ระบบอัญเชิญพิชิตโลก

    เบื้องหลังเป็นใครกันแน่

    หนานเทียนอวิ๋นมองดูเหล่ายอดฝีมือทั้งหลายเบื้องหน้าด้วยความสับสนอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะสติกลับมา เขาถึงกับหัวเราะแห้งๆ

    หนานเทียนอวิ๋นพยายามลุกขึ้นยืนและกล่าวทักทายกับยอดฝีมือทั้งหลายด้วยรอยยิ้ม

    “ ท่านผู้อาวุโสทุกท่านข้ายินดีที่พวกท่านต้องการข้าเป็นศิษย์แต่ข้าต้องขออภัยด้วยข้าไม่สามารถเป็นศิษย์ของใครได้ ” หนานเทียนอวิ๋นกล่าวด้วยรอยยิ้มพร้อมกับโค้งคำนับเพื่อเป็นมารยาท

    ยอดฝีมือทั้งหลายมองหน้ากันก่อนที่จะเห็นถึงความไม่ยอมแพ้

    “ เจ้าหนู เจ้าคิดที่จะปฏิเสธยอดฝีมือทั้งหมดนี้เลยงั้นหรือ? เจ้ารู้หรือไม่ว่ายอดฝีมือเหล่านี้ครึ่งหนึ่งก็เป็นถึงเซียนศักดิ์สิทธิ์ แถมเบื้องหลังของทุกๆคนที่นี้ก็มีเซียนศักดิ์สิทธิ์อยู่ด้วย เจ้าคิดว่าโชควาสนาแบบนี้จะมีอยู่บ่อยๆงั้นหรือ? ” ยอดฝีมือคนหนึ่งกล่าวด้วยความจริงจัง

    หนานเทียนอวิ๋นที่ได้ยินก็รู้สึกตลกเล็กน้อย เพราะถ้าหากพวกเขารู้ว่าเบื้องหลังของหนานเทียนอวิ๋นคือตระกูลหนาน กองกำลังที่แม้แต่เส้นทางจิวหยางหรือเส้นทางใกล้เคียงก็ไม่สามารถเทียบเคียงได้ พวกเขาคงไม่กล้าที่จะพูดจาแบบนี้อย่างแน่นอน 

    แต่หนานเทียนอวิ๋นก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะคนไม่รู้ย่อมไม่ผิด เพราะถ้าหากพวกเขารู้ว่าหนานเทียนอวิ๋นเป็นคนของตระกูลหนาน พวกเขาคงไม่กล้าเข้ามาแย่งชิงตัวเขาไปเป็นศิษย์อย่างแน่นอน พวกเขาอาจจะเข้ามาด้วยความเคารพแทนมากกว่า

    ตอนนี้เหล่ายอดฝีมือทั้งหลายต่างก็รีบแสดงตัวตนและบอกว่าถ้าหากเป็นศิษย์ของพวกเขาจะได้รับผลประโยชน์อย่างไรบ้าง

    แม้ว่าผลประโยชน์และทรัพยากรที่พวกเขาจะมอบให้หนานเทียนอวิ๋นจะมากมายขนาดไหนแต่มันก็ไม่สามารถเทียบได้กับการที่พ่อของเขามอบทรัพยากรให้ด้วยซ้ำ

    “ ข้าต้องปฏิเสธผู้อาวุโสทุกท่านจริงๆ แม้ว่าผลประโยชน์และทรัพยากรที่พวกท่านจะมอบให้นั้นยอดเยี่ยมมากเพียงใดแต่ข้าก็ไม่สามารถรับได้อย่างแน่นอน ” หนานเทียนอวิ๋นปฏิเสธ

    ส่วนที่ว่าทำไมหนานเทียนอวิ๋นถึงไม่บอกว่าเขามาจากตระกูลหนานก็เพราะเขาเพียงแค่อยากดูท่าทีของผู้อาวุโสเหล่านี้เท่านั้น เพราะถ้าหากเขาบอกไปว่าเขามาจากตระกูลหนาน ผู้อาวุโสเหล่านี้ก็คงจะแยกย้ายกันกลับไปเป็นแน่

    ทันใดนั้นก็มีชายชราผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับกลิ่นอายของเซียนศักดิ์สิทธ์ขั้นต้น เขาจ้องมองไปที่หนานเทียนอวิ๋นด้วยแววตาเต็มไปด้วยความต้องการและความโลภ

    เมื่อเหล่าผู้อาวุโสเห็นชายชราผู้นี้ พวกเขาก็แสดงสีหน้าเย็นชาพร้อมกับจิตสังหารที่ปะทุขึ้น

