ผักบนที่ดินทั้งห้าส่วนถูกหิมะถล่มโรงเรือนฝังกลบเกือบทั้งหมดบ่งบอกได้ชัดเจนว่าพายุหิมะเมื่อคืนที่ผ่านมานั้นรุนแรงเพียงใด
แต่โชคดีที่แม้โรงเรือนจะพังลงมาต้นกล้าผักที่อยู่ด้านล่างก็ยังไม่ตาย เพียงแต่ดูอ่อนแอลงไปมากด้วยการป้องกันจากโครงไม้ไผ่และกระดาษไขทำให้มีผักสิบส่วนรอดชีวิตอยู่ประมาณเจ็ดถึงแปดส่วน
มีโรงเรือนส่วนหนึ่งที่ยึดกับพื้นไม่แน่นถูกลมพัดปลิวไป พืชผลที่อยู่ด้านล่างถูกหิมะปกคลุมจนมิดเมื่อขุดออกมาก็ใช้การไม่ได้อีกแล้ว
หลังจากประสบเหตุการณ์นี้ครอบครัวป้าหวังก็เข้าใจประโยชน์ของโรงเรือนอย่างถ่องแท้การปลูกผักในโรงเรือนยามฤดูหนาวนั้นเป็นการรับประกันที่ดีนัก!
“ต้นกล้าเหล่านี้ล้วนเป็นของล้ำค่า!” ป้าหวังบรรจงพยุงต้นอ่อนที่ล้มลงต้นหนึ่งแล้วนำกลับไปที่แปลงผักอย่างระมัดระวัง
อากาศไม่เป็นใจในพายุหิมะเช่นนี้ เกรงว่าพืชผลที่ชาวนาปลูกไว้จะเสียหายทั้งหมดยามนั้นผักสดหายากยิ่งนัก ราคาจะต้องพุ่งสูงขึ้นเป็นแน่
คนเรามิอาจดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยเนื้อสัตว์เพียงอย่างเดียวผักดองและผักฤดูหนาวจะกินได้กี่มื้อเล่า? ผักสดเท่านั้นที่เป็นอาหารหลักที่จำเป็นที่สุดในการดำเนินชีวิต
ป้าหวังรู้สึกขอบคุณเย่ชิงชิงเป็นอย่างยิ่งทั้งเชิญชวนให้กินอาหารและจะมอบสิ่งของให้ แต่นางปฏิเสธทั้งหมดเพียงหวังว่าป้าหวังจะลดราคาผักให้แก่ครอบครัวของนางบ้างก็เท่านั้น
ครอบครัวป้าหวังย่อมไม่มีทางปฏิเสธข้อเสนอนี้ยามนี้พวกเขาซาบซึ้งบุญคุณเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากนั้นก็ไม่มีลมและหิมะตกหนักอีกต่อไปสภาพอากาศกลับมาเป็นปกติ ชาวนาสามารถหว่านเมล็ดพืชได้อีกครั้งในฤดูหนาวไม่มีผักเขียวกิน อย่างน้อยในฤดูใบไม้ผลิก็ต้องมีกินบ้างใช่หรือไม่?
