อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 183 การตัดสินใจของเออร์วิน

            คำถามของเจคเป็นสิ่งที่พวกรอนเองก็สงสัยเช่นกัน ไม่สิจะพูดให้ถูกควรจะเรียกว่ายิ่งกว่าสงสัยมากกว่าว่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่ทั้งสองคนพูดถึงนั่นคืออะไร แน่นอนว่าพวกเขานั้นย่อมรู้จักสิ่งที่เรียกว่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์ดีแต่พวกเขาไม่คิดว่าอัศวินที่พวกเขารู้จักแต่เป็นสิ่งเดียวกับที่ทั้งสองคนพูดถึง

            เออร์วินหันมามองพวกเจคแล้วก็ตอบหน้าตาเฉยว่า

            “อัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่ว่าก็เป็นอัศวินของพวกศาสนาจักรไงครับที่มี 12 คนน่ะ หรือพวกคุณไม่เคยได้ยิน”

            เจครีบพูดกลับไปทันที

            “ต้องเคยได้ยินแน่นอนอยู่แล้วสิครับแต่ผมไม่เข้าใจว่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่ว่านั้นมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้กันแน่”

            ทว่าเออร์วินกลับมองหน้าเขาแล้วทำหน้าแปลกๆ ก่อนจะพูดว่า

            “ก็ต้องเกี่ยวแน่นอนสิครับถามอะไรแปลกๆ”

            เจคยิ่งมึนงงกว่าเดิมรอนก็พูดขึ้นว่า

            “คือว่าผมไม่เข้าใจครับว่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์นั้นมาเกี่ยวข้องอะไรด้วย และอีกอย่างผมไม่คิดว่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์จะมาอยู่ที่เมืองเล็กๆ เมืองนี้นะครับ”

            เออร์วินมองหน้ารอนก่อนจะตอบว่า

            “ทำไมจะไม่อยู่ที่เมืองนี้ล่ะครับในเมื่อพวกคุณก็เคยเห็นหน้าคนคนนั้นมาแล้ว”

            เจคกับพวกรอนต่างพากันยืนนิ่งพวกเขาสงสัยว่าพวกเขาไปเคยเห็นหน้าอัศวินคนนั้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเหลวไหล

            “อาจารย์ครับมันจะเป็นไปได้ยังไงครับที่พวกเราจะเคยเห็นหน้าอัศวินศักดิ์สิทธิ์มาก่อน” เป็นบาสที่พูดขึ้นเดนิสก็พยักหน้า

            เจคที่ตอนแรกก็เห็นด้วยแต่เหมือนจะนึกอะไรได้บางอย่าง เขานึกถึงคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่ๆ พักนี้ก็โผล่มา ปากบอกว่าเป็นนักเดินทางแต่กับใช้เวลาส่วนใหญ่ขลุกอยู่กับพวกเขาที่สลัม เจคจำได้ว่าในตอนที่โทมัสเห็นคนพวกนี้ตอนแรกๆ นั้นก็มีท่าทีแปลกๆ ดูกังวลและหวาดกลัว แต่ที่หนักที่สุดก็คืออัศวิน 2 คน ออกัสกับไลลาที่เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยอยากจะอยู่ใกล้คนพวกนี้สักเท่าไหร่ และที่สำคัญเขายังจำได้ดีถึงเรื่องพลังอื่นที่เหนือจากเวทย์มนต์ พลังที่ชื่อว่าวิทยาศาสตร์เพิ่งเออร์วินก็ได้เคยกำชับเขาไว้ว่าอย่าพูดถึงเรื่องวิทยาศาสตร์ให้ 3 คนนี้ได้ยิน

            เจคกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขามองไปทางโทมัสและเรเวนก็พบได้กับสายตาเห็นใจของทั้งคู่ ส่วนลูซี่นั้นก็มีสายตาแปลกๆ ในขณะที่เออร์วินกลับทำหน้ามึนงงไม่เข้าใจ

            เจครู้สึกถึงลางสังหรณ์ร้ายแรงอะไรบางอย่างจึงถามไปว่า

            “อาจารย์ครับอัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่อาจารย์ว่าคือพวกคาทาริน่าใช่ไหมครับ”