    “ สารเลวจูเสวียน! เจ้ากล้าปรากฏตัวขึ้นที่นี้เจ้าไม่กลัวตายใช่ไหม? ” ผู้อาวุโสระดับเซียนทองคำขั้นสมบูรณ์คำรามพร้อมกับหยิบดาบโจมตีใส่ชายชราจูเสวียนด้วยความโกรธ

    ยอดฝีมือคนอื่นๆเองก็หยิบอาวุธพร้อมกับโจมตีใส่ชายชราจูเสวียนด้วยเช่นกัน

    เนื่องจากชายชราจูเสวียนเป็นพวกโรคจิตชอบจับตัวอัจฉริยะของกองกำลังต่างๆไป ซึ่งมันสร้างความโกรธแค้นให้กับกองกำลังต่างๆเป็นจำนวนมาก ซึ่งพวกเขาได้ทำการไล่ล่าสังหารจูเสวียนแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครสามารถตามจับตัวของจูเสวียนได้

    ด้วยเหตุนี้ทันทีที่จูเสวียนปรากฏตัวขึ้น ยอดฝีมือทั้งหลายจึงต้องการที่จะสังหารจูเสวียนในทันที

    จะมีก็แต่หนานเทียนอวิ๋นที่รู้สึกว่าจูเสวียนคงไม่ได้โง่มาที่นี้โดยไม่มีการเตรียมตัวให้พร้อมหรอก เกรงว่าจูเสวียนจะต้องมีจุดประสงค์อะไรบางอย่างแน่นอน 

    “ เป็นสายตาที่น่าเกลียดจริงๆ ” หนานเทียนอวิ๋นมองไปยังจูเสวียนที่กำลังมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความต้องการ

    ยอดฝีมือทั้งหลายโจมตีใส่จูเสวียนพร้อมกัน

    แต่ทันใดนั้นพวกเขาก็ต้องประหลาดและพบว่าจูเสวียนได้ทะลวงเข้าสู่ขั้นเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางแล้ว

    สำหรับเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้นและขั้นกลาง แม้ว่าจะห่างกันเพียงขั้นเดียวแต่พลังก็แตกต่างกันมาก นอกจากจะเป็นอัจฉริยะที่สามารถต่อสู้ข้ามระดับขั้นได้ย่อมไม่มีใครที่สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าตัวเองได้

    เพียงพริบตาเดียวยอดฝีมือทั้งหลายก็ถูกพลังของจูเสวียนซัดจนกระเด็นตกไปยังข้างล่างลานประลอง

    “ ฮ่าๆ เจ้าพวกโง่ทั้งหลายคิดว่าข้าจะกล้ามาที่นี้โดยไม่มีการเตรียมความพร้อมก่อนหรือยังไง? ” จูเสวียนหัวเราะอย่างเย้ยหยัน จากนั้นสายตาของเขาก็มองไปที่หนานเทียนอวิ๋น

    “ เจ้าหนู วันนี้เจ้าจะต้องตกเป็นของข้าจูเสวียน ไม่มีใครสามารถช่วยเหลือเจ้าได้อย่างแน่นอน ” จูเสวียนกล่าวด้วยรอยยิ้มที่มั่นใจ

    เวลานี้เหล่ายอดฝีมือทั้งหลายก็มั่นใจแล้วว่าที่จูเสวียนปรากฏตัวขึ้นที่ลานประลองแห่งนี้ก็เพื่อที่จะชิงตัวหมิงเล่ยที่เป็นยอดฝีมือรุ่นเยาว์อัจฉริยะ

    หนานเทียนอวิ๋นมองไปยังจูเสวียนด้วยรอยยิ้มและกล่าวว่า “ ข้าจะต้องตกเป็นของเจ้า? เอาเป็นว่าถ้าหากเจ้าสามารถพาข้าออกจากที่นี้ได้ข้าจะยอมไปกับเจ้าเลย แต่ถ้าหากไม่ได้วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายของเจ้าเช่นกัน ” 

    จูเสวียนหรี่ตาลงพร้อมกับขมวดคิ้ว เขารู้สึกแปลกใจที่หนานเทียนอวิ๋นไม่ได้หวาดกลัวเขาด้วยซ้ำ แถมยังกล้าที่จะท้าทายซึ่งๆหน้าแบบนี้อีกต่างหาก เห็นได้ชัดว่าเลยว่าจะต้องมีบางอย่างที่ทำให้หนานเทียนอวิ๋นมั่นใจแบบนี้

