ลู่ปิงหยวนหันไปออกคำสั่งกับบ่าวรับใช้“ใครก็ได้ไปเอาผ้าสะอาดกับน้ำร้อนมาให้ข้า...ข้าขอถอดรองเท้ากับถุงเท้าเ้าออกดูหน่อยว่ามันบวมมากน้อยแค่ไหน ประคบด้วยน้ำร้อนโดยตรง น่าจะได้ผลดีมากกว่า”
ชิวหย่งเล่อมีสีหน้าบึ้งตึงนางพยายามสะกดกลั้นความขุ่นเคืองเอาไว้ทำได้เพียงก่นด่าน้องสาวด้วยความริษยาอยู่ภายในใจ สำออยเก่งนักนะนังเด็กบ้า!
แทนที่ท่านพี่ปิงหยวนจะให้สนใจในตัวข้าที่อุตส่าห์ตื่นนอนั้แ่ฟ้ายังไม่สว่าง เพื่อมาแต่งหน้าจัดแต่งทรงผมเลือกใส่อาภรณ์ที่คิดว่างามที่สุดเพื่อดึงดูดความสนใจจากเขา แต่กลับถูกแย่งความสนไปเสียได้ทุกอย่างที่พยายามทำมาทั้งหมดเท่ากับสูญเปล่า
ชายหนุ่มเทน้ำร้อนลงในอ่างน้ำเอาผ้าชุบน้ำร้อนจัดขึ้นมาบิดพอหมาดๆ จนนิ้วมือเรียวยาวเปลี่ยนเป็สีแดงเขาสะบัดผ้าที่มือเพื่อคลายความร้อนออกเล็กน้อย แล้วค่อยๆวางผ้าลงบนข้อเท้าชิวหนิงอันอย่างระมัดระวัง
“ความร้อนเท่านี้...เ้าทนไหวหรือไม่”
น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนราวกับกำลังหลอกเด็กน้อยวัยไม่เกินสามขวด“รับรองว่าหากประคบด้วยความร้อนไม่กี่ครั้งเท้าที่บวมของเ้าต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน”
ชิวหนิงอันกลับก้มหน้านิ่งไร้เสียงตอบรับชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นสีหน้าฉายแววสงสัย นางก็ไม่ได้เป็ใบ้นี้น่าทำไมถึงไม่ยอมพูดอะไรเลยสักคำ
“เ้าเจ็บมากหรือ? ข้าพูดกับเ้าตั้งหลายคำเหตุใดเ้าถึงไม่พูดสักคำ แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเ้ารู้สึกเช่นไร”
ก่อนหน้านี้นางเตรียมคำพูดเอาไว้มากมายเพื่อขอบคุณพี่ชายที่ช่วยชีวิตนางไว้ แต่พอพบหน้ากันจริงๆชิวหนิงอันกลับพูดไม่ออกสักคำ หญิงสาวเอาแต่ก้มหน้าจนมารดาต้องติติง “หนิงอันเ้าเป็อะไรไป...คุณชายลู่ถามไยเ้าไม่ตอบ”
เมื่อถูกมารดาตำหนิถึงกิริยาอันไม่เหมาะสมชิวหนิงอันถึงกับลนลาน รีบตอบจนลิ้นพันกันไปหมด “ตะ...ตอนนี้ยังเจ็บอยู่เ้าคะ ขอบคุณที่วันน่ะ...นั้นท่านพี่ช่วยข้าไว้” นางเรียบเรียงคำตอบได้มั่วซั่วผสมปนเปกันไปหมด
ชายหนุ่มขยับเข้ามาใกล้ยิ่งกว่าเดิมเขาเอียงคอมองหน้าหญิงสาว สายตาจับจ้องมาที่คนตัวเล็กทำราวกับว่ากลัวเสียงของตนนั้น จะเบาเกินไปแล้วนางจะไม่ได้ยินแล้วหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
“ฮ่ะๆ เด็กน้อยเ้ากลัวข้าอย่างนั้นหรือ...ข้าว่าหน้าตาของข้าก็พอใช้ได้อยู่นะ”
ดวงหน้าเล็กก้มต่ำลงกว่าเดิมนางไม่กล้าสบตาบุรุษตรงหน้า แก้มบางใสค่อยๆมีสีแดงระเรื่อปรากฏขึ้นเด่นชัด ชิวหนิงอันรีบกล่าวแก้ตัวเป็พัลวัน“ปะ..เปล่ากลัวเ้าคะขะ...ข้าเจ็บข้อเท้าเ้าคะจึงพูดจาไม่ค่อยรู้เื่ขอท่านพี่โปรดอภัย”
สีหน้าชายหนุ่มฉายแววหวั่นวิตก เมื่อเห็นว่าแก้มหญิงสาวเริ่มเปลี่ยนจากอมชมพู่เป็สีแดง “ใบหน้าเ้าทำไมถึงได้แดงเช่นนี้...เ้ามีไข้อย่างนั้นหรือ?”
