เทพสงครามมังกรเทวะ

    มาถึงก็เจอปัญหา

    พยัคฆ์สวรรค์สามเนตรสยายปีกบินล่องเพียงระยะเวลาหนึ่งวันพวกเขาก็ข้ามผ่านพระราชวังเทพมารที่อยู่ใจกลางดินแดนไปอย่างง่ายดาย เฟยหรงที่อยู่บนหลังของไป๋หู่ก็อุ้มเด็กน้อยเอาไว้ทั้งสองเอาไว้สายตาจับจ้องไปที่พวกนางด้วยความรักไคร่และเอ็นดู

     

    ส่วนเฟิงหยุนเยว่และปิงลี่อินนั้นตอนนี้พวกนางตื่นเต้นเป็นอยากมากสอดส่องสายตาไปทั่วบริเวณอย่างตื่นเต้น เพราะนี่คือครั้งแรกที่พวกนางได้มาเที่ยวกับผู้เป็นพ่ออย่างเฟยหรง จนทำให้ชายหนุ่มอดที่จะยิ้มไม่ได้

     

    พยัคฆ์สวรรค์สามเนตรเมื่อก้าวข้ามเนตรพระราชวังเทพมารมาได้เขาก็พุ่งตรงไปยังแดนเหนือในทันทีในเวลานี้ด้านล่างของพวกเขาคือเมืองใหญ่ที่มีสัญลักษณ์ของพยัคฆ์ขาวประดับเอาไว้แสดงให้เห็นว่าคือเมืองที่ตระกูลไป๋เป็นคนปกครอง

     

    เฟยหรงมองไปที่เมืองด้านล่างอย่างสนอกสนใจ ตระกูลไป๋คือหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่เช่นเดียวกับตระกูลเฟิงของภรรยาของเขาดังนั้นเขาจึงอยากรู้ว่าตระกูลไป๋นี้จะแข็งแกร่งสักเพียงใดกัน

     

    "ท่านไป๋หู่ ดูเหมือนว่าตระกูลไป๋นี้จะสืบสายเลือดที่ใกล้เคียงกับท่านมากเลยนะขอรับ"เฟยหรงกล่าวขึ้นขณะต้องมองไปที่คฤหาสน์ใหญ่ ไป๋หู่ได้ยินก็พยักศรีษะในทันใดก่อนที่จะกล่าวตอบ "สายเลือดของตระกูลไป๋นั้นสืบทอดจากพยัคฆ์ขาวซึ่งเป็นสายเลือดที่เทียบเท่ากับพยัคฆ์สวรรค์อย่างข้าเพียงแต่พยัคฆ์ขาวพวกนั้นไม่มีปีกเหมือนข้าก็เท่านั้นส่วนในเรื่องพลังปราณพวกนั้นมักจะใช้ปราณธาตุเหมันต์เสียส่วนใหญ่่ผิดกับข้าที่ใช้ปราณสังหารและวายุ"

     

    เฟยหรงพยักหน้าอย่างเข้าใจดูเหมือนว่านี่คือข้อแตกต่างระหว่างพยัคฆ์ขาวธรรมดากับพยัคฆ์สวรรค์เฉกเช่นไป๋หู่สินะ แม้จะดูเล็กน้อยแต่ก็ถือว่าแตกต่าง

     

    "แล้วความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับตระกูลพยัคฆ์ขาวเป็นอย่างไร"เฟยหรงกล่าวถาม

     

    "ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด พวกพยัคฆ์ขาวส่วนใหญ่มักจะชอบอยู่อย่างสันโดษและไม่ค่อยสนใจใคร ก็ไม่ต่างจากนิสัยของตระกูลไป๋เท่าไรเพราะพวกนั้นไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับผู้ใดแต่หากภัยมาถึงตัวพวกนั้นก็สู้ไปจนกว่าจะตายนั่นแหละ"

     

    "โอ้ เป็นตระกูลนักรบสินะขอรับ ยอมตายดีกว่ายอมแพ้"เฟยหรงกล่าวอย่างสนใจ สมแล้วที่สืบสายเลือดมาจากพยัคฆ์ขาวสัตว์เทพที่ห้าวหาญที่สุดในบรรดาสัตว์เทพทั้งสี่

     

    "เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ตอนนี้ใกล้จะถึงมิติของพระราชวังเยือกแข็งแล้วเตรียมตัวให้ดี ที่นั่นหนาวมาก!!"ไป๋หู่กล่าวเตือนเฟยหรงรีบนำชุดคลุมกันหนาวมาให้สาวน้อยทั้งสองห่มในทันที ก่อนที่ตัวเขาก็กางม่านพลังให้เด็กๆอีกชั้นหนึ่งก่อนที่พยัคฆ์สวรรค์สามเนตรไป๋หู่จะพุ่งเข้าสู่พืภพแห่งพระราชวังเยือกแข็งไป

     

    "ฟิ้ว!!"

