ในช่วงเวลาที่เหล่าผู้ท้าชิงกำลังดิ้นรนเพื่อออกจากดันเจี้ยนก็มีการประสานงานของผู้ปกครองแต่ละท้องถิ่นว่ามีคนหายตัวไป
“ทำไมช่วงนี้ถึงมีบัญชาพระเจ้าโผล่มาติด ๆ กันขนาดนี้ ตั้งแต่ตอนดันเจี้ยนบททดสอบก็ยังไม่ถึงปีด้วยซ้ำ” โอบากล่าวขณะที่นั่งประชุมกับมหาอำนาจคนอื่น ๆ
“อาจจะเพราะว่าวันนั้นใกล้มาถึงแล้วหรือเปล่า?” คอออสกล่าวอย่างใจเย็นพลางลูบเคราไปด้วย
"วันนั้นสินะ...ผมเองก็ยังไม่เคยลืมมันเลย" เดมอสถอนหายใจคิดหนัก
“เหอะ ใครจะไปลืมลงล่ะ สงครามที่พรากชีวิตผู้คนไปหลายล้านคนแถมยังไม่สามารถกำจัดต้นตอได้เสียที” จอมพลผู้เคยลุยสนามรบมามากมายยังต้องสั่นกลัวเมื่อนึกถึงอดีตที่อยากลืม
“ตอนนี้พวกคุณก็แข็งแกร่งขึ้นไม่ใช่เหรอ? อย่าพึ่งท้อใจเลยและเราก็ยังมีท่านผู้นั้นอยู่ทั้งคน” หญิงสาววัยกลางคนผู้มีสายตาและรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นกล่าว
โอบาปรบมือเพื่อเรียกสติทุกคน “ตอนนี้เรามาคุยเรื่องคนที่โดนบัญชาพระเจ้าพาไปดีกว่า”
“จากบัญชาพระเจ้าทำให้เรารู้ว่าไม่ได้มีแค่คนของอาณาจักรเซียเท่านั้น แต่ทุก ๆ แห่งจะถูกสุ่มเรียกไปด้วยซึ่งเราไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่รวมกันหรือเปล่า?” แคลลี่ยืนรายงานพอเป็นพิธีแม้สีหน้าจะไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไร
“แล้วดันเจี้ยนโคลอสเซียมมันอยู่ที่ไหน?” โอบาถามต่อ
“มันอยู่ที่อาณาจักรคาค่ะ ซึ่งถ้าจะเดินทางต้องใช้เวลาอย่างต่ำหนึ่งเดือนแต่ถ้าเรา...” แคลลี่หยุดรายงานเหมือนรู้ว่านั่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรพูด
“พูดต่อสิ” เหล่ามหาอำนาจจ้องเขม็งด้วยความสงสัย
“ถ้าเรา...ใช้เครื่องบินแบบที่อาจารย์ซึฮากิใช้ เราก็จะเดินทางไปที่นั่นได้โดยใช้เวลาไม่นาน”
“ให้ตายสิก็นึกว่าจะพูดอะไร แค่นี้เราก็ขายหน้ามากพอแล้วที่ให้กบฏมาลอยหน้าลอยตาสบายใจอยู่ได้ ถ้าเราไปพึ่งพวกมันอีกความน่าเชื่อถือก็ยิ่งลดลงไปอีกแน่ ๆ” แม้โอบาจะแสดงท่าทีไม่พอใจแต่แคลลี่ก็ทำเป็นไม่สนใจและนั่งลงเงียบ ๆ
“บัญชาพระเจ้าอาจจะส่งพวกเขากลับมาตอนที่ทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ก็ได้ ลองรอดูอีกสักวันสองวันแล้วคอยส่งม้าเร็วไป” คอออสกล่าว
“ก็ได้ ไว้จะเรียกประชุมอีกรอบตอนที่มีอะไรคืบหน้า” โอบาลุกจากที่นั่งและเดินออกไปก่อนใครไม่สนใจสายตาของพวกเขาเลยด้วยซ้ำ
ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายคอออสก็เดินไปคุยกับแคลลี่สองคน