เขาใช้ฝ่ามือทาบไปที่หน้าผากหญิงสาวโดยที่นางเองก็ไม่ทันได้ตั้งตัว จากนั้นน้ำเสียงของเขาก็เจือไปด้วยความตื่นตระหนก“ตัวเ้าร้อนจริงๆ ด้วย!”
หญิงสาวมีไข้อ่อนๆั้แ่่เช้า แต่นางไม่กล้าบอกใคร กลัวว่าตนจะทำให้ทุกคนเสียเื่แต่ความรู้สึกที่เก็บซ่อนเอาไว้ภายใน ไม่อาจบอกให้ผู้ใดล่วงรู้นั้นก็คือใบหน้าที่แดงก่ำไม่ได้เกิดจากพิษไข้เพียงอย่างเดียว
แต่เป็เพราะท่าทีแสดงความห่วงใย...ใกล้ชิดของบุรุษที่อยู่ตรงหน้าต่างหาก ที่ทำให้นางหัวใจเต้นแรงจนแถบหายใจไม่ออก
เวลานี้นางกำลังรู้สึกว่าหัวใจกำลังเต้นแรงกว่าปกติโดยเฉพาะตอนที่ชายหนุ่มขยับตัวเข้ามาใกล้ แถมยังใช้ฝ่ามืออุ่นๆมาััที่หน้าผากนางอีกด้วย
ขณะที่ชิวหนิงอันทำตัวไม่ถูกจู่ๆ ร่างของนางก็ลอยขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวรู้ตัวอีกทีตัวเองก็อยู่ในอ้อมแขนของลู่ปิงหยวนเสียแล้วเขาอุ้มร่างชิวหนิงอันขึ้นอย่างง่ายดาย ราวกับว่าตัวนางนั้นเบาราวกับถุงแป้งถุงหนึ่งเท่านั้นพร้อมเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเคย
“ท่านลุงชิวเห็นทีวันนี้คงต้องพักการเรียนไว้ก่อนข้าจะพานางไปส่งที่จวน...เอาไว้ให้นางหายดีก่อนค่อยว่ากันใหม่”
นายท่านลู่หันขวับไปมองหน้าสบตากับลู่ฮูหยินด้วยอาการตกตะลึงที่เห็นบุตรชายปฏิบัติต่อชิวหนิงอัน แตกต่างออกไปจากผู้อื่นถึงเขาจะมีใจโอบอ้อมอารีก็จริง แต่ก็ไม่มีทางอุ้มสตรีใดง่ายๆหากไม่ใช่เื่สุดวิสัยจริงๆ
แล้วนี่เขามองข้ามหัวบิดาและพี่ชายของนางไปได้อย่างไร เื่เช่นนี้ไม่จำเป็ต้องตกเป็หน้าที่ของเขากระมังเป็ที่รู้กันดีว่าบุตรชายคนนี้มักหลีกเลี่ยงการััผู้อื่นโดยเฉพาะสตรี
แม้กระทั่งลู่ม่านลี่น้องสาวแท้ๆที่กำลังเจ็บไข้ได้ป่วยร้องขอให้พี่ชายอุ้ม เขายังปฏิเสธหน้าตาเฉยบอกว่าน้องสาวตัวโตขนาดนี้ควรลุกขึ้นเดินเองได้แล้ว
ทั้งยังสั่งสอนต่ออีกด้วยว่าหากรู้ตัวว่าตัวเองไม่สบาย ก็ควรพักผ่อนอยู่แต่ในเรือนไม่ควรออกมาโดยลมเย็นข้างนอก ทั้งที่ในตอนนั้นน้องสาวพึ่งจะมีอายุไม่ถึงสามขวบด้วยซ้ำ
่เวลาที่นายท่านลู่กับฮูหยินปวดใจมากที่สุดเห็นจะเป็เมื่อเก้าปีก่อน ที่จำเป็ต้องส่งลู่ปิงหยวนในวัยเจ็ดปีไปศึกษาที่วัดเทียนหม่าตามคำสั่งเสียของบิดาผู้ล่วงลับว่าหากไม่ส่งตัวลู่ปิงหยวนไป เมื่อเขาอายุครบสิบแปดปีจะประสบเคราะห์กรรมจนหาทางแก้ไม่ได้จะเศร้าโศกเสียใจกล่าวโทษตัวเองไปตลอดชีวิต
บุตรชายไม่ได้ต่อต้านแต่ก็ไม่ได้เต็มใจนักคำพูดของเด็กชายตัวน้อย ยังคงก้องอยู่ในหัวของผู้เป็บิดาว่าเขาจะทำตามที่บิดาร้องขอ เพียงแค่เื่นี้เื่เดียวเท่านั้น
ส่วนเื่อื่นๆ...เขาจะเป็ผู้ตัดสินชีวิตของตนเองบิดาเห็นว่าเขายังเด็กอาจพูดไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจที่ต้องจากบ้านไปไกลจึงไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจนัก
ผ่านไปห้าปีบิดามารดาคิดถึงจึงเดินทางไปเยี่ยมเขาที่วัดเทียนหม่าเขากลับแสดงท่าทีเ็าวางตัวอย่างกับเป็ผู้ทรงศีล อีกทั้งไต่ซือจาวิยังกล่าวชื่นชมศิษย์เอกอย่างออกนอกหน้าหมายมั่นปั้นมือจะให้ลู่ปิงหยวนขึ้นรับตำแหน่งเ้าสำนักเทียนหม่าคนต่อไป
นายท่านลู่และฮูหยินถึงกับกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่ทั้งสองส่งบุตรชายมาร่ำเรียน หวังเพียงให้เขาได้รับความรู้และสามารถสอบเข้ารับราชการ สานต่อปฏิภาณที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นไม่ได้มุ่งหวังให้เขาออกบวช ละทิ้งทางโลก มุ่งสู่หนทางแห่งเซียนแต่อย่างใด
พอเอ่ยปากถึงเื่สอบเข้ารับราชการเพื่อสืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดา เขาก็ปฏิเสธทันควันว่าไม่อยากกลับมาที่บ้านอีก บอกว่าอยากใช้ชีวิตที่เขาหลานซ่าบำเพ็ญเพียรสู่วิถีแห่งธรรมไม่ขอข้องเกี่ยวกับเื่ทางโลก
ความน้อยใจในวัยเด็กทำให้เขาเ็ากับทุกคนเก็บตัวไม่ข้องแวะกับผู้ใด กว่าจะอ้อนวอนให้มาสอบจอหงวนได้ก็ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากองค์ชายแปดสหายร่วมสำนัก เข้าเกลี้ยกล่อมอยู่นานสองนานถึงได้ยอมลงจากเขามาสอบ พอสอบเสร็จก็เดินทางกลับขาหลานซ่าทันทีไม่ยอมกลับมาเยี่ยมเยือนคนที่บ้าน
ปรากฏว่าลู่ปิงหยวนสอบได้คะแนนมาเป็อันดับหนึ่งทว่าก็ไม่ยอมลงจากเขาเข้ามารายงานตัวที่สำนักพระราชวัง สุดท้ายต้องลำบากบิดาเดินทางไปขอร้องด้วยตัวเองโดยมีข้อตกลงว่าเขาจะกลับมารับราชการให้ไม่เกินสิบปี แล้วจะเป็เมื่อไหร่ตอนไหนนั้นเขาจะเป็ผู้กำหนดเอง
และยังมีเงื่อนไขอีกหนึ่งข้อนั้นก็คือเขาไม่้าแต่งภรรยามีบุตร เสร็จสิ้นหน้าที่ทางราชการเมื่อไหร่เขาจะกลับเขาหลายซ่าทันที หากยอมรับข้อตกลงนี้ได้เขายินดีจะกลับมาสืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดา
นายท่านลู่แกล้งรับปากบุตรชายไปอย่างนั้น เพราะเห็นว่าเื่แต่งงานเป็เื่ที่ยังมาไม่ถึงพอถึงตอนนั้นเขาอาจเปลี่ยนใจก็เป็ได้
ผู้ใดก็ไม่อาจคาดเดาความคิดภายใต้ใบหน้าสงบนิ่งราวพระพุทธรูปของลู่ปิงหยวนได้ เขามักเก็บซ่อนความรู้สึกนึกคิด ความ้าต่างๆเอาไว้ได้อย่างมิดชิด
หากเขาไม่ยอมเปิดปากผู้ใดก็ไม่สามารถบังคับให้เขาพูดความในใจออกมาได้ ท่าทีที่บุตรชายแสดงออกต่อชิวหนิงอันถือเป็นิมิตหมายที่ดี ดูท่าสาวน้อยคนนี้จะมีผลต่อจิตใจบุตรชายอยู่ไม่มากก็น้อยคิดได้ดังนั้นนายท่านลู่ก็อดยิ้มออกมาอย่างดีใจไม่ได้
ระหว่างทางที่ลู่ปิงหยวนอุ้มชิวหนิงอันมาส่งหญิงสาวรู้สึกเกรงใจเขามาก นางขยับตัวไปมาทั้งพยายามพูดจาขอร้อง "วางข้าลงเถิดเ้าคะข้าพอจะเดินเองได้"
ลู่ปิงหยวนก้มหน้าลงใช้สายตาจ้องมองไปที่ใบหน้าจิ้มลิ้มผมหน้าม้าของนางคลอเคลียอยู่ที่แพขนตางอน ปิดบังดวงตากลมโตคู่งามเอาไว้ ปลายจมูกเชิดขึ้นเล็กน้อยคล้ายจะดื้อดึง
ทว่าชายหนุ่มกลับเห็นเป็ความไร้เดียงสาเรียวปากเล็กมีสีแดงจัดเพราะพิษไข้ เขาไม่สนใจคำขอของนางกลับออกแรงกระชับร่างบางในอ้อมแขนให้แน่นขึ้น แล้วข่มขู่นางด้วยคำพูด
"เอามือเกาะคอข้าไว้!เ้าอยากเดินไม่ได้...ไปตลอดชีวิตอย่างนั้นหรือข้อเท้าเ้าไม่ได้าเ็แค่เส้นเอ็น แต่าเ็ลึกลงไปถึงกระดูกหากเ้ายังฝืนจะเดินกระดูกเ้าจะผิดรูปถึงตอนนั้นเ้าคงหมดโอกาสกลับมาเดินได้อีกครั้ง"
"ร้ายแรงถึงเพียงนั้นเลยหรือเ้าคะ"
"อาจเป็เพราะวันนั้น...ข้อเท้าเ้าบวมมากท่านหมอเลยไม่กล้าออกแรงกด ถึงได้ไม่รู้ว่าเ้าาเ็มากน้อยเพียงใดเอาเป็ว่าข้าจะบอกบิดาเ้า ให้เชิญท่านหมอมาตรวจใหม่อีกครั้ง"
ชิวหนิงอันได้ยินดังนั้นก็กะพริบตาถี่ๆเริ่มใจคอไม่ดีกลัวจะเป็ดังที่ชายหนุ่มพูด “ข้าจะพิการ เดินไม่ได้จริงๆหรือเ้าคะ”
ชายหนุ่มขู่นางเพื่อให้นางเชื่อฟังแต่นางกลับกลัวขึ้นมาจริงๆ เขาเผลอยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู “วางใจเถิดหากเ้าเชื่อฟังพักผ่อนกินยาตามที่ท่านหมอสั่ง อาการของเ้าก็จะดีขึ้นเอง”
“ลำบากท่านพี่แล้วขอบคุณเ้าคะ”
ลู่ปิงหยวนอดคิดในใจไม่ได้ว่าหญิงสาวคนนี้จิตใจใสซื่อบริสุทธิ์ เชื่อใจผู้อื่นง่ายเกินไปวันที่เกิดเพลิงไหม้ทั้งที่ตัวเองาเ็ขนาดนั้น กลับไม่โกรธเคืองบ่าวรับใช้ที่ทิ้งนางไว้เพียงลำพังจนเกิดเื่ เอาแต่พร่ำบอกให้เขาช่วยตามหาดูท่าทั้งชีวิตนี้นางคงไม่เคยโกรธเกลียด ชิงชังผู้ใดเลยกระมัง
เมื่อมาถึงเรือนเขาวางหญิงสาวลงบนเตียงอย่างระมัดระวังก่อนจะถอยตัวเองออกมายืนห่างจากเตียงหนึ่งก้าว "เ้าดูแลตัวเองให้ดีข้าขอตัวกลับก่อน"
"ขอบคุณท่านพี่เ้าคะ"ดวงตาคู่งามทอดมองแผ่นหลังชายหนุ่ม รู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณที่เขาช่วยเหลือและห่วงใยนางด้วยใจจริง
ลู่ปิงหยวนเดินกลับออกมาก็พบเข้ากับชิวหย่งเล่อที่ยืนรออยู่ที่หน้าประตูเรือน ชายหนุ่มเอ่ยถามชิวหย่งเล่อด้วยความสงสัยว่าเหตุใดนางจึงมายื่นอยู่ตรงนี้
“คุณหนูรองมาดูอาการน้องสาวเ้ามิใช่หรือ เหตุใดไม่เข้าไปข้างใน...มายื่นทำอะไรอยู่ตรงนี้”
นางจงใจเลี่ยงไม่ตอบคำถามใบหน้างามบึ้งตึงดูท่าทีแล้วเหมือนตั้งใจ จะมาหาเื่คนเสียมากกว่า“เมื่อเช้ายังดีๆ อยู่เลย ข้าไม่เห็นว่านางจะเป็อะไร พอคุณชายมาถึงอาการของนางก็เกิดกำเริบขึ้นมาเสียอย่างนั้นคุณชายไม่คิดสงสัยบ้างเลยหรือเ้าคะ”
“น้องสาวเ้า!หาได้เสแสร้งแกล้งทำอย่างที่เ้าพูด อีกอย่างข้าไม่ใช่คนโง่ที่จะถูกใครหลอกง่ายๆ เ้าพูดจาเช่นนี้เท่ากับกำลังดูถูกสติปัญญาของข้าอยู่...รู้ตัวหรือไม่!”
******
k.p.stom ฝากถึงนักอ่าน
ฝากกด ‘ติดตาม’ ‘กดหัวใจ’ เป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ
อย่าลืมกด ‘เก็บเข้าชั้น’ ไว้จะได้ไม่พลาดนิยายตอนใหม่จ้า
***อัพนิยาย 1ตอนเวลาเที่ยงคืนของทุกวัน (จนจบค่ะ)***