เสียงค้อนไม้เคาะลงบนแท่นดัง "ก๊อก! ก๊อก!" ท่ามกลางเสียงตะโกนด่าทอและเสียงโห่ฮาที่ดังระงมจนระบบขยายเสียงแทบจะเอาไม่อยู่ บรรยากาศภายในห้องประชุมสภาร้อนระอุประดุจเตาหลอม แสงไฟสปอตไลท์สาดส่องลงไปยัง อาจารย์วินัย ที่ยืนอยู่หลังไมโครโฟนกลางห้องโถงกว้าง ท่านดูตัวเล็กจ้อยเมื่อเทียบกับความโอ่อ่าของสถานที่ แต่กระเป๋าหนังสีน้ำตาลที่วางอยู่บนโต๊ะเบื้องหน้ากลับดูทรงพลังอย่างน่าประหลาด
"ท่านประธานที่เคารพ! ผมขอประท้วงครับ!" ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ลุกขึ้นยืนชี้หน้าอาจารย์วินัย "การที่ท่านประธานอนุญาตให้ 'บุคคลภายนอก' เข้ามาใช้เวทีอันทรงเกียรติแห่งนี้กล่าวหาหน่วยงานความมั่นคงด้วยข้อมูลโคมลอย มันเป็นการผิดข้อบังคับการประชุมข้อที่ 41 ครับ!"
ท่านประธานสภา ซึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์สูงขยับแว่นสายตาพลางถอนหายใจยาว ท่านเคาะค้อนอีกครั้งเพื่อคุมสถานการณ์ "ท่านสมาชิกครับ ร่างกายท่านยังไม่นั่งลง ผมก็ยังวินิจฉัยไม่ได้" ประธานสภาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาดตามสไตล์นักการเมืองรุ่นใหญ่ "ส่วนเรื่องที่ท่านประท้วง ผมได้พิจารณาแล้วว่านี่เป็นวาระเร่งด่วนที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้มีการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส ดังนั้น ผมขออนุญาตให้อาจารย์วินัยนำเสนอพยานหลักฐานต่อไป... เชิญครับอาจารย์"
อาจารย์วินัยสูดลมหายใจเข้าลึก มือที่สั่นเทาค่อยๆ เปิดแฟ้มเอกสารที่ผ่านสมรภูมิเลือดเมื่อคืนมาได้ "ขอบพระคุณท่านประธานครับ... ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ สิ่งที่ผมกำลังจะนำเสนอต่อไปนี้ ไม่ใช่ทฤษฎีในห้องแอร์อย่างที่มีคนกล่าวอ้าง แต่มันคือผลการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่า... เครื่องมือที่พวกท่านอนุมัติงบประมาณไปนับพันล้านนั้น มีค่าเท่ากับ 'กล่องพลาสติกเปล่า' ที่ไม่มีวงจรไฟฟ้าใดๆ อยู่ภายในเลยแม้แต่นิดเดียว!" เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกครั้ง นักข่าวที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ชั้นบนรีบกดชัตเตอร์กันรัวจนแสงแฟลชสว่างวาบไปทั้งห้อง
ที่นั่งฝั่งคณะรัฐมนตรี นายกฯ ศรัณย์ นั่งกอดอกพิงพนักเก้าอี้หนังอย่างสงบนิ่ง ใบหน้าของเขาไม่มีร่องรอยของความโกรธแค้นเหมือนเมื่อวันก่อน มีเพียงรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากขณะลอบสังเกตปฏิกิริยาของเหล่าทหารที่นั่งอยู่ในโซนที่ปรึกษา
"ท่านประธานครับ!" ส.ส. ฝ่ายค้าน ลุกขึ้นเสริม "ในเมื่อพยานผู้เชี่ยวชาญยืนยันขนาดนี้ ผมขอถามไปทางรัฐบาลว่า ท่านจะรับผิดชอบต่อชีวิตทหารในชายแดนใต้ที่ต้องฝากชีวิตไว้กับกล่องพลาสติกนี้อย่างไร?"
