ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    เล่มที่ 3 บทที่ 77 แสงหอกสามฉื่อ ผู้ใดอาจหาญประมือ

            “เจ้า...” หยางอวี่ไท่เบิกตากว้าง หน้าถอดสี

            สายตานับไม่ถ้วนล้วนตื่นตระหนก กลิ่นอายอันหนาวเหน็บสุดขั้วล่องลอยปะทุมาจากกายฉู่เหิน

            ปราณมนตร์น้ำแข็งแกร่งกร้าวไร้ใดเทียม ดุจกระแสธารสีเงินจู่โจมจากจันทราเทพล้นทะลักเข้าหาหยางอวี่ไท่ที่ไม่ทันตั้งตัว

            อุณหภูมิบนสังเวียนลดลงฉับพลัน ต่ำจนถึงจุดเยือกแข็งเป็นรัศมีแผ่ลามจากฉู่เหิน

            พื้นสังเวียนระหว่างคนทั้งสองปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งชั้นหนาเตอะปราณมนตร์น้ำแข็งนี้มาจากพลังน้ำหยวนวิญญาณ ขุมพลังของหมาป่ามารเดือนน้ำแข็งฉู่เหินกลั่นแปลงมันให้หลอมรวมเข้ากับพลังหยวนแท้ในร่างและใช้งานได้

            แม้จะต่างจากพลังของราชาสัตว์ที่แท้จริงชนิดฟ้ากับเหวแต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่หยางอวี่ไท่ผู้ระดับเชื่อมหยวนขั้นสามจะต้านทานได้

            อายหนาวมนตร์น้ำแข็งอันเฉียบขาดกรอกเข้าเส้นปราณอัศจรรย์ทั้งแปดของหยางอวี่ไท่ทันทีทันใด

            ชั่วขณะเดียวกันกับที่พลังหยวนแท้เคลื่อนตัวเชื่องช้าร่างกายเขาก็พลอยขยับเขยื้อนช้าตามไปด้วย

            “ฮะ!” ฉู่เหินยกยิ้มเพลิดเพลินชูหอกพิชิตมารในมือขึ้นมา มันกรีดร้องวาดเข้าหาเป็นแนวนอน “ข้าบอกแล้วว่าเจ้าไม่มีสิทธิ์ให้ข้าอดทน”

            พลานุภาพผ่าวาโยมโหฬารผิดธรรมชาติ หอกพิชิตมารลากเป็นภาพมายาในอากาศ

            ถาโถมเกรี้ยวกราด อำมหิตเฉียบขาด!

            หยางอวี่ไท่หน้าเปลี่ยนสีทันที ด้วยอารามรีบลนเขาจึงยกแขนมาไขว้กันไว้เบื้องหน้า

            ปึ้ง

            พลังดุร้ายผิดปกติดลอากาศธาตุให้สั่นสะเทือนหอกพิชิตมารฟาดเข้าที่แขนของศัตรูอย่างจังพลังหยวนแท้ที่แตกซ่านปะทุขึ้นบนสังเวียน หยางอวี่ไท่ผู้รับการโจมตีนั้นเต็มๆตัวสั่นสะท้าน พลังหยวนแท้สีแดงที่พันรอบแขนทั้งสองหดหายอย่างรวดเร็ว

            “เจ้า...” หยางอวี่ไท่ทั้งอึ้งทั้งเคือง หน้าถอดสีด้วยตกใจ

            กระนั้น ฉู่เหินก็ไม่ให้โอกาสอีกฝ่ายได้ตั้งสติ เขายกหอกพิชิตมารขึ้นอีกครั้งฟาดเข้าหาอกของอีกฝ่ายอย่างรุนแรงเฉกเช่นอานุภาพแห่งทัพนับพัน

            ตูม!