            พวกบาสทันทีที่ได้ยินคำถามของลูกพี่ก็ยิ่งทำหน้างงไม่เข้าใจ ในสายตาของพวกเขาคาทาริน่าเป็นผู้หญิงที่สวยจนชวนให้หลงใหล แต่ก็ไม่คิดว่าคนพวกนี้จะเป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์ เพราะไม่ว่าจะคิดยังไงก็ไม่มีเหตุผลที่ให้คนที่เป็นถึงอัศวินศักดิ์สิทธิ์มาข้องเกี่ยวกับพวกเขา ทว่ารอนกลับเหมือนจะคิดอะไรได้เขานึกถึงเรื่องหนึ่งกันมาได้ เช่นเรื่องที่มีคนหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านี้มาหยิบตัวเลขที่มีเลข 1 กับ 0 มาถามคนในแก๊ง ซึ่งทันทีที่โทมัสซื้อเรื่องนี้ก็รีบวิ่งไปจัดการธุระที่ไม่บอกว่าคืออะไร ทั้งระบบตาชั่งแทนที่จะใช้เลขอารบิกที่มีความเข้าใจง่ายกว่า กับใช้เลขดั้งเดิมของทวีปอาร์เคนัส ซึ่งมันไม่สอดคล้องกับนิสัยของเออร์วินที่ให้ความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพมากกว่ารูปแบบ และที่สำคัญก็คือคนกลุ่มนี้ปากบอกว่าเป็นนักเดินทาง แต่กับแทบจะใช้เวลาส่วนใหญ่ขลุกอยู่กับพวกเขาที่สลัม รอนนึกถึงพฤติกรรมของโทมัสและการตอบสนองของพวกอัศวินทั้งสองคนอย่างออกัสกับไลลา ทันใดนั้นเขาก็สูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ ไม่ใช่แค่เพราะสองคนนี้เป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น แต่จากบทสนทนาของเออร์วินกับเรเวนที่บ่งบอกว่าพวกเขาเป็นศัตรูกับอัศวินศักดิ์สิทธิ์ 2 คนนี้ รอนถึงกับคิดในใจว่า

            ‘นี่อาจารย์กำลังทำอะไรอยู่กันแน่ถึงได้คิดเป็นศัตรูอัศวินศักดิ์สิทธิ์ ไม่สิไม่ใช่แค่อัศวินศักดิ์สิทธิ์แต่น่าจะเป็นศาสนจักรเลยมากกว่า’

            ขณะที่พวกบาสกับเดนิสคิดว่าเป็นเรื่องเหลวไหล เออร์วินก็ตอบคำถามพวกเขาว่า

            “ก็ใช่น่ะสิครับพวกคุณคาทาริน่ากับพวกพ้องล้วนเป็นคนของศาสนจักรโดยมีคุณคาทาริน่าเป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์”

            ในเวลานั้นทั่วทั้งบ้านตกอยู่ในความเงียบชนิดที่เรียกได้ว่าถ้ามีเข็มสักเล่มตกลงพื้นก็จะได้ยินทันที

             

            ลิลลี่แบกดาบใหญ่วิ่งไปทางโน้นทีวิ่งไปทางนี้ที เธอคอยทำจมูกฟุดฟิดอยู่ตลอดเวลา สายตาของเธอในตอนนี้ผิดไปจากปกติ มันเป็นสายตาของสัตว์ร้ายที่พร้อมจะสังหารเยื่อทันทีที่พบหน้า ทั้งเพื่อนเธอและคนสำคัญของเออร์วินเธอจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาทำร้ายสิ่งเหล่านี้ได้ 

            ขณะที่เธอกำลังค้นหาโดยยืนอยู่บนหลังคาอยู่นั้นก็มีคนคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหาเธอ หรือจะพูดให้ถูกคือพุ่งเข้ามาหาเธอได้อย่างรวดเร็ว ลิลลี่หันไปมองก็พบว่าเป็นไลลา เท้าของไลลาเหยียบลงบนหลังคาถามว่า

            “เป็นยังไงบ้างลิลลี่”

            ลิลลี่ส่ายหน้าซึ่งไลลาก็คาดการณ์ไว้อยู่แล้วเพราะเธอได้ยินคำวิเคราะห์จากเออร์วิน ซึ่งจากการตรวจสอบก็พบว่าในช่วงเวลาดังกล่าวมีรถมาออกไปจากเมืองขบวนหนึ่งพอดี ลิลลี่ตอบอีกว่า

            “หนูไม่ได้กลิ่นของคนพวกนี้เลยค่ะแม้แต่กลิ่นของมีเรียและกลิ่นของเด็กผู้หญิงคนนั้นก็เหมือนกับจะหายไปเลยราวกับว่ามีอะไรปิดบังไว้อยู่”

            ไลลาที่ได้ฟังก็บอกว่า

            “บางทีเธออาจจะถูกพาออกไปนอกเมืองแล้วก็เป็นได้”

            ลิลลี่ที่ได้ฟังก็เข้าขมวดคิ้วเพราะว่าเธอเองก็คิดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน และมันยิ่งทำให้เธอรู้สึกกังวลเพราะถ้าเป็นแบบนั้นเธอก็ยิ่งตามหาทั้งสองคนยาก แม้ว่าปกติเธอจะไม่แสดงอาการแต่เธอก็เข้าใจดีว่าการถูกจับไปขายเป็นทาสนั้นเป็นยังไง มันคือชีวิตที่เรียกได้ว่าแทบจะไร้ความหวังเลยทีเดียว ดังนั้นการที่เธอได้รับความช่วยเหลือมาจากเออร์วินจึงเป็นอะไรที่เรียกได้ว่าปาฏิหาริย์

            ไลลาที่ได้เห็นท่าทางของลิลลี่ก็เดาความรู้สึกของเธอได้จึงบอกว่า

            “ความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้เจ้าชายได้สันนิษฐานไว้ก่อนแล้ว เพียงแต่หากต้องการให้ฉันตรวจสอบเพื่อความแน่ใจเฉยๆ ถึงค่อยบอกผลการสันนิษฐานกับทุกคนน่ะ”

            ลิลลี่เงยหน้ามองอีกฝ่าย

            “เจ้าชายโรคจิตน่ะเหรอคะ”

            ไลลาหน้ากระตุกเธอจำได้ว่าเคยพูดถึงเรื่องการเรียกเจ้าชายว่าเจ้าชายโรคจิตกับลิลลี่หลายรอบแล้ว แต่ไม่นึกเลยว่าเธอคนนี้จะยังเรียกเจ้าชายว่าเจ้าชายโรคจิตอยู่ แต่เธอก็ไม่มีเวลาหรือกะจิตกะใจมาใส่ใจเรื่องนี้จึงพยักหน้าตอบไปว่า

            “ใช่แล้วล่ะเป็นเจ้าชายท่านทรงได้วิเคราะห์ไว้ ดังนั้นถึงตอนที่เราจะยังหาไม่เจอแต่เป้าหมายปลายทางของคนพวกนี้จะต้องเป็นที่อาณาจักรเซลเวเรียอย่างแน่นอน”

            ลิลลี่กระชับดาบในมือก่อนจะตอบว่า

             

            “ถ้าอย่างนั้นเราก็รีบมุ่งหน้าไปที่อาณาจักรเซลเวเรียกันเถอะค่ะคุณไลลา ไม่อย่างนั้นอาจจะตามไม่ทันก็เป็นได้”

            ไลลาพยักหน้าให้เธอเพราะจากการตรวจสอบทำให้เธอค้นพบว่าการสันนิษฐานของเจ้าชายไม่ผิดพลาด ไม่เพียงแค่ระยะเวลาที่มีขบวนรถม้าออกจากเมืองเท่านั้น แม้แต่ร่องรอยการใช้เวทย์มนต์เคลื่อนย้าย ก็ค้นพบหลังจากที่ข้ามสะพานไปได้ไม่ทันไรบ่งบอกได้ว่าคนพวกนี้ต้องการใช้เรื่องนี้ในการกลบเกลื่อนร่องรอย

            ไลลาพยักหน้าให้เธอก่อนจะพูดว่า

            “ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ไปรวมพลกับทุกคนก่อนเถอะ อย่าได้ทำอะไรบุ่มบ่ามเชียวนะไม่อย่างนั้นแทนที่จะได้จะมุ่งหน้าไปอาณาจักรเซลเวเรียโดยตรงมันจะเป็นการต้องมาตามหาเธออีกรอบนึง” ไลลากล่าวเตือนเพื่อไม่ให้ลิลลี่ออกไปจากเมืองด้วยตัวเอง ซึ่งลิลลี่ก็พยักหน้าเข้าใจเพราะเธอก็ไม่รู้ว่าอาณาจักรเซลเวเรียไปทางไหน

             

            ที่บ้านของพวกเจคที่ตอนนี้คนไม่น้อยต่างพากันตะลึงงันเมื่อได้ค้นพบความจริงว่า พวกคาทาริน่าทั้ง 3 คนที่มาบ้านเขาประจำแท้จริงแล้วคือคนของศาสนจักร โดยเฉพาะผู้หญิงที่ชื่อว่าคาทาริน่าคนนั้นเป็นถึงอัศวินศักดิ์สิทธิ์

            สำหรับคนที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อยอย่างพวกเขาตำแหน่งอัศวินศักดิ์สิทธิ์เป็นอะไรที่สูงเกินเอื้อมชนิดที่เรียกได้ว่าอยู่กันคนละโลก และในตอนนี้เจ้าชายตรงหน้าพวกเขานี้กลับทำเหมือนว่าอยู่ระดับเดียวกับอัศวินศักดิ์สิทธิ์คนนั้น เพราะพูดเหมือนกับว่าเขาสามารถสังหารอีกฝ่ายได้

            ขณะที่ทุกคนกำลังพยายามย่อยความจริงที่ได้รับจากเจ้าชายผู้นี้ ก็นึกถึงความจริงร้ายแรงอีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือในเมืองนี้มีหญิงสาวเผ่ามารหูสัตว์ถึง 3 คน และตอนนี้พวกคนของศาสนาจักรก็ได้เห็นและค้นพบเรื่องนี้แล้ว แต่ถ้าจะบอกว่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์มาที่เมืองนี้ด้วยเรื่องนี้ก็ไม่น่าใช่ เพราะลำพังเรื่องแค่นี้ไม่เพียงพอที่จะให้อัศวินศักดิ์สิทธิ์เคลื่อนไหวด้วยตัวเอง ดังนั้นจะต้องมีสาเหตุอื่นที่ทำให้อัศวินศักดิ์สิทธิ์มาที่เมืองนี้ด้วยตัวเอง

            เจคอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นด้วยความสงสัยว่า

            “อาจารย์ครับพอจะบอกเหตุผลได้ไหมครับว่า ทำไมอัศวินศักดิ์สิทธิ์ถึงมาอยู่ที่เมืองนี้ได้แล้วทำไมอาจารย์ถึงต้องมีความคิดที่จะสังหารคนพวกนั้นครับ หรืออาจารย์ไม่รู้ว่าการทำแบบนั้นมันอาจจะสร้างปัญหาด้วยการลากศาสนจักรมาเกี่ยวข้องกับเมืองนี้”

            คำถามของเจคทำให้ลูซี่ต้องรู้สึกแปลกๆ เพราะด้วยเผ่าพันธุ์ของเธอจัดเป็นศัตรูของศาสนจักร เออร์วินที่ได้ยินคำถามก็ไม่ได้ตอบเลยทันที เขากลับชั่วโมงหน้าออกไปมองข้างนอกแล้วก็พบว่าใกล้เวลาค่ำแล้ว

            “นี่ก็เย็นขนาดนี้แล้วเหรอครับ” พูดจบเขาก็หยิบถุงมิติเทียมออกมา หยิบของหลายอย่างที่พวกเจคไม่เคยเห็นแต่คุ้นตาสำหรับเรเวนแล้วก็โทมัส เริ่มจากเข็มขัดที่มีช่องใส่ลูกกระสุนปืนบวกกับซองปืน 2 ข้าง ซึ่งเขาก็หยิบกล่องบรรจุลูกกระสุนปืนเปิดฝากล่องแล้วทำการบรรจุกระสุนปืนทีละนัด แน่นอนว่าสิ่งที่เขาทำนั้นทำให้พวกรอนต่างมองด้วยความสงสัยว่ามันคืออะไร

            เออร์วินหยิบลูกกระสุนปืนใส่ตรงเข็มขัดไปก็ตอบไปว่า

            “ถ้าถามว่าพวกเขามาถึงเมืองนี้ทำไมคำตอบก็คงเป็นมาตามหาของชิ้นหนึ่งครับ เพียงแต่ว่าของชิ้นนี้เหมือนจะมาอยู่ในมือผม”

            เจคกับรอนที่ได้ฟังคำตอบก็ยิ่งสงสัย เพราะเขาเหมือนจะเข้าใจก็แต่ก็เหมือนไม่เข้าใจ อีกฝ่ายมาตามหาของชิ้นหนึ่งและเออร์วินกับผู้ทำนองว่าเหมือนของชิ้นนี้จะอยู่ในมือเขา มันหมายความว่ายังไงตกลงว่าอยู่ในมือหรือไม่อยู่ในมือกันแน่

            “หมายความว่ายังไงครับอาจารย์ที่ว่าของชิ้นนี้เหมือนจะอยู่ในมืออาจารย์”

            เออร์วินตอบโดยไม่เงยหน้าว่า

            “เพราะว่าผมไม่รู้น่ะสิครับว่ามันเป็นของชิ้นไหน”

            “ “เอ๊ะ?” ”

            เจคกับรอนอุทานออกมาพร้อมกันในขณะที่บาสกับเดนิสเหมือนจะตามไม่ทันอยู่บ้าง

            “ข้อแรกพวกคุณอาจจะยังไม่รู้ว่าเงินที่ผมใช้นำมาซื้ออาหารให้พวกคุณและใช้นำมาจ้างพวกคุณนั้นเป็นเงินที่มาจากไหน”

            เจคกับรอนทำหน้าครุ่นคิดซึ่งความจริงพวกเขาก็ยังสงสัยเช่นกัน เดิมทีตอนแรกพวกเขาคิดว่าเป็นเงินที่ขอมาจากพระราชา แต่ก็เหมือนว่าจะไม่ใช่เพราะพระราชาไม่มีทางที่จะให้เจ้าชายนำเงินมาผลาญทิ้งกับพวกเขาต่อให้จะเอ็นดูเจ้าชายคนนี้มากขนาดไหนก็ตาม เพียงแต่พวกเขาไม่ได้คิดจะหาคำตอบเพราะในเมื่อสิ่งที่พวกเขาต้องให้ความสำคัญในตอนนี้ก็คือพัฒนาความสามารถตนเอง ส่วนบาสกับเดนิสคนพวกนี้ไม่คิดอะไรซับซ้อนอีกฝ่ายจ้างมาเขาทำตามรับเงินคือจบ

            เออร์วินก็ตัดสินใจเล่าเรื่องที่เขาเป็นนักล่าค่าหัวให้ฟังอย่างคร่าวๆ รวมถึงเรื่องที่เขามักจะริบของเป้าหมายของเขามาเป็นของตนเอง ซึ่งเงินที่เขาซื้ออาหารเลี้ยงพวกเจค รวมทั้งเงินที่ใช้จ้างวานต่างๆ ก็เป็นเงินเหล่านี้นั่นเอง

            พวกเจคที่ได้ฟังต่างก็พากันนิ่งพูดไม่ออก ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะคิดว่ามันเป็นแค่เรื่องเพ้อเจ้อเหลวไหล ทีเด็กอายุ 10 ขวบพร้อมกับพลังเวทย์ที่อ่อนด้อยจะมาเป็นนักล่าค่าหัว แต่พวกเขามั่นใจว่าค่อนข้างจะเป็นความจริง และเหตุการณ์ที่เขาสังหารคนของลอร์ดอาร์เทมิส รวมทั้งชาลีฟในวันนั้นบ่งบอกได้ว่าเขาไม่ได้พึ่งจะเคยฆ่าคนไปครั้งแรก

            เจคกับรอนเริ่มพอจะเดาออกแล้วว่าทำไมเออร์วินถุงใช้คำว่าเหมือนจะครอบครองของที่คนของศาสนจักรต้องการ เจคจึงถามไปว่า

            “อาจารย์กำลังจะบอกว่าทุกครั้งที่อาจารย์ทำการและค่าหัวแล้วริบของโจรเหล่านั้นมาเป็นของตัวเอง แต่ว่ามันดันมีครั้งนึงที่อาจารย์กันได้ของที่คนของศาสนจักรจะต้องการสินะครับ แล้วที่อาจารย์ใช้คำว่าเหมือนจะก็เพราะอาจารย์ไม่รู้ว่ามันเป็นของชิ้นไหนหรือเป็นของมีรูปร่างหน้าตายังไงสินะครับ”

            “ก็ประมาณนั้นแหละครับ”

            รอนก็เป็นฝ่ายถามบ้างว่า

            “แล้วทำไมอาจารย์ถึงไม่ลองเจรจากับคนของศาสนจักรดูบ้างครับ ผมว่าบางทีนี้อาจจะเป็นเรื่องดีกว่านะครับ”

            “พอดีผมทำแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ”

            “ “เอ๊ะ?” ”

            เออร์วินที่ตอนนี้ใส่กระสุนที่เข็มขัดเสร็จพอดีก็หยิบเข็มขัดมาคาดเอว แล้วก็หยิบปืนลูกโม่ 2 กระบอกออกจากถุงมิติเทียมออกมาทำการเช็คแต่ละกระบอกพลางตอบว่า

            “คุณยังจำเรื่องวิทยาศาสตร์ที่ผมบอกได้ไหมครับ”

            เจคพยักหน้าในขณะที่สายตาของเขาจ้องมองปืน 2 กระบอกนั้นด้วยความสงสัย

            “คุณคงรู้ใช่ไหมครับว่าด้วยปริมาณพลังเวทย์ของผมคงไม่มีทางเป็นนักล่าค่าหัวได้ถ้าไม่มีปัจจัยอื่น”

            เจคที่เริ่มจะจับอะไรได้บางอย่างจึงถามว่า

            “หรือว่าจะเป็นพลังวิทยาศาสตร์ที่อาจารย์พูดถึงครับ”

            เออร์วินยิ้มให้เขาแล้วก็ชูปืนกระบอกนึงให้เขาดู

            “ใช่แล้วล่ะครับเพราะด้วยเจ้านี่ต่อให้เป็นผู้มีพลังเวทย์ที่อ่อนด้อยก็สามารถสังหารผู้มีพลังเวทย์ที่เหนือกว่าได้ ซึ่งแน่นอนว่าเจ้านี่นั้นไม่ใช่ทั้งอุปกรณ์เวทย์มนต์หรืออาร์ติแฟกต์แต่อย่างใด มันเป็นเพียงแค่อุปกรณ์ที่เกิดจากการประสานระบบกลไกและการจุดระเบิดเท่านั้นครับเป็นจริงของที่ไม่มีเวทย์มนต์มาเกี่ยวข้อง มันเป็นแค่ผลผลิตจากสิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์ และคุณคงเข้าใจดีใช่ไหมครับว่าในสายตาของพวกศาสนจักรที่ศรัทธาในเวทย์มนต์ยิ่งกว่าสิ่งใดการมีของสิ่งนี้มันหมายถึงอะไร”

            ในวินาทีนั้นทั่วทั้งห้องต่างพากันเงียบ แม้ว่าเจคจะเริ่มจับเค้าลางคร่าวๆ จากปัจจัยหลายอย่างทั้งคำพูดของเออร์วินที่เคยตำหนิว่าเขาพึ่งพาเวทมนต์มากเกินไป ทั้งยังเคยพูดถึงพลังอื่นที่ไม่ใช่เวทย์มนต์แต่มีศักยภาพไม่แพ้กันที่ชื่อว่าวิทยาศาสตร์ หรือการที่เคยถามเขาเรื่องพ่อมดแม่มด แต่เมื่อได้รู้ความจริงแล้วเขาก็ยังอดตกใจไม่ได้จริงๆ เขาไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเออร์วินถึงไม่มีความคิดเจรจาส่งมอบสิ่งของที่ฝ่ายต้องการให้ เพราะด้วยของที่อยู่ในมือเขาตอนนี้ถ้าคนของศาสนจักรรู้เรื่อง มันก็เพียงพอที่จะก่อให้เกิดการฆ่าล้างเมืองได้เลยทีเดียว


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน