เกิดใหม่เป็นตัวร้ายตกกระป๋องขอสู้ชีวิตหักธงBadEndให้จงได้!

    บทที่ 29 ทางตัน!?

    บทที่ 29 ทางตัน!?


    ………


    ทุกคนต่างนั่งนิ่งเงียบไม่พูดอะไร ทุกคนคงรู้สึกเสียใจไม่ก็โกรธที่ช่วยอะไรไม่ได้ทั้งที่รู้ว่าผมไม่ได้ทำอะไรผิด โดยเฉพาะรุ่นพี่ฟอร์เทลคงจะรู้สึกว่าตนเองเป็นต้นเหตุทำให้เป็นเรื่องเป็นแบบนี้


    “พวกเราไปที่เรื่องทะเลาะวิวาทในร้านอาหารกันดีกว่า”


    ผมพยายามเปลี่ยนเรื่องคุย จะปล่อยให้คุยเรื่องที่ทำอะไรไม่ได้มันก็ไม่ช่วยอะไรขึ้นมาสู้ไปคิดเรื่องทำได้ดีกว่า


    “ถึงเรื่องที่สวนจะไม่ได้แต่ที่ร้านอาหารยังพอแก้ตัวได้อยู่ไม่ใช่เหรอตามที่ฮันนาเล่าใช่ไหมแบนเนอร์”

    “จริงครับ เรื่องที่เกิดขึ้นในร้านอาหารรุ่นพี่ฟอร์เทลกับแชลลี่ก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วยตลอดกับเอมเบรส แบบนั้นทั้งคู่เป็นพยานได้แน่นอน!”


    ชาร์ลกับแบนเนอร์ต่างมองหน้ายิ้มให้กันกับความคิดที่ดูมั่นใจในครั้งนี้

    จริงอย่างที่ทั้งสองว่า เรื่องทะเลาะวิวาทที่เกิดขึ้นในร้านอาหารรุ่นพี่ฟอร์เทลกับแชลลี่อยู่ด้วยกันตั้งแต่ตอนเกิดเรื่องยันจบเลย เรื่องเงื่อนไขสามารถเป็นพยานให้ผมได้แน่นอนไม่มีปัญหาเลย


    “ดูเหมือนอย่างน้อยคงจะแก้ไขข่าวร้านอาหารได้นะอย่างน้อยๆ”


    อาจารย์คามิโนว์พูดดูชื่นใจขึ้น


    “ใช่ไหมล่ะอาจารย์”

    “ถ้าแบบนั้นฝากรุ่นพี่ฟอร์เทลช่วยเอมเบรสด้วยนะครับ!”

    “ฝากด้วยละแชลลี่ เธอได้เป็นพระเอกขี่ม้าขาวช่วยเอมเบรสมันเลยน่า!”


    ตามที่ทั้งคู่พูดถึงจะแก้ข่าวเรื่องในสวนไม่ได้ อย่างน้อยก็แก้ข่าวเรื่องที่ร้านอาหารได้ก็ยังดีเท่านี้ก็หมดปัญหาไปหนึ่งเรื่อง…?


    ““……””


    ในขณะที่แบนเนอร์กับชาร์ลต่างดีใจที่หาวิธีช่วยผมได้เรื่องข่าวในร้านอาหาร แต่ไม่รู้ทำไมแชลลี่กับรุ่นพี่ฟอร์เทลที่ควรจะแสดงสีหน้าดีหรือมั่นใจเรื่องช่วยผมได้นั้นกลับนั่งเงียบแถมมีสีหน้าเคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม


    “รุ่นพี่ฟอร์เทลครับ?”

    “เป็นอะไรอะแชลลี่ ทำไมทำหน้าเครียดอย่างนั้น!?”

    ““……””


    ชาร์ลกับแบนเนอร์เองก็สังเกตได้เช่นกันต่างถามไป พวกเธอต่างเงียบไม่พูดอะไรมีเพียงสีหน้าลำบากใจที่แสดงออกทางใบหน้าให้เห็นชัดเจน… เกิดอะไรขึ้น?


    “ขอโทษด้วยเรื่องนั้น…ฉันกับรุ่นพี่คงช่วยไม่ได้”

    “ช่วยไม่ได้? เรื่องอะไร?”


    ชาร์ลไม่เข้าใจความหมายที่แชลลี่พูดจึงถามเพิ่ม เธอที่อำอึ่งอยู่พักหนึ่งก็พูดเสียงที่เบาแต่ชัดเจน


    “เรื่องที่จะเป็นพยานให้เอมเบรสเขา… พวกฉันเป็นพยานให้เขาไม่ได้…”

    “ทำไมละครับ!”


    แบนเนอร์ที่ใจเย็นมาตลอดได้ถามสวนเสียงดังอย่างตกใจขึ้นมาทันที

    ไม่ใช่แค่เขาที่ตกใจ ผม ชาร์ลเองและคนอื่นๆก็เหมือนกัน ไม่เข้าใจทำไมถึงไม่ช่วยทั้งที่ทุกคนที่อยู่ที่นี่ก็เพื่อจะช่วยเอมเบรสแต่ทำไม ทั้งคู่กลับปฏิเสธจะช่วยผมกัน


    แชลลี่…รุ่นพี่ฟอร์เทล… ทำไมกันละ… มันเกิดอะไรขึ้น?


    “เรื่องนั้น…”

    “ไม่เป็นไรแชลลี่ ในฐานะที่เป็นรุ่นพี่ฉันควรเป็นคนพูดเองจะดีกว่าจ๊ะ”


    แชลลี่ที่ไม่รู้จะพูดอย่างไรรุ่นพี่ฟอร์เทลเลยอาสาขอเป็นคนอธิบายเรื่องทั้งหมดเอง


    “มีแค่ฉันกับแชลลี่ที่ยังไม่ได้บอกสินะว่ารู้เรื่องเอมเบรสตอนไหนสินะจ๊ะ”


    เธอยิ้มเศร้าๆก่อนจะเริ่มเล่าให้ทุกคนฟัง


    “พวกเรารู้เรื่องของเอมเบรสกันในตอนที่ฉันไปหาแชลลี่ที่ชมรมหนังสือพิมพ์ตอนพวกเขากำลังสอบถามแชลลี่เรื่องที่เกิดขึ้นร้านอาหารอยู่เข้าพอดี ในตอนนั้นเพื่อนสนิทฉันก็อยู่ตรงนั้นด้วยพอเห็นฉันมาเลยเรียกให้มาฟังด้วยกันเพราะยังไงมันก็เกี่ยวกับฉันโดยตรง…”


    รุ่นพี่ฟอร์เทลพักเว้นช่วงเล่า พอเห็นว่าแชลลี่อยากจะเล่าเองต่อเธอเลยปล่อยให้เล่าต่อ


    “ตามที่รุ่นพี่พูด หัวหน้าชมรมหนังสือพิมพ์ได้ถามฉันกับรุ่นพี่ว่าได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเอมเบรสมั้ยในเรื่องที่เกิดขึ้นร้านอาหารที่ว่ากำลังเป็นข่าวอยู่เพราะทางตัวแทนของชมรมนิตยสารและวารสารได้บอกกับหัวหน้าชมรมของเราว่า ฉันกับรุ่นพี่มีส่วนร่วมมือกับเอมเบรสในการทำให้เกิดเรื่องทะเลาะวิวาทขึ้น!”


    ผมและทุกคนต่างตกใจที่ได้ยินอย่างนั้น 

    เรื่องมันกลับกันกว่าผมคิดไว้เสียอีก เป็นความจริงที่พวกเธอมีส่วนแต่นั้นเพื่อหยุดการทะเลาะแถมพวกเธอแค่ยืนข้างเฉยๆไม่ได้ทำอะไร ทำไมถึงกลับกลายเป็นข่าวว่ามีส่วนช่วยผมสร้างเรื่องไปด้วยเนี่ย!?


     “ชมรมนิตยสารและวารสารอ้างว่ามีหลักฐานที่บอกว่าแชลลี่กับฉันมีส่วนช่วยในการสร้างเรื่องทะเลาะวิวาทกับเอมเบรสด้วย เพื่อนสนิทฉันเองก็อยู่ในชมรมนิตยสารและวารสารก็ยืนยันว่ามีหลักฐานที่ว่านั้นจริงๆ”


    รุ่นพี่อธิบายออกมาสีหน้าเป็นกังวล


    “พอทราบมั้ยครับว่าเป็นหลักฐานแบบไหน?”