    ความมั่นใจนี้ก็ทำให้เหล่ายอดฝีมือทั้งหลายประหลาดใจไม่ต่างจากจูเสวียน ต้องไม่ลืมว่าจูเสวียนเป็นถึงยอดฝีมือระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลาง แต่หนานเทียนอวิ๋นมั่นใจว่าจูเสวียนจะไม่สามารถพาเขาไปจากที่นี้ได้ หรือว่าเจ้าหนูนี้มีไพ่ลับบางอย่างอยู่แน่นอน

    “ น่าสนใจดีนิ ข้าอยากจะรู้ว่าสิ่งใดที่ทำให้เจ้ามั่นใจขนาดนี้! ” จูเสวียนยิ้มเย็นก่อนที่จะระเบิดความแข็งแกร่งของตัวเองออกมาทันที

    จากนั้นจูเสวียนก็พุ่งใส่หนานเทียนอวิ๋นพร้อมกับกรงเล็บที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยเหล็กพิเศษแม้กระทั้งร่างกายของเซียนศักดิ์สิทธิ์ก็ถูกความแหลมคมของมันทิ้มทะลุเนื้อได้เลย

    “ เจ้าหนูระวัง!! ” ยอดฝีมือทั้งหลายรีบใช้พลังในการปกป้องหนานเทียนอวิ๋นทันที 

    แม้ว่าพวกเขาจะไม่รู้ว่าเบื้องหลังของหนานเทียนอวิ๋นจะเป็นอย่างไร แต่ในฐานะยอดฝีมือพวกเขาไม่ต้องการให้รุ่นเยาว์อัจฉริยะต้องถูกทำลาย

    เพียงแต่พวกเขาก็ไม่สามารถปกป้องหนานเทียนอวิ๋นได้ พวกเขาถูกจูเสวียนซัดกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง

    “ ฮ่าๆ เจ้าพวกอ่อนแอทั้งหลายคิดหรือว่าจะสามารถจะเอาชนะข้าได้งั้นเรอะ ช่างไม่รู้จักเจียมตัวเสียจริง! ” จูเสวียนกล่าวอย่างเย้ยหยัน

    เหล่ายอดฝีมือทั้งหลายพากันนอนหมดสภาพ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้หมดสติไปแต่พลังในร่างกายก็ปั่นป่วนอย่างมากเช่นกัน

    เวลานี้เหล่ายอดฝีมือรวมไปถึงผู้ชมที่กำลังรับชมอยู่ก็มองไปที่หนานเทียนอวิ๋นด้วยความสงสาร เพราะพวกเขารู้ดีว่าหนานเทียนอวิ๋นจะต้องกลายเป็นของเล่นของจูเสวียน

    ทันใดนั้นเองก็มีร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหน้าของหนานเทียนอวิ๋นก่อนที่จะวาดฝ่ามือเบาๆ

    จากนั้นสิ่งที่ทุกๆคนตกใจก็คือ จูเสวียนที่เป็นถึงยอดฝีมือระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางก็ถูกสังหารกลายเป็นละอองเลือด

    ถ้าหากยอดฝีมือไม่ได้กลิ่นของเลือดพวกเขาก็คงคิดว่าจูเสวียนที่ปรากฏตัวเมื่อครู่เป็นเพียงแค่ภาพลวงตาเท่านั้น

    “ นี้มัน! ” 

    “ แข็งแกร่งยิ่งนัก ” 

    “ เพียงแค่โบกมือเบาๆก็สามารถทำให้จูเสวียนที่เป็นถึงเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางถูกสังหารได้ง่ายๆเช่นนี้ คาดว่าผู้อาวุโสท่านนี้จะต้องเป็นเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลายหรือสูงกว่านั้นอย่างแน่นอน ” 

    เวลานี้เหล่ายอดฝีมือทั้งหลายมองไปยังชายชราที่สังหารจูเสวียนด้วยความเคารพและหวาดกลัว

    จากนั้นพวกเขาก็เห็นว่าชายชราผู้นั้นเดินไปหาหนานเทียนอวิ๋นและกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆว่า “ นายน้อยตอนนี้แมลงที่น่ารำคาญได้หายไปแล้วขอรับ ”

    ชายชราผู้นี้ก็คือเหมาอี้กัง ยอดฝีมือระดับเซียนอมตะขั้นสมบูรณ์นั่นเอง

    แม้ว่าเสียงของเหมาอี้กังจะเบามากแต่ในฐานะยอดฝีมือระดับสูงพวกเขาย่อมได้ยินคำกล่าวของเหมาอี้กังอย่างชัดเจน

    นายน้อย!!

    ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งขนาดนี้เป็นเพียงแค่ผู้ติดตามของหนานเทียนอวิ๋นอย่างนั้นเรอะ

    ตอนนี้ยอดฝีมือทั้งหลายไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมหนานเทียนอวิ๋นถึงได้ไม่ต้องการเป็นศิษย์ของพวกเขา เพราะเบื้องหลังของหนานเทียนอวิ๋นแข็งแกร่งยิ่งกว่ากองกำลังของพวกเขาเสียอีก 

    หนานเทียนอวิ๋นมองไปยังจุดที่จูเสวียนเคยอยู่เขาก็ส่ายหน้าเบาๆและกล่าวว่า “ ดูเหมือนว่าเจ้าสารเลวนี้จะไม่มีความสามารถในการพาข้าไปด้วยนะ ” 

    หลังจากนั้นหนานเทียนอวิ๋นก็มองไปยังเหมาอี้กังและกล่าวขึ้นว่า “ กลับกันเถอะอีกไม่นานท่านพ่อก็จะมาแล้ว ” 

    “ ขอรับนายน้อย ” เหมาอี้กังตอบรับ

    ทั้งสองเดินกลับไปยังที่พักของตัวเองทันที

    เวลานี้ทุกๆคนที่อยู่ที่นี้ต่างก็รู้สึกโล่งใจและถอนหายใจออกมาเบาๆ พวกเขาคิดว่ารุ่นเยาว์อัจฉริยะคนนี้จะต้องถูกเจ้าสารเลวจูเสวียนพาตัวไปเสียแล้ว ดูเหมือนว่าหลังจากนี้ชื่อของจูเสวียนจะกลายเป็นอดีตไปแล้ว

    ตอนนี้ทุกๆคนต่างก็อยากรู้ว่าเบื้องหลังของหนานเทียนอวิ๋นหรือหมิงเล่ยที่ทุกๆคนรู้จักคือกองกำลังใดกันแน่ แต่ก็มีบางคนที่คิดว่าเบื้องหลังของหมิงเล่ยน่าจะเป็นตระกูลหนาน เพราะว่านี้เป็นเพียงกองกำลังเดียวที่จะสามารถมีรุ่นเยาว์ที่มากไปด้วยพรสวรรค์ระดับนี้ได้ แต่ก็มีบางส่วนที่คิดว่าเบื้องหลังของหนานเทียนอวิ๋นน่าจะมาจากเส้นทางอื่นเสียมากกว่า

    นอกจากนี้จะมีเพียงแค่ผู้ดูแลหานเท่านั้นที่มองดูหลังของหนานเทียนอวิ๋นด้วยความหวาดกลัวขึ้นมา เพราะเขารู้ดีว่าเขาได้สร้างปัญหาให้กับตัวเองเรียบร้อยแล้ว

    “ บ้าเอ้ย! เจ้าสารเลวนั้นเป็นใครกันแน่ทำไมถึงมียอดฝีมือที่แข็งแกร่งขนาดนี้เป็นผู้ติดตามได้กัน แล้วพวกคนของข้ามันทำอะไรอยู่ทำไมถึงไม่มีใครไปหาตัวจริงของเจ้าหมิงเล่ยเจอล่ะเนี้ย!  ” ผู้ดูแลหานคำรามออกมาด้วยความโกรธพร้อมกับทุบไปที่ตู้ที่อยู่ใกล้ๆจนมันถูกทำลาย

    “ เรื่องนี้ต้องไม่ให้ท่านผู้นำรู้เด็ดขาดว่าข้าได้ขู่เจ้าหมิงเล่ยไว้ ” ผู้ดูแลหานครุ่นคิดทันที เนื่องจากผู้นำตระกูลบอกให้ใช้ทุกๆวิถีทางเพื่อให้เข้าร่วมกับลานประลองแต่ห้ามไม่ให้เกิดการบังคับหรือข่มขู่ เพราะถ้าหากทำแบบนั้นจริงๆอาจจะทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นมาทั้งสองฝ่าย

    ไม่กี่วันต่อมา เรื่องที่เกิดขึ้นที่ลานประลองร้อยเผ่าพันธ์ุก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งพื้นที่การปกครองของตระกูลจิว

    จูเสวียนจอมปีศาจที่ชอบจับตัวอัจฉริยะได้กลายเป็นเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางแล้ว มันต้องการที่จะจับตัวอัจฉริยะที่ลานประลองร้อยเผ่าพันธ์ุแต่สุดท้ายก็ถูกผู้คุ้มกันของอัจฉริยะผู้นั้นสังหารทิ้ง

    ซึ่งอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่มีชื่อว่าหมิงเล่ยก็กลายเป็นจุดสนใจของกองกำลังต่างๆทันที เพราะกองกำลังทั้งหมดรู้ดีว่าถ้าหากเป็นเป้าหมายของจูเสวียนแล้วแสดงว่ารุ่นเยาว์อัจฉริยะคนนั้นจะต้องเป็นรุ่นเยาว์อัจฉริยะที่แท้จริง เพราะจูเสวียนไม่เคยจับตัวอัจฉริยะทั่วๆไปแม้แต่คนเดียว

    ไม่นานข้อมูลของหมิงเล่ยก็ทำให้กองกำลังทั้งหมดประหลาดใจและกลายเป็นว่าพวกเขาเองก็ต้องการที่จะรับสมัครหมิงเล่ยเข้าร่วมกับพวกเขา แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะใช้อะไรในการรับสมัครหมิงเล่ยดี เพราะพวกเขารู้ว่ายอดฝีมือที่คุ้มกันหมิงเล่ยก็คือเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางหรือสูงกว่านั้น

    ต้องรู้ว่าเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางหรือสูงกว่านั้นนับว่าเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งของโลกเทียนจิวแล้ว พวกเขาสามารถปิดท้องฟ้าด้วยมือข้างเดียวได้ด้วยซ้ำ ไม่ว่าพวกเขาจะไปที่ไหนก็สามารถทำให้พื้นที่ตรงนั้นสั่นสะเทือนได้ด้วยการกระทืบเท้าเพียงครั้งเดียว

    แน่นอนว่ากองกำลังระดับสูงหลายแห่งก็คิดว่าหมิงเล่ยน่าจะมาจากเส้นทางอื่นที่ออกมาเที่ยวเล่นหรือไม่ก็เป็นคนของตระกูลหนานที่ปลอมตัวมา เพราะพวกเขารู้ว่าหมิงเล่ยไม่น่าจะใช้คนของโลกเทียนจิว

    หนานเทียนอวิ๋นนั่งอยู่ที่ห้องพักพร้อมกับเหลือบมองไปยังท้องฟ้าสีครามด้านนอกและพึมพำว่า “ อีกนานไหมกว่าท่านพ่อจะมาถึง? ” 

    “ คาดว่าอีกไม่กี่ชั่วยามเท่านั้นขอรับนายน้อย ” เหมาอี้กังตอบ

    หนานเทียนอวิ๋นพยักหน้าและกล่าวว่า “ แล้วเรื่องผู้ดูแลหานเจ้าจัดการแล้วหรือยัง? ” 

    สำหรับหนานเทียนอวิ๋นแล้วในฐานะที่เป็นถึงบุตรชายของหนานหมิง อัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลหนาน เขาย่อมไม่มีทางที่จะถูกใครมาข่มขู่ได้ง่ายๆ แม้ว่ากองกำลังนั้นจะแข็งแกร่งกว่าตระกูลหนานก็ตาม 

    “ เรื่องนั้นพวกเราได้ส่งคนไปแจ้งกับตระกูลหานแล้วคาดว่าอีกไม่นานนายน้อยก็จะได้รับคำตอบที่น่าพึงพอใจ แต่ถ้าหากไม่ได้คำตอบที่นายน้อยพึงพอใจข้าก็จะให้คนของเราไปพูดคุยกับพวกเขาเป็นการส่วนตัว ” เหมาอี้กังตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชาพร้อมกับจิตสังหารจางๆ

    หนานเทียนอวิ๋นพยักหน้ารับเบาๆ

    ไม่นานนักจ้าวลู่กังก็ปรากฏตัวขึ้นและกล่าวกับหนานเทียนอวิ๋นว่า “ นายน้อยตอนนี้ตระกูลหานได้สั่งปลดผู้ดูแลหานแล้ว และคาดว่าจะต้องกลับไปรับโทษที่ตระกูลอีกด้วยขอรับ ” 

    หนานเทียนอวิ๋นที่ได้ยินก็ยิ้มอย่างพึงพอใจในทันที

    แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น

    เหมาอี้กังเดินไปเปิดประตูดูก็พบว่าคนที่อยู่ด้านหน้าประตูก็คือผู้ดูแลหานที่ตอนนี้มีสภาพหวาดกลัวเป็นอย่างมากยืนอยู่

     

    คล้ายกับเรื่องระบบอัญเชิญพิชิตโลก ที่คุณอ่าน