            ฝุ่นดินแตกกระสานซ่านเซ็น เสื้อตรงอกของหยางอวี่ไท่แหลกสลายป่นปี้

            กระดูกอกจวนแหลก อวัยวะภายในเคลื่อนจากที่ เลือดลมตีหน้า รสชาติเค็มปรี่ไหลขึ้นที่อกพลังกระแทกอันแข็งกร้าวถาโถมให้หยางอวี่ไท่กระเด็นกระดอนไปข้างหลัง

            อะไร?

            ทุกผู้ทุกนามหน้าเปลี่ยนสี ต่างคนต่างผุดลุกขึ้นยืนอย่างไม่รู้ตัว

            ซูเสวี่ยโหรวสำนักยุทธจักรพรรดิกำมือหยกเบาๆ ดวงตาฉายแววคาดไม่ถึง

            อวี๋เฉินอวี้ มู่เฟิง โจวลู่ หลี่ฮุยเย่ เป็นต้น ตกตะลึงเป็นอันมากพวกเขาล้วนไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง

            ...

            คว้าง!

            เพียงพริบตา ไม่ทันให้ทุกคนได้ฟื้นจากความตกตะลึงฉู่เหินก็พุ่งหอกพิชิตมารอีกครั้งพลังหยวนแท้สีดำเริงร่าดุจสายนทีไต่ตัวหอกเร็วรี่ มองไกลๆ ดูคล้ายเปลวไฟเริงระบำก็มิปาน

            หยางอวี่ไท่หรี่นัยน์ตา หน้าซีดเผือด ตะลีตะลานถึงขีดสุด

            แต่รู้ตัวตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว สิ้นแรงกำลังจะต้านทาน

            ปึ้ง!

            เสียงกัมปนาทหนักหน่วงสะท้านใจทุกดวงให้สั่นตาม หอกพิชิตมารพันด้วยแสงสีดำถึงร่างหยางอวี่ไท่เป็นครั้งที่สาม

            พลังอันบ้าคลั่งรุนแรงระเบิดขึ้น นัยน์ตาทุกคู่หรี่ลงอกของหยางอวี่ไท่ยุบลงไป กระดูกอกแหลกละเอียด อวัยวะภายในสั่นไหว เลือดสดๆทะลักออกจากปาก ความเจ็บปวดรวดร้าวทำให้ดวงตาแทบถลนออกจากเบ้า เส้นเลือดปูดโปน

            ตึง

            หยางอวี่ไท่ถูกบุกรวดเร็วรุนแรงติดต่อกันสามหนร่างกระเด็นลงมาจากสังเวียนแล้วตกลงพื้นอย่างแรง เกิดเป็นฝุ่นดินคละคลุ้งไปทั่ว

            เงียบสงัดราวกับป่าช้า ทุกชีวิตปากอ้าตาค้างกับภาพที่เห็นเบื้องหน้า

            หยางอวี่ไท่ที่นอนแผ่อยู่กับพื้นขยับเขยื้อนไม่ได้สภาพน่าอเนจอนาถเหลือจะเอ่ย ปากพ่นของเหลวปนเลือดออกมาสิ้นคราบผู้ยโสย่ามใจก่อนหน้านี้เสียสิ้น

            ไม่ว่าใครก็คงนึกไม่ถึงว่าผลลัพธ์จะกลายเป็นเช่นนี้

            ในเวลาไม่ถึงสามยก หยางอวี่ไท่ผู้ทระนงตนยิ่งก่อนหน้านี้ก็พ่ายหมดรูปเสียแล้วมาตรแม้นไม่ถึงแก่ชีวิต แต่ก็เสียหน้าไม่ได้น้อยไปกว่าเหรินชงก่อนหน้านี้สักเท่าใด

            “เจ้า...” หยางอวี่ไท่ถลึงตามองฉู่เหินบนสังเวียนอย่างเคียดแค้นและเจ็บใจ

            ฉู่เหินยกยิ้มบาง เอื้อนเอ่ยเรียบนิ่ง “ขออภัย ศิษย์พี่หยาง คุมพลังไม่ได้เลยลงมือหนักไปหน่อย”