    ถ้าอย่างน้อยรู้ว่าเป็นหลักฐานแบบไหนจะได้แก้ข่าวได้ คิดว่าน่าจะเป็นผู้คนที่อยู่ในร้านอาหารไม่ก็คนที่เดินผ่านมาเห็นตอนเกิดเรื่องพอดีและไม่รู้อะไรเลยเข้าใจผิดจนได้ข่าวมั่วไป ถ้าเป็นอย่างนั้นจะได้แก้ความเข้าใจผิดได้ง่าย


    “รูปถ่ายนะ เพื่อนสนิทฉันบอกว่าเป็นรูปถ่ายตอนที่ฉันกับแชลลี่ไปยืนประกบข้างเอมเบรสตอนกำลังเกิดเรื่องพอดี”


    ตอนกำลังแสดงเป็นตัวร้ายเลยนี้หว่า!

    จำได้เลยว่าผมเล่นบทตัวร้ายซะเต็มที่ให้สมบทบาทสุดโดยมีทั้งสองเคียงข้างประกบคู่ไว้เพื่อเสริมความเป็นตัวร้ายและเพิ่มความกดดันให้ทั้งสองฝั่งหยุดทะเลาะ และเผื่อไว้ด้วยถ้าเกิดสถานการณ์เลวร้ายขึ้นจะได้ใช้เวทหยุดได้ทัน

    แต่นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีคนถ่ายไว้แถมยังเอาไปเป็นหลักฐานผิดๆจนเรื่องวุ่นวายขึ้นกว่าเดิมแบบนี้เลย ให้ตายสิ!


    “รุ่นพี่เห็นรูปถ่ายที่ว่าไหมครับ?”


    ที่นี่คือโลกแฟนตาซีที่มีเวทมนตร์เป็นตัวขับเครื่องโลกหลักไม่ใช่วิทยาศาสตร์เหมือนโลกก่อน ในโลกนี้มีอุปกรณ์เวทใช้ถ่ายรูปได้จริงแต่มันมีราคาแพงและไม่ใช่ของที่พกกันทั่วไป

    ไม่แน่ว่าชมรมนิตยสารและวารสารโกหกว่ามีรูปถ่ายเพื่อให้ทั้งสองออกห่างจากเรื่องนี้ไม่ให้ช่วยผมก็เป็นได้


    “ไม่เห็นนะจ๊ะ พี่ก็ได้ยินมาจากเพื่อนสนิทอีกทีแต่พี่ไม่คิดว่าเธอจะโกหกพี่หรอกนะ พี่คิดว่า”

    “อย่างงั้นเหรอครับ”


    ไม่รู้ว่ารูปนั้นมีจริงหรือไม่ แต่ถ้ามีจริงแล้วเกิดเอาไปลงข่าวขึ้นมาละก็…ไม่ใช่แค่ผมที่จะโดนเท่านั้น รุ่นพี่ฟอร์เทลกับแชลลี่จะโดนลูกหลงเต็มๆไปด้วยแน่ๆ!

    …ทำไงดีละไม่อยากให้ทั้งคู่ต้องโดนลูกหลงไปด้วยสิ อย่างผมที่เป็นเอมเบรสมีเรื่องเสียๆหายๆเป็นประจำอยู่แล้วเลยไม่เป็นอะไร…


    แต่ทั้งคู่นั้นไม่ใช่! 


    เรื่องข่าวที่เกิดขึ้นในวันนี้มันอาจส่งผลเสียหายให้กับพวกเธอในวันข้างหน้าก็เป็นได้ ในโรงเรียนเวทนี้เต็มไปด้วยเหล่าขุนนางและผู้มีอำนาจทั้งหลายที่จะเป็นใหญ่ในอนาคตการมีข่าวเสียหายแบบนี้อาจส่งผลต่ออนาคตพวกเธอแน่นอน…

    ช่วยไม่ได้! ถ้าปล่อยไว้เป็นอย่างนี้อาจจะส่งผลเสียมากกว่าเดิม… คงมีแต่ต้องให้ทั้งสองออกห่างจากเรื่องนี้หรือไม่ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น…


    เดี๋ยวนะ!?……นี้มัน?


    “คุณฟอร์เทล คุณแชลลี่ ได้โปรดช่วยเป็นพยานให้นายท่านด้วยเถอะค่ะ!”


    !?

    เพราะมั่วแต่คิดอะไรในหัวอยู่คนเดียวเลยไม่รู้ตัว 

    พอรู้สึกตัวอีกทีก็เห็นฮันนากำลังก้มหัวขอร้องต่อหน้าสองสาวอยู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พอตั้งสติได้ผมรีบห้ามเธอ


    “เดี๋ยว ฮันนา…”

    “ได้โปรดช่วยมาเป็นพยานให้นายท่านทีเถอะค่ะฉันขอร้อง! นอกจากคุณฟอร์เทลกับคุณแชลลี่ทั้งสองแล้วไม่มีใครที่ช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ให้นายท่านอีกแล้ว…เพราะงั้น ได้โปรด…”

    “พอเถอะ ฮันนา”


    แม้ผมจะพยายามหยุดแต่เธอไม่ฟังยังคงก้มหัวขอร้องทั้งสองต่ออย่างไม่ยอมแพ้ด้วยเสียงที่หนักแน่นกว่าเดิม


    “ขอร้องละคะ! จะปล่อยให้นายท่านโดนในสิ่งที่ไม่ได้ทำอย่างนี้ไม่ได้นะคะ มันไม่ถูกต้องเลยนายท่านไม่ได้ทำอะไรผิดเลยแค่เข้าไปช่วยเท่านั้นเอง! แล้วทำไม…”

    “ไม่เป็นไร เธอทำพอแล้ว”

    “ไม่ค่ะ ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลย!”


    เธอปฏิเสธคำขอของผมด้วยเสียงสะอื้นเหมือนคนกำลังจะร้อง


    “ฉันทำอะไรไม่ได้เลย ทั้งที่อยู่ต่อหน้าแท้ๆเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดแต่กลับช่วยนายท่านเอมเบรสไม่ได้ทั้งที่รู้ว่าเต็มอกว่านายท่านไม่ได้ผิดอะไรเลย ทั้งที่ยืนมือเข้าไปช่วยคนอื่นกลับกลายเป็นแบบนี้ ทั้งที่อุตส่าห์พึ่งฟื้นขึ้นมาอย่างปาฏิหาริย์แท้ๆกลับต้องมาเจออะไรแบบนี้…เรื่องแบบนี้มัน…โหดร้ายเกินไปแล้ว…”

    “ฮันนา…”


    เธอยังคงก้มหน้าอยู่อย่างนั้นโดยมีหยดน้ำใสๆหยดใบหน้าลงที่ปลายเท้าของเธอ


    ‘ทั้งที่เธออยู่ในเหตุการณ์ทั้งสองการกลับช่วยผมไม่ได้… ทั้งที่รู้ความจริงทุกอย่างกลับช่วยผมไม่ได้… ทั้งที่อยากจะช่วยผมอย่างเต็มที่กลับช่วยผมไม่ได้เลย… ฮันนาคงแบกรับความรู้สึกนี้ไว้ได้แต่มองผมโดยทำอะไรไม่และการก้มหัวขอร้องคงเป็นสิ่งเดียวที่พอทำได้’ เธอคงคิดอย่างนั้น


    ผมและทุกคนต่างมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ชาร์ลและแบนเนอร์ต่างมองฮันนาอย่างเศร้าใจที่ตนเองก็ช่วยผมไม่ได้ไม่ต่างจากเธอเลย แชลลี่และรุ่นพี่ฟอร์เทลต่างรู้สึกผิดอย่างมากที่คิดถึงความปลอดภัยตนเองมากว่าช่วยผม อาจารย์คามิโนว์ที่รู้เรื่องทุกอย่างแล้วแต่ไม่สามารถช่วยนักเรียนของตนเองได้ทั้งที่สัญญาว่าจะช่วย

    และสุดท้ายคือตัวผมเองที่เป็นต้นเหตุต้องทำให้ฮันนาต้องมาก้มหัวขอร้องแบบนี้


    “ไม่ต้องแล้วละฮันนา เธอทำเต็มที่แล้ว”


    ผมก้มหัวลงไปลูบหัวใกล้ด้วยยิ้มปลอบฮันนาให้ใจเย็นลง


    “แต่ว่านายท่าน ถ้าคุณฟอร์เทลกับคุณแชลลี่ไม่เป็นพยานยืนยันความบริสุทธิ์ให้นายท่าน…”

    “พวกเธอเป็นให้แล้ว”

    “…เอ๊ะ?”

    “““??”””


    เธอเงยหน้าขึ้นมาอย่างสงสัยไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมพูด ไม่ใช่แค่ฮันนาแบนเนอร์,ชาร์ลและอาจารย์คามิโนว์เองก็ไม่เข้าใจผมพูดเหมือนกัน


    “หมายความว่ายังไงกันคะ ฉันไม่เข้าใจ…?”

