“มีใครจะเพิ่มเติมอะไรอีกไหม”
ใบหน้าของผู้บัญชาการสูงสุดของทั้ง 10 กองทัพเริ่มตึงเครียดกับการประชุม สิ่งที่หน่วยสำรวจของพวกเขาตรวจพบมีผลเสียกับสหพันธ์ดาวเหนือเป็อย่างมาก พวกเขาทั้ง 10 กองทัพที่ขึ้นตรงกับสหพันธ์จึงต้องรีบหาทางแก้ไข ทว่าทางออกของพวกเขากลับมีน้อยเกินไป จำนวนคนของพวกเขาก็ยังไม่เพียงพอ ตอนนี้หลายหน่วยย่อยของแต่ละกองทัพล้วนติดหน้าที่สำคัญ จึงทำให้พวกเขาแสดงสีหน้าไม่สู้ดีออกมา
โดยสิ่งที่เหล่าผู้บัญชาการ้ามากที่สุดในตอนนี้คือผู้ที่สามารถซิงโครไนซ์ระดับ A ยิ่งเยอะยิ่งดีเพราะฝูงมอนสเตอร์ที่กำลังก่อตัวขึ้นมีระดับดาวที่สูงเป็อย่างมาก ไม่เพียงเท่านั้นพวกเขายัง้าระดับ S หลายคนเพื่อเป็หัวหอกในการจัดการกับมอนสเตอร์ในครั้งนี้
อย่างไรก็ตามจำนวนนักเรียนรุ่นนี้ที่กำลังฝึกอยู่ตามกองทัพทั้ง 10 มีความสามารถซิงโครไนซ์ระดับ A รวมกันแล้วได้ยังไม่ถึง 150 คน ถึงมันจะเยอะแต่พวกเขาก็ยังไม่พร้อม สิ่งที่เกิดอาจจะมาเร็วเกินไปก่อนที่หลักสูตรการฝึกนักเรียนจะจบลง
“พวกเราได้ระดับ S ในปีนี้มาเพียงแค่ 6 คนอย่างนั้นสินะ”
“ใช่ เราได้มาแค่ 6 จากทั้งหมด 10 ค่ายฝึก”
“ฉันเสนอจัดหลักสูตรพิเศษให้พวกเขาเหล่านี้ รวมไปถึงผู้ที่มีความสามารถซิงโครไนซ์ระดับ A พวกเขาจำเป็ต้องแข็งแกร่งโดยเร็วไม่อย่างนั้นจะเป็การตายเปล่า”
เหล่าผู้บัญชาการเริ่มนั่งวิเคราะห์ตัวเลขพร้อมกับมองดูระยะเวลาการฝึกว่าพวกเขาจะสามารถสร้างทหารที่มีคุณภาพดีออกมาได้หรือไม่ ทันใดนั้นผู้บัญชาการกองทัพที่ 7 ก็ได้รับข้อความทำเอาเขาฉีกยิ้มกว้างกับการปรากฎตัวของระดับ S แม้จะมีเพียงแค่ 1 คนก็ตามหากฝึกให้ดีจะเป็หัวหอกในการต่อสู้กับมอนสเตอร์
“ขอรายงานตัวเลขที่กำลังเปลี่ยน ตอนนี้กองทัพที่ 7 มีระดับ S ปรากฎตัวเพิ่มขึ้นมาอีก 1”
“ไม่ใช่ว่าการซิงโครไนซ์รอบแรกของแต่ละกองทัพจบลงไปแล้วอย่างนั้นเหรอ” ผู้บัญชาการกองทัพที่ 7 เมื่อได้รับความสงสัยเขาจึงตอบไปตามตรง
“บังเอิญว่าปีนี้พวกเราเริ่มกระบวนการช้าไปเพราะเครื่องมือมีปัญหา จึงทำให้การซิงโครไนซ์พึ่งจบ และระดับ S ที่ปรากฎเขาเป็คนสุดท้าย”
เหล่าผู้บัญชาการเริ่มสงสัยมากขึ้นอีก เมื่อกองทัพที่ 7 ให้ความสำคัญกับระดับ S น้อยที่สุดเพราะให้เข้าไปในเครื่องซิงโครไนซ์ครั้งแรกเป็คนสุดท้าย ผู้บัญชาการกองทัพที่ 7 จึงอธิบายเื่ทั้งหมดจนทุกคนย่นคิ้ว เกี่ยวกับร่างกายของแอชเชอร์ที่ไม่ปรากฎเส้นเืสีดำสักนิด แต่เขากลับเป็ระดับ S ดังนั้นทุกคนจึงเก็บข้อมูลนี้เพื่อนำไปปรับใช้ในปีหน้า
“แล้วหลักสูตรพิเศษล่ะ ทุกคนคิดเห็นอย่างไร”
“แนะนำให้เปิดโหวตลงคะแนน”