“อย่าโกรธเขาเลย ตั้งแต่ที่ท่านวิกตอเรียหายตัวไปเขาก็อารมณ์หงุดหงิดง่ายไปหมด”
“ไม่เป็นอะไรค่ะ ฉันไม่ใส่ใจคำพูดของเขาอยู่แล้ว” พูดจบเธอก็เดินออกไปทันที
ที่ห้องขังในดันเจี้ยนโคลอสเซียมมีเหล่าผู้ท้าชิงที่โดนขังและยูกิที่โดนเคลื่อนย้ายผ่านเสาสีขาวเข้ามาพร้อมกับเจ้าแฟรงค์
“พวกนายเข้าไปทำอะไรในคุกล่ะเนี่ย?” ยูกิเดินมาดูซึฮากิเหมือนคนมาเยี่ยมผู้ต้องหา
“มันเป็นเงื่อนไขเปิดเสาสีขาว พอนายเข้ามามันก็หายไปแล้ว”
“อืม แล้วทีนี้ข้าต้องทำยังไงต่อล่ะ?” ยูกิเดินดูรอบ ๆ ว่ามีอะไรที่ตนเองพอจะทำได้บ้าง
“ลองดูที่ห้องว่างห้องนั้นหน่อย มันอาจจะมีอะไรสักอย่าง”
ยูกิเดินเข้าไปเห็นอาวุธและชุดขาด ๆ วางเกลื่อนกลาดแต่ก็ขยับพวกมันไม่ได้สักนิดแต่พอหยิบไปเรื่อย ๆ ก็เจอชิ้นที่ยกขึ้นมาได้
“มีเจ้านี้อันหนึ่งที่หยิบได้” ยูกิชูดาบสองคมที่โดนสนิมกินจนไม่เหลือเค้าความเป็นดาบเสียแล้ว สิ่งที่เหลือไว้ก็คือด้ามและใบดาบที่เหมือนเป็นเศษ ๆ เสียมากกว่า
“ไหน?” ซึฮากิยื่นมือขอด้ามเล่นนั้นแต่พอยูกิจะยื่นให้มันกลับโดนดีดออกทันที
“โห่...ตอนแรกก็คิดว่าโดนอะไรนิดหน่อยก็คงแตกแล้ว…แต่พอเอาเข้าจริงก็ยังแข็งเหมือนกันนะเนี่ย” โยฮันยิ้มสนุกเหมือนได้กลับไปเป็นหนุ่มอีกครั้ง
“ให้คนที่อยู่ในห้องไม่ได้แสดงว่ามันต้องใช้ทำอย่างอื่น ที่ใบดาบมีข้อความอะไรบ้างไหม?” ซึฮากิถามต่อทันที
“อา...มี ๆ มันบอกว่าจงชำระล้าง”
“จงชำระล้าง...แค่นั้นจริง ๆ หรือ?” มิโกะถาม
“ก็ใช่น่ะสิ ที่มีตัวหนังสือก็แค่นั้นนั่นแหละ”
“ลองอันนี้ดู” ซึฮากิลองยื่นกระติกน้ำออกไปข้างนอกห้องขังและมันก็ได้ผล ยูกิใช้น้ำในกระติกล้างทำความสะอาดดาบเล่มนั้นแต่ก็ยังไร้วี่แววปฏิกิริยา
“อาจจะต้องถูให้สนิมออกด้วย” เจ้าสำนักดาบเทพกล่าว
ยูกิใช้เวลาอยู่พักหนึ่งนั่งขัดสนิมด้วยน้ำอันน้อยนิดโดยใช้เสื้อผ้าเป็นตัวขัด แต่ไม่ว่าจะขัดแรงเท่าไรสนิมพวกนั้นก็ไม่สะเทือนเลยแม้แต่น้อย
“ให้ตายสิ นี่ข้าต้องขัดมันอีกนานแค่ไหนเนี่ย?” ยูกิหงุดหงิดขว้างดาบกระเด็นไปโดนศพที่กองอยู่กับพื้น เลือดที่กำลังชโลมดาบค่อย ๆ ระเหยออกไปอย่างกับโดนเหล็กร้อน ๆ
“เฮ้ย ๆ เหมือนจะได้เรื่องแล้ว” ยูกิแสยะยิ้มตื่นเต้นและหยิบดาบขึ้นมาอีกครั้งจึงเห็นรอยสนิมที่หายไปนิดหน่อย เขาเอามีดทะลวงเข้าไปในศพทำอย่างกับเป็นเรื่องเล่น ๆ แต่พอเลือดได้สัมผัสกับดาบมันก็ระเหยไปพร้อม ๆ กับสนิม
“เป็นไงล่ะ สะอาดเหมือนใหม่...มั้ง” ใบดาบที่สะอาดไร้สิ่งแปลกปลอมแต่ก็ยังเป็นเพียงเศษใบดาบที่ไม่อาจใช้งานได้เหมือนเดิม