    “ก็ตามที่บอกนั่นแหละ ถ้าจะพูดให้ถูกคือรุ่นพี่ฟอร์เทลกับแชลลี่ไปที่ห้องฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนเพื่อบอกเรื่องทุกอย่างพร้อมทั้งยอมเป็นพยานยืนยันความบริสุทธิ์ให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ใช่ไหมล่ะครับรุ่นพี่ฟอร์เทล แชลลี่”

    ““!!””


    ทั้งคู่ต่างเบิกตากว้างอย่างตกใจพอได้ยินคำพูดของผมพึ่งพูดไป


    “ทำไมถึงรู้ได้…”


    รุ่นพี่ฟอร์เทลที่ตั้งตัวได้ถามออกมาเหมือนยอมรับเรื่องที่ผมพึ่งพูดไป ผมยิ้มให้ก่อนจะชี้ไปที่จมูกตนเอง


    “กลิ่นนะครับ”

    “กลิ่น?”


    เธอไม่เข้าความหมายที่ผมพูดคนอื่นก็ไม่ต่างซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรคงต้องอธิบายเพิ่ม


    “ในห้องของฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนจะมีโต๊ะหนึ่งที่มีก้านไม้หอมสำหรับให้กลิ่นหอมผ่อนคลายตั้งไว้อยู่หลายอัน แต่เพราะมันมีหลายอันเกินเลยทำให้ตรงนั้นกลิ่นฉุนจนทำให้คนที่ไปนั่งโต๊ะมาพักหนึ่งมักจะมีกลิ่นติดตัวกลับมาด้วย กลิ่นแบบเดียวที่ตัวติดมากับรุ่นพี่นั้นแหละ”


    แชลลี่พอได้ยินงั้นเสร็จก็รีบดมเสื้อตัวเองด้วยความสงสัยใหญ่เลย พอดมจนเจอกลิ่นที่ว่าก็มองมาที่ผมด้วยใบหน้าชวนประหลาดใจ 

    รุ่นพี่ยิ้มออกมาถามผมอย่างสนใจ


    “ทำไมถึงรู้ว่าเป็นกลิ่นก้านไม้หอมจากห้องฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนละ อาจจะเป็นกลิ่นน้ำหอมของฉันเองหรือไม่ก็กลิ่นก้านไม้หอมจากที่อื่น… ทำไมถึงรู้ว่าเป็นห้องฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนละจ้ะ?”


    ดูเหมือนรุ่นพี่ฟอร์เทลอยากรู้ว่าทำไมถึงเดาได้ถูกขนาดนี้ ผมเลยบอกไปตามตรง


    “พูดไปก็น่าอาย แต่เป็นผมมีประสบการณ์ไปห้องของฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนอยู่เป็นประจำอยู่แล้วนะครับ”


    หรือก็คือสร้างเรื่องบ่อยครั้งจนโดนเรียกไปห้องของฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนประจำนั่นแหละ เรียกได้ว่าเอมเบรสลูกค้าชั้นVIPของประจำฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนเลยก็ว่าได้ 


    เรื่องในอนิเมะก็มีเห็นอยู่บ่อยที่หลังสร้างเรื่องเสร็จแล้วเอมเบรสจะโดนพาไปห้องฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนเป็นอันปิดเรื่องไป ก็เห็นในอนิเมะว่าเยอะแล้วแต่ในชีวิตจริงของเอมเบรสจากความทรงจำนี้เยอะยิ่งกว่า 

    ถ้าถามว่าเอมเบรสไปห้องไหนในโรงเรียนมากสุดรองจากห้องเรียนก็ห้องฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนแล้วเนี่ยแหละ

    เพราะงั้นเลยคุ้นเคยกับห้องฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนเลยจำกลิ่นได้ แถมเพราะจำกลิ่นได้เลยรู้ด้วยว่ารุ่นพี่ฟอร์เทลกับแชลลี่หาใครมาในห้องนั้น


    “ตรูเรย์อัส มาตูมา …รุ่นพี่กับแชลลี่ไปเจอเขามาใช่ไหมครับ”


    ตรูเรย์อัส มาตูมา ขุนนางชนชั้นล่าง เขาเป็นหนึ่งในสองของรองหัวหน้าฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนผู้ดูแลกฎระเบียบในโรงเรียน ในอนิเมะจะมีออกมาให้เห็นบ้างในบางตอนจะเรียกว่าตัวประกอบฉากก็ได้

    กลิ่นก้านไม้หอมหลายอันหลายกลิ่นที่วางบนโต๊ะของเขา กลิ่นมันผสมจนมั่วไปหมดจนได้กลิ่นแล้วชวนเวียนหัวมีแค่เจ้าตัวคนเดียวเท่านั้นและที่บอกว่ามันหอม


    “ถูกต้องแล้วละ พี่กับแชลลี่ไปห้องฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนเพื่อบอกเรื่องราวทั้งหมด พอบอกไปว่ามาบอกเรื่องข้อมูลของเอมเบรสคนในฝ่ายคุมความประพฤติก็พาไปหาเขาทันที”

    “งั้นเหรอครับ แล้วพวกรุ่นพี่เล่าไปยังไงบ้าง”

    “ก็ทั้งหมดนั่นแหละจ้ะ เรื่องที่เกิดขึ้นในร้านอาหารตั้งแต่ต้นจนจบ”

    “และพวกเราก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในสวนไปด้วย!”


    แชลลี่บอกเสริมเรื่องที่เล่า

    ไม่ใช่แค่เรื่องทะเลาะในร้านอาหารแต่เรื่องที่รุมทำร้ายพวกรุ่นพี่ในสวนก็บอกด้วยสินะ


    “เดี๋ยวนะครับ! ถ้าทั้งคู่ยอมเป็นพยานให้เอมเบรสแถมยังไปบอกเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นถึงห้องฝ่ายคุมความประพฤตินักเรียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว… แล้วทำไมทั้งคู่กลับบอกพวกเราว่าไม่สามารถเป็นพยานให้ได้…นี้มันยังไงกันครับ!?”

    “แชลลี่! ตกลงเรื่องมันยังไงกันแน่เนี่ยฉันงงไปหมดแล้ว!”


    แบนเนอร์กับชาร์ลไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับสถานการณ์ตรงหน้า

    ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เมื่อกี้นี้ยังบอกอยู่เลยว่าช่วยไม่ได้แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าพยายามช่วยไปเรียบร้อยแล้วเป็นใครก็งงกันทั้งนั้นแหละ

    พอโดนถามแบบนั้นทั้งคู่ต่างปิดปากไม่ตอบอะไรแบบเดิม พอเห็นท่าทางแบบนั้นพอจะเดาเหตุผลได้


    “โดนห้ามไม่ให้พูดสินะครับ”

    ““!!””


    การเงียบเองก็เป็นคำตอบได้เหมือนกัน ครั้งนี้ก็เช่นกันการที่ทั้งคู่ก็ยังเงียบไม่ยอมพูดอยู่ดีทั้งที่เรื่องมาขนาดนี้แล้ว ไหนจะท่าทางที่ตกใจที่ได้ผมพูดนั้นอีกช่วยยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าที่ผมพูดเป็นเรื่องจริง!

    ขณะทั้งคู่ที่กำลังมองหน้ากันเองว่าควรจะพูดยังดีผมเลยพูดขึ้นมา


    “เข้าใจแล้วครับ… ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องข่าวลือทั้งสองเรื่องแล้วละครับ ทุกอย่างคงจบได้ด้วยดี”


    ผมว่าอย่างนั้นแล้วตบมือยิ้มออกเหมือนบอกว่า เรื่องจบแล้วทุกคนแยกย้ายได้ อะไรประมาณนั้นซึ่งผมก็คิดงั้นจริงๆ


    “เอ๊ะ เดี๋ยวนะเพื่อน?”

    “ที่พูดนี่…หมายความว่ายังไงกันครับเอมเบรส?”

    “นายท่านค่ะ?”


    ทั้งชาร์ล แบนเนอร์และฮันนาที่ไม่เข้าใจว่าต่างตกใจกับท่าทางประชุมจบแล้วของผมยกเว้นคนเดียว


    “เอมเบรสคุง ดูเหมือนเธอจะเข้าทุกอย่างแล้วยังไงช่วยอธิบายให้อาจารย์และเพื่อนๆให้เข้าใจหน่อยได้ไหม ในเมื่อทุกคนพยายามที่จะช่วยเธอแล้วก็มีสิทธิ์ที่จะรู้!”



    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่เป็นตัวร้ายตกกระป๋องขอสู้ชีวิตหักธงBadEndให้จงได้! ที่คุณอ่าน