“เจ้า...” หยางอวี่ไท่เบิกตากว้าง หน้าถอดสี
สายตานับไม่ถ้วนล้วนตื่นตระหนก กลิ่นอายอันหนาวเหน็บสุดขั้วล่องลอยปะทุมาจากกายฉู่เหิน
ปราณมนตร์น้ำแข็งแกร่งกร้าวไร้ใดเทียม ดุจกระแสธารสีเงินจู่โจมจากจันทราเทพล้นทะลักเข้าหาหยางอวี่ไท่ที่ไม่ทันตั้งตัว
อุณหภูมิบนสังเวียนลดลงฉับพลัน ต่ำจนถึงจุดเยือกแข็งเป็นรัศมีแผ่ลามจากฉู่เหิน
พื้นสังเวียนระหว่างคนทั้งสองปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งชั้นหนาเตอะปราณมนตร์น้ำแข็งนี้มาจากพลังน้ำหยวนวิญญาณ ขุมพลังของหมาป่ามารเดือนน้ำแข็งฉู่เหินกลั่นแปลงมันให้หลอมรวมเข้ากับพลังหยวนแท้ในร่างและใช้งานได้
แม้จะต่างจากพลังของราชาสัตว์ที่แท้จริงชนิดฟ้ากับเหวแต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่หยางอวี่ไท่ผู้ระดับเชื่อมหยวนขั้นสามจะต้านทานได้
อายหนาวมนตร์น้ำแข็งอันเฉียบขาดกรอกเข้าเส้นปราณอัศจรรย์ทั้งแปดของหยางอวี่ไท่ทันทีทันใด
ชั่วขณะเดียวกันกับที่พลังหยวนแท้เคลื่อนตัวเชื่องช้าร่างกายเขาก็พลอยขยับเขยื้อนช้าตามไปด้วย
“ฮะ!” ฉู่เหินยกยิ้มเพลิดเพลินชูหอกพิชิตมารในมือขึ้นมา มันกรีดร้องวาดเข้าหาเป็นแนวนอน “ข้าบอกแล้วว่าเจ้าไม่มีสิทธิ์ให้ข้าอดทน”
พลานุภาพผ่าวาโยมโหฬารผิดธรรมชาติ หอกพิชิตมารลากเป็นภาพมายาในอากาศ
ถาโถมเกรี้ยวกราด อำมหิตเฉียบขาด!
หยางอวี่ไท่หน้าเปลี่ยนสีทันที ด้วยอารามรีบลนเขาจึงยกแขนมาไขว้กันไว้เบื้องหน้า
ปึ้ง
พลังดุร้ายผิดปกติดลอากาศธาตุให้สั่นสะเทือนหอกพิชิตมารฟาดเข้าที่แขนของศัตรูอย่างจังพลังหยวนแท้ที่แตกซ่านปะทุขึ้นบนสังเวียน หยางอวี่ไท่ผู้รับการโจมตีนั้นเต็มๆตัวสั่นสะท้าน พลังหยวนแท้สีแดงที่พันรอบแขนทั้งสองหดหายอย่างรวดเร็ว
“เจ้า...” หยางอวี่ไท่ทั้งอึ้งทั้งเคือง หน้าถอดสีด้วยตกใจ
กระนั้น ฉู่เหินก็ไม่ให้โอกาสอีกฝ่ายได้ตั้งสติ เขายกหอกพิชิตมารขึ้นอีกครั้งฟาดเข้าหาอกของอีกฝ่ายอย่างรุนแรงเฉกเช่นอานุภาพแห่งทัพนับพัน
ตูม!
ฝุ่นดินแตกกระสานซ่านเซ็น เสื้อตรงอกของหยางอวี่ไท่แหลกสลายป่นปี้
กระดูกอกจวนแหลก อวัยวะภายในเคลื่อนจากที่ เลือดลมตีหน้า รสชาติเค็มปรี่ไหลขึ้นที่อกพลังกระแทกอันแข็งกร้าวถาโถมให้หยางอวี่ไท่กระเด็นกระดอนไปข้างหลัง
อะไร?
ทุกผู้ทุกนามหน้าเปลี่ยนสี ต่างคนต่างผุดลุกขึ้นยืนอย่างไม่รู้ตัว
ซูเสวี่ยโหรวสำนักยุทธจักรพรรดิกำมือหยกเบาๆ ดวงตาฉายแววคาดไม่ถึง
อวี๋เฉินอวี้ มู่เฟิง โจวลู่ หลี่ฮุยเย่ เป็นต้น ตกตะลึงเป็นอันมากพวกเขาล้วนไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง
...
คว้าง!