            ผู้คนบนอัฒจันทร์ได้ยินดังนั้นก็ปากกระตุก

            ฉู่เหินแสดงออกว่าเขาจงใจอย่างชัดเจน

            หยางอวี่ไท่โกรธแค้นเป็นนักหนา เขาโมโหจนกระอักเลือดออกมาหน้ามืดเป็นลมล้มไป

            เรื่องเหนือความคาดหมายอุบัติขึ้นทันตา  เห็นหยางอวี่ไท่นอนแผ่อยู่กับพื้นเหมือนสุนัขนอนตายแล้วก็เห็นได้ชัดว่าเป็นการเสียดสีอย่างอุกอาจ

            จากนั้น ฉู่เหินถือหอกด้วยมือขวาแล้วแบกมันไพล่หลัง

            ดวงตาลึกล้ำดุจคมดาบกวาดมองทั่วทิศทาง ตะโกนทุ้มต่ำ“ผู้ใดใคร่จะประลองกับข้าอีก?”

            ผู้ใดใคร่จะประลองกับข้าอีก...

            เสียงอันหนักแน่นนั้นสะท้อนก้องอยู่ข้างหูทุกคน เหมือนคลื่นสาดกระหน่ำกระแทกโสตประสาทต่างคนต่างลุกลี้ลุกลน มองดูฉู่เหินด้วยแววตายำเกรงเด่นชัด

            หนึ่งก็เหรินชง อีกหนึ่งหรือก็หยางอวี่ไท่

            หนึ่งคือราชาศิษย์ใหม่วายุจักรพรรดิ อีกหนึ่งก็ศิษย์ใหม่อันดับหนึ่งร่วมของยุทธจักรพรรดิ

            หนึ่งถูกปลิดชีพ อีกหนึ่งสาหัสจนสลบเหมือด...

            ห้วงเวลานี้จะยังมีผู้ใดกล้าเดินขึ้นสังเวียนนั้นอีกเล่า?

            พวกเขามองอันดับหนึ่งในหมู่ศิษย์ใหม่อีกคนของสำนักยุทธจักรพรรดิซูเสวี่ยโหรว ทอดตามองไปที่ผู้มีพลังพอจะสัประยุทธ์กับฉู่เหิน เห็นจะเหลือเพียงนางคนเดียวแล้ว

            ซูเสวี่ยโหรวแววตาซับซ้อน นางผ่อนลมหายใจผะแผ่วแล้วยืนขึ้น

            “ประชุมใหญ่ดาวชิงดวงจบลงแล้ว สำนักยุทธจักรพรรดิขอลา...”

            อะไร?

            ผู้ชมประหลาดใจเล็กน้อย เมื่อเป็นเช่นนี้ซูเสวี่ยโหรวก็เลือกยอมถอดใจแล้วขบวนสำนักยุทธจักรพรรดิจึงจากไปตามการนำของซูเสวี่ยโหรว

            ศิษย์สองสามคนแบกหยางอวี่ไท่ที่สลบเหมือดกลับไปด้วย

            “สำนักแรดวิญญาณขอลาไปก่อน”

            “สำนักจันทร์สกาวขอตัว”

            ...

            ขบวนคนอันยิ่งใหญ่เริ่มแยกย้ายกันไป ทั้งลานเอะอะมะเทิ่งทางฝั่งสำนักดาราสวรรค์กู่ก้องด้วยเสียงโห่ร้องยินดีอย่างฮึกเหิม

            “ฮ่าๆ ศิษย์พี่ฉู่เหินเยี่ยมยุทธ์นัก!”

            “ศิษย์พี่เก่งฉกาจ หาตัวจับยากยิ่ง”

            “นานปีผ่านมา ในที่สุดสำนักดาราสรรค์ก็ทวงคืนอันดับหนึ่งกลับมาได้แล้ว”

            ...

            มู่เฟิง หลี่ฮุยเย่ โจวลู่ และศิษย์ใหม่สำนักดาราสวรรค์รีบแห่แหนกันขึ้นสังเวียนประลองโอบล้อมฉู่เหินไว้ตรงกลางอย่างแน่นหนา

            “ฮ่าๆ ไม่เลวเลยนี่ สมแล้วที่เป็น ‘บุรุษผู้หล่อเลิศเป็นอันดับสองในปฐพี’ รองจากเฟิงรูปหล่อผู้นี้”มู่เฟิงตบบ่าฉู่เหินอย่างพออกพอใจ

            “ศิษย์พี่ฉู่เหิน ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านต้องทำให้สำนักดาราสวรรค์ของพวกเราลืมตาอ้าปากได้”หลี่ฮุยเย่บอกอย่างตื่นเต้น

            ยามที่พวกเขาเพิ่งมาถึงต่างก็ใจคอห่อเหี่ยวเหมือนมะเขือถูกหิมะตกใส่อย่างไรอย่างนั้นแต่ตอนนี้ต่างก็อึ้งทึ่งและดีใจกันยกใหญ่

            และอวี๋เฉินอวี้แห่งสำนักมหาหัสดีก็เข้ามาร่วมยินดีด้วย “ยินดีกับท่านด้วยข้านึกว่าสองเดือนที่ไม่เจอกันจะทำให้ข้าตามท่านทันเสียอีกนะนี่”

            ฉู่เหินยิ้มน้อยๆ “โชคดีเท่านั้นปะไร”

            “ชิ นั่นเขาไม่เรียกว่าโชคกันหรอก...”อวี๋เฉินอวี้เบ้ปากไม่พอใจแล้วจึงถามต่อ “จะว่าไปท่านจะไม่กลับสำนักมหาหัสดีกับข้าจริงๆ หรือ?”

            “ขอบคุณท่านที่หวังดี ข้าอยู่ดาราสวรรค์ต่อดีแล้ว”

            หวนคิดถึงเมื่อเดือนก่อนที่ฉู่เหินถูกสำนักยุทธขั้นสูงทั้งนครหลวงปฏิเสธมีเพียงสำนักดาราสวรรค์เท่านั้นที่รับเขาไว้ ฉู่เหินไม่ควรทิ้งดาราสวรรค์ไปหามหาหัสดีก็สมเหตุสมผลดีอยู่

            “ก็ได้! จากนี้ก็ติดต่อหากันบ่อยๆ หน่อยนะข้าสนใจในตัวท่านขึ้นทุกที” อวี๋เฉินอวี้ยิ้มบาง ฟันขาวเป็นประกายงดงามแจ่มใสต้องใจคน

            ฉู่เหินพยักหน้าพลางยิ้ม

            ...

            ฝูงชนจากสำนักทั้งหลายแยกย้ายกันไปเป็นลำดับ

            คนสำนักวายุจักรพรรดินำศพเหรินชงกลับไปด้วยอย่างจนใจครานี้ยุทธจักรพรรดิและวายุจักรพรรดิที่โด่งดังที่สุดพ่ายอนาถอย่างแท้จริง

            เย่โยวมองฉู่เหินที่สนทนาอยู่กับอวี๋เฉินอวี้ด้วยสีหน้าท่าทางซับซ้อนแววตาเย็นเยียบขึ้นมาเลือนราง

            เย่เหยาลังเลอยู่ที่เดิม นางอยากจะพูดคุยกับฉู่เหินสักสองสามคำแต่ก็ไม่อาจรวบรวมความกล้าได้จริงๆ

            “เสี่ยวเหยา...” เย่โยวเรียก

            เย่เหยากำมือเบาๆ มองเย่โยวอย่างเปราะบางสุดท้ายก็ยอมไปกับขบวนสำนักวายุจักรพรรดิอย่างหวั่นใจ

            ...