“แล้วต้องอย่างไรต่อ?” กังนั่งพิงประตูห้องขังแต่จู่ ๆ มันก็เปิดได้พอดี
เหล่าผู้ท้าชิงเดินออกมาจากห้องขังได้อย่างปกติสุขแม้จะมีรอยแผลเล็กใหญ่หลายแห่งแต่ก็เทียบไม่ได้กับแขนของซึฮากิ
“อ้าว ! ไปโดนอะไรมาอีกล่ะเนี่ย?” ยูกิจ้องมองแขนที่โดนตัดขาดและถามด้วยความสงสัย
“ไม่มีอะไรหรอกแต่ถ้าออกไปจากที่นี่ได้ไวก็ยิ่งดี”
พวกเขาช่วยกันใช้หัวคิดเพื่อหาวิธีการไปต่อ จนไปเห็นข้อความที่โผล่มาหลังจากทำความสะอาดสนิมแล้ว
“จงเติมแต่ง” ยูกิอ่านข้อความให้ทุกคนฟัง
“อย่าบอกนะว่าให้ซ่อมเจ้าดาบพัง ๆ นี่” มิโกะกล่าว
“ให้ตายสิ ปกติการซ่อมอาวุธต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือแล้วก็คนที่ทำเป็นด้วย แล้วแบบนี้เราจะทำได้อย่างไร?” เจ้าสำนักดาบเทพเกาหัวคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรต่อ
“ค้นของในห้องกับในศพอีกรอบ” ซึฮากิออกคำสั่งท่ามกลางความงุนงงทำให้ผู้ที่ไร้หนทางทำตามแต่โดยดี
หลังจากการรื้อค้นไปทั่วจนได้เจอของที่สามารถหยิบจับได้จากนั้นก็เอามาวางกองรวมกันเพื่อพิจารณาต่อไป
“มีเศษใบดาบเล็ก ๆ พวกนี้ที่อาจจะเอามาต่อกันได้ ลองวางต่อไปตรง ๆ ก่อนก็แล้วกัน” มิโกะเสนอความเห็นและลงมือทำทันที
“อืม...” พวกเขาตอบรับทำตามอย่างไม่มีทางเลือก ในขณะที่ทุกอย่างเงียบสงัดก็มีเสียงใบดาบกระทบชนกันเป็นบางครั้ง
“เหมือนจะหมดแล้วสินะ” มิโกะจ้องมองดาบที่ยาวประมาณหนึ่งเมตรซึ่งก่อนหน้านี้มันเป็นแค่เศษดาบหัก ๆ ไร้ประโยชน์แต่ตอนนี้มันกลับดูดีและเรียบหรูกว่าที่คิด
เพียงแค่เสี้ยววินาทีดาบตรงหน้าก็ผสานรวมกันเป็นหนึ่งเดียวและก็มีเสาสีขาวเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นข้าง ๆ
“นี่คือทางออกเหรอ?” ยูกิลองเอามือยื่นเข้าไปแต่มันกลับดีดมือของยูกิกลับมาแทน
“หรือว่าจะเป็น...” ขณะที่พวกเขากำลังคิดซึฮากิก็โยนดาบลงไปในนั้นทันที แสงสีขาวได้หายไปพร้อมกับดาบเล่นนั้นและทุกอย่างก็เงียบสงัดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“อย่าบอกนะว่าพวกเราทำผิด” กังยืนเขย่าเท้าคิดไม่ตก
“เจ้าน่าจะพูดคุยกันก่อนทำอะไรแบบนั้น” โยฮันจ้องหน้าซึฮากิอย่างกับว่ามันเป็นความผิดของเขา
“ถ้าอะไรที่ทำไม่ได้ก็คือไม่ใช่แต่เมื่อกี้มันสามารถทำได้ก็คงจะใช่ เราอาจจะต้องรออีกหน่อยก็ได้หรือลองไปค้นรอบ ๆ อีกครั้งดู” ซึฮากิไม่สะทกสะท้านกับสายตาของผู้แกร่งแข็งแต่อย่างใดและยังเดินไปค้นของต่อด้วยมือข้างเดียวที่เหลืออยู่