เพียงพริบตา ไม่ทันให้ทุกคนได้ฟื้นจากความตกตะลึงฉู่เหินก็พุ่งหอกพิชิตมารอีกครั้งพลังหยวนแท้สีดำเริงร่าดุจสายนทีไต่ตัวหอกเร็วรี่ มองไกลๆ ดูคล้ายเปลวไฟเริงระบำก็มิปาน
หยางอวี่ไท่หรี่นัยน์ตา หน้าซีดเผือด ตะลีตะลานถึงขีดสุด
แต่รู้ตัวตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว สิ้นแรงกำลังจะต้านทาน
ปึ้ง!
เสียงกัมปนาทหนักหน่วงสะท้านใจทุกดวงให้สั่นตาม หอกพิชิตมารพันด้วยแสงสีดำถึงร่างหยางอวี่ไท่เป็นครั้งที่สาม
พลังอันบ้าคลั่งรุนแรงระเบิดขึ้น นัยน์ตาทุกคู่หรี่ลงอกของหยางอวี่ไท่ยุบลงไป กระดูกอกแหลกละเอียด อวัยวะภายในสั่นไหว เลือดสดๆทะลักออกจากปาก ความเจ็บปวดรวดร้าวทำให้ดวงตาแทบถลนออกจากเบ้า เส้นเลือดปูดโปน
ตึง
หยางอวี่ไท่ถูกบุกรวดเร็วรุนแรงติดต่อกันสามหนร่างกระเด็นลงมาจากสังเวียนแล้วตกลงพื้นอย่างแรง เกิดเป็นฝุ่นดินคละคลุ้งไปทั่ว
เงียบสงัดราวกับป่าช้า ทุกชีวิตปากอ้าตาค้างกับภาพที่เห็นเบื้องหน้า
หยางอวี่ไท่ที่นอนแผ่อยู่กับพื้นขยับเขยื้อนไม่ได้สภาพน่าอเนจอนาถเหลือจะเอ่ย ปากพ่นของเหลวปนเลือดออกมาสิ้นคราบผู้ยโสย่ามใจก่อนหน้านี้เสียสิ้น
ไม่ว่าใครก็คงนึกไม่ถึงว่าผลลัพธ์จะกลายเป็นเช่นนี้
ในเวลาไม่ถึงสามยก หยางอวี่ไท่ผู้ทระนงตนยิ่งก่อนหน้านี้ก็พ่ายหมดรูปเสียแล้วมาตรแม้นไม่ถึงแก่ชีวิต แต่ก็เสียหน้าไม่ได้น้อยไปกว่าเหรินชงก่อนหน้านี้สักเท่าใด
“เจ้า...” หยางอวี่ไท่ถลึงตามองฉู่เหินบนสังเวียนอย่างเคียดแค้นและเจ็บใจ
ฉู่เหินยกยิ้มบาง เอื้อนเอ่ยเรียบนิ่ง “ขออภัย ศิษย์พี่หยาง คุมพลังไม่ได้เลยลงมือหนักไปหน่อย”
ผู้คนบนอัฒจันทร์ได้ยินดังนั้นก็ปากกระตุก
ฉู่เหินแสดงออกว่าเขาจงใจอย่างชัดเจน
หยางอวี่ไท่โกรธแค้นเป็นนักหนา เขาโมโหจนกระอักเลือดออกมาหน้ามืดเป็นลมล้มไป
เรื่องเหนือความคาดหมายอุบัติขึ้นทันตา เห็นหยางอวี่ไท่นอนแผ่อยู่กับพื้นเหมือนสุนัขนอนตายแล้วก็เห็นได้ชัดว่าเป็นการเสียดสีอย่างอุกอาจ
จากนั้น ฉู่เหินถือหอกด้วยมือขวาแล้วแบกมันไพล่หลัง
ดวงตาลึกล้ำดุจคมดาบกวาดมองทั่วทิศทาง ตะโกนทุ้มต่ำ“ผู้ใดใคร่จะประลองกับข้าอีก?”
ผู้ใดใคร่จะประลองกับข้าอีก...
เสียงอันหนักแน่นนั้นสะท้อนก้องอยู่ข้างหูทุกคน เหมือนคลื่นสาดกระหน่ำกระแทกโสตประสาทต่างคนต่างลุกลี้ลุกลน มองดูฉู่เหินด้วยแววตายำเกรงเด่นชัด
หนึ่งก็เหรินชง อีกหนึ่งหรือก็หยางอวี่ไท่
หนึ่งคือราชาศิษย์ใหม่วายุจักรพรรดิ อีกหนึ่งก็ศิษย์ใหม่อันดับหนึ่งร่วมของยุทธจักรพรรดิ
หนึ่งถูกปลิดชีพ อีกหนึ่งสาหัสจนสลบเหมือด...
ห้วงเวลานี้จะยังมีผู้ใดกล้าเดินขึ้นสังเวียนนั้นอีกเล่า?
พวกเขามองอันดับหนึ่งในหมู่ศิษย์ใหม่อีกคนของสำนักยุทธจักรพรรดิซูเสวี่ยโหรว ทอดตามองไปที่ผู้มีพลังพอจะสัประยุทธ์กับฉู่เหิน เห็นจะเหลือเพียงนางคนเดียวแล้ว
ซูเสวี่ยโหรวแววตาซับซ้อน นางผ่อนลมหายใจผะแผ่วแล้วยืนขึ้น
“ประชุมใหญ่ดาวชิงดวงจบลงแล้ว สำนักยุทธจักรพรรดิขอลา...”
อะไร?
ผู้ชมประหลาดใจเล็กน้อย เมื่อเป็นเช่นนี้ซูเสวี่ยโหรวก็เลือกยอมถอดใจแล้วขบวนสำนักยุทธจักรพรรดิจึงจากไปตามการนำของซูเสวี่ยโหรว
ศิษย์สองสามคนแบกหยางอวี่ไท่ที่สลบเหมือดกลับไปด้วย
“สำนักแรดวิญญาณขอลาไปก่อน”
“สำนักจันทร์สกาวขอตัว”
...
ขบวนคนอันยิ่งใหญ่เริ่มแยกย้ายกันไป ทั้งลานเอะอะมะเทิ่งทางฝั่งสำนักดาราสวรรค์กู่ก้องด้วยเสียงโห่ร้องยินดีอย่างฮึกเหิม
“ฮ่าๆ ศิษย์พี่ฉู่เหินเยี่ยมยุทธ์นัก!”
“ศิษย์พี่เก่งฉกาจ หาตัวจับยากยิ่ง”
“นานปีผ่านมา ในที่สุดสำนักดาราสรรค์ก็ทวงคืนอันดับหนึ่งกลับมาได้แล้ว”
...
มู่เฟิง หลี่ฮุยเย่ โจวลู่ และศิษย์ใหม่สำนักดาราสวรรค์รีบแห่แหนกันขึ้นสังเวียนประลองโอบล้อมฉู่เหินไว้ตรงกลางอย่างแน่นหนา
“ฮ่าๆ ไม่เลวเลยนี่ สมแล้วที่เป็น ‘บุรุษผู้หล่อเลิศเป็นอันดับสองในปฐพี’ รองจากเฟิงรูปหล่อผู้นี้”มู่เฟิงตบบ่าฉู่เหินอย่างพออกพอใจ
“ศิษย์พี่ฉู่เหิน ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านต้องทำให้สำนักดาราสวรรค์ของพวกเราลืมตาอ้าปากได้”หลี่ฮุยเย่บอกอย่างตื่นเต้น
ยามที่พวกเขาเพิ่งมาถึงต่างก็ใจคอห่อเหี่ยวเหมือนมะเขือถูกหิมะตกใส่อย่างไรอย่างนั้นแต่ตอนนี้ต่างก็อึ้งทึ่งและดีใจกันยกใหญ่
และอวี๋เฉินอวี้แห่งสำนักมหาหัสดีก็เข้ามาร่วมยินดีด้วย “ยินดีกับท่านด้วยข้านึกว่าสองเดือนที่ไม่เจอกันจะทำให้ข้าตามท่านทันเสียอีกนะนี่”
ฉู่เหินยิ้มน้อยๆ “โชคดีเท่านั้นปะไร”
“ชิ นั่นเขาไม่เรียกว่าโชคกันหรอก...”อวี๋เฉินอวี้เบ้ปากไม่พอใจแล้วจึงถามต่อ “จะว่าไปท่านจะไม่กลับสำนักมหาหัสดีกับข้าจริงๆ หรือ?”
“ขอบคุณท่านที่หวังดี ข้าอยู่ดาราสวรรค์ต่อดีแล้ว”
หวนคิดถึงเมื่อเดือนก่อนที่ฉู่เหินถูกสำนักยุทธขั้นสูงทั้งนครหลวงปฏิเสธมีเพียงสำนักดาราสวรรค์เท่านั้นที่รับเขาไว้ ฉู่เหินไม่ควรทิ้งดาราสวรรค์ไปหามหาหัสดีก็สมเหตุสมผลดีอยู่
“ก็ได้! จากนี้ก็ติดต่อหากันบ่อยๆ หน่อยนะข้าสนใจในตัวท่านขึ้นทุกที” อวี๋เฉินอวี้ยิ้มบาง ฟันขาวเป็นประกายงดงามแจ่มใสต้องใจคน
ฉู่เหินพยักหน้าพลางยิ้ม
...
