เพียงพริบตาจางหยุนกับหวังเอ้อเหมาเข้ามาเป็ศิษย์ฝ่ายนอกของสำนักเซิ่งหยวนได้สามสัปดาห์แล้ว และวันนี้เป็วันที่สำนักเปิดให้ศิษย์ฝ่ายนอกเข้าหอคัมภีร์ยุทธ์เพื่อเลือกวิชาระดับต่ำสำหรับการฝึกฝน
สำหรับเคล็ดวิชากลับไม่ได้แบ่งระดับอย่างชัดแจ้งมีเพียงการจัดอันดับเพียงคร่าวๆเท่านั้น และไม่ได้มีข้อห้ามที่ว่าระดับพลังต่ำต้อยห้ามฝึกวิชาระดับสูงดังนั้นสำหรับศิษย์ฝ่ายนอกบางคนที่มีเื้ัแข็งแกร่งจึงไม่ชายตามองเคล็ดวิชาระดับต่ำเหล่านี้ เนื่องจากพวกมันต่างฝึกเคล็ดวิชาระดับสูงจากตระกูลตนเองแต่แรกอยู่แล้ว
จางหยุนกับหวังเอ้อเหมาเดินทางมาถึงหอคัมภีร์ยุทธ์แล้วโดยมีกัวหย่งร่วมทางมาเป็เพื่อน หวังเอ้อเหมากวาดสายตามองแล้วจึงเอ่ยปากขึ้น
"ช่างเงียบเหงานัก มีผู้คนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น"
กัวหย่งเห็นดังนั้นจึงหัวเราะและเอ่ยปากคลายความสงสัยของหวังเอ้อเหมา
"ท่านเข้าใจว่าทุกคนต้องมาที่นี่ทุกเดือนงั้นหรือ ศิษย์ฝ่ายนอกส่วนใหญ่ต่างคัดเลือกวิชาสำหรับฝึกฝนเรียบร้อยแล้ว แต่ก็มีบ้างบางส่วน เช่นผู้ที่้าเปลี่ยนวิชาหรือหาวิชามาฝึกเพิ่ม นี่ยังไม่รวมกับผู้ที่มีเื้ัที่ฝึกวิชาประจำตระกูลตนเอง"
เมื่อได้ยินดังนั้นจางหยุนจึงเข้าใจ แต่ในใจกลับนึกถึงอาจารย์ผู้ล่วงลับ อวี๋เฟิงกับเฉินคุนที่หายสาปสูญ อีกทั้งยังนึกถึงเพลงกระบี่มายาจันทรา วิชาตัวเบาเงาวายุ ที่จัดเป็วิชาระดับสูงเช่นกันซึ่งมันไม่อาจใช้ออก หากใช้ออกจะเสี่ยงต่อการเปิดเผยความลับว่ามันมีความเกี่ยวข้องกับหลินเฟย
หลังจากจางหยุนสงบจิตใจลงได้แล้ว มันกับหวังเอ้อเหมาจึงก้าวเท้าเข้าสู่หอคัมภีร์ยุทธ เมื่อเข้ามาด้านในแล้วจางหยุนก็พบกับผู้เฒ่าจ้าวผู้ดูแลหอคัมภีร์ยุทธแห่งนี้ ผู้เฒ่าจ้าวเป็ชายชราผมหงอกขาวใบหน้าเหี่ยวย่น ท่าทางไม่ใช่คนใจดีอันใด เมื่อผู้เฒ่าเ้าเห็นทั้งสองไม่คุ้นหน้า ดูจากเสื้อผ้าที่สวมใส่คาดว่าเป็ศิษย์ฝ่ายนอกที่พึ่งเข้ามาใหม่ จึงอธิบายกฎเกณฑ์เพียงคร่าวๆ
"หอคัมภีร์ยุทธแห่งนี้เปิดให้ศิษย์ฝ่ายนอกเข้ามาเพียงเดือนละครั้ง สามารถเข้าได้เพียงชั้นหนึ่งนี้เท่านั้น พวกเ้ามีเวลาเลือกเฟ้นเพียงหนึ่งชั่วยาม พวกเ้าสามารถเลือกได้เพียงหนึ่งวิชา หลังจากเลือกวิชาได้แล้วให้มาแจ้งชื่อพร้อมกับชื่อเคล็ดวิชากับข้า แต่หากครบหนึ่งชั่วยามแล้วพวกเ้ายังไม่ได้เคล็ดวิชาอันใด พวกเ้าต้องกลับไปมือเปล่าแล้วมาเลือกอีกทีเดือนหน้า" หลังจากบอกกล่าวกฎเกณฑ์เสร็จสิ้นแล้ว ผู้เฒ่าจ้าวปั้นหน้าเคร่งขรึม ราวกับราชันทอดมองใต้หล้า
จางหยุนกับหวังเอ้อเหมาประสานมือคารวะเป็สัญลักษณ์ว่ารับทราบแล้ว เสร็จสิ้นแล้วจึงพากันเดินเข้าสู่ด้านใน
"ช่างวางกล้ามเขื่องโขนัก ก็แค่คนแก่เฝ้าประตูมิใช่รึ วางท่าราวกับเ้าสำนัก"หลังจากเดินมาได้สักระยะหวังเอ้อเหมาพลันสบถออกมา
"หุบปากซะอาเหมา หากผู้คนได้ยินเราจะเดือดร้อนเอา" จางหยุนรีบเอ่ยปากตักเตือนหวังเอ้อเหมา
"เกรงกลัวอันใดดูท่าตาแก่หนังเหนียวนั่น คงไม่มีผู้ใดชอบขี้หน้า ต่อให้มีผู้คนได้ยินก็ไม่ไปฟ้องมันหรอก" หวังเอ้อเหมายังไม่หยุดนินทาสักหลายคำ แต่น้ำเสียงที่กล่าววาจากลับเบาราวกับยุง
จางหยุนเห็นดังนั้นจึงไม่กล่าวตักเตือนอีกอันใดอีก หลังจากเดินดูจึงทราบว่าภายในหอคัมภีร์ยุทธ์แห่งนี้แบ่งออกเป็ห้าหมวดหมู่ ตามธาตุปรานแต่ละธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ และไม่มีธาตุ กลับไม่มีธาตุพิเศษ เช่น แสงสว่าง ความมืด สายฟ้า แล้วจึงแบ่งย่อยลงไปอีกเป็ เพลงหมัด เพลงฝ่ามือ เพลงเตะ ดัชนี เพลงกระบี่ เพลงดาบ เพลงหอก ทวน หลังจากทบทวน เมื่อเห็นดังนั้นมันจึงแยกทางกับหวังเอ้อหมาที่เข้าไปเลือกเคล็ดวิชาธาตุดิน
จางหยุนไม่เสียเวลาครุ่นคิดสักเท่าใดรีบเดินเข้าไปที่หมวดหมู่ไร้ธาตุทันที มันเลือกที่จะฝึกวิชากระบี่เนื่องจากมีพื้นฐานจากเพลงกระบี่มายาจันทราที่มันคุ้นชินอยู่แล้ว เพลงกระบี่นางแอ่นเหิน เพลงกระบี่ร้อยแปร เพลงกระบี่ตัดศิลา หลังจากเดินเลือกมาหลายสิบวิชามันจึงตัดสินใจเลือกเพลงกระบี่ร้อยแปรที่มีความคล้ายกับเพลงกระบี่มายาจันทราท่าเริ่มต้นอยู่หลายส่วน
มันใช้เวลาเลือกเพียงหนึ่งชั่วยามหลังจากได้วิชาที่้าแล้วมันจึงเดินไปหาผู้เฒ่าจ้าวเพื่อแจ้งชื่อคัมภีร์ที่ตนเองเลือกออกมา แต่ขณะที่มันกำลังเดินไปสายตากลับเหลือบไปเห็นคัมภีร์เล่มนึงถูกวางไว้บนคัมภีร์เล่มอื่นๆที่วางเรียงกันมันเกิดความสงสัยจึงเดินเข้าไปดูว่าเป็วิชาอันใด
ดรรชนีรวมศูนย์ บนหน้าปกเขียนไว้อย่างชัดแจ้ง จางหยุนเปิดหน้าแรกเริ่มอ่านเนื้อหาในคัมภีร์ ทันทีที่จางหยุนกวาดสายตามอง กลับถูกเนื้อหาในคัมภีร์ดึงดูดเอาไว้ ดรรชนีรวมศูนย์เป็การรรวบรวมพลังปรานเอาไว้ที่นิ้วชีแล้วยิงออกไป เคล็ดวิชาเรียบง่ายเพียงนี้ แต่สิ่งสำคัญคือยิ่งลมปรานเจือปนธาตุน้อยเท่าใดพลังยิ่งรุนแรงขึันเท่านั้น นั่นกลับแสดงว่าลมปรานไร้ธาตุของมันมิใช่รุนแรงเป็อย่างยิ่งหรอกหรือ ราวว่าวิชานี้สร้างขึ้นมาเพื่อมันโดยเฉพาะ
