บทที่30. เทศกาลปีใหม่กับการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ
ลู่ฉิงถูกส่งไปปรับทัศนคติที่ค่ายกักกันของสตรีได้เป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้วเธอได้รับความทุกข์ทรมานจนร่างกายแทบทนไม่ไหวทำงานหนักๆแบบที่ไม่เคยทำเพราะเมื่อก่อนเธอชอบหลีกเลี่ยงงานหนักๆประจำพอต้องมาทำแบบนี้ร่างกายจึงรับไม่ไหว กินนอนร่วมกันกับคนอื่นๆที่นี่คือสถานที่รวมคนไม่ดีและเคยทำเรื่องเลวร้ายมาก่อนดังนั้นชีวิตของลู่ฉิงจึงไม่ได้ง่ายนอกจากต้องระวังไม่ให้ทำผิดกฎของที่นี่จนถูกลงโทษแล้วยังต้องคอยระมัดระวังคนที่อยู่ในค่ายด้วยกันอีกด้วย
ยังมีที่ต้องเข้าการอบรมปรับแนวคิดทัศนคติและหลักคุณธรรมการรักชาติอีกมากมายทั้งยังต้องทำงานในแปลงนาของค่ายอีก เรียกว่าไม่มีความสบายใดๆทั้งสิ้นมีคนที่กล้าหนีออกไปจากค่ายหรือขัดขืนก็จะถูกทหารแดงจับโยนลงไปในหลุมดินขนาดลึกแล้วเทน้ำราดลงไปเพื่อให้แช่อยู่ในน้ำเป็นการลงโทษยิ่งถ้าเป็นช่วงหน้าหนาวนับเป็นการลงโทษที่โหดร้ายมาก
ลู่ฉิงมองคนที่ถูกลงโทษพวกนั้นด้วยความหวาดกลัวทั้งร่างกายที่ถูกญาติผู้พี่ทำร้ายจนบาดเจ็บก่อนนี้ก็สร้างความหวาดระแวงยามเจอผู้คนอยู่มากทั้งมาอยู่ในค่ายที่เป็นเหมือนนรกดีๆ นี่เองอีกเวลามองไปทางไหนก็หวาดผวากลัวว่าจะทำอะไรผิดแล้วถูกจับไปลงโทษโยนลงหลุมนั้นอยู่ตลอด
“เป็นเพราะฉันอิจฉาใช่มั้ยถึงต้องการเจอแบบนี้ฮึกๆ ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว ฉันไม่อยากอยู่แล้ว”เสียงงึมงำกระซิบพูดคนเดียวเบาๆอยู่ในมุมมืดของห้องพักรวมร่างโทรมๆตัวผอมคู้กายเข้ากอดตัวเองพร้อมร้องไห้ออกมาไม่หยุดดวงตาเริ่มเหม่อลอยแม้ไม่ได้ถูกล่ามโซ่หรือนอนในคุกแต่ก็เหมือนอยู่ในคุกดีๆ นี่เองไม่แน่ว่ากว่าจะผ่าน6เดือนไปได้เธออาจจะตายลงที่นี่ก่อนก็ได้..
