อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 57 ความวิตกกังวลของมาร์ควิส

            ลิลิธพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า

            “ก็ตั้งแต่นังเด็กนั่นได้ขึ้นมาป็นเจ้าหญิงพี่กับเธอก็แทบไม่ใช้เวลาร่วมกันเลยนี่นะจริงมั้ย”

            ไม่ต้องบอกเออร์วินก็รู้ว่านังเด็กนั่นที่ลิลิธพูดถึงก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นเรเชลน้องสาวต่างมารดา เออร์วินรู้สึกสงสัยมาตลอดว่าทำไมพี่สาวและน้องสาวของเขาต่างก็ไม่ค่อยถูกกันนัก

            “จะเดทกันก็ได้หรอกครับแต่ผมไม่คิดว่าเมืองไพร์ล็อกจะมีสถานที่ที่ท่านพี่อยากจะเดทหรอกนะครับ”

            “ใครบอกกับเธอว่าเราจะเดทกันที่เมืองไพร์ล็อก”

            “เอ๊ะ?”

             

            คฤหาสน์ของมาร์ควิสเฟลิกซ์

            หลังจากที่เขากลับมาจากพระราชวังเมื่อวานเย็นสีหน้าของมาร์ควิสก็เต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม เดิมทีเขาเข้าใจว่าเขาถูกวางยาพิษไว้ในชาซึ่งองค์ราชินีก็ยังไม่ได้ให้ยาถอนพิษกับเขา และเมื่อเขากลับมาที่คฤหาสน์ก็เรียกแพทย์มาดูอาการเผื่อเราสามารถถอนพิษให้เขาได้ เขาว่าเมื่อแพทย์ใช้เวทย์มนต์ตรวจสอบพิษในร่างกลับพบว่าร่างกายเขาไม่ได้ถูกพิษ โยมทีเขายังคิดว่าเป็นผลตรวจผิดพลาดจึงให้แพทย์คนนั้นใช้เวทมนต์ตรวจสอบพิษอีกรอบผลก็ยังคงเป็นเช่นเดิม และไม่ว่าจะตัวไปกี่ครั้งผลก็ยังออกมาเป็นเช่นเดิมว่าร่างกายเขาไม่ได้ถูกพิษ

            ขณะที่เขากำลังสับสนอยู่นั้นแพทย์ที่มาตรวจก็เสนอให้รอตรวจหาสิ่งแปลกปลอมในร่างกายเขาดู ซึ่งมาร์ควิสก็ตอบตกลงและเมื่อแพทย์เริ่มตรวจกลับต้องตกตะลึง เมื่อพบว่าหัวใจของมาร์ควิสมีเถาวันหนามสีทองพันอยู่ มาร์ควิสรู้สึกหวาดกลัวจนแทบลมจับเขาไม่รู้ว่าสิ่งนี้คืออะไรและมันจะส่งผลอย่างไรในอนาคต คืนนี้ทั้งคืนเขารู้สึกหวาดกลัวและกังวลจนนอนไม่หลับ ไม่มีกะจิตกะใจที่จะเรียกสาวใช้สักคนมาปรนนิบัติบนเตียงหรือไปหาความสุขกับฟาราห์ลูกสาวบุญธรรม

            พอมาตอนเช้าเขาก็ไม่มีกะจิตกะใจจะทานอะไรทั้งสิ้นแม้จะผ่านไปแค่หนึ่งคืนแต่ตัวเขาก็ดูจะชราลงไม่น้อย ส่วนลูกชายของเขาฟินน์เขาก็ได้แต่สั่งให้กักบริเวณอยู่แต่ในห้องไม่ให้ออกไปไหนโดยเขาได้สั่งให้สาวใช้ผลัดกันทำหน้าที่เข้าไปปรนนิบัติลูกชายที่ห้องนอน

            ขณะที่มาร์ควิสนั่งกลัดกลุ้มกังวลในห้องนั่งเล่นคนเดียวอยู่นั้นฟาราห์ก็เดินมายืนที่ด้านหลังเขา วางฝ่ามือลงบนไหล่ทั้งสองของมาร์ควิสแล้วเริ่มนวดเบาๆ จนมาร์ควิสเริ่มรู้สึกผ่อนคลายเล็กน้อย