ไฟประจำตัวของผู้บัญชาการทั้ง 10 เรืองแสงจากนั้นพวกเขาก็เริ่มโหวตเกี่ยวกับหลักสูตรพิเศษที่จะนำเอาผู้มีความสามารถในการซิงโครไนซ์ระดับ A และ S แยกไปฝึกด้วยกัน
ซึ่งผู้บัญชาการต่างเห็นพ้องร่วมกันว่าพวกเขาควรจะเร่งการฝึกหัวกะทิให้เร็วขึ้น เพราะมอนสเตอร์ดูเหมือนจะเพิ่มจำนวนมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว จำเป็ต้องสร้างคนที่สามารถต่อสู้ตัวต่อตัวกับมอนสเตอร์ให้ได้จำนวนมากที่สุด กระทั่งการสรุปสิ่งที่ประชุมจบลงภาพฉายของผู้บัญชาการทั้ง 10 ก็ดับไปในทันที
“น่าสนใจ”
ผู้บัญชาการกองทัพที่ 7 ฉีกยิ้มกว้างเมื่อเขาได้เห็นข้อมูลของแอชเชอร์อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่นักวิจัยลดการสำรวจพฤติกรรมของเขาลงหลังจากได้รับยา เนื่องจากร่างกายของเขาเหมือนกับผู้ที่ปฎิเสธยา กลับกลายเป็ว่าเขาสามารถซิงโครไนซ์ได้ถึงระดับ S เป็ระดับที่ยากจะมี ในคนพันคนที่ฝึกด้วยกันนี้กลับปรากฎขึ้นมาเพียงแค่ 1 เท่านั้น
—-----------------------
“สถานะ”
[ระบบ 1 - 1 ระดับ 1 ดาว]
[ชื่อ : แอชเชอร์ แอสลาส]
[อายุ : 15 ปี]
[ระดับซิงโครไนซ์ : SS ]
[พลังโจมตี 0 [4]]
[พลังป้องกัน 0 [4]]
[ความเร็ว 1 [4]]
[พลังต่อสู้ 65]
[ฟอสเอนเนอร์จี้ 1050]
[แต้มสถานะคงเหลือ 0]
[ สถานะร่างกาย 100 % ]
[วิ่งเร็ว][ะเิความเร็ว][วิ่งหลบหลีก][ปีนป่าย][เชี่ยวชาญหมัดปานกลาง][เชี่ยวชาญดาบปานกลาง][เชี่ยวชาญมีดปานกลาง]
แอชเชอร์มองสถานะตัวเองด้วยความดีใจ หลังจากเขาเห็นพลังฟอสเอนเนอร์จี้เพิ่มมาเป็ 1,050 หน่วย หากเขาเปลี่ยนไปเป็แต้มสถานะจะได้แต้มถึง 10 แต้ม มันจะทำให้เขาแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นแต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ทำอะไรเหล่านักวิจัยต่างก็วิ่งกรู่เข้ามารุมล้อมตัวของเขาที่พึ่งออกมาจากอุโมง จากนั้นก็พากันนำเครื่องตรวจมากมายเข้ามาตรวจสอบร่างของเขาอีกครั้งหนึ่ง
การมีระดับ S เกิดขึ้นไม่ต่างจากขุดพบบ่อทอง ภายใต้การตรวจสอบความพร้อม ตรวจสอบความปกติของร่างกาย รวมถึงหาผลกระทบที่อาจจะเกิด เหล่านักวิจัยต่างแสดงสีหน้าตื่นเต้นไม่บอกกล่าวสิ่งใดกับแอชเชอร์สักนิด ก่อนที่เขาจะถูกลากตัวไปยังตึกวิจัยภายในกองทัพที่ 7 ดูเหมือนว่าเขาคงจะถูกทดลองบางอย่างจากการที่เขากลายเป็ระดับ S
“นี่ไอ้หนู หากจะให้แกเข้าไปในอุโมงฟอสเอนเนอร์จี้ใหม่เพื่อตรวจสอบคงจะไม่ได้ เพราะงั้นเราจะใช้อีกวิธีตรวจสอบการซิงโครไนซ์ของแก มามะ เข้าไปข้างในเลย”
แอชเชอร์มองหน้านักวิจัยหลายสิบคนกำลังถือสมุดจดในมือเตรียมจะเขียนรายงานเกี่ยวกับเขาที่กำลังถูกส่งเข้าไปในชุดเกราะมาร์คทู ดูเหมือนว่าการตรวจสอบระดับ S เขาจะต้องสวมใส่ชุดเกราะทั้ง 7 รุ่นที่ทางนักวิจัยเก็บเอาไว้เพื่อตรวจสอบเปอร์เซ็นต์ในการซิงโครไนซ์