เสาสีขาวปรากฏเหนือสนามโคลอสเซียม ดาบสีขาวร่วงหล่นลงมาปักตรงหน้ามังกรและฟรานราวกับเป็นการประกาศให้รับรู้ว่าต้องใช้มัน
อะไรอีกล่ะเนี่ย ฟรานสูดหายใจลึก ๆ ใช้ช่วงเวลาที่มังกรกำลังตกใจกับดาบเล่นนั้นเติมเต็มอากาศให้เพียงพอ
เพียงแค่ไม่กี่วินาทีมันก็หันมาโจมตีเธอต่อ หลังจากต่อสู้ยืดเยื้อกันมานานสุดท้ายดาบเทพทมิฬก็เหลือพลังงานที่เก็บไว้อีกแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
มันวางกรงเล็บจากสองฝั่งและกวาดมารวมกันเพื่อบีบพื้นที่จนฟรานไม่เหลือที่หลบอีกต่อไปและเบื้องหน้าก็มีเปลวเพลิงกำลังจะเข้ามาถึงตัว
บัดซบเอ๊ย เธอเหวี่ยงดาบเทพทมิฬเป็นวงกลมสร้างคลื่นกระแทกผลักทั้งกรงเล็บและเปลวเพลิงออกไป
ฟรานใช้ช่วงเวลาเพียงแค่เสี้ยววินาทีเพื่อวิ่งไต่ไปบนแขนตรงไปยังหัวของมัน
“ลงดาบรูปแบบที่หนึ่ง...” เธอบิดเอวยกดาบขึ้นระดับหัวไหล่
ถ้าพุ่งไปมันก็คงป้องกันได้อีกเหมือนเดิม ถ้างั้นลองแบบนี้หน่อยสิ
“[เส้นทางเปล่าเปลี่ยว]” เธอขว้างดาบเข้าไปแทนซึ่งมันเร็วมากพอให้มังกรยกปีกมากันไม่ทันและดาบเทพทมิฬก็ทะลวงเข้าที่คอของมันได้สำเร็จแต่มันก็ยังไม่ตายทันที
นิดเดียวเองแท้ ๆ เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีก็คงทำได้หมอบคลานเท่านั้น เธอร่วงลงกระแทกพื้นดินทั้งอย่างนั้นได้แต่มองดูมังกรกำลังร้องครวญครางทรมานแต่ขณะที่กำลังจะยิ้มโล่งใจเพราะคิดว่ามันกำลังจะตาย เจ้ามังกรตัวนั้นก็ดันดิ้นรนเฮือกสุดท้ายตะเกียกตะกายเข้ามาจะขย้ำตัวเธอ
“ไอ้เวรเอ๊ย !” ฟรานคลานไปหาดาบเล่มนั้นที่ปักอยู่ตรงหน้าโดยที่เห็นมังกรกำลังเข้ามาใกล้ทุกวินาที ทั้งสองต่างก็ใช้แรงเฮือกสุดท้ายเพื่อมีชีวิตรอดและเธอก็ได้จับเล่มนั้นก่อน
[ต้องการใช้พลังงานที่สะสมไว้หรือไม่?]
บัญชาพระเจ้าส่งมาถึงเธอทันทีที่ได้จับมัน
“ใช้ก็ใช้สิ” ทันใดนั้นทั้งมานาและพลังชีวิตก็ได้เติมเต็มทำให้มีแรงกลับมาอีกครั้ง
มังกรสีแดงตัวนั้นยกกรงเล็บกำลังจะฟาดฟันใส่ฟรานแต่เธอก็ไม่รอช้ายกดาบเล่มนั้นขึ้นมาในท่าเตรียม
เธอตั้งสมาธิถึงจุดสูงสุดเพื่อหลบกรงเล็บพวกนั้นในจังหวะที่พอดี จากนั้นจึงวิ่งตรงไปหามันทั้งอย่างนั้นและกระโดดฟันคอที่เป็นรูนั่นให้ขาดสะบั้นเสียที
เสียงเชียร์ฮือฮาดังกระหึ่มยิ่งกว่าสนามฟุตบอลโลก ความเป็นความตายที่เธอได้เผชิญคือสิ่งเดียวที่เธอยังไม่เคยได้สัมผัสและมันจะเป็นแรงผลักดันให้ตนเองพัฒนาแบบก้าวกระโดดเพื่อความอยู่รอด
“สุดยอดเลยแม่หนู !”
แม้จะมีคำชมมากมายแต่ก็ไม่มีคำไหนที่เข้าหูของฟรานเลยสักคำ ความโล่งอกโล่งใจที่ได้พักผ่อนหายใจเต็มปอดถึงกับนอนราบเหม่อมองท้องฟ้าต่อให้จะมีมอนสเตอร์โผล่มาจากประตูอีกก็คงตายได้อย่างสมเกียรติแล้ว
ประตูยักษ์เปิดออกอีกครั้งแต่อีกด้านหนึ่งกลับเป็นห้องขังที่เหล่าผู้ท้าชิงนั่งรออยู่เงียบ ๆ
“แสงสว่าง !” กังวิ่งออกมาก่อนใครเพื่อรับแสงอาทิตย์และอิสรภาพทำอย่างกับเด็กที่โดนกักบริเวณได้ออกมาข้างนอก
“กิจัง !” สายตาของฟรานจับจ้องไปที่ซึฮากิเพียงคนเดียว และเมื่อเธอเลื่อนมองจนเห็นแขนของเขาทำให้เธอน้ำตาไหลซึมออกมาทันที
“นี่มัน...”
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก” ซึฮากิตอบกลับก่อนที่ฟรานจะถามจบเสียด้วยซ้ำ
หญิงสาวผู้เหนื่อยล้าวิ่งเข้ามาโอบกอดซึฮากิหวังปลอบใจเรื่องแขน ชายหนุ่มผู้มีแววตาเรียบนิ่งเลื่อนมือขึ้นมารับกอดจากฟรานโดยไม่ปริปากพูดอะไร
"ถ้าออกจากดันเจี้ยนได้ไวก็ยิ่งดี แขนที่ขาดก็ตัดให้เรียบเนียนแล้วจึงต่อได้ไม่ยากเท่าไร"
“หา? แขนนี่ไม่ได้โดนมอนสเตอร์จู่โจมเหรอ?” ฟรานถาม
“ฉันตัดเอง มันเป็นเงื่อนไขของดันเจี้ยนก็เลยเลี่ยงไม่ได้”
[ผู้ท้าชิงที่มีชีวิตรอดทั้งหมดได้แก่ ฟราน เลสเทีย, สเตล่า แอสซิน, ซึฮากิ ฮลาฟกาด, มิโกะ มาธุรา, โยฮัน โจเซฟ, กัง ฟางซิน, ชุน ลี่จู, เป่า ซีซวน]
โยฮันแสยะยิ้มเหลือบมองหน้าสเตล่าขณะที่เธอพยายามหลบสายตา
“นี่เรารอดแล้วใช่ไหม?” ยูกิกวาดสายตามองผู้คนบนอัฒจันทร์พร้อมกับโบกไม้โบกมือรู้สึกสนุกกว่าใคร
“ก็อาจจะ” ซึฮากิยังคงมองไปที่ประตูยักษ์กลัวว่าจะมีมอนสเตอร์โผล่มาอีก
[หลังจากนี้จะทำการจ่ายรางวัลสำหรับทุกคนที่มีส่วนร่วมและรางวัลใหญ่ก็คือดาบที่ใช้ปิดฉากมังกรได้อย่างสวยงาม เหล่าผู้ชมที่ได้เป็นสักขีพยานจงประกาศต่อไปให้ผู้คนได้รับรู้ ว่าผู้ท้าชิงเหล่านี้สมควรได้รับการยกย่องหรือไม่? หรือเป็นเพียงความแข็งแกร่งที่หาได้ทั่วไปจนเอียนกันแน่?]
