หมอหลวงอีกคนที่ชำนาญการแก้พิษหันมากราบทูล“พิษสกัดลม พะยะค่ะ พิษชนิดนี้จะทำให้หายใจขาดห้วงจนเสียชีวิตปกติผู้ถูกพิษจะเสียชีวิตภายในสองเค่อ”
“พวกเจ้าช่วยนางให้ได้ก็แล้วกัน”สีพระพักตร์ของฮ่องเต้ทรงเคร่งเครียด
“พะยะค่ะ”
เฉินเฟยกับเหม่ยเฟยลุกขึ้นยืนดูนางกำนัลร่างใหญ่ช่วยกันอุ้มพระสนมตงเฟยเดินลิ่วไปยังตำหนักฟาหยาง“นางถูกวางยา” เฉินเฟยก้มลงมองจานขนมและของว่างเบื้องหน้าตนแล้วหันมาบอกนางกำนัลของตน“ถูมามาหลี่ตรวจพิษด่วน!”
ถูมามาหลี่รีบหยิบเข็มพิษออกมาตรวจอาหารทุกจานกาน้ำชา และจอกน้ำชาเบื้องหน้าของเฉินเฟย ในขณะที่เหม่ยเฟยเมื่อเห็นตงเฟยถูกอุ้มออกจากบริเวณงานเลี้ยงก็นั่งลงนางมองจานอาหารและกาน้ำชาด้วยความหวาดระแวงฮ่องเต้เสด็จกลับไปประทับยังพระที่นั่งพร้อมด้วยฮองเฮาเช่นเดิม
“อู๋กงกงให้หมอหลวงและขันทีตรวจสอบพิษบนอาหารทุกจานในงานเลี้ยงเดี๋ยวนี้”ฝ่าบาทรับสั่งด้วยสุรเสียงอันดัง
“พะยะค่ะ”อู๋กงกงรีบหันไปสั่งการอย่างรวดเร็ว พวกเขาตรวจสอบภาชนะ ทุกชิ้นในงานเลี้ยงอย่างละเอียดเริ่มต้นจากฝั่งขวาที่ล้วนเป็นราชนิกูล
ทันใดนั้นเหม่ยเฟยก็ร้องออกมาดังลั่น“โอ๊ย! ปะ ปวดท้อง”กัวมามาหลี่รีบเข้ามาดูพระสนมของตน ทว่าเหม่ยเฟยร้องออกมาเท่านั้นแล้วก็ทรุดตัวล้มลง
“พระสนมสิ้นสติไปแล้ว!” เสียงของกัวมามาหลี่ทำให้เกิดความโกลาหลขึ้นอีกครั้งนางก้มลงช้อนร่างเหม่ยเฟยที่สลบไสลสีหน้าวิตกกังวลสุดขีดหมอหลวงรีบตรงเข้าไปตรวจชีพจรนางก่อนที่จะเรียกให้ผู้ช่วยรีบเอายาสลายพิษเบื้องต้นมาให้พระสนมดื่มองครักษ์หู่รีบวิ่งตรงไปยังจุดเกิดเหตุเมื่อเห็นว่าเรียบร้อยดีแล้วจึงกลับไปรายงานฮ่องเต้
“เกิดอะไรขึ้นซิ่นสือ” ฮ่องเต้ทรงหันไปซักไซ้องครักษ์ประจำตัว
“เหม่ยเฟยถูกวางยาพะยะค่ะ แต่เป็นยาบิดไส้ทรงพ้นขีดอันตรายแล้วหมอหลวงและนางกำนัลกำลังพากลับตำหนักห่าวซิน”
ฮ่องเต้ทรงลุกขึ้นยืนประกาศให้ทุกคนในงานอยู่ในความสงบแล้วสั่งนางข้าหลวงขันที และองครักษ์วังหลวงค้นตัวทุกคนในงานอย่างเข้มงวด “คนร้ายยังอยู่ในนี้ดังนั้นขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบ เราจะไม่ปล่อยผู้ใดออกไป จนกว่าจะพบหลักฐาน”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วบริเวณงานทุกคนหันมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่เกิดขึ้นกันอย่างเซ็งแซ่ การตรวจพิษทำเสร็จไปแล้วเหลือเพียงการตรวจร่างกายเพื่อค้นหาหลักฐานว่าผู้ใดคือคนร้ายที่ซุกซ่อนยาพิษเข้ามาทำร้ายคนในงาน
หลังจากค้นตัวเรียบร้อยเหล่าราชนิกูลก็เดินทางกลับวังของตนเหลือเพียงเหล่าสตรีวังหลังที่ยังคงถูกกักตัวอยู่ หลิงผินหันไปมองโดยรอบแล้วหันไปวิจารณ์กับนางกำนัลประจำตัวของตน“เจ้าดูสิคนโดนวางยาดันเป็นตงเฟยกับเหม่ยเฟยเช่นนี้พวกเราก็คงจะโดนเพ่งเล็งไปด้วย”
“พระสนมตำแหน่งระดับผินที่เคยได้รับความโปรดปรานก็มีเพียงพระสนมกับลู่ผินเท่านั้นส่วนระดับกุ้ยเหรินก็มีเพียงเผยกุ้ยเหรินเพียงผู้เดียวหากจะมีผู้โดนเพ่งเล็งว่าจะได้ประโยชน์ก็คงมีเพียงเท่านี้” ไถเพ่ยจูนางกำนัลประจำตัวหลิงผินเป็นนางกำนัลที่ค่อนข้างอายุมากและอยู่ในวังหลังมานานนางมิใช่คนพูดมากหากแต่รู้เรื่องราวซับซ้อนของแต่ละตำหนักเป็นอย่างดีไถเพ่ยจูคอยให้คำแนะนำที่ดีกับหลิงผินอยู่เสมอทำให้หลิงผินที่แต่ก่อนเป็นเพียงระดับกุ้ยเหรินได้เลื่อนขั้นแซงหน้าเผยกุ้ยเหริน
หลิงผินรู้ว่าหากตนเองคิดจะเป็นคนโปรดโดยจัดการทุกสิ่งด้วยตนเองย่อมเป็นเรื่องยากนักนางจึงเลือกที่จะสวามิภักดิ์กับเสิ่นกุ้ยเฟยซึ่งยามนี้นับว่าเป็นผู้มีอำนาจและอิทธิพลในวังหลังเป็นรองเพียงฮองเฮาซึ่งยังไม่รู้ว่าจะรั้งความโปรดปรานจากฮ่องเต้ได้นานสักเพียงใดสตรีงดงามและน่าสนใจต่างทยอยเข้ามาในวังหลังไม่ขาดสาย ในขณะที่น้ำพระทัยของฮ่องเต้นั้นก็ยากแท้จะหยั่งได้นางหวังเพียงตนเองจะไม่ถูกผู้อื่นรังแกขอเพียงฮ่องเต้ทรงสนพระทัยนางบ้างก็เท่านั้น
ลู่ผินที่นั่งถัดไปจากหลิงผินกวาดตามองไปรอบๆนางกำนัลประจำตัวนางยืนกระซิบอยู่ใกล้ๆ “ตงเฟยกับเหม่ยเฟยถูกวางยาแน่นอนว่ายามนี้ผู้ที่ถูกเพ่งเล็งก็คือเฉินเฟยกับเสิ่นกุ้ยเฟยเพคะ”
“ดี! ให้พวกนางกำจัดกันเองนั่นล่ะถูกแล้ว”ลู่ผินชิงชังนักที่ตนจะต้องคอยหาวิธีประจบหนึ่งในสามพระสนมเพื่อหาผู้ให้การสนับสนุนในเมื่อหลิงผินเข้าหาเสิ่นกุ้ยเฟยได้แล้วนางเองก็ควรพึ่งพิงผู้มีอำนาจในวังหลังสักคน
“ลู่ผินเพคะหากเราเข้าหาฮองเฮาได้ยามนี้ย่อมดีที่สุดพระสนมก็เห็นแล้วว่าฝ่าบาททรงรักใคร่ฮองเฮาเพียงใด?” ลู่ผินหันไปมองด้านปะรำกลางฮ่องเต้และฮองเฮายังทรงนั่งเอียงพระวรกายเข้าหากันและปรึกษาหารือกันอย่างสนิทสนม