เวลาผ่านมานับเดือนจนกระทั่งถึงวันปีใหม่จากเหตุการณ์นั้นไม่มีใครพูดถึงอีกแม้มีชาวบ้านบางคนถามถึงพี่สะใภ้รองบ้างแต่คนบ้านเซียวก็บอกเพียงว่าพี่สะใภ้รองป่วยยังต้องรักษาตัวอีกหลายเดือนชาวบ้านรู้ดีว่าลู่ฉิงถูกทำร้ายร่างกายในเหตุการณ์นั้นจึงไม่มีใครถามอะไรอีก
“ปีใหม่แย้ววววฮ่า ฮ่า ฮ่า” เสียงตูตูตะโกนลั่นพร้อมวิ่งวนอยู่หน้าบ้านอย่างร่าเริงไปมา
“ปีใหม่ๆ”ไคไคก็พูดตามไปด้วยทั้งยืนมองพี่ชายที่ดูจะคึกมากเป็นพิเศษที่กำลังวิ่งอยู่ตรงหน้า
“แล้วปีใหม่คืออะไยอ่ะ”ตูตูหยุดวิ่งแล้วเอ่ยถามน้องชายขึ้น
“ไคไคก็ไม่รู้แต่ของกินน่าจะเยอะ” เขาคิดแบบนั้นเพราะเห็นแม่ทำอาหารหลายอย่างเลย
“ของจินหยอฮึ้ยย ตูตูชอบปีหม่ายยย ฮ่า ฮ่า ฮ่า กรี๊ดดด” พอได้ยินเรื่องของกินมือน้อยกำเข้าหากันเขย่ามือไปมาอย่างถูกใจก่อนจะหัวเราะกรี๊ดกร๊าดออกมา
“ตูตูไคไคจะเขียนคำอวยพรว่าอะไรก็บอกพ่อนะให้พ่อช่วยเขียนน้า” ซีอินตะโกนบอกลูกชายขณะกำลังทำอาหารอยู่ในครัวส่วนฉิงเฟิ่งก็เตรียมกระดาษปากกา กรรไกรและของตกแต่งอีกมากมายอยู่
“โอ้วว!!พ่อคับเขียนให้ตูตูหน่อย” ตูตูรีบวิ่งจรู๊ดดดเข้ามาเกาะขาพ่อทันที
“ได้ๆตูตูอยากได้คำว่าอะไร” ตาคมกริบก้มลงมองดูเจ้าตัวเล็กที่เกาะขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
“อืมเอาของกินมั้ย” ไคไคที่เดินตามมานั่งอยู่ข้างๆ ช่วยคิดคำให้พี่ชาย
“ของจินหยองั้นพ่อเขียน ‘ให้มีของจินอย่อยเยอะๆ’ ให้หน่อยคับ"
“อื้มมให้มีของกินอร่อยเยอะๆ ใช่มั้ย”
“ใช่คับพ่อเขียนให้ตูตูได้หน่อย”เจ้าหัวผักกาดตูตูพูดอ้อนพ่อพร้อมเอาแก้มกลมไปวางแปะที่ขาแกร่งพลางเอียงหน้าไปกะพริบตามองพ่อปริบๆ
“ได้ๆพ่อเขียนให้ตูตูนะ” ใครว่ามีแต่ลูกสาวที่อ้อนได้ ลูกชายก็อ้อนเก่งเหมือนกัน
“พ่อดีที่ฉุดเยย”
“หึหึ แล้วไคไคล่ะอยากเขียนว่าอะไร” หัวเราะก่อนจะหันมาถามลูกชายอีกคนบ้าง
“ไคไคหยักมีเงินเยอะๆคับ”
“ขอให้มีเงินเยอะๆหรือได้สิพ่อจะเขียนให้ไคไคด้วยแล้วทำไมถึงขอเงินเยอะๆ ล่ะไคไค” เพราะลูกชายเขาอายุแค่4ขวบเท่านั้นจึงเอ่ยถามเพราะอยากรู้ว่าพวกเขาคิดอะไรกันอยู่บ้าง
“ก็พอมีเงินเยอะๆไคไคก็จะเอาไปซื้อของมากินเยอะๆ ตูตูก็จะได้กินเยอะๆด้วยคับ”
“ไคไคดีที่ฉุดเยยต้องให้...ต้องให้ตูตูจินด้วยนะ”เจ้าเด็กชอบกินพยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับความคิดของน้องชายพร้อมฉีกยิ้มกว้างให้จนเห็นฟันตาหยีไปหมด
“อื้มได้”
ซีอินที่กำลังทำอาหารอยู่ไม่ไกลได้แต่ยิ้มให้เจ้าหัวผักกาดน้อยช่างพูดกันจริงๆ เลย
“ฉิงเฟิ่งคะแล้วเด็กๆบ้านอี้จะมากันหรือเปล่าคะ” ซีอินที่ค่อยๆเอาจานอาหารออกมาเรียงบนโต๊ะอาหารเอ่ยถามสามีขึ้นมา
“ผมบอกพวกเขาไปว่าให้มาฉลองปีใหม่กับเราแล้วครับไม่นานก็คงมากันแล้ว”
“ดีค่ะตอนนี้พวกเขามีกันแค่สองพี่น้องน่าสงสารมากเลยค่ะ ยังอายุแค่นั้นเอง”
เธอได้ฟังเรื่องราวของเด็กทั้งสองจากสามีแล้วก็สงสารเพราะความอดอยากที่ได้รับก่อนนี้ทำให้สูญเสียพ่อแม่ไป ส่วนญาติๆที่มีก็ไม่ได้สนใจเหลียวแลปล่อยให้อยู่กันเองเพราะแต่ละครอบครัวก็ต้องรัดเข็มกันทั้งนั้น หลังจากได้เจอเด็กๆครั้งนั้นซีอินก็อยากช่วยเหลือแต่พอให้ของไปเฉยๆเลยพวกเขาก็ไม่กล้ารับ ซีอินจึงขอให้เด็กๆบ้านอี้เก็บผักป่าหรือหาฟืนมาส่งให้บางครั้งก็ให้พวกเขามาช่วยรดน้ำผักหลังบ้านและให้อาหารไก่บ้าง
โดยเธอตอบแทนเป็นเสื้อผ้าไหมพรมอุ่นๆที่เธอถักเองมีทั้งหมวกผ้าพันคอเธอยังเอาผ้านวมและผ้าห่มนาโนให้ไปอีกด้วยและบางครั้งให้เป็นอาหารของกินรวมทั้งให้เงินครั้งละ5เหมา10เหมาแล้วแต่ว่าวันนั้นมีฟืนเยอะหรือไม่
ซึ่งอี้เหวินก็ยอมรับไว้โดยดีเขารู้ดีว่าด้วยกำลังของตนเองตอนนี้คงไม่อาจหาของดีๆแบบนี้ได้และน้องชายเขายังเด็กมากต้องการเครื่องนุ่งห่มกันหนาวที่บ้านมีแค่ผ้าห่มผืนบางขาดๆเท่านั้น แต่ก็ยังดีที่มีเตาเตียงอยู่ด้วยเตียงหนึ่งดังนั้นอี้เหวินและอี้เชาจึงยินดีทำงานให้บ้านสามเซียวอย่างเต็มใจเพื่อตอบแทนของที่ได้รับมานั้นเอง
“ใช่ครับอีกอย่างต่อไปไม่มีแปลงนารวมแล้วต้องทำงานในที่ดินของตนเองที่จะได้รับมาเป็นการทำงานของใครของมันแล้วพวกเขาคงเคว้งคว้างพอสมควรเลย” เพราะการเปลี่ยนแปลงนี้ชาวบ้านแต่ละหมู่บ้านจึงยังคงรู้สึกแตกตื่นและไม่มั่นใจกับชีวิตของตัวเองต่อไปในภายหน้าอยู่บ้าง
“ต่อไปการค้าขายของประเทศเราดีขึ้นฉันว่าจะพาอี้เหวินมาทำงานด้วยกันนะคะ คุณเห็นว่าไงคะ”
“เป็นแบบนั้นก็ดีครับแล้วคุณคิดไว้หรือยังครับว่าจะทำอะไร”
“ฉันอยากค้าขายก่อนค่ะเพราะการขายของได้เงินเร็วที่สุดแล้วก่อนอื่นคงต้องดูที่ดินของเราที่จะได้ก่อนค่ะว่าจะปลูกอะไรได้บ้างแล้วก็หาร้านค้าในเมืองจะได้เปิดร้านขายของได้ด้วย อ้อจริงสิคะหลังปีใหม่นี้ฉันว่าจะเข้าไปที่โรงเรียนในเมืองอำเภอเพื่อขอสอบเทียบให้จบม.ปลายก่อนนะคะ”
“ครับถึงตอนนั้นแผลผมก็น่าจะหายดีแล้วผมจะพาคุณไปเองครับ”
“คุณอาสามเซียวครับคุณอา” อี้เหวินที่มาถึงหน้าบ้านแล้วตะโกนเรียกเข้ามา
“คงเป็นพี่น้องบ้านอี้มาแล้วล่ะค่ะ”
“ฮุ้ยยมีคนมาหา” ตูตูผงกหัวขึ้นทันทีเมื่อได้ยินเสียงจากหน้าบ้าน
“พี่ชายสองคนละมั้ง”ไคไคตอบแต่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นตามพี่ชายสายตายังคงต้องมองตัวอักษรที่พ่อเขียนให้อยู่
“ฮิฮิ ฮิ ดีๆ” ตูตูหัวเราะดีใจที่จะมีเพื่อนเล่นด้วยอีก
เป็นเด็กสองคนอี้เหวินกับอี้เชาที่มาหาจริงๆพวกเขาแบกเอาผักป่าที่เก็บได้มาด้วย ทั้งยังมีมัดฟืนอยู่เต็มตะกร้าข้างหลังของอี้เหวินด้วย
“คิดว่ามามือเปล่าคงไม่ดีเลยเอาฟื้นและผักป่าที่หาได้มานิดหน่อยครับคุณอาสามรับไว้นะครับ” อี้เหวินบอกคุณอาทั้งสองอย่างเกรงใจเขาดีใจมากที่ถูกชวนให้มาฉลองปีใหม่ด้วยกันแบบนี้แต่ก็เกรงใจจึงขึ้นเขาไปเก็บฟืนเพื่อเอามาให้อาสะใภ้สามใช้ก่อไฟเวลาทำอาหารนั้นเอง
“ขอบใจนะอี้เหวินงั้นอาจะรับไว้แล้วกันนะ” ฉิงเฟิ่งไม่ได้เอ่ยห้ามที่อี้เหวินเอาของมาให้วันนี้เขาเข้าใจความคิดของเด็กคนนี้ดีว่าเกรงใจมากแค่ไหนจึงยินดีรับไว้เพื่อให้เด็กๆบ้านอี้สบายใจด้วย
“พี่เหวินเหวินพี่เซาเซามาเขียนอักษรกับตูตูเตอะ” เจ้าเด็กร่าเริงเดินออกมาโผล่หัวกลมๆออกมาจากข้างหลังขาของคนเป็นพ่อ
“อื้มได้แต่พี่ยังเขียนไม่เก่งนะ”
“ไม่เป็นไย ตูตูจะสอนเอง” พยักหน้าบอกพี่ชายที่ตัวสูงกว่าอย่างมั่นใจ
จากนั้นตูตูก็พาอี้เหวินกับอี้เชาเดินเข้าไปหาไคไคที่ยังคงดูตัวอักษรอยู่ว่าต้องลากเส้นยังไงบ้างส่วนฉิงเฟิ่งเองก็เดินเข้าไปเพื่อเขียนอักษรในกระดาษมงคลสีแดงต่อให้เสร็จซีอินจึงเร่งทำอาหารต่อ วันนี้เธอทำปลานึ่งซีอิ๋ว เสี่ยวหลงเปา ผัดหมี่ซั่วปอเปี๊ยะทอด เอาเท่านี้ก่อนซีอินคุยกับสามีแล้วว่าเช้าวันนี้จะกินข้าวฉลองปีใหม่กันที่บ้านก่อนพอตอนเย็นก็ค่อยเอาอาหารไปกินร่วมกันที่บ้านใหญ่เซียวอีกครั้งเธอทำงานครัวไปหูก็ฟังเสียงว่าเด็กๆ คุยอะไรกันไป
“ไคไคตูตูเขียนถูกมั้ย”
“ต้องมีอีกขีดตรงนี้ด้วยนะ”
“ต้องมีด้วยหยอ”
“อื้มต้องมีด้วย”
“อ้อได้”ตูตูพยักหน้าเข้าใจพยายามจำตัวอักษรต่อ
ซีอินหันไปมองเจ้าหัวผักกาดแล้วนึกไปถึงตอนที่ตูตูบอกว่าจะสองพี่ชายบ้านอี้เขียนหนังสือแล้วก็ได้แต่ขำลูกชายเธอเป็นคนสดใสและตลกจริงๆ
เมื่อได้อักษรมงคลและคำอวยพรที่เขียนบนกระดาษเรียบร้อยแล้วก็เริ่มเอาไปติดตามหน้าต่างและประตูบ้านไว้แต่ไม่ได้ตกแต่งหรูหรามากนักเพราะเป็นช่วงเวลารัดเข็มขัดของทุกคนการใช้จ่ายหรือการจัดงานเลี้ยงฉลองปีใหม่ที่ฟุ่มเฟือยเกินไปไม่เป็นการดีซีอินและฉิงเฟิ่งจึงคิดว่าแค่นี้ก็พอแล้ว
เมื่อกินอาหารด้วยกันเสร็จแล้วก็ตามด้วยผลไม้สดๆและพุดดิ้งนมสดหน้าผลไม้รวม ก่อนที่ซีอินจะเอาซองแดงออกมาแล้วพูดขึ้น
“เด็กๆดูสินี้คืออะไรเอ่ย”
“ไคไครู้จดหมายคับ” ไคไคตอบหลังจากเห็นของในมือแม่แล้ว
“โฮ๊ะ!ใช่ๆ เหมือนจดหมายของพ่อเยย” ตูตูที่ยังมีพุดดิ้งนมสดอยู่เต็มแก้มกลมๆ เอ่ยตอบบ้าง
ส่วนอี้เหวินและอี้เชาไม่ได้เอ่ยตอบกับตูตูและไคไคด้วย
“นี้ไม่ใช่ซองจดหมายจ้าแต่คือซองอั่งเปาต่างหาก”
“อั่งเปา”
“อั่งเปาคืออะไยคับ”มือน้อยยังคงส่งช้อนที่ตักพุดดิ้งเข้าปากไม่หยุดพร้อมคิดว่า มันนุ่มนิ่มอย่อยมาก ตูตูชอบมากก
“ตอนปีใหม่พวกผู้ใหญ่ใจดีก็จะเอาซองแดงแบบนี้ที่มีเงินอยู่ข้างในมาให้เด็กๆยังไงละจ๊ะเรียกว่าเงินอั่งเปา”
“โฮ้วววตูตูหยักได้อั่งเปาคับแม่”
“ไคไคด้วยไคไคก็หยักได้ด้วย”
“จ้าๆแม่มีให้ทุกคนได้คนละหนึ่งซองนะ”ซีอินยื่นซองให้เจ้าหัวผักกาดน้อยก่อนจะยื่นซองอั่งเปาให้อี้เหวินและอี้เชาด้วยตัวอี้เชายังเด็กจึงไม่ได้คิดมากเมื่อได้รับของก็พูดขอบคุณแล้วรับไว้แต่อี้เหวินที่โตมากแล้วเขากลับไม่กล้ารับไว้จนฉิงเฟิ่งต้องออกปากเองเขาจึงรับมาพร้อมพูดคำขอบคุณแล้วขอบคุณอีกหลายครั้ง
ปีใหม่ของคนในหมู่บ้านชนบทไม่มีพิธีรีตองอะไรมากมายก็เพียงกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันและมีญาติพี่น้องที่กลับมาจากทำงานในเมืองหรือจากต่างหมู่บ้านกลับมาเยี่ยมเยือนและร่วมวงคุยกันทำอาหารกินข้าวกันอย่างมีความสุขแม้ว่าอาหารจะมีน้อยและนานๆทีถึงจะได้กินเนื้อกันก็ตามแต่ก็มีความสุขที่ได้ฉลองปีใหม่ร่วมกัน...