            ไม่นานนักศิษย์สำนักยุทธ์ขั้นสูงทั้งหลายก็ไปกันเสียแปดในสิบ

            อวี๋เฉินอวี้พูดคุยกับฉู่เหินง่ายๆ เสร็จก็เดินทางกลับไปพร้อมคนสำนักมหาหัสดี

            “ศิษย์พี่ฉู่เหิน พวกเราเองก็ไปด้วยเถิด” หลี่ฮุยเย่ชวน

            ฉู่เหินพยักหน้า ทันใดนั้นเองที่เสียงอันอ่อนโยนดังมาจากอีกทางหนึ่ง

            “ฉู่เหิน...”

            ฉู่เหินคุ้นเคยกับเสียงนี้ดียิ่งนัก ดวงใจสว่างวาบขึ้นมาหันกลับไปแลเห็นอิสตรีอรชรอ้อนแอ้น งดงามเหนือโลกีย์ยืนอยู่ใต้สังเวียนบุคลิกสูงส่งเย็นชาแต่ไม่เย่อหยิ่ง ใครเห็นเป็นต้องลุ่มหลง

            “พี่...”

            “ว้าก หลง หลงเสวียนซวง...”

            เสียงตะโกนของมู่เฟิงและหลี่ฮุยเย่กลบเสียงฉู่เหินเสียมิด

            ขณะเดียวกัน ทุกคนโดยรอบก็มองฉู่เหินด้วยแววตาอิจฉาริษยาและชิงชัง เมื่อครู่ก็อวี๋เฉินอวี้คราวนี้ยังหลงเสวียนซวงอีก ฉู่เหินรู้จักสาวงามตั้งมากมายเช่นนี้ได้อย่างไร

            หลงเสวียนซวงผงกหัวเป็นเชิงรับรู้

            “พวกเจ้ากลับไปก่อน!” ฉู่เหินหันไปบอกกับคนสำนักดาราสวรรค์ข้างกัน

            “เรื่องนั้น...” มู่เฟิงทำหน้า ‘ประจบสอพลอ’ เสียเต็มประดา “ฮะๆ คือว่า เสี่ยวเหินเหิน เสี่ยวเหินรูปหล่อจะช่วยพาข้าไปด้วยสักคนจะได้ไหม?”

            เห็นมู่เฟิงยิ้ม ‘ทะเล้น’ เช่นนั้นแล้ว ฉู่เหินก็ทั้งขำทั้งโกรธ อยากจะตบหน้าเขาสักฉาดนัก“เจ้าอยู่ให้ห่างจากข้าหน่อยจะดีกว่า ไม่เช่นนั้นข้าจะทำให้หน้าหล่อๆของเจ้าเสียโฉม”

            มู่เฟิงกลืนน้ำลาย แววตาน้อยๆ ดูถูกพอตัว “ชิ ไม่ไปก็ไม่ไปจะดุข้าทำไมเล่า? กลัวจนฉี่ราดขึ้นมาเจ้าก็ซักกางเกงในให้ข้าด้วยแล้วกัน!”

            ทุกคนหน้ามืด รู้ตัวแล้วว่าควรอยู่ให้ห่างจากมู่เฟิงเข้าไว้เป็นดี

            ...

            ชั้นสามของหอจวินไหล

            เหวยชิงฝานที่ห้องเงียบข้างหน้าต่างมองฉู่เหินที่เดินไปกับหลงเสวียนซวงจิตสังหารเรืองรองบนใบหน้า สั่งการกับเหวยหานเบื้องหลังอย่างเยียบเย็น“เจ้าตามมันไป สบโอกาสเมื่อไร ฆ่าให้เหี้ยน!”

     

             ………………………..

     

    คล้ายกับเรื่องฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ] ที่คุณอ่าน