            “พ่อบุญธรรมข้ารู้เรื่องที่หัวใจของท่านถูกเถาวัลย์หนามมัดแล้ว” ฟาราห์เว้นไปพักหนึ่งมือที่นวดบ่าของเธอก็หยุดนิ่งก่อนจะพูดด้วยความรู้สึกผิดว่า “เป็นความผิดของข้าเองพ่อบุญธรรมที่ข้าไม่ห้ามฟินน์ทั้งยังสนับสนุนเขาอีก”

            มาร์ควิสเฟลิกซ์ส่ายหน้าช้าๆ

            “ไม่ใช่ความผิดของเจ้าหรอกหากจะโทษก็ควรจะโทษข้าที่ไม่ได้อธิบายอะไรให้เจ้าได้รู้เลยเลยไม่อย่างนั้นเจ้าคงห้ามน้องชายของเจ้าได้ และต้องโทษที่ข้าตามใจเจ้าลูกชายคนนั้นมากเกินไป”

            ฟาราห์พูดด้วยน้ำเสียงปลอบโยนว่า

            “ท่านก็แค่เป็นพ่อที่รักลูกชายของตนก็เท่านั้นและข้าไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องที่ผิด” ในใจของฟาราห์รู้สึกสงสัยว่าเรื่องอะไรที่มาร์ควิสพูดว่าเสียดายที่ไม่ได้บอกเธอแต่เธอเลือกที่จะเงียบเว้นแต่เขาจะบอกเธอ

            คล้ายเดาได้ว่าลูกสาวบุญธรรมคนนี้คิดอะไรอยู่มาร์ควิสเฟลิกซ์จึงบอกว่า

            “ฟาราห์เจ้าคงรู้เรื่องที่พ่อกับพวกขุนนางร่วมกันเสนอให้สร้างโรงพยาบาลกับโรเรียนสำหรับสามัญชนใช่ไหม”

            ฟาราห์พยักหน้าตอนที่เธอรู้เรื่องนี้เธอก็สงสัยอยู่เต็มอก เธอรู้ดียิ่งกว่าใครว่าพ่อบุญธรรมของเธอไม่ได้เป็นคนที่คิดจะทำอะไรเช่นนี้ เว้นแต่จะเอาความตายเมาขู่ไม่อย่างนั้นเขาไม่มีทางทำแบบนี้เด็ดขาด

            “ความจริงแล้วพวกเราต่างถูกข่มขู่”

            ฟาราห์หรี่ตาลงทันทีแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมาเธอสงสัยว่าใครกันที่มันบังอาจมาข่มขู่พ่อบุญธรรมของเธอ มาร์ควิสเฟลิกซ์พูดต่อว่า

            “เมื่อราวๆ สองสัปดาห์ก่อนขณะที่พ่อกำลังนั่งนับนับเงินที่ได้จากการจ่าย่สวยของพวกพ่อค้าที่มาค้าขายที่เมืองนี้ เจ้าชายขยะนั่นก็เปิดประตูห้องเข้ามา”

            ได้ฟังตรงนี้ฟาราห์ก็ขมวดคิ้วถามว่า

            “เปิดประตูห้อง? ปกติพ่อบุญธรรมจะปิดประตูมิดชิดเสมอในตอนที่ทำเรื่องเกี่ยวกับเงินไม่ใช่เหรอ”

            มาร์ควิสพยักหน้าก่อนจะพูดว่า

            “ถูกของเจ้าเรื่องนี้ข้าเองก็สงสัยอยู่เหมือนกัน แต่บางทีวันนั้นข้าเองก็อาจจะลืมก็ได้เพราะข้าเองก็แก่แล้ว”

            “ท่านพ่อยังไม่แก่ขนาดนั้นหรอกค่ะ” ฟาราห์กล่าวปลอบแต่ในใจของเธอรู้สึกได้ว่าเรื่องไม่ง่ายอย่างนี้แน่ เธอรู้นิสัยของพ่อบุญธรรมดีว่าทั้งโลภมากกักขฬะมักมากในกามคุณ  คนแบบนี้ไม่มีทางลืมปิดประตูขณะที่ทำธุระเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ เด็ดขาด แสดงว่าเรื่องนี้ต้องมีความนัยอื่น

            มาควิสอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินฟาราห์กล่าวแต่เขายังพูดว่า

            “ถึงเป็นแค่คำปลอบโยนแต่ข้าก็ดีใจที่เจ้าพูดเช่นนี้”