“โห่ ! คนอื่นจะได้รับรู้การต่อสู้อันดุเดือดพวกนั้นสินะ ข้าบอกชื่อเสียงเรียงนามไว้ด้วยก็ดีเหมือนกันนะเนี่ย” กังยิ้มฉีกกว้างจนคนเขาหาว่าบ้า
[ขอให้ทุกคนโชคดี]
ก่อนที่กังจะได้ประกาศชื่อพวกเขาก็โดนเคลื่อนย้ายกลับไปที่เดิมเสียแล้ว เวลาเดียวกันนั้นก็มีประตูยักษ์อีกบานเปิดกว้างเผยให้เห็นเมืองที่อยู่อีกฟาก
“ดูเหมือนเรื่องจะจบได้ด้วยดีนะ” มิโกะก้าวออกไปก่อนใครจึงเห็นชาวเมืองและผู้คนจากสำนักกำลังกระจายกันออกไปคนละทิศทาง
“พวกเราก็ไปกันเถอะ” ยูกิเดินนำไปก่อนตามมาด้วยผู้ท้าชิงคนอื่น ๆ
“ดาบที่เป็นรางวัลก็คือเจ้านี่เองสินะ” ซึฮากิเฝ้ามองฟรานที่วิ่งไปเก็บดาบทั้งสองเล่มกลับมาแต่เหมือนดาบทั้งสองจะมีปฏิกิริยาตอบโต้กันเหมือนแม่เหล็กที่พยายามผลักขั้วเดียวกัน
ช่วงเวลานั้นซึฮากิก็สังเกตเห็นสเตล่ามองซ้ายขวาหวาดระแวง
“เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” ซึฮากิถาม
“อืม...ไม่เป็นอะไร” ทั้งสีหน้าและท่าทางช่างตรงข้ามกับคำตอบเสียเหลือเกิน ต่อให้เป็นเซนก็ต้องดูออกแน่ ๆ ว่ากำลังมีเรื่องกังวลใจ
“ไว้กลับบ้านฉันจะถามอีกที”
พวกเขาเกาะกลุ่มกันไว้และเดินออกมาจากดันเจี้ยน เมื่อทุกคนออกมาหมดประตูบานนั้นก็ปิดลงทันทีกลับกลายเป็นดันเจี้ยนธรรมดาเหมือนก่อนหน้านี้
“ท่านมิโกะ !” เจ้าสำนักเฉิงและคนอื่น ๆ ต่างก็เข้ามาทักทายด้วยความเคารพ
“กลับไปทำหน้าที่ของตนเองเสียเถอะ ข้าเห็นคนเสียชีวิตจำนวนมากซึ่งต้องมีการอธิบายและทำให้พวกเขาใจเย็น”
“ขอรับ” หลังจากกล่าวเช่นนั้นเธอก็เดินหาคนของสำนักของตนเองเพื่อตรวจสอบว่ามีใครเป็นอะไรหรือไม่
“กิ !” เซนกระโดดพุ่งเข้าใส่ซึฮากิแต่เขาก็เบี่ยงตัวหลบได้ทันทำให้เซนหน้าทิ่มลงพื้นแทน
“อย่างน้อยฉันก็ลงท่าสวยนะ” เซนยกนิ้วโป้งขึ้นมาขณะที่หัวยังจมดินอยู่
“เหอะ ๆ สวยตายแหละ” ยูกิหัวเราะในลำคอ
พวกเขาพากันแยกตัวออกไปที่โล่ง ๆ เพื่อเล่าสถานการณ์ของกันและกัน
“พวกนายเจอของโหดเลยนะเนี่ย ตอนแรกที่ได้ยินเสียงพระเจ้าก็ไม่คิดว่าจะเป็นพวกนายด้วยซ้ำ” เซนกำลังจินตนาการว่าตนเองได้เข้าไปต่อสู้ในโคลอสเซียม นึกถึงความทรหดเหมือนตอนที่ถูกขังในดันเจี้ยนบททดสอบแต่ก็ยังอยากเผชิญหน้ากับอะไรที่มันท้าทายเช่นนั้นอีก
“ว่าแต่นายกำลังทำอะไร?”
ซึฮากิใช้อุปกรณ์พยาบาลที่เตรียมไว้เอามาต่อแขนที่ขาดโดยใช้ร่างโคลนของตนเองช่วยกันคนละไม้คนละมือโดยที่คนอื่น ๆ ได้แต่ดูเท่านั้น
“โห่ นายไม่เจ็บเหรอ?” คานะถามและยังต้องส่ายหน้าเมื่อเห็นการต่อแขนสด ๆ
“เจ็บสิแต่ก็ไม่หนักมากหรอกเพราะพกยาชามาด้วย” ร่างโคลนของซึฮากิช่วยกันต่อแขนจนเสร็จแต่เขาก็จะใช้แขนข้างนั้นไม่ได้อีกนาน
“อยู่ที่นี่นี่เอง” หญิงสาวเผ่าจิ้งจอกเดินเข้ามาทักและยังเหลือบมองคิโนริตาไม่กะพริบ
“มีธุระอะไรเหรอครับ?” ซึฮากิถาม
“ข้าเอาหนังสือสัญญามาให้” เธอวางหนังสือสัญญาไว้และมองดูแขนที่ต่อเสร็จเรียบร้อยจนเกิดความสงสัย “ขอให้หายไว ๆ”
“ขอบคุณที่เป็นห่วงครับ”
“เอ่อ...” มังกี้กระโดดลงจากคอของเซนเพื่อเดินไปหามิโกะ
“มีอะไรหรือ?”
มังกี้มองดูแววตาอันโชกโชนราวกับจอมพลที่ผ่านสงครามมานานักต่อนัก เธอรวบรวมความกล้าเพื่อพูดคุยกับมิโกะเจ้าสำนักเทวาคารประทับ
“ท่านมิโกะใช่ไหมคะ?” มังกี้เอ่ยถามด้วยเสียงหรี่เบาอย่างกับกลัวโดนลงโทษ
“ก็ใช่ แล้วเจ้ามีเรื่องอะไร?”
“ขอคุยส่วนตัวได้ไหมคะ?”
มิโกะกวาดสายตามองรอบ ๆ จากนั้นจึงส่งสัญญาณให้พรรคพวกไม่ต้องตามไป
“เอาสิ ข้าก็อยากรู้ว่าเจ้าจะพูดเรื่องอะไร” ทั้งสองคนเดินแยกกันไปที่อื่นทิ้งไว้แค่ความสงสัยและสายตาที่เหล่าพรรคพวกของมิโกะคอยเขม่นใส่พวกซึฮากิ
“ถึงเจ้าจะมาจากต่างแดนแต่เหมือนรู้จักข้าดีเหมือนกันนะ หรือเจ้าจะเคยอยู่ที่นี่มาก่อน?”
“คุณยายของข้าเคยอยู่ที่นี่และเธอก็เล่าเรื่องหลาย ๆ อย่างให้ฟังเช่นกัน”
“ลูกหลานเผ่าวานรสินะ หรือเรื่องที่อยากพูดก็คือสถานที่ที่เหล่าบรรพบุรุษอาศัยอยู่”
“นั่นก็ส่วนหนึ่งแต่เรื่องสำคัญอีกเรื่องก็คือคิโนริ ข้าเคยคุยกับพ่อแม่ของเธอก่อนที่พวกเขาจะหายสาบสูญไป พวกเขาบอกว่าถ้าหากเป็นไปได้ให้พาคิโนริไปหามิโกะแห่งสำนักเทวาคารประทับ”
มิโกะยืนคิดอยู่พักหนึ่งทำให้นึกถึงคนคนหนึ่งขึ้นมา
“เป็นอย่างนี้เองสินะ ตอนแรกก็สงสัยว่าทำไมเจ้าเด็กนั่นถึงมีรูปร่างหน้าตาแบบนั้น...ที่แท้ก็เป็นลูกสาวของเจ้านั่นนี่เอง” เธอแสยะยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวแถมยังจ้องมังกี้ตาเขม็ง
“พวกเขาก็ไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังเท่าไรข้าก็เลยไม่ค่อยรู้เรื่องนัก แต่หน้าตอนที่พวกเขาพูดถึงท่านมิโกะดูมีความเกรงอกเกรงใจเป็นอย่างมากแถมยัง...ดูเศร้าอีกด้วย”
“เหอะ ๆ เจ้าพวกนั้นคงรู้ซึ้งว่าโลกความจริงมันเป็นอย่างไรแล้ว เด็กคนนั้นชื่อคิโนริใช่หรือไม่?”
“ใช่ค่ะ...เจี๊ยก” มังกี้พยักหน้าตอบ
“ถ้าพร้อมเมื่อไรก็พาคิโนริมาหาข้าที่สำนัก ข้าจะต้อนรับเป็นอย่างดีเลย” พูดจบพวกเธอก็กลับมารวมกลุ่มกับคนอื่น ๆ ที่เอาแต่จ้องหน้าไม่กินเส้นกันเสียเท่าไร
พวกเธอกลับไปโดยไม่บอกลาสักคำเอาแต่กลับจ้องมองคิโนริด้วยความสงสัยและจากไปทั้งอย่างนั้น
“พี่กิ ป้าคนนั้นจ้องหนูไม่หยุดเลย” คิโนริเกาะขาซึฮากิและแอบอยู่ด้านหลังเพราะกลัวสายตาแปลก ๆ จากมิโกะ
“เธอไม่ทำอะไรพวกเธอหรอก ถ้าไม่เชื่อก็ลองถามมังกี้ดูสิ”
คิโนริสบตากับมังกี้แม้จะไม่เอ่ยปากสักคำแต่เธอก็รู้ว่าต้องตอบอะไร
“แน่นอน...เจี๊ยก”