“ข้าคงต้องวางแผนให้ดีการเข้าหาฮองเฮาย่อมมีโอกาสเข้าใกล้ฝ่าบาทได้มากกว่าเสิ่นกุ้ยเฟยเพราะดูแล้วฝ่าบาทย่อมอยากจะให้ฮองเฮาทรงพระครรภ์เป็นแน่หากฮองเฮาทรงให้กำเนิดรัชทายาทได้ปัญหาในท้องพระโรงย่อมคลี่คลายเสียที” ลู่ผินมองฮองเฮาเขม็ง ทุกคนในวังหลังล้วนรับรู้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาว่าการให้กำเนิดทายาทตระกูลหมิงนับเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดไม่ว่าสตรีใดที่ให้กำเนิดทายาทแก่ฮ่องเต้ย่อมได้อาศัยอำนาจวาสนาของพระโอรสหรือพระธิดาในการเสวยสุขจนแก่เฒ่า
ฮองเฮาทรงมองตามเหล่านางกำนัลที่แบกร่างของตงเฟยและเหม่ยเฟยออกไปทีละคนแล้วพลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้“พี่สาม หากว่าคนของตงเฟยกับเหม่ยเฟยเป็นคนวางยาในครั้งนี้เล่า? พวกเขากลับตำหนักไปแล้วที่สำคัญท่านก็มิได้สั่งค้นร่างกายของพวกเขาเสียด้วย”
“เจ้าพูดถูกแล้ว ซือซือข้ากำลังคิดอยู่เช่นกันว่าข้าพลาดสิ่งใดไป”ฮ่องเต้รีบเรียกองครักษ์หู่กับจูมากระซิบสั่ง
“พะยะค่ะ”ทั้งสองคนแยกกันตามไปตำหนักฟาหยางและห่าวซินโดยนำขันทีและนางข้าหลวงจำนวนหนึ่งไปด้วย
องครักษ์หู่ไปถึงตำหนักฟาหยางอย่างรวดเร็วอาศัยช่วงที่ยังไม่มีใครตั้งตัวแจ้งพระราชดำรัสของฮ่องเต้เข้าตรวจค้นข้าราชบริพารทุกคนตำหนักฟาหยางรวมถึงตงเฟยด้วยนางข้าหลวงระดับสูงเป็นผู้ค้นตัวสตรีทุกคน ส่วนขันทีเป็นผู้ตรวจค้นขันทีด้วยกัน
“เจอแล้ว!” เสียงนางข้าหลวงผู้หนึ่งดังขึ้นองครักษ์หู่รีบเดินเข้าไปดูสิ่งที่ค้นพบ ขวดยาเล็กๆ ที่เก่อมามาหลี่ซุกไว้ในแขนเสื้อถูกนำมายื่นให้กับองครักษ์หู่
“หมอหลวง มาตรวจขวดยานี้ที”สิ้นคำสั่งขององครักษ์หู่ เก่อมามาหลี่เนื้อตัวสั่นเทาทรุดลงนั่งพื้น หมอหลวงตรงเข้าไปรับขวดยาแล้วเอาเข็มเงินออกมาทดสอบพิษ
“เป็นยาพิษจริงๆ ขอรับ!”
“จับกุมเก่อมามาหลี่ไปขังคุกข้าจะไปกราบทูลฮ่องเต้”
เมื่อองครักษ์หู่กราบทูลฮ่องเต้เรียบร้อยหมอหลวงก็เข้ามากราบทูลเช่นกันว่าพิษที่เก่อมามาหลี่เก็บไว้คือพิษสกัดลม
“หือ! เหตุใดนางจึงวางยาเจ้านายตนเองเล่า?”ฮ่องเต้ทรงรำพึงออกมา
“นี่อาจจะเป็นแผนซ้อนแผนก็ได้นะเพคะ”ฮองเฮาที่ทรงนั่งดูอยู่นานแล้วคิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นทีละขั้นละตอน“หากว่าใช้โอกาสนี้กำจัดคู่แข่งที่ใกล้เคียงออกไปได้ก็ย่อมง่ายกว่ากำจัดคนที่อยู่สูงกว่ามิใช่หรือเพคะ?”
*****************
