อย่างไรก็ตามมีบางเรื่องที่ใช่ว่าพวกเขา‘ตั้งรับอย่างระมัดระวัง’ แล้วก็จะสามารถคว้าชัยชนะในจุดจบได้
เดิมทักษะการใช้กระบี่ของเสิ่นจื่อโยวก็ไม่เลวกอปรกับพลังที่โม่จื่อเซวียนมอบให้นาง เสิ่นจื่อโยวในยามนี้จึงเปรียบเสมือน ‘ผีขวางข้าสังหารผีเทพขวางข้าสังหารเทพ’ ก็มิปาน
คนที่หนึ่งล้มลง
คนที่สองล้มลง
คนที่สามล้มลง...
เซวียนหยวนช่างที่ซ่อนตัวอยู่ในผืนป่ากำลังรอคอยด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังว่าเสิ่นจื่อโยวจะได้รับการสั่งสอนได้แต่กัดฟันแน่นเขาออกแรงกำหมัดอย่างเอาเป็นเอาตาย เส้นเลือดบนหน้าผากเต้นตุบ ๆ จวนเจียนระเบิด
เจ้าพวกเศษสวะ!ล้วนเป็นเศษสวะทั้งนั้น! แม้แต่สตรีระดับบำเพ็ญกายคนหนึ่งก็จัดการไม่ได้เลี้ยงพวกมันไปจะมีประโยชน์อันใด!
บทสรุปแทบจะถูกลิขิตไว้ตั้งแต่เริ่มต้นแล้วกลุ่มคนที่องค์ชายสามเซวียนหยวนช่างส่งออกมา ยังไม่ทันได้สัมผัสแม้แต่ชายเสื้อของเสิ่นจื่อโยวพวกมันก็ร่วงล้มตามกันไป
หากไม่ใช่เพราะคำสั่งตายขององค์ชายสามพวกคนที่เหลือคงวิ่งหนีเอาตัวรอดแล้ว
ในที่สุดคนสุดท้ายก็ล้มคว่ำลงกับพื้นดังตึง!
พวกเขายังไม่ตายเพียงแต่ถูกเสิ่นจื่อโยวทำลายพลังการต่อสู้ของพวกเขาไปจนหมดสิ้น
เสิ่นจื่อโยวยกกระบี่วิเศษในมือขึ้นนางค่อย ๆ วาดผ่านแขนของหนึ่งในนั้น
“ไม่ใช่ว่าพวกเจ้ากำลังคิดตัดแขนขาข้าอยู่หรือยามนี้ข้าอยากถามเจ้ายิ่งนักว่าความรู้สึกของการถูกคนตัดแขนขาเป็นอย่างไร”
นัยน์ตาของคนผู้นั้นหดแคบลงโดยพลันเขาตะเกียกตะกายคิดหลบหนีทว่าสุดท้ายก็ถูกเสิ่นจื่อโยวที่หูไวตาไวตวัดกระบี่วิเศษขึ้นเป็นเส้นโค้งอันงดงาม ฉับๆๆ เสียงฟันกระบี่ดังขึ้นสามครา
แขนขาของเขาถูกตัดจนกุด
พวกคนที่เหลือเหล่านั้นก็ถูกเสิ่นจื่อโยวกระทำเช่นเดียวกันไม่เล็ดลอดไปแม้เพียงคนเดียว
ผู้อื่นไม่ทำร้ายข้า ข้าไม่ทำร้ายเขาผู้อื่นล่วงเกินข้า ข้าชดใช้ให้สิบเท่า!
กับศัตรูแล้วเสิ่นจื่อโยวไม่เคยคิดปราณี
หลังจัดการเรื่องเหล่านี้เรียบร้อยสายตาของเสิ่นจื่อโยวก็ปราดมองไปยังผืนป่าด้านข้างช้าๆ ก่อนที่จะหยุดลงตรงบริเวณหนึ่ง
ที่นั่นเป็นจุดซ่อนตัวของเซวียนหยวนช่าง
เซวียนหยวนช่างรู้สึกหนาวสะท้านที่แผ่นหลังขึ้นทันใดเขาพลันตระหนักได้ทันทีว่าเสิ่นจื่อโยว ‘ได้ยิน’ ถ้อยคำที่เขาสั่งคนพวกนั้นแล้ว
นี่ทำให้ประจักษ์ได้ถึงสิ่งใด...นี่ทำให้ประจักษ์ได้ว่าพลังจิตของเสิ่นจื่อโยวแข็งแกร่งเหลือคณา!
บางทีตั้งแต่คราแรกเสิ่นจื่อโยวก็รู้แล้วว่าพวกเขาอยู่ตรงนี้
ประเสริฐนักเสิ่นจื่อโยวปั่นหัวเขาได้สำเร็จอีกคราการแสร้งปั้นตนเป็นหมูเขมือบพยัคฆ์ในครานี้กระทำได้ลื่นไหลยิ่งนัก!
เซวียนหยวนช่างเกิดความโมโหเขาหยิบคันธนูออกมาจากแหวนเก็บสมบัติ
คันธนูนี้เป็นอาวุธวิญญาณระดับห้าแม้แต่นักบำเพ็ญเพียรระดับจุลสมบูรณ์ก็ถูกยิงให้ตายได้
เขาไม่เชื่อว่าเสิ่นจื่อโยวจะสามารถหลบการโจมตีครั้งสุดท้ายนี้ได้!
มือง้างขึ้น...ยิงธนูออกไป
ลูกธนูที่เกิดจากการหล่อหลอมของปราณวิญญาณมวลหนึ่งพุ่งเข้าหาเสิ่นจื่อโยวด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัวเพียงพริบตามันก็เคลื่อนตัวมาถึงเบื้องหน้าของเสิ่นจื่อโยว
นัยน์ตาของเสิ่นจื่อโยวหดเล็กโดยพลัน...ธนูดอกนี้นางไม่มีทางหลบพ้น
“ตายเสียเถอะ!”
เซวียนหยวนช่างเดือดดาลแล้วตั้งแต่ได้รู้จักอีกฝ่ายนี่เป็นคราแรกที่เสิ่นจื่อโยวเห็นบุรุษผู้นี้โมโหถึงเพียงนี้
ดวงตาของเขาทั้งคู่เอ่อล้นไปด้วยความชั่วร้ายทำให้ผืนป่าในบริเวณนั้นถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งเย็นยะเยือก
ทว่าทันทีที่โม่จื่อเซวียนสะบัดชายแขนเสื้อธนูที่พุ่งตัวเข้ามาอย่างดุดันก็อันตรธานหายวับไปกลางอากาศ
แข็งแกร่งมาก!
เสิ่นจื่อโยวเบิกตากว้างอย่างตื่นตะลึง
ในขณะเดียวกันมือของนางก็พลันรู้สึกเบาลงกระบี่วิเศษในมือถูกโม่จื่อเซวียนแย่งกลับไปอย่างง่ายดาย
โม่จื่อเซวียนขว้างกระบี่วิเศษไปทางเซวียนหยวนช่าง
ทั้งที่นี่เป็นเพียงการขว้างที่ไม่ช้าไม่เร็วทว่าทันทีที่กระบี่หลุดออกจากมือกลับทำให้ผู้คนสัมผัสได้ถึงอานุภาพอันน่าสะพรึง
ทุกตำแหน่งที่กระบี่วิเศษเคลื่อนตัวผ่านต้นไม้พืชพรรณล้วนหักโค่นทันที
หนี! ต้องหนี!
สัญญาณเตือนดังขึ้นในหัวของเซวียนหยวนช่างทว่าสองขาของเขากลับตรึงนิ่งอยู่กับที่ดึงไม่ขึ้น หนีไม่ได้
ปัง!
หลังเสียงกัมปนาทสนั่นหวั่นไหวร่างของเซวียนหยวนช่างก็ลอยละลิ่วออกไปไกลสิบหมี่เขากระแทกกับพื้นกระอักเลือดสดคำโต
กระดูกซี่โครงของเขาหักไปหลายท่อน
แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้เขาต้องตกตะลึงที่สุดนั้นไม่ใช่อาการบาดเจ็บของตนเองแต่กลับเป็นอาวุธวิเศษประจำกายของเขามันหักแล้ว!
เขาพยายามฝืนตัวลุกขึ้น แต่ทันทีที่เขามองลงไปที่พื้นดวงตาก็ต้องเบิกกว้างยิ่งกว่ากว้าง
กระบี่หลิงจิ้ว!กระบี่ที่เสิ่นจื่อโยวใช้โจมตีเขาเป็นกระบี่หลิงจิ้ว?!
เซวียนหยวนช่างไม่รู้ว่าข้างกายของเสิ่นจื่อโยวยังมีคนอีกผู้หนึ่งอยู่เขาเพียงคิดว่าการจู่โจมทั้งหมดนี้ล้วนมาจากเสิ่นจื่อโยว
มิน่าเล่าเสิ่นจื่อโยวจึงสามารถทำร้ายเขาได้คาดไม่ถึงว่าในมือของเสิ่นจื่อโยวจะมีกระบี่วิญญาณระดับเจ็ด!
“ท่านยังคิดสู้อีกหรือไม่”
เสียงหัวเราะแผ่วเบาเสียงหนึ่งลอยเข้าสู่โสตประสาทเสิ่นจื่อโยวใช้พลังจิต ‘ส่ง’ เสียงนี้ออกไป
เซวียนหยวนช่างโกรธจนกัดฟันแน่นแต่เขาตระหนักดีว่าวันนี้ตนเองไม่สามารถทำร้ายเสิ่นจื่อโยวได้
หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล!เสิ่นจื่อโยว เจ้าจงเตรียมรอไว้!
เซวียนหยวนช่างกัดฟัน แต่การรั้งอยู่ต่อไปก็รังแต่จะไร้ประโยชน์จากนั้นเซวียนหยวนช่างก็ควักคัมภีร์ย้ายมวลสารออกมา
เซวียนหยวนช่างปรายตามองกระบี่หลิงจิ้วเป็นครั้งสุดท้ายนัยน์ตาฉายประกายละโมบคิดอยากครอบครอง
ช้าเร็วต้องมีสักวันเขาต้องสังหารเสิ่นจื่อโยวแล้วแย่งชิงกระบี่หลิงจิ้วมาให้ได้!
หลังแสงสว่างสีขาวเซวียนหยวนช่างก็หายตัวไปจากตรงนั้น
“ปล่อยเขาง่ายไปแล้ว”เสิ่นจื่อโยวแค่นเสียงฮึออกมาและเอ่ยงึมงำ
โม่จื่อเซวียนลูบผมของเสิ่นจื่อโยวพลางกล่าว“วางใจเถิด ด้วยอุปนิสัยของเขา เขาไม่มีทางยอมหยุดเพียงเท่านี้ไว้วันหลังค่อยจัดการเขา”
นอกจากนี้เซวียนหยวนช่างยังได้สูญเสียอาวุธวิเศษประจำกายไปแล้วการสู้รบครานี้เพียงพอที่จะทำให้เขาเจ็บเข้าเนื้อ
นัยน์ตาของโม่จื่อเซวียนสว่างวาบมุมปากยกหยักอย่างไม่ทันสังเกต
เป็นดั่งที่โม่จื่อเซวียนคาดเดาไว้เมื่อเซวียนหยวนช่างกลับไปถึงตำหนักของตนเองก็ขว้างปาทำลายสิ่งของในที่ประทับของตนไปกว่าครึ่งตำหนัก
อาการบาดเจ็บบนร่างของเขาถือเป็นเรื่องรองในฐานะหนึ่งในผู้สืบทอดแว่นแคว้นหลิวหั่วผู้ที่ได้รับความสำคัญจากฮ่องเต้ในแหวนเก็บสมบัติของเขาย่อมต้องมียารักษาอาการบาดเจ็บชั้นเลิศเก็บซ่อนอยู่เพียงเขานำออกมาใช้เม็ดหนึ่งก็ช่วยให้เขาฟื้นฟูปราณวิญญาณได้อย่างรวดเร็ว
สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดมากที่สุดจึงไม่ใช่ยารักษาอาการบาดเจ็บที่ต้องใช้ไปแต่เป็นอาวุธวิเศษประจำกายของเขา!
นั่นเป็นอาวุธที่เสด็จพ่อสั่งให้ปรมาจารย์ด้านการผลิตอาวุธสร้างให้เขาเป็นพิเศษมันเป็นอาวุธวิเศษประจำกายที่ต้องผ่านการหล่อหลอมอย่างยากลำบากวัสดุที่ใช้หล่อหลอมล้วนเป็นสิ่งล้ำค่าที่ไม่อาจประเมินค่าได้!
ครานี้ทุกสิ่งสูญสิ้นหมดแล้วถูกเสิ่นจื่อโยวทำลายจนไม่เหลือซาก
เซวียนหยวนช่างขว้างอาวุธวิเศษประจำกายที่ถูกทำลายเสียหายลงกับพื้นก่อนกระทืบอีกหลายครั้งเพื่อระบายโทสะ
ไร้ประโยชน์! พวกไร้ประโยชน์!
เดิมหรงเมิ่งหลันหลงนึกว่าเซวียนหยวนช่างต้องสังหารเสิ่นจื่อโยวได้สำเร็จนางจึงวิ่งเข้ามาเตรียมแสดงความยินดีด้วยความดีใจคาดไม่ถึงว่าทันทีที่ก้าวผ่านประตูจะได้ยินเสียงปึงปัง ๆ อันเป็นเสียงขว้างทำลายสิ่งของผสมผสานไปด้วยเสียงผรุสวาทเกรี้ยวกราด
“ญาติผู้พี่ เป็นอะไรไปเจ้าคะ เหตุใดจึงได้บันดาลโทสะเช่นนี้”
หรงเมิ่งหลันถามอย่างตกใจลางสังหรณ์ไม่ดีปรากฏขึ้นในใจ
“ล้มเหลวแล้วนักบำเพ็ญเพียรระดับแก่นปราณทองคำสิบกว่าคนล้อมโจมตีเสิ่นจื่อโยวเพียงคนเดียวทว่าสุดท้ายกลับพ่ายแพ้! ช่างน่าขันยิ่งนัก!”
“อะไรนะ?!” หรงเมิ่งหลันส่งเสียงร้องออกมาอย่างตกใจ“ญาติผู้พี่ ท่านไม่ได้ใช้ค่ายกลหรือ”
“ผู้ใดกล่าวว่าข้าไม่ได้ใช้!”เซวียนหยวนช่างตบมือลงบนโต๊ะอย่างโมโห “ไม่รู้ว่าเสิ่นจื่อโยวมีวาสนาอะไรดีในมือถึงได้มีกระบี่หลิงจิ้วต่อให้มีนักบำเพ็ญเพียรระดับแก่นปราณทองคำอีกเป็นจำนวนมากก็ไร้ประโยชน์!”
“กระบี่หลิงจิ้ว?!” หรงเมิ่งหลันสูดลมเย็น
นางพยายามระงับจังหวะหัวใจที่กำลังเต้นรัวอย่างบ้าคลั่งในใจทั้งรู้สึกอิจฉาทั้งเคียดแค้น
เหตุใดหญิงอัปลักษณ์ผู้นั้นจึงมีกระบี่หลิงจิ้วนางไม่คู่ควรสักนิด!
“ญาติผู้พี่ หรือว่าพวกเราจะต้องยอมปล่อยไปเช่นนี้?” หรงเมิ่งหลันเอ่ยถามอย่างไม่สบอารมณ์
“ผู้ใดกล่าวว่าข้าจะปล่อยไปเช่นนี้?! หากสังหารเสิ่นจื่อโยวไม่สำเร็จความแค้นในใจข้าย่อมยากบรรเทา!”
ประกายแสงอำมหิตดำมืดพาดผ่านแววตาของเซวียนหยวนช่าง
ความยินดีปรากฏขึ้นในใจของหรงเมิ่งหลัน“เช่นนั้นญาติผู้พี่ท่านจะ...”
“หึครานี้เสิ่นจื่อโยวเพียงโชคดีเท่านั้นที่ข้าคาดไม่ถึงว่านางจะมีกระบี่หลิงจิ้วอยู่ในมือ”
“แต้คราหน้านางจะไม่โชคดีเช่นนี้แล้ว!ข้าไม่เชื่อว่าในมือของนางจะมีอาวุธวิเศษที่ใช้ไม่มีวันหมด!”
“มีกระบี่หลิงจิ้วแล้วอย่างไร หากต้องต่อกรกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่านางก็เหลือเพียงหนทางเดียวคือความตาย!”
เซวียนหยวนช่างกล่าวด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวทันทีที่เขาออกแรงถ้วยน้ำชาในมือก็ถูกบีบจนแหลกเป็นผุยผง