     

    ไม่รู้ว่าพระราชวังเยือกแข็งนี้ประมาทหรือมั่นใจในตัวเองก่อนไปเมื่อพุ่งผ่านด้านหน้าพิภพไม่มีแม้แต่ผู้เฝ้าประตู ดังเฟยหรงและและไป๋หู่จึงได้เข้ามาโดยง่าย แต่เมื่อเข้าไปเฟยหรงถึงกับชะงักค้างเบื้องหน้าของเขาคือพระราชวังน้ำแข็งที่สวยงามที่อยู่บนยอดเขาสูงตระหง่านดูสูงส่ง ส่วนบริเวณด้านล่างคือพระราชวังมีงดงามน้อยลงมาโดยสร้างขึ้นเพื่อแบ่งเหล่าศิษย์เป็นสายใน สายนอก และศิษย์สืบทอดนั่นเอง

     

    "ฟุ๊บ!!"

     

    เพียงชั่วสามลมหายใจเมื่อเฟยหรงเข้าสู่พิภพมาเหล่าผู้อาวุโสของพระราชวังน้ำแข้งพากันปรากฏตัวล้อมรอบพวกเขาเอาไว้ เฟยหรงไม่ได้มีท่าทีแตกตื่นอะไรและยังคงท่าทีสงบนิ่งเช่นเดิม

     

    "ไม่ทราบผู้มาเยือนต้องการสิ่งใด"ผู้อาวุโสหญิงวัยกลางคนกล่าวขึ้นเห็นได้ชัดว่าฐานะของนางนั้นไม่ธรรมดา เฟยหรงเมื่อเห็นว่านางถามมาจึงกล่าวตอบอย่างซื่อตรง "ข้าต้องการพบเจ้านิกายของพวกท่าน แม่นางเสวียเหม่ย"

     

    ผู้อาวุโสทุกคนที่ได้ยินถึงกับคิ้วขมวด มาหาท่านเจ้านิกาย คงไม่ใช่ว่าจะมาเกี้ยวท่านเจ้านิกายของพวกเขาหรอกใช่ไหม ยิ่งคิดยิ่งน่าสงสัยแต่เมื่อพวกเขาเห็นเด็กน้อยปิงลี่อินที่อยู่ในอ้อมอกของชายหนุ่มเฟยเขาถึงกับตาลุกวาวขึ้นมาในทันที

     

    "ท่านผู้อาวุโสทั้งหลายข้าไม่ได้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด ข้ามาที่นี่คือหวังพาลูกสาวมาหาแม่ของนางที่เป็นศิษย์ของผู้นำนิกายของท่านมีนามว่าปิงเหยา"เฟยหรงกล่าวอธิบายอย่างชัดถ้อยชัดคำ จนผู้อาวุโสทั้งหลายพากันเข้าใจและพยักหน้ารับ

     

    "หากเป็นเช่นนั้นก็.....!!"

     

    "คนนอกห้ามเข้า พระราชวังเยือกแข้งไม่ต้อนรับ!!"ขณะที่ผู้อาวุโสหญิงกำลังจะกล่าว ผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งที่มาจากไหนไม่รู้กล่าวตัดบทขึ้นมาในทันทีก่อนที่จะมาปรากฏตัวต่อหน้าของเฟยหรง

     

    "ผู้อาวุโสสูงสุดเซียวเฉิน!! นี่มันหมายความว่าอย่างไร!"ผู้อาวุโสหญิงทำท่าทีไม่พอใจ ผู้อาวุโสชายกลับนิ่งเงียบและมองมาที่เฟยหรงอย่างเย็นชา

     

    "เจ้าหนุ่มตัดใจจากปิงเหยาซะ!! สถานะของนางในเวลานี้เจ้าไม่อาจเอื้อมถึงได้!!"คำพูดสั้นๆออกจากปากของผู้อาวุโสท่านนั้นในทันที เวลานี้เฟยหรงถึงกับคิ้วขมวดใบหน้าเต็มไปด้วยความจริงจังผิดกับเมื่อครู่ที่เต็มไปด้วยใบหน้าที่เป็นมิตร

     

    "โอ้ ดูเหมือนว่าคิดจะแย่งชิงภรรยาไปจากข้างั้นหรือ เห็นทีพระราชวังเยือกแข็งนี้ก็ไม่ได้ดีเหมือนที่เขาล้ำลือ"วาจาเชือดเฉือนของเฟยหรงทำให้พวกผู้อาวุโสถึงกับนิ่งอึ้ง แม้ว่าพวกเขาจะเข้าใจว่าเฟยหรงพูดไปเพราะเขาไม่สบอารมณ์ แต่ในฐานะของผู้อาวุโสของพระราชวังเยือกแข้งพวกเขาจะยินยอมได้อย่างไร

     

    "บังอาจ ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ รำพังแค่ราชันเทวะกลับกล้าเอ่ยวาจาเช่นนี้ รับโทษตายของเจ้าซะ"ผู้อาวุโสเซียวเฉินกล่าวอย่างเย่อยิ่งพร้อมระเบิดพลังออกมา แรงกดดันที่หนาแน่นถาโถมมาหาเฟยหรงไม่ขาดสาย

     

    "มหาเทวะถึงว่าทำไมถึงได้หยิ่งผยองต่อหน้าของท่านไป๋หู่ แต่ดูเหมือนฐานพลังของเจ้าไม่ค่อยมั่นคงเท่าไรนะ"เฟยหรงไม่ได้ขยับจากที่เดิมแต่อย่างใด เขานำเจ้าตัวน้อยเขามาอยู่ในอ้อมกอดของตนก่อนที่ไป๋หู่จำสำแดงพลังออกไปจนฟ้าดินสะเทือน!!

     

    "โฮก!!"

     

    เสียงคำรามของพยัคฆ์สวรรค์ดังลั่นไปทั่วแผ่นดิน แรงกดดันของเซียวเฉินที่ส่งมาให้เฟยหรงสลายไปจนหมดสิ้นพร้อมกับร่างของไป๋หู่ที่กลายเป็นมนุษย์ร่างกำยำหน้าตาหล่อเหลาคมเข้ม

     

    "เป็นเพียงแค่มหาเทวะที่พึ่งเลือนระดับแต่กลับคิดว่าจะมีคุณสมบัติยืนต่อหน้าข้า"ไป๋หู่กล่าวออกมา พายุใหญ่นับร้อยลูกปรากฏขึ้นราวกับอวสานวันสิ้นโลก พลานุภาพสยบนี้ทำให้เหล่าผุ้อาวุโสพากันหน้าซีดเผือด

     

    "ฝ่ามือเหมันต์เก้าเทวะ" เซียวเฉินยังคงต่อต้านไป๋หู่ต่อไปส่วนเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายตอนนี้ล้วนแต่ไม่มีทางเลือกดังนั้นพวกเขาจึงต้องออกไปเป็นขุมกำลังให้ผู้อาวุโสใหญ่แม้จะไม่เต็มใจก็ตามที การต่อสู้ในครั้งนี้ยังไงพวกเขาก็จะให้พระราชวังเยือกแข็งเสียหน้าไม่ได้เช่นกัน

     

    "เหอะๆดูเหมือนข้าจะคาดหวังกับพระราชวังเยือกแข็งเกินไปหน่อย!!"เฟยหรงส่ายหัวอย่างเหนื่อยใจลูกสาวทั้งสองของเขาต่างพากันมองมาตาปริบๆ

     

    "เสวียเหม่ย!!!ออกมาอธิบายให้ข้าฟังเดี๋ยวนี้!!ไม่เช่นนั้นข้าจะละลายพระราชวังเยือกแข็งของท่านให้สิ้น!!"เฟยหรงตะโกนออกไปสุดเสียงจนเหล่าศิษย์และผุ้อาวุโสพากันมองมาที่เฟยหรง

     

    "ฮ่าๆๆเปล่าประโยชน์ท่านเจ้านิกายกับศิษย์ของท่านกำลังบ่มเพาะกันอยู่ในมิติลึกลับดังนั้นไม่มีทางที่จะออกไปตอนนี้ รับความตายของเจ้าซะดีๆเจ้าเด็กน้อย!!"ผุ้อาวุโสเสี่ยวเฉินพุ่งตัวมาหาเฟยหรง ส่วนไป๋หู่นั้นกำลังตึงมืออยู่กับทักษะผนึกของเหล่าผู้อาวุโสทำให้ตอนนี้เขาไม่สามารถไปช่วยเฟยหรงได้

     

    "งั้นหรือ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ข้าเข้าใจทุกอย่างแล้ว"เฟยหรงกล่าวอีกครั้ง ดูเหมือนการกระทำในครั้งนี้เสวียเหม่ยจะไม่รู้เห็น และนี่คือการตัดสินใจของผู้อาวุโสใหญ่สินะ เขาไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกันอีกฝ่ายจึงได้คิดตัดขาดเขากับภรรยาแต่ในเมื่อมาร้ายเช่นนี้เห็นทีว่าเขาคงไม่มีทางเลือก

     

    "บัลลังก์ราชัน!!"เฟยหรงกล่าวอย่างเรียบเฉยวิหคเพลิงปรากฏขึ้นและป้องกันการโจมตีของอีกฝ่ายจนมันต้องถอยหลังไปหลายก้าว เหล่าผุ้อาวุโสพากันมองภาพนี้อย่างเหม่อลอย เฟยหรงค่อยๆอุ้มเด้กน้อยทั้งสองขึ้นไปบนบันไดแห่งราชัน

     

    "ปะ เป็นไปไม่ได้!!!"เซียวเฉินหน้าซีดเผือดอำนาจที่เฟยหรงแผ่ออกมาในตอนนี้มันก้าวข้ามระดับมหาเทวะไปแล้ว ทั้งยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆราวกับจะไม่มีวันสิ้นสุด

     

    "พวกเจ้าได้เลือกที่จะทำเช่นนี้เอง เรื่องนี้พวกเจ้าโทษข้าไม่ได้!!"เฟยหรงนั่งลงบนบัลลังก์วิหคเพลิงนับร้อยหลากสีสันต์ปรากฏขึ้นย้อมท้องฟ้าให้ดูงดงามและหลากหลาย

     

    ในตอนนี้เหล่าผู้อาวุโสได้แต่มองหมู่มวลวิหคบินไปบินมาอย่างเหม่อลอย ในใจนึกเสียใจอย่างสุดซึ่งที่เข้าช่วยเหลือผู้อาวุโสใหญ่ หากย้อนเวลากลับไปได้พวกเขาจะเลือกต่อต้านอย่างแน่นอน

     

    "ท่านจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ได้โปรดสงบสติอารมณ์ก่อน!"ผู้อาวุโสหญิงคนเดิมว่ากล่าว ในตอนแรกที่นางเข้าต่อสู้นางได้ให้ผู้อาวุโสคนหนึ่งไปตามเสวียเหม่ยแล้วตอนนี้ขอเพียงถ่วงเวลาเอาไว้รอให้เจ้านิกายของนางมาอธิบายให้กับชายหนุ่มฟังก็เท่านั้น

     

    "สงบใจ!! ทำไมข้าต้องสงบใจ?? แต่เดิมข้ามาอย่างสันติ ออกจะสุภาพกับพวกเจ้าด้วยซ้ำ แล้วดูสิ่งที่พวกเจ้าทำคิดจะแยกข้าออกจากภรรยาทั้งยังร่วมมือกันคิดสังหารข้า นี่คือสิ่งที่พระราชวังเยือกแข็งกระทำกับผู้ที่มาอย่างเป็นมิตรงั้นหรือ "ผู้อาวุโสทุกคนล้วนนิ่งอึ่งไม่มีผุ้ใดกล้ากล่าวตอบแม้แต่คนเดียว จนเฟยหรงต้องหันไปหาเซียวเฉินที่ตอนนี้ยืนกำหมัดแน่นไม่กล้าทำอะไร

     

    "เจ้าคือผู้อาวุโสใหญ่สินะ ข้าถามได้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงไม่คู่ควรกับภรรยาข้า ??แล้วเจ้ามีคุณสมบัติอะไรมาบอกว่าข้าไม่คู่ควร"เฟยหรงกล่าวเหยียดหยาม กับคนที่ไม่เป็นมิตรกับตนเฟยหรงไม่คิดจะพูดจาดีๆด้วยแต่อย่างใด ส่วนทางด้านเซียวเฉินนั้นเมื่อได้ยินคำถามว่าตนเองมีคุณสมบัติอะไรก้เหมือนกับการตบหน้ามันอย่างจัง นี่เป็นคำถามที่ไร้วึ่งคำตอบอย่างแน่นอน