นางซูใช้ช่วงเวลาก่อนเทศกาลปีใหม่รวบรวมคนงานมาช่วยกันทำเนื้อหมูตุ๋นหม้อดินอีกครั้งหยางหลิ่วกลับมาจากบ้านสามีแล้ว เติ้งอาหลัวมีเวลาว่างก็จะมาช่วยงานบ้างสองสามีภรรยาคู่นี้ส่งมอบสิ่งของและพูดคุยเข้ากันได้ดียิ่ง
นางซูเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกปีติยินดีเมื่อหยางหลิ่วแต่งงานไปแล้ว นางก็วางใจได้
นับตั้งแต่หยางหลิ่วขายตัวมาเป็นทาสให้เรือนของพวกนางนางไม่เคยติดต่อกับบิดาในเมืองเลยแม้แต่น้อย นับว่าตัดกันอย่างเด็ดขาดนางซูคิดว่าหยางหลิ่วเป็นสตรีเด็ดเดี่ยวและดื้อรั้นเช่นนี้คงต้องครองตัวเป็นโสดไปจนตาย ใครจะคิดเล่าว่าจะมีเติ้งอาหลัวอย่างในตอนนี้
อย่าได้มองแค่ว่าเติ้งอาหลัวดูเป็นชายฉกรรจ์ตัวโตอย่างเดียวเพราะปกติแล้วเขาเป็นคนละเอียดอ่อนเช่นกันเมื่อเห็นว่าหยางหลิ่วมีความผูกพันกับครอบครัวของนางซูและได้ลองหยั่งเชิงดูแล้วว่านางไม่ประสงค์จะจากไปเขาก็ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องไถ่ตัวอีกเลย เขาไม่เคยรังเกียจรูปลักษณ์ธรรมดาสามัญของหยางหลิ่วเลยแม้แต่น้อยชายเช่นนี้นับว่าหาได้ยากยิ่งนัก
กล่าวได้ว่าบุพเพสันนิวาสฟ้าลิขิตขีดชะตาไม่ว่าจะเป็นหญิงงามหรือหญิงอัปลักษณ์ สวรรค์ย่อมจัดสรรด้ายแดงอันดีงามไว้ให้นางซูถอนหายใจด้วยความรู้สึกหลากหลาย
เย่ชิงชิงยังกล่าวอีกว่าในเมื่อหยางหลิ่วได้แต่งงานแล้ว การที่สามีภรรยาต้องแยกจากกันก็มิใช่เรื่องดีจึงเสนอต่อนางซูว่า หลังฤดูใบไม้ผลิ ควรเปิดร้านค้าอีกแห่งหนึ่งในเมืองแล้วมอบหมายให้หยางหลิ่วและสามีเป็นผู้ดูแล
“พวกเราเพียงแค่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมบางส่วนทุกปีก็พอเจ้าค่ะส่วนที่เหลือทั้งหมดก็มอบให้สามีภรรยาคู่นั้นไป”
“เจ้าหมายความว่า...ให้พวกเขาทั้งสองทำมาหากินด้วยตนเองหรือ?” นางซูถามพร้อมกับเงยหน้ามองเย่จื้อเฟิง
เย่จื้อเฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ความคิดของน้องหญิงไม่เลวเลยขอรับระหว่างทางใต้ของเมืองและทางเหนือของเมืองนั้นห่างไกลกันมากผู้คนมาซื้อของที่ร้านของเราไม่สะดวกนัก หากเราตั้งร้านค้าอีกแห่งทางใต้ของเมืองและเราไม่มีคนว่างพอที่จะดูแล ก็ให้หยางหลิ่วเป็นคนดูแลเถิด”
พวกเขายังเก็บค่าธรรมเนียมได้บางส่วนซึ่งไม่ใช่ว่าไม่ได้อะไรเลย ขณะเดียวกันก็ดูแลสองสามีภรรยาหยางหลิ่วได้ด้วย
การกระทำที่ลดทอนผลประโยชน์นี้นางซูมิได้ตัดสินใจในทันที นางจำเป็นต้องคิดพิจารณาอย่างดี แม้หยางหลิ่วจะเป็นคนดีแต่ปุถุชนคนธรรมดาย่อมไม่มีใครยอมผลักเงินออกไปจากตนเองง่ายๆ
เรื่องนี้ก็มิได้เร่งรีบอันใดเพียงแค่เอ่ยปากพูดคุยกันไปก่อนเท่านั้น เมื่อสภาพอากาศกลับมาเป็นปกติเย่จื้อเฟิงก็มิอาจปิดร้านค้าได้อีกต่อไป เขาจึงรีบเดินทางเข้าเมือง
โบราณว่าไว้‘เดินทางริมน้ำบ่อยๆ มีหรือที่จะไม่เปียกเท้า’
เย่จื้อเฟิงพาเจ้าหมาไปพบทังหว่านหรงที่ปากทางเข้าหมู่บ้านเถียนหลัวทุกวัน ย่อมมีผู้คนพบเห็นมากมาย ต่างก็เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันจะไม่รู้จักเจ้าหมาได้อย่างไร พวกเขาจึงได้เล่าเรื่องนี้ให้สะใภ้สกุลทังฟัง
เมื่อสะใภ้สกุลทังได้รู้เรื่องราวก็บันดาลโทสะ คิดอยากจะตีเด็กสาวตัวร้ายให้ตายเสียตรงนั้นแต่พิจารณาแล้วก็ยังคงใจเย็น ไม่ได้ส่งเสียงเอะอะโวยวาย
เช้าตรู่วันนี้สะใภ้สกุลทังตื่นขึ้นแต่เช้า มองดูทังหว่านหรงนำข้าวต้มไปตั้งบนเตาไฟ แล้วก็ออกไปนางสวมเสื้อผ้าตามไปไม่นาน ก็เห็นรถม้าของเย่จื้อเฟิงขับเข้ามาช้าๆจึงรีบกระโดดออกไปจับกุมคาหนังคาเขา!