นายกฯ ศรัณย์ ลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่ามกลางความเงียบกริบที่เกิดขึ้นทันที "ท่านประธานที่เคารพ..." ศรัณย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ทางรัฐบาลเองก็ตกใจไม่แพ้ท่านสมาชิกครับ เราเชื่อมั่นในข้อมูลทางเทคนิคที่กองทัพนำเสนอมาโดยตลอด แต่เมื่อผลวิทยาศาสตร์ออกมาเช่นนี้ ผมในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร จะไม่ยอมให้ภาษีประชาชนถูกใช้ไปอย่างสูญเปล่า และจะไม่ยอมให้ใครเอาชีวิตทหารมาล้อเล่น... ผมได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยและอาญาต่อ 'ผู้เกี่ยวข้องในการจัดซื้อ' ทุกระดับชั้น โดยไม่มีข้อยกเว้นครับ!" ประโยคนี้เปรียบเสมือนระเบิดที่โยนเข้าไปกลางใจของกองทัพ ศรัณย์ไม่ได้ป้องกันตัวเอง แต่เขากำลัง "ถีบ" กองทัพลงจากเรือต่อหน้าพยานนับล้านที่ชมการถ่ายทอดสด
ท่ามกลางเสียงประท้วงที่ดังระงม นายกฯ ศรัณย์ ค่อยๆ ขยับสูทให้เข้าที่ก่อนจะประสานมือวางบนโต๊ะแถลงการณ์ด้วยท่าทีที่ดูผ่อนคลายแต่แฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียมในแววตา "ผมรับฟังข้อกังวลของท่านสมาชิกทุกท่านด้วยความไม่สบายใจอย่างยิ่ง เรื่องความปลอดภัยของรั้วของชาติไม่ใช่เรื่องที่เราจะมานั่งถกเถียงกันบนสมมติฐานเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป"
เขาเว้นจังหวะพลางปรายตาไปทางโซนที่ปรึกษาทหารที่นั่งหน้าเครียดขรึม "เพื่อให้เกิดความกระจ่างแจ้งต่อสายตาประชาชนทั้งประเทศ และเพื่อความเป็นธรรมต่อกองทัพที่อ้างว่าใช้เครื่องมือนี้ปกป้องชีวิตผู้บริสุทธิ์... ผมขอเสนอให้มีการ 'พิสูจน์ความจริงกลางสภา' ในวันนี้ เดี๋ยวนี้ครับ! ผมขอเชิญอาจารย์วินัยเตรียมอุปกรณ์ทดสอบ และขอเชิญตัวแทนบุคลากรจากกองทัพ ทั้งระดับคุมนโยบายและทหารชั้นประทวนที่ใช้งานจริง เข้าร่วมสังเกตการณ์และตรวจสอบกระบวนการทดสอบอย่างใกล้ชิดบนเวทีแห่งนี้!"
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วห้องประชุมสภา ประธานสภาเลิกคิ้วขึ้นอย่างคาดไม่ถึง "ท่านนายกฯ หมายความว่าจะให้ทำการทดลองในที่ประชุมหรือครับ?"
"ถูกต้องครับท่านประธาน" ศรัณย์ตอบด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "เราจะพิสูจน์กันด้วยหลักประจักษ์พยาน หากมันใช้ได้จริง กองทัพจะได้กู้ศักดิ์ศรีคืน แต่หากมันเป็นเพียงพลาสติกเปล่าอย่างที่อาจารย์วินัยกล่าวหา... ผู้รับผิดชอบก็ต้องเดินเข้าคุกจากที่นี่ไปพร้อมกัน!"
โต๊ะตัวยาวถูกเข็นมาวางกลางห้องโถงสภา อาจารย์วินัยนำกล่องพลาสติกทึบสี่กล่องออกมาวาง ทหารชั้นประทวนนายหนึ่งเดินก้าวออกมาหยิบเครื่อง GT-200 ขึ้นมาถือด้วยมือที่สั่นเทา อาจารย์วินัยสังเกตเห็นนายทหารยศสูงด้านหลังแอบขยับมือส่งสัญญาณรหัสลับ ทหารผู้น้อยคนนั้นกัดฟันกรอด เขาเดินผ่านกล่องที่ว่างเปล่าอย่างช้าๆ ก่อนจะตั้งใจ "เอียงมือ" อย่างแนบเนียนเพื่อให้เสาอากาศดีดตัวชี้ไปยังกล่องใบที่สองตามสัญญาณที่เตี๊ยมกันไว้ "มันชี้แล้ว! ท่านประธานครับ เครื่องทำงานแม่นยำมาก!" ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล รีบชิงจังหวะตะโกนขึ้นทันที
อาจารย์วินัยก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะด้วยใบหน้าเรียบเฉย "ถ้าเครื่องแม่นยำจริง... รบกวนเจ้าหน้าที่เปิดกล่องที่สองที่ทหารคนนี้ชี้เดี๋ยวนี้ครับ" กึก! เมื่อฝาถูกเปิดออก... ภายในกลับกลายเป็น "ความว่างเปล่า" ไม่มีวัตถุระเบิด ไม่มีแม้แต่เศษกระดาษ ความเงียบที่น่ากลัวเข้าปกคลุมไปทั้งสภาชั่วขณะก่อนจะถูกทำลายลงด้วยเสียงก่นด่า "เครื่องชี้ผิด... ทหารตั้งใจโกงโดยการเอียงมือไปหาจุดที่ 'คิดว่า' มีระเบิด แต่วัตถุระเบิดของจริงอยู่ในกล่องที่สี่ครับ!" อาจารย์วินัยประกาศก้อง ความจริงฟาดหน้ากองทัพอย่างแรงจนพิสูจน์ได้คาตาว่าทหารจงใจบิดเบือนและเครื่องมือนี้ใช้งานไม่ได้จริง
ทันทีที่ความจริงถูกเปิดโปง นายทหารยศสูงหน้าถอดสีด้วยความอับอายและโกรธแค้น เขาส่งสัญญาณให้ทหารสองนายขยับเข้าหาอาจารย์วินัยทันทีด้วยท่าทีคุกคาม หวังจะคุมตัวพยานออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุดก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายไปมากกว่านี้ แต่ก่อนที่มือของทหารจะถึงตัวอาจารย์ แสง ที่แฝงตัวอยู่ใกล้เคียงก็ก้าวพรวดออกมาขวางกลางระหว่างอาจารย์วินัยกับกลุ่มนายทหาร แสงยืนตระหง่าน แววตาคมกริบดุจเสือร้ายที่พร้อมขย้ำ บรรยากาศรอบตัวเขากดดันจนนายทหารเหล่านั้นต้องชะงักฝีเท้า
"จะทำอะไร... คิดให้ดีก่อนนะหมวด" แสงเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน พลางบุ้ยหน้าไปทางกล้องถ่ายทอดสดนับสิบตัวที่กำลังจับภาพมาที่จุดนี้ "ตอนนี้คนทั้งประเทศกำลังดูอยู่... ถ้าขยับแม้แต่นิดเดียว ภาพพวกคุณรุมทำร้ายอาจารย์ที่พูดความจริงจะกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของกองทัพทันที" นายทหารเหล่านั้นมองหน้ากันอย่างเลิ่กลั่ก ตัดภาพไปที่ นายกฯ ศรัณย์ ที่นั่งจิบน้ำช้าๆ มองภาพความโกลาหลนั้นด้วยสายตาที่พึงพอใจประดุจช่างภาพที่จัดองค์ประกอบภาพได้เสร็จสมบูรณ์ แสงฉวยจังหวะที่ความสับสนปกคลุมกระซิบข้างหูอาจารย์วินัย "รีบไปจากที่นี่ครับอาจารย์ ผมเปิดทางให้แล้ว" แสงรีบถอยฉากออกไปทางบันไดลับทันทีเพื่อมุ่งหน้าไปยังหอสมุด
ห่างออกไป ณ สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าอันเงียบสงบ แสงแดดยามเย็นทอดเงายาวลงบนโต๊ะอาหารไม้ ราหู นั่งอยู่ท่ามกลางเด็กๆ ที่ส่งเสียงจ้อแจ้อย่างไร้เดียงสา เขาตักข้าวใส่จานให้เด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งอย่างเบามือ ท่าทางของเขาดูเหมือนพี่ชายใจดีที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับโศกนาฏกรรมในสภา เขาวางสมุดบัญชีลับที่มีรอยหมึกสีแดงขีดฆ่ารายชื่อผู้มีอิทธิพลไว้ข้างจานอาหาร เสียง "ข่าวด่วน" จากทีวีเครื่องเก่าๆ ในมุมห้องกำลังรายงานบรรยากาศความวุ่นวายในสภาด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกของผู้ประกาศข่าว ท่ามกลางเสียงหัวเราะใสซื่อของเด็กๆ ราหูพลิกหน้ากระดาษหนังสือปรัชญาช้าๆ นิ้วเรียวยาวลูบไปบนบรรทัดหนึ่ง ก่อนจะอ่านออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ
"ความจริงที่พูดออกมาท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยคำลวง ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข้อมูล แต่มันคือ 'การกระทำทางการเมือง' ที่มีพลังทำลายล้างสูงสุด — โดย ฮันนาห์ อาเรนต์"
เขาปิดหนังสือลงอย่างนิ่มนวล ราหูยกยิ้มจางๆ ให้เด็กน้อยที่เดินมาขอเติมข้าว "ทานเยอะๆ นะเด็กๆ" เขาพึมพำกับตัวเองด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดาขณะที่สายตามองออกไปนอกหน้าต่างที่มืดมิด "เพราะหลังจากคืนนี้ไป... เกมจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว"