เจอาร์นั่งมองมาร์คกับมิเกลเล่นของเล่นกันอย่างสนุกสนาน ไม่นานพวกเขาก็จากกันแล้ว เขารู้สึกใจหายแปลก ๆ
“มิเกลอย่าบอกใครเื่มิติเก็บของ” เขาพูดขึ้นมา เด็กทั้งสองมองเขาด้วยความแปลกใจ
“ทำไมคะ” เด็กหญิงถาม ทำคิ้วฉงน
“อันตราย”
“แล้วหนูบอกแดดดี้ได้ไหมคะ”
“ได้” เขาพยักหน้า “แต่ต้องบอกตอนไม่มีใครอยู่ด้วย”
“ค่ะ หนูจะเชื่อฟังมามี้ค่ะ”
....
ปัง ตูม
เสียงดังสนั่นจนแสบหูพร้อมกับแรงสั่นะเืของอาคาร
เจอาร์คว้าตัวเด็กมากอดไว้ ขณะพยายามทรงตัวไม่ให้ล้ม
“แผ่นดินไหวเหรอครับ” มาร์คถามเสียงอู้อี้ในอกเขา
“รออยู่นี่” เขาบอกเด็กทั้งสองพร้อมพาไปหลบอยู่ใต้เตียง ส่วนตัวเองเดินไปยังหน้าต่างมองดูข้างล่าง
หน้าต่างมีรอยร้าวจากแรงสั่นะเืรุนแรงเมื่อครู่ เจอาร์มั่นใจว่าเมื่อครู่ไม่ใช่แผ่นดินไหวแน่นอน แต่เกิดจากการต่อสู้ของสัตว์กลายพันธุ์
เมื่อมองลงไปเขาก็ต้องเบิกตากว้าง สัตว์ตัวใหญ่สีน้ำตาลอ่อนลำตัวของมันยาวกว่ารถไฟส่วนหางของมันกวาดแกว่งไปมาฟาดคอนโดข้างตึกที่พวกเขาอยู่จนล้มลงมาทางนี้
นี่มันงูเห่ากลายพันธุ์ แถมยังมีตั้งสองตัว
มันกำลังต่อสู้กันอย่างไม่มีใครยอมใคร ตัวหนึ่งสีเหลืองหม่นอีกตัวสีน้ำตาลอ่อน แต่ขนาดตัวของมันใหญ่พอ ๆ กัน
คอนโดนั้นสูงกว่าตึกของโรงพยาบาลเกือบเท่าตัวถ้ามันล้มมาทางนี้ ตึกที่เขาอยู่จะถูกทับถมราบเป็หน้ากองแน่
ไม่มีเวลาคิดเขาวิ่งกลับไปอุ้มเด็กทั้งสองและวิ่งออกไปที่ระเบียงทางเดินเชื่อมตึกด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่จะทำได้
เมื่อเจอที่โล่งเขาก็ไม่รอช้าะโข้ามไปยังระเบียงอาคารที่อยู่อีกฝั่งของถนน
...
ฉากหลังของพวกเขาคือตึกที่ถล่มทลายลงมาเพราะงูเห่ากลายพันธุ์ทั้งสองตัวกำลังเกี้ยวรัดกันกลิ้งไปชนตัวตึกจนถล่ม พวกมันปล่อยพิษใส่กันอย่างไม่หยุดหย่อน
พิษของงูเห่ากลายพันธุ์ร้ายแรงมากเมื่อพิษโดนพื้นหรือสิ่งของก็จะถูกกัดกร่อนสลายลงเหมือนกองทรายถูกที่น้ำกัดเซาะทันที
แต่งูเห่าทั้งสองที่ขยันปล่อยพิษใส่กันกลับไม่เป็อะไร พวกมันยังคงต่อสู้กันอย่างดุเดือด
“อย่ากลัว” เจอาร์บอกเด็กทั้งสองที่ตัวสั่นกอดเอวของเขาแน่น ขณะที่เขามองการต่อสู้ของงูเห่าสองตัวอย่างดุเดือด
งูเห่ากลายพันธุ์สองตัวนี้เกรงว่าแม้แต่เขาก็ยังตึงมือ หนังของมันน่าจะหนาและเหนียวทนทานมาก ขนาดพวกมันทั้งฝั่งเขี้ยวทั้งพ่นพิษใส่กันยังมีรอยขีดข่วนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด
เสียงดังมาจากนาฬิกาข้อมือของมาร์คดังขึ้น เด็กชายกดรับด้วยมือสั่นเทา
“แดดดี้” เด็กชายพูดเสียงสั่นเครือ
“มาร์คลูกเป็ยังไงบ้าง มิเกลละอยู่ด้วยกันไหม แดดดี้กำลังจะถึงแล้ว อดทนหน่อยนะลูก” เสียงทุ้มพูดอย่างร้อนรน ฟังดูก็รู้ว่าเ้าตัวห่วงลูกมากแค่ไหน แต่ทำไมถึงมาหาลูกช้าขนาดนี้
“หนูอยู่... กรี๊ดดดด” มิเกลกรีดร้อง เจอาร์ระวังตัวอยู่แล้ว
ทันทีที่งูเห่าตัวสีเหลืองหม่นกระเด็นมาถูกตึกที่เขาอยู่
เขาก็อุ้มเด็กฝาแฝดชายหญิง ะโลงระเบียงเหยียบลงหลังของมันจากนั้นก็วิ่งด้วยความเร็วไปยังซอยข้างหน้า
ตามด้วยะโขึ้นไปบนชั้นสามของห้องเช่าขนาดสามชั้น วิ่งขึ้นไปบนบันไดตรงไปยังดาดฟ้าและะโข้ามไปที่ตึกถัดไปทันที
“กรี๊ดดด”
“ช่วยด้วย”
แว่วเสียงกรีดร้องผสมกับเสียงขอความช่วยเหลือของผู้รอดชีวิตที่อยู่ในอาคารดังตามหลังมา
“แดดดี้มิเกลกลัว”
“มามี้ผมกลัว” เด็ก ๆ พูดพึมพำตลอดเวลาที่เขาอุ้มเด็กทั้งสองะโข้ามดาดฟ้าของตึก
“มิเกล มาร์ค เกิดอะไรขึ้นตอบแดดดี้ที/มิเกล มาร์ค เกิดอะไรขึ้นตอบอาที” และตามมาด้วยเสียงปลายสายที่ดังลอดมาไม่หยุด
เจอาร์พาเด็ก ๆ ข้ามดาดฟ้าของตึกแล้วตึกเล่า จนมั่นใจว่าอยู่ห่างจากจุดที่งูเห่ากลายพันธุ์ต่อสู้กันมากพอสมควร เขาจึงหยุดวิ่ง
เจอาร์วางเด็กทั้งสองลงยืนกับพื้นเปลี่ยนจากอุ้มเป็โอบกอด โยกตัวเบา ๆ ให้เด็กชายหญิงฝาแฝดคลายความหวาดกลัว
...
เจอาร์นึกโทษตัวเองในใจไม่หยุด เขาไม่เคยเลี้ยงเด็กแต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลหรือใช้เป็ข้ออ้างในการละเลยความรู้สึกของเด็กแบบนี้
มิเกลและมาร์คเป็เด็กที่ว่าง่ายและรู้ความแถมยังมีจิตใจเข้มแข็งกว่าเด็กวัยเดียวกัน
เขากลับลืมไปว่าเด็กก็ยังเป็เด็กอยู่วันยังค่ำ ต่อให้มีจิตใจเข้มแข็งขนาดไหนการต้องมาเผชิญกับโลกอันโหดร้ายแบบนี้ โดยเฉพาะต้องมาดูงูเห่าั์ต่อสู้กัน โดยที่เขาไม่คิดถึงความรู้สึกของเด็กอายุเท่านี้ว่าจะรู้สึกยังไง
คงขวัญเสียมาก... ร่างกายของเด็ก ๆ สั่นเทาไม่หยุด
“ขอโทษ” เจอาร์พูดด้วยการปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนที่เขารู้ว่ามันไม่ต่างจากที่เขาพูดปกติ
ั้แ่กลายเป็ซอมบี้ การแสดงอารมณ์ออกทางสีหน้าหรือน้ำเสียงท่าทางของเขาก็ไม่ต่างจากหุ่นยนต์เลยสักนิด
ราบเรียบ... ไร้ความมีชีวิตชีวา แน่ล่ะเขาเป็ซอมบี้นี่
“ขอโทษพวกเธอนะ” เขาพูดย้ำซ้ำแ่เบากอดมาร์คกับมิเกลแน่นขึ้นเล็กน้อย
“อย่ากลัว ฉันอยู่นี่” เขาพูดย้ำ “จะไม่ปล่อยให้ใครทำร้ายพวกเธอ”
ใช้เวลาสักพักกว่าเด็ก ๆ จะหายใกลัวแล้วหลับไป
เจอาร์มองนาฬิกาที่ข้อมือของมาร์คที่ปลายสายถูกตัดไปั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้ ก่อนจะพบว่าแบตเตอรี่หมดไปแล้ว
แสงตะวันใกล้ลับขอบฟ้า เจอาร์อยากกลับไปดูว่างูเห่าสองตัวนั้นเป็ยังไง
หากพวกมันาเ็เขาจะใช้โอกาสนี้ในการฆ่าพวกมัน แต่เขาก็ไม่กล้าปล่อยให้มาร์คกับมิเกลอยู่กันตามลำพัง
ยิ่งในสถานการณ์ที่เด็กทั้งสองคนกำลังเสียขวัญแบบนี้
....
หยดน้ำตกลงกระทบหน้าของเขา เจอาร์เงยหน้ามองข้างบน จากหยดหนึ่งเปลี่ยนเป็สองหยด สามหยดแล้วเปลี่ยนเป็หยาดน้ำฝนเทกระหน่ำลงมา
เขาอุ้มเด็ก ๆ ที่กำลังหลับสนิทพาเดินเข้าไปในชายคา สายฝนกระหน่ำลงจนมืดฟ้ามัวดิน
แม้แต่ซอมบี้ที่มีสายตาเฉียบแหลมมองผ่านความมืดได้อย่างไม่มีปัญหายังไม่สามารถมองผ่านม่านของสายฝนได้เลย
เม็ดฝนในวันสิ้นโลกดูแล้วน่าจะใหญ่กว่าเดิมมาก
เจอาร์อุ้มมาร์คกับมิเกลมาที่ในตัวอาคาร สรุปว่าที่นี่เป็โรงเรียนสอนพิเศษที่เปิดสอนแบบครบครัน
มีเด็กนักเรียนหลบอยู่ห้องเรียนที่สามซึ่งเขาคาดว่าน่าจะเป็ห้องสอนทำอาหาร บนทางเดินมีซอมบี้อยู่ประปรายเขาไล่พวกมันลงไปอยู่ชั้นที่หก
อาคารนี้มีอยู่เจ็ดชั้น ชั้นเจ็ดน่าจะเป็ชั้นสำหรับนักเรียน VIP ห้องมีทั้งหมดหกห้องแต่ละห้องดูหรูหราพอสมควร
นอกจากห้องเรียนที่สามมีนักเรียนติดอยู่ในนั้นหกคนแล้วที่เหลือล้วนเป็ซอมบี้ที่ถูกขังไว้ทั้งนั้น คงเป็เด็กนักเรียนพวกนั้นขังพวกมันไว้
เจอาร์เดินหาห้องที่สะอาดที่สุดแล้วพาเด็ก ๆ ที่หลับสนิทเข้าไปนอน มาร์คกับมิเกลคงจะเหนื่อยมาก
เด็กชายหญิงฝาแฝดไม่ตื่นขึ้นมาเลยแม้แต่ตอนที่เขาพังประตูบนดาดฟ้าหรือกระชากกุญแจออกจากประตูห้องเสียงดังลั่น
เด็กทั้งสองยังคงหลับสนิทหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ
...
ภายในห้องไม่มีอะไรเลยนอกจากพื้นที่โล่งกับกระจกที่ติดรอบห้องและโซฟาตัวยาวอีกสองตัวอยู่ฝั่งตรงข้างกระจก
ซอมบี้สิบสองตัวถูกเขาไล่ออกจากห้อง รอยเืเปรอะเปื้อนตามกระจกและพื้นเหมือนที่เห็นในหนังสยองขวัญ
เขาวางเด็กลงบนโซฟาตัวที่สะอาดที่สุดจัดท่านอนให้นอนได้สบายตัว ก่อนจะค้นกระเป๋าสะพายที่วางกองกันอยู่บนโต๊ะมุมหนึ่งของห้อง
ในกระเป๋ามีผ้าขนหนูผืนเล็ก บางกระเป๋ามีเสื้อแขนยาวกับขนมปังหมดอายุ นมจืด น้ำอัดลม เครื่องสำอางและโทรศัพท์มือถือ
ตอนหนีออกจากตึกพวกเขาไม่ได้เอาข้าวของอะไรออกมาด้วย
เขานำเสื้อแขนยาวมาห่มให้มาร์คกับมิเกล เขาไม่อยากปลุกมิเกลขึ้นมา เพื่อเอาของจากมิติเพราะกลัวว่าเด็กหญิงจะงอแง
ส่วนเขาเป็ซอมบี้นอกจากอาการเพียงเ็ปเล็กน้อยเมื่อมีาแแล้วเขาก็ไม่รู้สึกอะไรเลย อย่างเช่นร้อนหรือหนาวหรือแม้แต่อาการง่วงนอน
ยิ่งได้กินคริสทัลของสัตว์ซอมบี้อาการหิวตลอดเวลาของเขาก็หายไปแทนที่ด้วยประสาทััรับรู้ที่เฉียบคมและกว้างไกลแทน
นั่นเป็เหตุผลที่ทำไมเขาถึงรู้ว่ามีเด็กในห้องเรียนที่สามกี่คน
...
เจอาร์รู้ว่าเขายังไม่แข็งแกร่งพอและเขาไม่อาจปกป้องเด็ก ๆ ได้ตลอดเวลา
การให้มาร์คกับมิเกลหัดใช้พลังและต่อสู้ขั้นพื้นฐาน เพื่อเอาตัวรอดจึงเป็สิ่งที่เขาจะต้องสอนเด็กฝาแฝดอย่างเร่งด่วนที่สุด
สอนไว้แต่เนิ่น ๆ ดีกว่าหากเกิดอะไรขึ้น เด็กทั้งสองคงจะสามารถเอาตัวรอดในวันสิ้นโลกอันโหดร้ายนี้ได้
เขาคิดจะใช้ห้องนี้เป็ที่ฝึกซ้อมเพราะมันเก็บเสียงได้ดี
แต่ก่อนอื่นเขาต้องทำความสะอาดห้องเสียก่อนหรือกำจัดกลิ่นเหม็นพวกนี้ออก อย่างน้อยกลิ่นเหม็นก็ต้องลดลงแหละ
เมื่อมาร์คกับมิเกลตื่นมาจะได้ไม่ใ
...
เจอาร์ตัดสินใจเดินไปเคาะห้องของเด็กนักเรียนผู้รอดชีวิต ในนั้นมีอุปกรณ์ทำความสะอาดแน่นอน พวกน้ำยาล้างจานอะไรเทือก ๆ นั้น
เขาไม่อยากเสี่ยงทิ้งเด็กไว้ไกล แม้ว่าเขาจะเคลื่อนไหวได้เร็ว แต่เื่เล็กน้อยก็อาจเกิดความผิดพลาดที่ใหญ่หลวงได้เหมือนกัน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เจอาร์เคาะประตู แต่เด็กนักเรียนผู้รอดชีวิตกลับนอนหลับสนิท แถมยังไม่มีใครเฝ้าระวังด้วย ประมาทชะมัด เขาเองก็ไม่มีเวลาเหมือนกันนะ
อ้อ... ลืมไปห้องเก็บเสียง
ปัง
เขาตัดสินใจพังประตูเข้าไป เด็กนักเรียนพากันสะดุ้งตื่นลุกขึ้นนั่งมองมาที่เขาอย่างพร้อมเพรียง ไม่มีอาการเมาขี้ตาเลยสักนิด
“อะไร” เด็กสาวอายุราวสิบหกปีผมสั้นถามขึ้นมองมาทางนี้
“คุณเป็ใคร”
“ต... ้าอะไร”
“บอกไว้ก่อนนะเรามีผู้ใช้พลังวิเศษอยู่สองคนนะ”
เสียงข่มขู่ดังขึ้นจากใครสักคน ดูวุ่นวาย ขู่เขาทั้ง ๆ ที่พากันสั่นไปทั้งตัวเนี่ยนะ
ผู้ใช้พลังวิเศษ? แบบมาร์คอย่างนั้นเหรอ
ถ้าเอาเด็กพวกมาเป็ลูกน้องของมาร์คกับมิเกลล่ะ...
02:34 น.
“โอ๊ย~ เหมื่อยเมื่อไหร่จะเสร็จสักทีเนี่ย”
“เงียบ”
“ขอโทษค่ะ”
ตอนนี้เขากำลังมองดูเด็กนักเรียนผู้รอดชีวิตทั้งหกคนทำความสะอาดห้องพักของพวกเขาอยู่
ตอนแรกเด็กนักเรียนพวกนี้ขัดขืนนิดหน่อย เขาเลยใช้กำลังบังคับมา
ในสายตาของเจอาร์ เด็กพวกนี้ไม่ต่างจากสัตว์เลี้ยง ที่มีไว้ขาย เขาไม่ได้รู้สึกอะไรหรือเห็นใจใครเหมือนที่รู้สึกกับมาร์คและมิเกล
นั้นสิ... ทำไมรู้สึกผูกพันแค่กับเด็กสองคนนี้เท่านั้น