     

    "เหอะ น่าขันนัก! พระราชวังเยือกแข็งที่ถูกกล่าวขานว่าแข็งแกร่งพอๆกับมหาสุมทรนิรันทร์กลับไม่กล้าแม้จะตอบคำถามของเด็กหนุ่มเพียงคนเดียว หากตอบไม่ได้ก็ตายซะเถอะ!!"เฟยหรงกล่าวอย่างเยือกเย็น ทักษะร้อยวิหคเพลิงผลาญฟ้าถูกเรียกใช้โดยพลัน เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสต่างพากันหน้าซีดผืดราวกับเห็นความตายมาเยือนตรงหน้า พวกเขาได้แต่ก่นด่าผู้อาวุโสใหญ่ในใจ เพียงแค่ต้อนรับชายหนุ่มอย่างเป็นมิตรเพียงเท่านั้นพวกเขาจะได้มิตรภาพจากชายคนนี้และขุมกำลังที่มีถึงสองมหาเทวะอย่างแน่นอน ช่างน่าเสียดายนักที่ความโง่เขลาของคนๆเดียวทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเช่นนี้

     

    "ช้าก่อน!!"ขณะที่พวกเหล่าผู้อาวุโสกำลังยืนรับความตายที่เข้ามาใกล้อยู่นั้น ม่านพลังน้ำแข็งที่หนาวเย็นก็พลันปรากฏขึ้นมาป้องกันเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำและทำให้มันหายไปอย่าง่ายดายจนทำให้ทุกคนโล่งใจและมองไปยังท้องฟ้าที่บัดนี้มีหญิงสาวห้าคนชายหนุ่มหนึ่งคนกำลังค่อยๆลอยลงมาด้วยท่าทีสงบนิ่ง

     

    "เจ้าเด็กตัวปัญหา คิดจะเผ่าพระราชวังของข้าจริงสินะ!!"เสียงที่ไพเราะดังขึ้นมาเฟยหรงรู้ในทันทีว่านี่คือเสียงของเสวียเหม่ยอย่างแน่นอน

     

    "เรื่องนั้นช่วยไม่ได้ ผู้อาวุโสของท่านรนหาเอง"เฟยหรงว่ากล่าวอย่างเมิณเฉยและยังคงนั่งอยู่บนบัลลังก์พร้อมกับลูบหัวของลูกสาวทั้งสองที่นั่งอยู่บนตัก

     

    "ลี่อินตัวน้อย!! สามี!!"หญิงสาวทั้งสี่คนด้านหลังของเสวียเหม่ยรีบพุ่งเข้ามาหาเฟยหรงและลูกๆ จนทำให้เฟยหรงต้องลุกขึ้นจากบัลลังก์เพื่อให้โอบกอดพวกนางได้สะดวก

     

    หญิงงามล่มเมืองทั้งสี่โอบกอดชายหนุ่มเพียงคนเดียว ภาพนี้ทำให้เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสพากันตกตะลึงอ้าปากค้างในทันใด ไม่คิดว่านอกจากปิงเหยาแล้วเหล่าศิษย์หญิงทั้งหมดของเจ้านิกายจะเป็นภรรยาของเฟยหรงทั้งหมด ทุกคนที่เห็นภาพนี้หากเป็นหญิงสาวก็ได้แต่อิจฉานางทั้งห้าที่ได้สามีที่ทั้งหล่อเหล่าและเก่งกาจ

     

    แต่หากเป็นชายหนุ่มพวกเขาล้วนแต่น้องกระอักเลือดให้กับภาพที่เห็นตั้งแต่ที่พวกปิงเหยามาที่นี่ความงามของพวกนางก็ตราตรึงใจของศิษย์ชายในนิกายเอาไว้ทั้งหมด และมีศิษย์ชายหลายคนที่เกี้ยวพวกนางแต่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า

     

    พวกนางขึ้นชื่อเรื่องความงดงามและเย็นชาแต่ตอนนี้กลับทำท่าทีอ่อนหวานใส่ผู้ชายเพียงคนเดียว ภาพนี้ทำให้พวกเขาไม่อยากจะเลยทีเดียว และหวังเพียงให้เป็นฝันหนึ่งตื่น

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามมังกรเทวะ ที่คุณอ่าน