หลังจากที่ทุกอย่างอยู่ในความสงบก็เหลือแต่การบูรณะทุกอย่างขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะการเยียวยาจิตใจผู้สูญเสียทุกคน งานประลองประจำปีที่สืบทอดกันมาเป็นร้อยปีกลับพังพินาศเพราะปรากฏการณ์ดันเจี้ยนซ้อน มีคนใหญ่คนโตเข้ามารับชมและได้รับผลกระทบไปด้วยนั่นยิ่งทำให้ชื่อเสียงแย่ ๆ กระจายออกไปอีก
ขณะเดียวกันซึฮากิก็พักผ่อนอยู่ในห้องที่ทางสำนักศาสตร์นักสู้จัดไว้ให้
รางวัลที่ได้ก็ไม่เห็นมีอะไรเลย หรือว่ามันจะเป็นสเตตัสพวกนี้ ซึฮากินั่งมองสเตตัสที่เปลี่ยนไปหลังจากออกมาจากดันเจี้ยน
สเตตัสเหมือนถูกจัดสรรใหม่พร้อม ๆ กับเพิ่มเลเวลให้เหมาะสม แล้วคนอื่นจะเหมือนเราไหมนะ
“กิ ! กินข้าวกันดีกว่า” เซนเคาะประตูเรียกเสียงดัง
“กำลังไป” เขาตอบกลับสั้น ๆ และพากันไปที่ห้องอาหารซึ่งมีเพื่อน ๆ และกังอยู่ด้วย
เซนกับกังสนิทกันไวยิ่งกว่ารอสีแห้งด้วยซ้ำ พวกเขามีเป้าหมายและลักษณะนิสัยที่คล้ายกันจนน่าตกใจแถมยังคุยกันถูกปากถูกคอเสียด้วย
“อร่อย...สุดยอดเลย” กังพูดขณะที่เคี้ยวอาหารไปด้วยแต่ด้วยสีหน้าปลื้มปริ่มมันทำให้ยูกิยิ้มภูมิใจ
“ของมันแน่อยู่แล้ว ข้าเป็นคนทำมื้อนี้ด้วยตัวเองเลยนะ”
ขณะที่กำลังสนุกกับมื้ออาหารก็มีใครบางคนเปิดประตูเข้ามาขัดกลางคัน
“ว้าว กำลังกินอาหารกันอยู่นี่เอง ถ้าอย่างนั้นข้าขอร่วมโต๊ะด้วยได้หรือไม่?” เจ้าสำนักเฉิงและอาจารย์หลายคนจ้องมองอาหารบนโต๊ะและสูดกลิ่นที่โชยออกมาพากันน้ำลายไหล
“มาสิลุง ข้าขอใช้ของในครัวทั้งหมดเลยได้ไหม?”
เฉิงหัวเราะในลำคอชอบในความกระตือรือร้น “ตามสบายเลยแม่หนู”
เมื่อยูกิได้ยินเช่นนั้นเขาก็กลับเข้าไปในครัวเพื่อเริ่มทำอาหารมื้อใหญ่เพิ่ม ระหว่างนั้นเหล่าอาจารย์ก็ได้ลิ้มรสชาติอาหารจากวัตถุดิบที่กินประจำแต่ครั้งนี้มันกลับแตกต่างจนคาดไม่ถึง
“นี่มันใช้เต้าหู้ที่เราเคยกินแน่หรือ?” อาจารย์คนหนึ่งอุทานออกมาทันทีหลังจากกินหมดไปหนึ่งจานแล้ว
“กลิ่นมันช่างหอมหวนยิ่งกว่าสวนดอกไม้ รสสัมผัสนุ่มนิ่มราวกับได้นอนบนปุยเมฆและยัง...อร่อยจนบอกไม่ถูกเลย”
ยูกิเดินเข้ามาพร้อมกับอาหารจานยักษ์
“ขอนำเสนอเมนูแหวกหญ้าให้คนตื่น”
พวกเขาถึงกับนั่งนิ่งไปไม่ถูกเพราะชื่อเมนู
“ล้อเล่น ๆ ทั้งหมดจะมีสามเมนูที่ทำใหม่ก็คือ ผัดเส้น ไก่เปา หมูเปรี้ยวหวานและเสิร์ฟพร้อมข้าวร้อน ๆ”
เมื่ออาหารทั้งหมดวางลงบนโต๊ะพวกเขาก็ได้นั่งกินอาหารร่วมกันอย่างสนิทสนมไม่ได้สนฐานะใด ๆ สิ่งเดียวที่สนใจก็คืออาหารตรงหน้าเท่านั้น
“สุดยอดเลย ข้าไม่ได้กินของอร่อยแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ” เจ้าสำนักเฉิงสูดหายใจเต็มปอดมองดูพุงที่ยื่นออกมา