            ฟาราห์เริ่มบีบบ่าของมาร์ควิสอีกครั้งอีกครั้ง

            “ไม่ได้ปลอบใจหรอกนะคะเพราะหากท่านพ่อบุญธรรมชราภาพจริง เหตุไฉนจึงเล่นเอาซะลูกลุกไม่ขึ้นเลยล่ะคะ”

            ได้ยินเช่นนั้นมาร์ควิสก็เผยรอยยิ้มออกมาเขารู้สึกผ่อนคลายขึ้นมากก่อนจะเล่าต่อว่า

            “เจ้าชายขยะนั่นโผล่มาก็พูดไม่หยุดทว่าสิ่งที่มันพูดนั้นกลับเป็นความผิดของพ่อทั้งสิ้น ทั้งยักยอกเงินภาษีเก็บส่วยเกินจริงหรือบางครั้งก็รับใต้โต๊ะเพื่อรายงานประเภทสินค้าที่มาขายไม่ตรงความจริงทำให้พ่อค้าสามารถขายสินค้าที่ควรจะเสียภาษีสูงแต่กลับจ่ายภาษีแค่นิดเดียว เจ้าชายขยะสาธยายไม่หยุดทั้งมันยังรู้ด้วยว่าพ่อโกยสินทรัพย์จนกลายเป็นมั่งคั่งจากการทำสิ่งเหล่านี้ แล้วจากนั้นมันก็พูดทำนองว่าพ่อเป็นคนดีคิดจะทำเพื่อสังคมจึงหาสินทรัพย์มากมานเพื่อมาสร้างโรงเรียนให้กับสามัญชน”

            ฟาราห์ที่ได้ฟังก็เข้าใจได้ทันทีว่าทำไมพ่อบุญธรรมถึงทำสิ่งที่ไม่สมกับเป็นตัวเขาเอง แต่การที่คนที่ทำให้เขาทำแบบนั้นกลับเป็นเจ้าชายขยะทำให้ฟาราห์รู้สึกสงสัยขึ้นมา

            “จากนั้นหนึ่งวัน ดอน โกเบอร์ ก็โดนฆ่าแถมพวกคนคุ้มกันคนอื่นๆ ก็ถูกฆ่ายกคฤหาสน์ เจ้าก็รู้ว่าทั้งข้าและเจ้าลุกชายนั่นต่างก็อยากเสพสมกับพวกเผ่ามารหูสัตว์มานานแล้ว ในตอนที่พ่อรู้ว่าดอน โกเบอร์มันถูกฆ่าตายพ่อบากหน้าไปหาเจ้าเรห์นวาร์ดหวังว่ามันจะแบ่งมาให้สักตัว แต่ปรากฏว่าทาสเผ่ามารหูสัตว์ทั้งสามนั้นกลับหายไปโดยไร้ร่องรอย ตอนแรกข้าไม่เชื่อแต่เจ้าเรห์นวาร์ดนั้นไม่คล้ายพูดโกหกทั้งยังดูหวาดกลัวอะไรสักอย่าง พ่อนึกถึงเรื่องที่มันมาหาพ่อแล้วใช้ความผิดของพ่อบีบให้สร้างโรงเรียนให้จึงได้ถามเจ้าเรห์นวาร์ดว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเจ้าชายขยะหรือไม่ ฟาราห์เจ้ารู้มั้ยว่าเจ้าเรห์นวาร์ดนั่นตอบว่ายังไง”

            ฟาราห์ยังคงเงียบไม่ตอบคำแต่มือของเธอยังคงบีบบ่าของมาร์ควิสช้าๆ มาร์ควิสพูดต่อว่า

            “มันตอบว่าให้พ่อไปลองถามเจ้าชายขยะนั่นดู แม้ว่ามันจะไมได้ตอบว่าใช่แต่มันก็ไม่ปฏิเสธ พ่อเคยลองคิดเรื่องนี้หลายรอบแล้วพ่อมั่นใจว่าที่เจ้าชายขยะนั่นทำจะต้องมีคนยุยุงหรือเสี้ยมแน่ ถึงพ่อไม่รู้ว่าเป็นใครแต่ก็พอมีคนที่สงสัยไว้อยู่ ทว่าหากคนที่ยุยงนั่นมีส่วนเกี่ยวข้องกับคนที่สามารถฆ่าล้างคฤหาสน์ของดอน โกเบอร์ล่ะก็...”

            มาร์ควิสเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะพูดต่อว่า

            “ถึงพ่อจะไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์นักแต่พ่อก็ไม่คิดจะเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงเด็กขาด ตอนที่พ่อคิดได้แบบนี้จึงตัดใจจากพวกทาสเผ่ามารหูสัตว์ แต่ร้อยไม่คิดพันไม่คิดกลับเป็นเจ้าลูกชายตัวดีนั่นก็ปัญหาและเด็กสาวเผ่ามารหูสัตว์พวกนั้นก็เป็นไปตามที่ข้าคาด พวกนางอยู่ในวังจริงๆ ข้ารู้สึกว่าบางทีพวกราชวงศ์อาจจะต้องการลงดาบกับพวกเราจริงๆ ไม่เช่นนั้นเจ้าชายขยะนั่นคงไม่โผล่มาบีบให้ทำเรื่องแปลกที่ไม่เป็นผลดีกับใครแบบนี้หรอก เห็นได้ชัดว่าต้องการหยั่งเชิงว่าพวกเราจะยังอยู่ในโอวาสหรือเปล่า”

            “พ่อบุญธรรมสงสัยว่าคนที่อยู่เบื้องหลังการบีบให้สร้างโรงเรียนกับโรงพยาบาลคือพระราชา”

            “นอกจากคนนี้แล้วพ่อก็คิดไม่ออก”

            “พ่อบุญธรรมกังวลว่าเรื่องในครั้งนี้อาจทำให้ท่านโดนลงดาบเป็นคนแรก”

            มาร์ควิสเฟลิกซ์ไม่ตอบทว่าฟาราห์กลับยิ้มมออกมา

            “ลูกว่าเรื่องนี้พ่อบุญธรรมไม่ต้องกังวลไปหรอก หากพวกเขาต้องการลงดาบกับพ่อจริงๆ พ่อบุญธรรมคงไม่ได้มีนั่งอยู่แบบนี้หรอก”

            คำพูดของฟาราห์ทำให้มาร์ควิสเหลียวหลังไปมองฟาราห์แต่ดันพบเห็นแต่อบตูมตั้งของเธอ

            “เจ้าว่าอะไร?”

            ฟาราห์ยิ้มแล้วพูดว่า

            “หากความกังวลของพ่อเป็นความจริง สิ่งที่พวกเขาจะทำก็คือการเชือดพ่อบุญธรรมเพื่อโชว์ให้พวกขุนนางคนอื่นๆ เห็นว่าครั้งนี้ราชวงศ์เอาจริง แต่การที่ท่านพ่ออยู่นี้คาดว่าเขาคงแค่ต้องการเตือนพ่อบุญธรรมเท่านั้นว่าอย่าให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก”

            มาร์ควิสเฟลิกซ์นิ่งงันไปทันทีคล้ายกับว่าค้นพบอะไรบางอย่าง เมื่อวานนี้เขาต้องทุกข์ทรมานเพราะเถาวัลหนามที่หัวใจต้องสองรอบ ทั้งสอบรอบนี้ถ้ามันยังคงรัดต่อไปไม่หยุดเขาก็คงตายไปแล้ว แต่การที่เขายังอยู่แบบนี้ก็แปลว่าองค์ราชินีไม่ได้ประสงค์จะเอาชีวิตเขา มาร์ควิสรู้สึกมีความหวังขึ้นมาทันที ฟาราห์พูดต่อไปอีกว่า

            “และลูกยังคิดว่านี่ก็เป็นเรื่องดีอีกอย่าง ที่พ่อบุญธรรมจะได้ใช้โอกาสนี้เข้าร่วมกับฝ่ายพระราชา”

            มาร์ควิสไม่พูดแทรกปล่อยให้ฟาราห์พูดต่อไป แม้ว่าลูกสาวบุญธรรมของเขานี้จะมีพลังเวทย์ที่ไม่ธรรมดา แต่สิ่งที่นางไม่เคยสร้างความผิดหวังให้เขาเลยก็คือสติปัญญา

            “กิลเบิร์ตลูกชายของลอร์ดอาร์เทมิสต้องการจะเข้าพิธีเษกสมรสกับเจ้าหญิงจนตัวสั่น ลูกต้องการจะเตือนท่านพ่อมานานแล้วว่าให้คอยระวังลอร์ดอาร์เทมิสไว้ เพราะคนอย่างลอร์ดอาร์เทมิสถ้าลูกชายได้ขึ้นมาเป็นพระราชาเมื่อไหร่อสิ่งแรกที่เขาจะทำก็คือสะกดพ่อบุญธรรมให้อยู่ใต้อำนาจเขา แต่เพราะเห็นพ่อบุญธรรมอยู่ฝ่ายเดียวกับเขาลูกจึงไม่สะดวกที่จะพูด”

            มาร์ควิสเพียงฟังอยู่เงียบๆไม่ได้โต้แย้งอะไรลูกสาวบุญธรรม

            “จากเรื่องเมื่อวานจะต้องถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมามีการทวงบุญคุณจากพ่อบุญธรรมแน่ และลูกมั่นใจว่าคงไม่พ้นให้พ่อบุญธรรมช่วยสนับสนุนให้กิลเบิร์ตได้เข้าพิธีเษกสมรสกับเจ้าหญิงแน่”

            มาร์ควิสคิดถึงเรื่องเมื่อวานแม้ว่าเขาจะรู้สึกขอบคุณการปรากฏตัวของกิลเบิร์ตที่ช่วยหาทางลงให้เขาไม่ต้องทำลายความเชื่อใจที่ลูกน้องมีต่อตน แต่หากว่าอีกฝ่ายคิดจะใช้เรื่องนี้เพื่อให้เขาช่วยสนับสนุนเพื่อได้ขึ้นนั่งบัลลังก์ล่ะก็เขาเองก็ไม่ยอมเช่นกัน เกี่ยวกับนิสัยของลอร์ดอาร์เทมิสนี้เขาเองก็พอจะรู้แต่ติดที่ว่าดันแป็นขุนนางฝ่ายเดียวกัน และเจ้าลูกชายเจ้าปัญหาของเขาก็ทำให้เขาหมดหวังที่จะได้เกี่ยวดองกับทางราชวงศ์ หากให้เขาได้แต่ยืนมองลูกชายของลอร์ดอาร์เทมิสได้ขึ้นเป็นราชาล่ะก็แน่นอนว่าเขาต้องไม่ยินยอม มาร์ควิสเฟลิกซ์ถามลุกสาวบุญธรรมว่า

            “แล้วลูกเห็นว่าพ่อควรทำยังไงดี”

            ฟาราห์ยิ้มโดยไม่พูดไม่จาแต่โน้มตัวลงสอดแขนของรอกใต้รักแร้ของมาร์ควิสแล้วล้วงเข้าไปในเป้ากางเกงของพ่อบุญธรรม มือของเธอทำอะไรบางอย่างอยู่ในร่มผ้าในขณะที่มาร์ควิสเริ่มแสดงสีหน้าพึงพอใจ

            “เรื่องนี้ต้องขอบคุณองค์ราชินีเอลิเซียที่ทำให้ท่านพ่อมีเหตุผลในการย้ายไปอยู่ฝั่งเดียวกับพระราชาโดยไม่ไต้องแตกหักกับลอร์ดอาร์เทมิสทันที เพราะพ่อบุญธรรมสามารถใช้เถาวัลที่หัวใจอ้างว่าได้ว่าทีทำไปเพราะไม่มีทางเลือก แล้วจากนั้น...”

            ฟาราห์พูดถึงตรงนี้ก็เดินมายืนตรงหน้ามาร์ควิสแล้วคุกเข่าลงตรงหน้าเขาก่อนจะใช้มือดึงกางเกงลงมาจนเผยให้เห็นแก่นกายทีแข็งชูชัน ฟาราห์ใช้ลิ้นลากจากโคลนแก่นกายขึ้นไปยังปลายก่อนจะพูดว่า

            “ท่านพ่อก็ใช้การกระทำทุกอย่างบ่งบอกถึงความจงรักภักดีต่อพระราชาและพวกราชวงศ์คนอื่นๆ โดยเฉพาะเจ้าชายขยะนั่น ในทางกลับกันก็คอยเตะลากถ่วงการผลักดันของลอร์ดอาร์เทมิสไปเรื่อยๆ จนเจ้าหญิงมีพระชนมายุได้ 16 เมื่อไรก็ถือว่าทำสำเร็จ

            มาร์ควิสเฟลิกซ์หรี่ตามองลูกสาวบุญธรรมของตน

            “เจ้านี่ร้ายกาจยิ่งนัก”