“ชุดเกราะมาร์คทู เริ่มทำการซิงโครไนซ์”
แอชเชอร์หันหลังแล้วกางแขนแนบชิดกับชุดเกราะที่เปิดอ้า เมื่อร่างของเขาลงล็อกตามชุดเกราะมันก็ปิดตัวลงจนเขาอยู่ข้างใน ภายใต้การสวมใส่ชุดเกราะ เหล่านักวิจัยต่างตื่นเต้นเมื่อตัวเลขการซิงโครไนซ์กับชุดเกราะอยู่ที่ 100 % บ่งบอกว่าแอชเชอร์สามารถรีดประสิทธิภาพของชุดเกราะชิ้นนี้ออกมาให้สูงที่สุดได้
“ชุดเกราะมาร์คธรี เริ่มทำการซิงโครไนซ์”
แอชเชอร์ถอดชุดเกราะมาร์คทูแล้วเปลี่ยนไปสวมชุดเกราะใหม่ การที่เขาต้องค่อยๆไล่ระดับชุดเกราะขึ้นไปจนกว่าจะถึงมาร์คเอท เป็เพราะว่านักวิจัยป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวของเขา การที่ผู้ซิงโครไนซ์ระดับ F สวมใส่ชุดเกราะมาร์คธรีจะทำให้พวกเขาาเ็
ยิ่งเป็ชุดเกราะที่สูงพวกเขาก็ยิ่งาเ็หนักกว่าเดิมจากมานาที่เล่นงานร่างกาย เนื่องจากภายในชุดเกราะแต่ละรุ่นมีพลังมานาที่ต่างกัน ยิ่งสูงมานาก็ยิ่งเยอะ หากการซิงโครไนซ์ต่ำจะได้รับผลย้อนกลับจากมานา เหล่านักวิจัยที่ป้องกันการตรวจของเครื่องก่อนหน้ารวนพวกเขาจึงให้แอชเชอร์ค่อยๆลองสวมใส่ชุดเกราะแต่ละรุ่น
กระทั่งถึงชุดเกราะมาร์คเอท เหล่านักวิจัยต่างโห่ร้องด้วยความดีใจภายในมือของพวกเขาล้วนจดทุกๆอย่างที่มองเห็นหลังจากแอชเชอร์สวมใส่ชุดเกราะมาร์คเอท เนื่องจากว่าตอนนี้เขาสามารถซิงโครไนซ์กับชุดเกราะได้ 100 % สามารถบอกกับนักวิจัยได้ว่าตัวของเขาสามารถรีดประสิทธิภาพของมันออกมาได้เต็มที่
“เป็แบบนี้เองสินะ”
แอชเชอร์ได้เปิดโลกกว้างอีกครั้งหนึ่งหลังจากให้ระบบ 1-1 ตรวจสอบร่างกายของเขาในตอนสวมชุดเกราะแต่ละรุ่น
ดูเหมือนว่าระบบ 1-1 จะไม่ได้ถูกพลังของชุดเกราะทับจนความสามารถของมันหายไปโดยสมบูรณ์ เดิมทีแอชเชอร์นึกว่าเมื่อใดก็ตามที่เขาสวมชุดเกราะสักรุ่น พลังต่อสู้ของเขาในตอนปกติจะหายไปเพราะถูกพลังของชุดเกราะแทนที่ ยกตัวอย่างเช่นการสวมชุดเกราะมาร์คทูที่จะทำให้ผู้สวมใส่มีพลังต่อสู้ที่ 150 หน่วย เมื่อสวมใส่แอชเชอร์นึกว่าพลังต่อสู้ 65 หน่วยของเขาจะหายไปเพราะถูกพลังที่เหนือกว่าของชุดเกราะแทนที่
แต่มันไม่ได้เป็อย่างที่เขาคิด พลังต่อสู้ 65 หน่วยของเขายังอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่ว่ามันกลายเป็พลังรองที่จะนำไปใช้บังคับชุดเกราะที่เขาสวมใส่ การที่เขามีพลังต่อสู้ 65 หน่วยจึงทำให้ชุดเกราะที่เขาใช้งานแสดงประสิทธิภาพมากกว่าคนอื่นๆ เมื่อเทียบกับทหารที่มีการซิงโครไนซ์ระดับ S เช่นเดียวกันกับเขา ทหารเ่าั้ล้วนแล้วเป็คนธรรมดา พลังต่อสู้ของพวกเขาแอชเชอร์ให้ได้เต็มที่แค่ 20 หน่วย ด้วยพลังต่อสู้เพียงเท่านี้ยังไงก็มีข้อจำกัดในการใช้งานชุดเกราะ
ต่างจากแอชเชอร์ที่มีพลังต่อสู้มากกว่าจนสามารถบังคับชุดเกราะได้ดั่งใจนึก แต่เขาก็แอบสงสัยเช่นกันว่าหากพลังต่อสู้มากกว่าชุดเกราะจะเกิดอะไรขึ้น
“แอชเชอร์ แอสลาส เรายืนยันแล้วว่านายมีความสามารถในการซิงโครไนซ์ระดับ S เอาล่ะตามมา ฉันจะพาไปยังห้องๆหนึ่ง มีใครบางคนอยากพบนาย”
แอชเชอร์เดินตามนักวิจัยจนมาถึงห้องๆหนึ่ง ข้างในมีแก้วน้ำหนึ่งแก้วและโต๊ะหนึ่งตัว แอชเชอร์ไม่รู้ว่านักวิจัยกำลังทำอะไรถึงให้เขามารอในห้องแห่งนี้ ใครกันแน่ที่อยากพบเขา กระทั่งในห้องมีเพียงแค่เขาคนเดียวไม่เหลือใคร แอชเชอร์จึงตรวจสอบสถานะอีกรอบรอคอยให้คนที่อยากพบเขาปรากฎตัว
“นี่ระบบขอถามอะไรหน่อย ฟอสเอนเนอร์จี้ 1,050 หน่วยถ้าฉันเปลี่ยนมันเป็แต้มสถานะแล้วอัพตอนนี้เลยแล้วหากฉันฝึกซ้อมตลอดหลักสูตรการฝึก สถานะทั้ง 3 ของฉันจะเพิ่มไหม”
[แจ้งเตือน ระบบแนะนำการฝึกให้โฮสต์ 2 วิธี วิธีแรกลำบากก่อนแล้วค่อยสบายทีหลัง วิธีที่สองสบายก่อนแล้วลำบากทีหลัง]
“ยังไง”
[วิธีแรก หากโฮสต์ไม่อัพสถานะใดเลย อาศัยเพียงแค่การฝึกจะทำให้โฮสต์ได้รับค่าสถานะจากการฝึกที่เร็วกว่า]
“แล้ววิธีที่สองล่ะ”
[วิธีที่สอง หากโฮสต์เลือกอัพสถานะ ร่างกายของโฮสต์จะเปลี่ยนแปลงจนแข็งแกร่ง ยิ่งโฮสต์แข็งแกร่งโฮสต์ต้องฝึกหนักมากยิ่งขึ้นหากโฮสต์้าแต้มสถานะจากการฝึกฝนจะต้องฝึกมากกว่าเดิมหลายเท่า]
แอชเชอร์เท้าคางคิด ตอนนี้เขาอยู่ในค่ายฝึก อยู่ในสถานที่ปลอดภัยจึงยังไม่จำเป็ที่เขาจะเปลี่ยนมันให้เป็แต้มสถานะ เนื่องจากระบบยืนยันว่าการเพิ่มแต้มสถานะจะทำให้การฝึกได้รับแต้มยากกว่าเดิม เขาจึงไม่แตะต้องฟอสเอนเนอร์จี้ และไม่คิดจะเปลี่ยนมันไปเป็แต้มสถานะเก็บไว้ เพราะฟอสเอนเนอร์จี้สามารถรักษาเขาได้ หากเขาาเ็จะได้ใช้งานมัน ตอนนี้พลังต่อสู้ของเขาก็มากกว่าคนสวมชุดเกราะฝึกซ้อม เขาจึงไม่กลัวว่าจะมีใครกลั่นแกล้งเขา
“นี่ระบบ ฉันต้องฝึกจนกว่าแต้มสถานะเท่าไหร่ถึงควรจะหยุดแล้วเปลี่ยนไปใช้แต้มสถานะ”
[จากการวิเคราะห์ของระบบ โฮสต์ควรพอเมื่อการฝึกฝนเพิ่มค่าสถานะทั้ง 3 ได้ถึง 10 แต้ม หากมากกว่านี้จะต้องใช้เวลานานมาก แทบจะเสียเวลาเปล่า]
“อย่างนั้นสินะ แค่เพิ่มอย่างละ 10 แต้มก็ควรพอ”
แอชเชอร์ยิ้มเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าการฝึกควรหยุดตรงไหน การได้รับแต้มฟรีในตอนที่อยู่เขตปลอดภัย นับว่าเป็เื่ดีไม่น้อย ทันใดนั้นประตูห้องของเขาก็ถูกเปิดเข้ามาด้านใน จนเขามองเห็นชายแก่สวมใส่ชุดเกราะทหารเต็มไปด้วยเครื่องประดับยศมากมาย จึงลุกขึ้นยืนทำความเคารพทันที
“สวัสดีครับท่านผู้บัญชาการ”