“นังแพศยาตัวร้าย!” สะใภ้สกุลทังกระชากทังหว่านหรงไว้แล้วสบถอย่างรุนแรง “บังอาจหลอกข้าว่าขายหมาไปแล้วนี่ใช่การขายหรือ? นี่มันมอบให้ชู้รักชัดๆ!”
ทังหว่านหรงเห็นคนที่โผล่มาอย่างกะทันหันก็ตกใจจนหน้าซีดเซียวกล่าวอย่างร้อนรนว่า “พี่สะใภ้เจ้าคะข้ามิได้ตั้งใจหลอกท่าน เราจะขายเจ้าหมาไม่ได้เจ้าค่ะ!”
“ถุ้ย! แค่สัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่งเอาไปขายไม่ได้เลยรึ?!” สะใภ้สกุลทังกำลังโมโหจัด จึงสบถโดยไม่ยั้งคิด “มันขายไม่ได้แต่เจ้าขายได้งั้นหรือ?ฟ้ายังไม่ทันสว่างก็ออกมาพบชู้รัก ไม่รู้จักอับอายขายหน้า!นังเด็กอกตัญญู ส่งหมาให้เขาแล้วยังไม่พอ ยังอยากจะถวายตัวให้เขาเปล่าๆ อีกรึ!”
ยิ่งพูดก็ยิ่งโมโหสะใภ้สกุลทังตบหน้าทังหว่านหรงอย่างแรง
เย่จื้อเฟิงรีบรุดเข้าไปปกป้องนางกล่าวอย่างร้อนรนว่า “พี่ทังเข้าใจผิดแล้วหากแม่นางทังมีความผิดใดๆ ท่านก็ไม่ควรเอะอะโวยวายที่นี่นะขอรับ”
หากเอ่ยคำว่า‘ชู้รัก’ บ่อยครั้งเข้าชื่อเสียงของหญิงสาวคงจะป่นปี้ไม่เหลือ!
“โฮ่ง! โฮ่งโฮ่งโฮ่ง!” เจ้าหมาเห่าใส่สะใภ้สกุลทังมันแยกเขี้ยวเห็นได้ชัดว่ามันอยากกระโจนเข้าใส่
“เจ้าหมา!” เย่จื้อเฟิงตบหัวมันเบาๆแล้วกระซิบกับสะใภ้สกุลทังว่า “พี่ทังใจเย็นๆ ก่อนเถิดขอรับหากผู้อื่นได้ยินเข้า ชื่อเสียงของแม่นางทังก็จะเสียหายท่านทั้งหลายจะได้ประโยชน์อะไรเล่า?”
อย่างน้อยคำพูดนี้ก็ทำให้นางได้สติพวกเขาสองสามีภรรยายังหวังว่าจะให้ทังหว่านหรงได้แต่งงานกับครอบครัวที่ดีเพื่อจะได้มีที่พึ่งพิงในอนาคต!มิอาจปล่อยให้นังเด็กนี่มีเหตุให้ชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ของหญิงสาวเสียหายได้!