            ฟาราห์ยิ้มให้มาร์ควิสพลางใช้ปลายนิ้วลูบไล้แก่นกายไปมา

            “แต่พ่อบุญธรรมร้ายกาจกว่า ลูกบอกแล้วว่าพ่อยังไม่ชรา”

            พูดจบฟาราห์ทำการเป่าขลุ่ยให้มารควิสจนเขาแสดงสีหน้าเคลิบเคลิ้มผิดกับตอนที่ยังคงวิตกกังวลราวกับคนละคน

             

            จากเมืองไพร์ล็อกเยื้องไปทางทิศตะวันออกเป็นตำแหน่งที่ตั้งของเมืองริเวอร์วิวซึ่งเป็นเมืองชายแดนของอาณาจักรเซลเวเรีย พื้นที่แถบนี้เต็มไปด้วยป่ารกชักมีหุบเขาและถ้ำอยู่มากมาย มอนสเตอร์ที่พบได้บ่อยนอกจากสไลม์ ก็เป็นสัตว์ที่กลายพันธุ์ไปเพราะพลังเวทย์ เช่นเสือโคร่งที่มีเขามองออกมาพร้อมปล่อยสายฟ้าออกจากเขาได้ เจอนกอินทรีย์ยักษ์ที่สามารถสร้างลมพายุได้จากการกระพือปีก ทำกลางป่าที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่เถาวัลย์เลี้ยวเคี้ยวคดมีบึงขนาดใหญ่ที่ไกลสุดลูกหูลูกตา สายฟ้าเส้นหนึ่งเพิ่งลงมาที่ริมตลิ่งก่อให้เกิดเสียงดังกัมปนาท

            “เปรี้ยง!!!”

            ฝุ่นฟุ้งตลบอบอวลสัตว์ป่าในระแวกนั้นต่างพากันวิ่งหนีหายกระเจิดกระเจิง เมื่อฝุ่นเริ่มจางหายก็ปรากฏร่างของลิลิธที่กำลังอุ้มเออร์วินในในท่าอุ้มเจ้าสาว สีหน้าของลิลิธที่บ่งบอกว่าสิ่งที่เธอทำนั้นเป็นเรื่องปกติขัดแย้งกับสีหน้าเขาน้องชายที่ยังดูช็อคอยู่

            ก่อนหน้านี้ไม่กี่นาทีหลังจากที่เออร์วินถามว่าแล้วเราจะไปเดทกันที่ไหน ลิลิธก็หิ้วคอเขาแล้วเดินออกไปยืนหน้าบ้าน ขณะที่เออร์วินยังรู้สึกมึนงงลิลิธก็จับเขาอุ้มในท่าอุ้มเจ้าสาวพร้อมกับกระแสไฟฟ้าที่ปรากฏขึ้นรอบตัว ความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นในหัวของเขาเออร์วินขนลุกซู่ไปทั้งตัวแต่ไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไร ร่างของทั้งคู่ก็ถูกห่อหุ้มด้วยสายฟ้าแล้วพุ่งขึ้นฟ้ามุ่งตรงมายังที่ทั้งคู่อยู่นี่

            ลิลิธยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับน้องชายของเอ

            “ไม่เป็นไรนะ”

            เออร์วินรับรู้ได้ถึงความอ่อนโยนที่พี่สาวส่งมาให้แต่เขาคงจะรู้สึกดีมากกว่านี้ถ้าไม่ได้ถูกอุ้มเป็นเจ้าสาวแบบนี้

            “ไม่เป็นไรครับท่านพี่ว่าแต่ท่านพี่ช่วยวางผมลงได้ไหมครับ”

            ลิลิธยิ้มให้น้องชายก่อนจะวางเขาลงเออร์วินรู้สึกโล่งใจทันทีที่ขาของเขาแตะพื้น เขามองไปรอบๆ รู้สึกทึ่งในทัศนียภาพที่ธรรมชาติสร้างเป็นอย่างยิ่ง เขาพบเห็นบึงขนาดใหญ่สุดลูกหูลูกตา ด้านหลังเขาก็เต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ชนิดที่เห็นได้ยากยิ่งในโลกเก่าของเขา สำหรับเออร์วินที่มักจะวิ่งผ่านไปมาในยามค่ำคืนแถมยังต้องทำเวลาเพราะต้องกลับไปที่ปราสาทก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ทำให้เขามักละเลยความสวยงามและความยิ่งใหญ่อลังการที่สรรสร้างจากธรรมชาตินี้


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน