วันนี้ดิวมาส่งมิวมิวกลับบ้านอีกเช่นเคย เธอรู้สึกเกรงใจจริงๆ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจ ที่มีท่านประธานมาส่งถึงที่บ้าน
    “ผมคอแห้งจังเลย ขอเข้าไปกินน้ำหน่อยได้มั้ย...” มาส่งเธอหลายครั้งหลายครา แต่ไม่มีสักครั้งเลยที่เข้าไปในบ้าน ไม่รู้ว่าวันนี้นึกยังไงดิวถึงเอ่ยคำนี้ออกมา
    “ดะ...ได้สิคะ แต่น้ำอาจจะไม่ใช่น้ำแร่นะคะ แหะๆ” มิวมิวคิดไปเองว่าคนอย่างดิวต้องดื่มน้ำแร่ ซึ่งไม่ผิดหากคิดอย่างนั้น ก็เพราะเขารวยนี่นา จะมาดื่มน้ำจากโอ่งได้ยังไง
    “น้ำฝนผมก็ดื่มได้ครับ” ดิวไม่รังเกียจน้ำจากโอ่ง ถึงแม้ว่าวันนี้เขาจะเป็นท่านประธานบริษัทเกม แต่ยังไม่ลืมถึงรากเหง้าที่เคยผ่าน
    “นี่ค่ะ น้ำเย็นๆ”
    “ขอบคุณครับ” ดิวรับน้ำจากมือของมิวมิว ชั่วสัมผัสนั้นมิวมิวรู้สึกเขินเป็นพิเศษ เป็นเพราะสัมผัสมือจากท่านประธานนั่นเอง ดิวดื่มน้ำไปนิดหน่อย ก่อนจะวางขันไว้ข้างๆ เขาหันไปมองรอบบ้าน ราวกับกำลังหาใครบางคน เป็นเหตุให้มิวมิวถามขึ้นว่า
    “เอ่อ...ประธานกำลังมองหาใครอยู่เหรอคะ”
    “พี่สาวของคุณน่ะ ปกติต้องกลับมาเวลานี้ไม่ใช่เหรอ?”
    “จริงด้วยสิ แต่ทำไมวันนี้ถึงยังไม่กลับนะ”
    “หรือว่าจะเกิดเรื่องขึ้น?”
    “เกิดเรื่อง? คงไม่หรอกค่ะ เห็นแบบนี้พี่สาวก็ระวังตัวมากเลยนะคะ”
    “ก็ไม่แน่หรอกครับ ถึงยังไงลักซ์ก็เป็นผู้หญิงตัวคนเดียว กลับบ้านดึกๆดื่นๆ แบบนี้อันตรายออก”
    เห็นดิวพูดอย่างนั้นมิวมิวก็รู้สึกร้อนใจไม่ต่าง เธอไม่ได้คิดถึงตรงที่ว่าดิวกำลังสนใจพี่สาวหรืออะไรทำนองนั้น ตอนนี้เพียงห่วงความปลอดภัยของพี่สาวเท่านั้นเอง
    “ถ้ายังไง ฉันออกไปดูพี่สาวก่อนนะคะ” มิวมิวไม่สามารถรอได้อีกต่อไป นี่ก็ผ่านมาแล้วสิบนาทีตั้งแต่มาถึงบ้าน แต่ลักซ์ยังไม่กลับมาเลยนี่สิ
    “ผมจะไปด้วย”
    “ค่ะ”
    จากนั้นพวกเขาก็เดินออกจากบ้าน เนื่องจากว่าตลาดอยู่ใกล้ๆ ขับรถไปจะเสียเวลาเปล่า สู้เดินไปเองยังเร็วกว่าด้วยซ้ำ เพียงผ่านถนนเส้นนี้ก็เห็นตลาดอยู่ตรงหน้า นี่เป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าแล้วเพราะงั้นแม่ค้าในตลาดจึงมีอยู่ไม่เยอะ โดยส่วนใหญ่จะเป็นคุณป้าอายุสี่สิบห้าสิบปีกำลังเก็บของอยู่
    มิวมิวรีบเดินไปยังที่ประจำที่ลักซ์ขายไก่ทอดอย่างทุกวัน ที่ตรงนั้นมีกลุ่มวัยรุนสี่ห้าคนยืนอยู่ พวกเขายืนล้อมรอบรถเข็นของลักซ์ ลักษณะท่าทางเหมือนกับกำลังคุกคามทางเพศ
    “พวกแกจะทำอะไรพี่ของฉันน่ะ รีบออกไปให้ห่างเลยนะ!” แต่ถึงพวกเขาจะมีเยอะกว่า มิวมิวกลับไม่เกรงกลัว เธอตะโกนเสียงดัง ทำให้พวกป้าๆ ที่หลับหูหลับตาหันมามอง กลุ่มวัยรุ่นเองก็รู้สึกหัวเสียไม่แพ้กัน พวกเขารีบออกไปจากที่นี่ทันที เพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องขึ้น
    “โธ่ ไอ้พวกกระจอกเอ้ย!” มองกลุ่มวัยรุ่นที่ขับมอไซค์ออกไป มิวมิวถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างสะใจ ก่อนจะดูลักซ์ว่าเป็นยังไงบ้าง “พวกมันได้ทำอะไรพี่หรือเปล่า ไม่บาดเจ็บตรงไหนนะ”
    “ไม่ พวกมันไม่ได้ทำอะไร แต่แกเองก็นะทำเสียงดังไปได้ ถ้าหากพวกมันทำร้ายแกขึ้นมา พี่จะช่วยอะไรได้...” ลักซ์รู้สึกซึ้งใจที่น้องสาวเป็นห่วง เเต่เธอก็อดเป็นห่วงไม่ได้ กลัวพวกกลุ่มวัยรุ่นจะทำร้ายมิวมิว
    “โธ่พี่ละก็ ถ้าพวกมันกล้านะ เดี๋ยวจะโดนหักศอกไอยรา!” มิวมิวพูดถึงตรงนี้ทำหน้าตาขึงขัง ลักซ์ส่ายหน้าน้อยๆ กับท่าทางของน้องสาว เธอรู้สึกขบขันเป็นอย่างมาก แต่ดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่งั้นแล้วคงมีเข้าโรงพยาบาลเสียค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อยเลย
    “พวกมันเป็นใครเหรอครับ” ดิวถาม ลักซ์ที่ได้ยินอย่างนั้นกำลังจะตอบ แต่เป็นมิวมิวที่เข้ามาแทรก
    “ก็ไอ้เด็กกระโปกน่ะสิคะ มันชื่อปืน เรียนก็ไม่จบ เป็นนักเลงหัวไม้ ชอบพี่ลักซ์ตามจีบมาเป็นเดือนแล้ว”
    “ใช่ค่ะ แต่ไม่รู้ไงวันนี้เขาถึงมาล้อมฉันกับกลุ่มเด็กพวกนั้น”
    “โธ่พี่นี่ล่ะก็ ดูก็รู้ว่ามันต้องการอะไร แบบนี้พี่ต้องระวังตัวไว้นะคะ!”

    คล้ายกับเรื่องย้อนอดีตกลับมาเป็นคนรวย ที่คุณอ่าน