อย่างไม่รู้ตัวมันใช้เวลาที่เหลือในการอ่านคัมภีร์เล่มนี้จนหมดสิ้น เมื่อนึกได้เช่นนั้นมันจึงหยิบคัมภีร์เล่มนี้ไป แล้วนำคัมภีร์กระบี่กลับไปคืน เสร็จสิ้นแล้วมันจึงรีบเร่งไปหาผู้เฒ่าจ้าว
เมื่อเดินไปถึงก็พบหวังเอ้อเหมาที่มีทีท่าร้อนร้น หลังจากหวังเอ้อเหมาเห็นจางหยุนจึงะโเรียกขึ้น "เสี่ยวหยุน รีบหน่อยใกล้ครบสองชั่วยามแล้ว"
เมื่อเห็นท่าทางอันร้อนรนของหวังเอ้อเหมาจางหยุนจึงยิ้มขึ้น สาวเท้าไวกว่าเดิม
"หุบปากของเ้าซะ นี่ไม่ใช่ที่ ที่เ้าจะมาร่ำร้องะโได้ " ผู้เฒ่าจ้าวตวาดว่าหวังเอ้อเหมาที่มันส่งเสียงดัง
เมื่อได้ยินดังนั้นหวังเอ้อเหมาพลันปั้นหน้ายิ้มแย้ม กล่าววาจาขอโทษพร้อมกับโค้งคำนับจนแทบจรดพื้น "ขอรับผู้าุโ ผู้น้อยทราบแล้ว"
ผู้เฒ่าจ้าวได้ยินดังนั้นค่อยรู้สึกดีขึ้นแล้วจึงกล่าวว่า "แจ้งชื่อเ้ากับชื่อคัมภีร์มา"
"หวังเอ้อเหมา เพลงหมัดเบิกภูผา"
"จางหยุน ดรรชนีรวมศูนย์"
ไม่มีริ้วอารมณ์อันใด เมื่อได้ยินดังนั้นผู้เฒ่าจ้าวจึงรีบจดบันทึกสิ่งที่ได้ยิน หลังจากบันทึกเสร็จสิ้นผู้เฒ่าจ้าวยังกล่าวอีกว่า
"ปกติพวกเ้ามีเวลายืมคัมภีร์ทั้งสิ้นหนึ่งเดือน แต่สำหรับพวกเ้าเพียงอนุญาตให้ยืมเพียงสิบห้าวันเท่านั้น" หลังจากกล่าวจบผู้เฒ่าจ้าวกลับยิ้มเหี้ยมเกรียม
หวังเอ้อเหมากับจางหยุนถึงกลับอ้าปากค้างได้แต่มึนงงสงสัย เดินหน้าม่อยคอตกจากไป
"หึ หึ พวกเด็กเหลือขอคิดว่าบิดาไม่ได้ยินที่พวกเ้าด่าว่าข้างั้นรึ"
ทันทีที่จางหยุนกลับมาถึงที่พักมันกับหวังเอ้อเหมาพลันแยกย้ายกันฝึกฝน
ดรรชนีรวมศูนย์ เหมาะกับผู้ที่ปรานแสดงธาตุออกมาเพียงน้อยนิด ดรรชนีเน้นที่ความเรียบง่ายแต่ทรงพลัง เคล็ดความสำคัญเน้นที่คำว่ารวมศูนย์ เคลื่อนย้ายปรานในร่างไปรวมกันที่ดรรชนีแล้วทำการกลั่นเกลาให้เป็ปรานบริสุทธิ์แล้วทำการบีบอัดให้เล็กลง เนื่องจากปรานที่บริสุทธิ์สามารถบีบอัดให้เล็กลงได้ง่าย ยิ่งบีบอัดได้เล็กเท่าใดพลังยิ่งรุนแรง ยิ่งกล่าวได้ว่าพลังปรานยิ่งบริสุทธิ์เท่าใดยิ่งรุนแรงขึ้นอีก อีกทั้งยังใช้เวลารวมศูนย์ได้รวดเร็วขึ้นมากยิ่งขึ้น
จางหยุนถึงกลับเคลิบเคลิ้มงมงาย ฝึกปรือมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย จนกระบรรลุถึงขั้นเริ่มต้น จางหยุนจึงหยุดการฝึกปรือลงเหลียวมองรอบข้าง ฟ้ากลับเริ่มสว่างแล้ว โดยไม่รู้ตัวมันถึงกลับฝึกั้แ่บ่ายจนกระทั้งเช้าในอีกวันยามยินดีมันถึงกลับลืมเหน็ดเหนื่อย เหลือบมองหวังเอ้อเหมามันกลับนอนหลับอุตุ เมื่อเห็นดังนั้นมันจึงล้มตัวลงนอน