ฝูงชนจากสำนักทั้งหลายแยกย้ายกันไปเป็นลำดับ
คนสำนักวายุจักรพรรดินำศพเหรินชงกลับไปด้วยอย่างจนใจครานี้ยุทธจักรพรรดิและวายุจักรพรรดิที่โด่งดังที่สุดพ่ายอนาถอย่างแท้จริง
เย่โยวมองฉู่เหินที่สนทนาอยู่กับอวี๋เฉินอวี้ด้วยสีหน้าท่าทางซับซ้อนแววตาเย็นเยียบขึ้นมาเลือนราง
เย่เหยาลังเลอยู่ที่เดิม นางอยากจะพูดคุยกับฉู่เหินสักสองสามคำแต่ก็ไม่อาจรวบรวมความกล้าได้จริงๆ
“เสี่ยวเหยา...” เย่โยวเรียก
เย่เหยากำมือเบาๆ มองเย่โยวอย่างเปราะบางสุดท้ายก็ยอมไปกับขบวนสำนักวายุจักรพรรดิอย่างหวั่นใจ
...
ไม่นานนักศิษย์สำนักยุทธ์ขั้นสูงทั้งหลายก็ไปกันเสียแปดในสิบ
อวี๋เฉินอวี้พูดคุยกับฉู่เหินง่ายๆ เสร็จก็เดินทางกลับไปพร้อมคนสำนักมหาหัสดี
“ศิษย์พี่ฉู่เหิน พวกเราเองก็ไปด้วยเถิด” หลี่ฮุยเย่ชวน
ฉู่เหินพยักหน้า ทันใดนั้นเองที่เสียงอันอ่อนโยนดังมาจากอีกทางหนึ่ง
“ฉู่เหิน...”
ฉู่เหินคุ้นเคยกับเสียงนี้ดียิ่งนัก ดวงใจสว่างวาบขึ้นมาหันกลับไปแลเห็นอิสตรีอรชรอ้อนแอ้น งดงามเหนือโลกีย์ยืนอยู่ใต้สังเวียนบุคลิกสูงส่งเย็นชาแต่ไม่เย่อหยิ่ง ใครเห็นเป็นต้องลุ่มหลง
“พี่...”
“ว้าก หลง หลงเสวียนซวง...”
เสียงตะโกนของมู่เฟิงและหลี่ฮุยเย่กลบเสียงฉู่เหินเสียมิด
ขณะเดียวกัน ทุกคนโดยรอบก็มองฉู่เหินด้วยแววตาอิจฉาริษยาและชิงชัง เมื่อครู่ก็อวี๋เฉินอวี้คราวนี้ยังหลงเสวียนซวงอีก ฉู่เหินรู้จักสาวงามตั้งมากมายเช่นนี้ได้อย่างไร
หลงเสวียนซวงผงกหัวเป็นเชิงรับรู้
“พวกเจ้ากลับไปก่อน!” ฉู่เหินหันไปบอกกับคนสำนักดาราสวรรค์ข้างกัน
“เรื่องนั้น...” มู่เฟิงทำหน้า ‘ประจบสอพลอ’ เสียเต็มประดา “ฮะๆ คือว่า เสี่ยวเหินเหิน เสี่ยวเหินรูปหล่อจะช่วยพาข้าไปด้วยสักคนจะได้ไหม?”
เห็นมู่เฟิงยิ้ม ‘ทะเล้น’ เช่นนั้นแล้ว ฉู่เหินก็ทั้งขำทั้งโกรธ อยากจะตบหน้าเขาสักฉาดนัก“เจ้าอยู่ให้ห่างจากข้าหน่อยจะดีกว่า ไม่เช่นนั้นข้าจะทำให้หน้าหล่อๆของเจ้าเสียโฉม”
มู่เฟิงกลืนน้ำลาย แววตาน้อยๆ ดูถูกพอตัว “ชิ ไม่ไปก็ไม่ไปจะดุข้าทำไมเล่า? กลัวจนฉี่ราดขึ้นมาเจ้าก็ซักกางเกงในให้ข้าด้วยแล้วกัน!”
ทุกคนหน้ามืด รู้ตัวแล้วว่าควรอยู่ให้ห่างจากมู่เฟิงเข้าไว้เป็นดี
...
ชั้นสามของหอจวินไหล
เหวยชิงฝานที่ห้องเงียบข้างหน้าต่างมองฉู่เหินที่เดินไปกับหลงเสวียนซวงจิตสังหารเรืองรองบนใบหน้า สั่งการกับเหวยหานเบื้องหลังอย่างเยียบเย็น“เจ้าตามมันไป สบโอกาสเมื่อไร ฆ่าให้เหี้ยน!”
………………………..