[จบ] ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด

    บทที่ 34 ท่องไม่จบไม่ให้กินข้าว

    บทที่ 34 ท่องไม่จบไม่ให้กินข้าว



    เรื่องที่จูปาเม่ยทำวันนี้ไม่ได้มากมาย แต่ถ้าเทียบกับเมื่อก่อนก็เยอะอยู่บ้าง นางจึงผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว


    กลับเป็นเย่อวี๋หรานที่มีเรื่องครุ่นคิดเต็มอก ยังไม่อาจนอนหลับลงได้


    ครั้นได้ยินเสียงเบา ๆ ดังมาจากห้องด้านใน นางก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ที่จริงทุกอย่างก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น จริงไหม?


    เมื่อท้องฟ้าฝั่งตะวันออกเริ่มสว่างไสวขึ้นมา ในเรือนครอบครัวสกุลจูก็มีเสียงความเคลื่อนไหวดังขึ้น


    หลิ่วซื่อตื่นเช้าเป็นประจำอยู่แล้ว คืนวานเด็กทั้งสองไม่ได้นอนที่ห้อง นางจึงตื่นเช้ากว่าเดิม ยืนฟังอยู่หน้าห้องของผู้อาวุโสอยู่เป็นนาน


    เมื่อคืนวาน นางไม่ได้ยินเสียงวุ่นวายมาจากฝั่งนั้น แต่ก็จงใจไม่ขัดกลอนประตูไว้ให้เด็ก ๆ หากแต่ก็ไม่มีใครมาเคาะ ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าคงไม่เป็นไรกระมัง?


    นางลังเลเดินไปเดินมาหน้าประตูอยู่ครู่ใหญ่ มองสีท้องฟ้าก่อนถอนหายใจ จากนั้นแบกตะกร้าสะพายหลังขึ้นเขาไปตัดหญ้าเลี้ยงหมู


    เมื่อเย่อวี๋หรานตื่นขึ้น ลูกสะใภ้หลายคนก็ลุกจากเตียงแล้ว หลินซื่อต้มน้ำไว้บนเตา หลิวซื่อทำความสะอาดเล้าหมู หลี่ซื่อกำลังซักเสื้อผ้าให้สามีของนาง


    พวกผู้ชายก็เริ่มลุกจากเตียงมาล้างหน้าบ้วนปากกันแล้ว


    เย่อวี๋หรานผลักจูปาเม่ย “ตื่นได้แล้ว”


    “ยังเช้าอยู่เลย!” จูปาเม่ยไม่อยากลุก นางงอแงว่าแขนของตัวเองทั้งเมื่อยทั้งเจ็บ


    “นั่นเป็นเพราะเจ้าทำงานน้อยเกินไป รีบลุกเร็ว พี่สะใภ้สี่ของเจ้ากำลังซักผ้าอยู่ เจ้ารีบไปซักกับนางซะ” เย่อวี๋หรานตักเตือนนาง “อย่าเอาแต่ให้พี่สะใภ้สี่ช่วยเจ้า นางอุ้มท้องโตขนาดนั้นยังทำงานตั้งเยอะ เจ้าหัดเรียนรู้จากนางบ้างเถอะ”


    จูปาเม่ยบ่นพึมพำอยู่หลายประโยค แล้วก็ลุกขึ้นมาอย่างเชื่อฟัง


    “พี่สะใภ้สี่ ท่านตื่นแต่เช้ามาซักผ้าทำไมเจ้าคะ?” เพียงแต่ตอนที่เห็นหลี่ซื่อ ในใจนางยังคงไม่ยินดีอยู่บ้าง


    ถ้าพี่สะใภ้สี่ไม่ตื่นขึ้นมาซักผ้าเช้าขนาดนี้ นางจะโดนดุหรือ?


    ฮึ!


    รู้หรอกว่าแสร้งขยัน ยังจะรู้ไม่ทันกันอีกหรือ


    “เสี่ยวเม่ยตื่นแล้ว? มา ท่านแม่ให้ข้าเตรียมเก้าอี้เล็กให้เจ้า พวกเราซักด้วยกัน” หลี่ซื่อเห็นนางแล้วก็ยิ้มจนตาหยี “ท่านแม่ยังบอกว่าท้องข้าใหญ่มากแล้ว ไม่ต้องลงไปในลำธารอีก ไม่ไหวจริง ๆ อีกเดี๋ยวต้องให้เสี่ยวเม่ยช่วยแล้ว ต้องขอโทษจริง ๆ นะ เสี่ยวเม่ย เรื่องซักผ้าคงต้องรบกวนเจ้าแล้ว...” 


    พูดกันตามตรง หลี่ซื่อชอบเห็นคนจำยอมแบบนี้แหละ ก่อนหน้านี้เป็นสะใภ้คนอื่น ๆ ที่โดน แต่ตอนนี้มาถึงรอบน้องสามีที่น่ารักของนางแล้ว อื้อฮือ ความรู้สึกนี้ช่างดีงามยิ่งนัก


    จูปาเม่ยกลอกตาใส่นาง “เชอะ!”


    เมื่อเย่อวี๋หรานเข้าไปในครัว หลินซื่อก็ตั้งหม้อจนร้อนแล้ว มันเทศที่สั่งความไว้เมื่อเย็นวานก็อุ่นไปพอสมควรแล้ว


    ครั้นเห็นนางเดินเข้ามา หลินซื่อที่นั่งอยู่หน้าเตาก็กระวีกระวาดลุกขึ้น “ท่านแม่”


    “อืม!” เย่อวี๋หรานเดินไปถึงหน้าเตา จับดูมันเทศในหม้อเล็กน้อย แล้วมองผักที่ล้างสะอาดบนเตาแล้วผงกศีรษะ “ตอนเช้าก็ทำง่าย ๆ เถอะ ต้มน้ำแกงผักนิดหน่อยก็พอแล้ว”


    “เจ้าค่ะ ท่านแม่”


    อีกด้านหนึ่ง ต้าเป่าตื่นขึ้นมาแล้ว


    ครั้นคิดถึงภารกิจที่ท่านย่ามอบหมายให้ขึ้นมาได้ เขาก็รีบท่อง “หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง หนึ่งบวกสองเท่ากับสาม หนึ่งบวกสามเท่ากับสี่ หนึ่งบวกสี่เท่ากับห้า...”


    เอ้อร์เป่าขยี้ตางัวเงีย “ท่านพี่ ท่านท่องอะไรน่ะ ท่องมาทั้งคืนแล้ว”


    “คาถาที่ท่านย่าสอนข้า อีกเดี๋ยวท่านย่าจะทดสอบข้า เอ้อร์เป่า เจ้าลองดูว่าข้าท่องถูกไหม หนึ่งบวกเจ็ดเท่ากับแปด หนึ่งบวกแปดเท่ากับเก้า หนึ่งบวกเก้าเท่ากับสิบ...”


    เอ้อร์เป่าฉงนสนเท่ห์ “คาถาอะไรนะ? ท่านย่าไม่ได้สอนข้า ข้าก็ไม่รู้ว่าท่านท่องถูกหรือผิด”


    ต้าเป่าหันไปผลักปลุกจูชี “อาเจ็ด ท่านช่วยข้าตรวจหน่อยว่าข้าท่องถูกหรือเปล่า”


    “อ้อ ท่อง หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง หนึ่งบวกสองเท่ากับสาม หนึ่งบวกสามเท่ากับสี่ หนึ่งบวกสี่เท่ากับห้า หนึ่งบวกห้าเท่ากับหก หนึ่งบวกหกเท่ากับเจ็ด หนึ่งบวกเจ็ดเท่ากับแปด หนึ่งบวกแปดเท่ากับเก้า หนึ่งบวกเก้าเท่ากับสิบ...” จูชียังตื่นไม่เต็มตาก็ท่องออกมา


    ต้าเป่าหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ “อาเจ็ด ข้าต้องเป็นคนท่อง ไม่ใช่ท่าน”


    เย่อวี๋หรานกลับมาที่ห้องก็ได้ยินเสียงท่องของอากับหลานเข้าพอดี ต้าเป่าเห็นได้ชัดว่าจำได้แล้วแต่ใจยังกังวลอยู่จึงคะยั้นคะยอให้จูชียืนยันให้ไม่หยุด


    ก่อนหน้านี้เอ้อร์เป่าก็ท่องไปกับต้าเป่าแล้ว บางครั้งก็จะวิ่งเข้ามาร่วมสนุกด้วย “อาเจ็ด ข้าท่องถูกไหม?”


    “ถูก เอ้อร์เป่าเก่งจริง ๆ เอ้อร์เป่าท่องได้ดีมาก!” จูชีพูด


    เย่อวี๋หราน “...”


    เดี๋ยวก่อน ข้าเคยสอนเรื่องพวกนี้ให้กับจูชีตั้งแต่เมื่อไหร่?


    นางประหลาดใจเล็กน้อย จูชีไม่ใช่คนสมองทึ่มหรอกหรือ ทำไมต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าท่องอะไรพวกนี้ยังต้องวิ่งไปถามจูชีอีก


    ต้าเป่าเห็นเย่อวี๋หรานที่ยืนอยู่ตรงประตูก็ตกใจสะดุ้งโหยง “ท่านย่า...”


    จูชีกับเอ้อร์เป่าหุบปากลงทันใด คนหนึ่งร้อง “ท่านแม่” อีกคนเรียก “ท่านย่า” ราวกับเด็กน้อยที่ถูกจับได้ว่าทำความผิดอย่างไรอย่างนั้น ทำตัวเรียบร้อยขึ้นมาทันที


    “เจ้าเจ็ด เจ้าท่องให้ข้าฟังรอบหนึ่ง” เย่อวี๋หรานเห็นแบบนี้ยังจะเดาไม่ออกว่าพวกเขาถูกนางทำให้ตกใจกลัวอีกหรือ?


    แต่ว่านางไม่ได้พูดมาก เรียกชื่อจูชีขึ้นมาตรง ๆ


    จูชีไม่ค่อยเจ้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ท่องออกมาอย่างว่าง่าย “หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง หนึ่งบวกสองเท่ากับสาม หนึ่งบวกสามเท่ากับสี่ หนึ่งบวกสี่เท่ากับห้า หนึ่งบวกห้าเท่ากับหก หนึ่งบวกหกเท่ากับเจ็ด หนึ่งบวกเจ็ดเท่ากับแปด หนึ่งบวกแปดเท่ากับเก้า หนึ่งบวกเก้าเท่ากับสิบ...”


    เย่อวี๋หรานหันไปหาต้าเป่า “ตาเจ้าแล้ว”


    ต้าเป่ากลัวอยู่บ้าง ท่องอย่างประหม่า แต่สุดท้ายก็ยังท่องจนจบ “หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง หนึ่งบวกสองเท่ากับสาม หนึ่งบวกสามเท่ากับสี่ หนึ่งบวกสี่เท่ากับห้า หนึ่งบวกห้าเท่ากับหก หนึ่งบวกหกเท่ากับเจ็ด หนึ่งบวกเจ็ดเท่ากับแปด หนึ่งบวกแปดเท่ากับเก้า หนึ่งบวกเก้าเท่ากับสิบ...”


    “เอ้อร์เป่า เจ้าล่ะ?”


    เอ้อร์เป่าคิดไม่ถึงว่าตนเองก็ต้องท่องด้วย ตกใจจนแน่นิ่งไปแล้ว “ข้า...ท่านย่า ทำไมมีข้าด้วยล่ะ?”


    ไม่รอให้เย่อวี๋หรานตอบก็รีบท่องขึ้นมา


    เทียบกับสองคนก่อนหน้า เขาอายุยังน้อย ทั้งยังไม่ได้ตั้งใจท่องขนาดนั้น แม้ติด ๆ ขัด ๆ อยู่บ้าง แต่ก็ท่องไปจนจบ


    เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว “ในเมื่อท่องจบแล้ว อย่างนั้นก็ท่องท่อนต่อไปเถอะ สองบวกสองเท่ากับสี่”


    อากับหลานสามคนคิดไม่ถึงว่ายังมีท่อนต่อไปด้วย พวกเขาหันมองหน้ากัน ก่อนจะท่องออกมาอย่างพร้อมเพรียง “สองบวกสองเท่ากับสี่”


    “สองบวกสามเท่ากับห้า”


    “สองบวกสามเท่ากับห้า”


    ……


    “สองบวกเก้าเท่ากับสิบเอ็ด”


    “สองบวกเก้าเท่ากับสิบเอ็ด”


    “เอาล่ะ ก่อนกินข้าวให้พวกเจ้าท่องท่อนนี้ ตอนจะกินข้าวข้าค่อยทดสอบพวกเจ้า ใครท่องไม่จบ พวกเจ้าสามคนล้วนไม่ต้องกินข้าว” เย่อวี๋หรานพูดอย่างเคร่งขรึมก็หันหลังจากไป


    อากับหลานเบิกตากว้าง แทบไม่อยากจะเชื่อ


    ต้าเป่าตาไวเห็นว่าเอ้อร์เป่าจะร่ำร้องขึ้นก็รีบปิดปากอย่างรวดเร็ว กลัวว่าท่านย่าจะได้ยินเข้า


    ไม่มีใครรู้ว่าเย่อวี๋หรานที่หันหลังไปมีรอยยิ้มจาง ๆ ประดับอยู่บนใบหน้า


    เดิมนึกว่าจูชีเป็นคนสมองทึ่ม คิดไม่ถึงว่ายังมีเรื่องที่น่ายินดีอย่างนี้ด้วย แล้วจะไม่ทำให้นางประหลาดใจได้อย่างไร?


    ก่อนหน้านี้เป็นนางที่มองข้ามไป แกะหนึ่งตัวก็ต้องต้อน แกะสองตัวก็ต้องต้อน แล้วทำไมไม่ต้อนไปพร้อมกันเลยล่ะ?


    ผู้ใหญ่ในเรือนยังต้องทำงาน ไม่อาจจัดเรื่องการเรียนพวกนี้เอาไว้ในตารางชีวิตประจำวันได้ แต่ว่าจูชีกับเด็กสองคนนี้ไม่เหมือนกันนี่นา


    พวกเขาเล่นกันอยู่ตลอดทั้งปีทั้งสี่ฤดูกาล แล้วทำไมถึงไม่มอบหมายอะไรเล็กน้อยให้พวกเขาทำเสียเลยล่ะ?

    คล้ายกับเรื่อง[จบ] ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด ที่คุณอ่าน