การปรากฏขึ้นของเปลวไฟร้อยเมตร ทำให้บรรยากาศทั้งสมรภูมิเปลี่ยนไปมาก ค่ำคืนมืดมัวถูกเปลี่ยนกลับสู่่แสงแดงสลัวก่อนตะวันตกดิน หมอกหนาและไอเย็นก็กลายเป็ไอร้อนบิดเบือนวิสัยทัศน์
เพราะเพราะฝุ่นผงและหน้าดินเบาถูกคลื่นกวาดไป ภูมิประเทศโดยรวมจึงดูราบเรียบขึ้น ยอดเนินต่างเตี้ยลง หลุมบ่อเองก็ตื้นขึ้น แม้แต่ตอไม้และโครงกระดูกส่วนที่สูงโด่เด่เกินไปก็ไม่พ้นถูกเผาเป็เถ้าสลาย ทุกที่มีแต่กลิ่นสาบและกลิ่นไหม้เหม็นตลบอบอวนชวนอวก
“โฮรรร่!” “ฮร่าาาาาา!”
ไม่ทันไรฝูงิญญาร้ายราวห้าพันตนก็ไล่หลังลุงอาทรและสาวน้ำตกมาถึงห้าร้อยเมตรแล้ว ยิ่งเวลาผ่านไปท่าทีของพวกมันก็ยิ่งบ้าคลั่ง มันเคลื่อนที่เร็วขึ้นและครึ่งหนึ่งเริ่มกระจายตัวออกไปในต่างทิศ เดาได้ไม่ยากว่าพวกมันปลีกตัวไปหาเป้าหมายที่เพิ่งพบใหม่ ผีทัพหลักเหลือราวสองพันกว่าตนทว่าความมุ่งร้ายที่มีต่อเป้าหมายเดิมกลับไม่ได้ลดลงเลย
“ระวังร่องลึกข้างหน้านะคะ…”
“ย่ะ!” ฟุบ
หญิงสาวเป็คนวิ่งนำทาง นางพูดเตือนก่อนจะะโข้ามสนามเพลาะที่ถูกทิ้งร้าง แม้ภูมิประเทศจะดีขึ้นมากแล้วแต่นางยังคงสอดส่องสายตาเพื่อหาเส้นทางที่ไร้อุปสรรค์ พยายามหลีกเลี่ยงเนินสูง หลุมบ่อ ตอไม้ และซากสัตว์ เพื่อคงความเร็วและรักษาระยะห่างจากศัตรู
“ฮ่ะ!” ฟุบ
“!!! จะเร็วกว่านี้ต้องทำยังไง? สอนพี่ที เอาั้แ่พื้นฐานเลย”
อาทระโตาม ก่อนจะหันไปดูด้านหลังแวบหนึ่งแล้วพูดขึ้นอย่างลนลาน พวกเขากำลังวิ่งด้วยความเร็วสองเท่าของปกติด้วยความช่วยเหลือของโค้ทดำ เขารีดเค้นประสิทธิภาพของมันจนถึงขีดจำกัดแล้ว แต่ความเร็วระดับสองนี้ไม่เพียงพอจะหลีกหนีความตายที่ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
“ได้ค่ะ”
“เขาไม่รู้พื้นฐานแต่ใช้งานยุทธภัณฑ์เป็แล้วระดับหนึ่ง ทั้งยังโคจรพลังเสถียรปานนี้ ข้าจะบอกปัดได้อย่างไรเล่า อนาคตเขาอาจกลายเป็กำลังหลักได้ หรือแค่รอดครบจบศึกก็ยังเป็ผลดีต่อทั้งกองร้อย!”
น้ำตกตอบตกลงพลางพินิจพิจารการโคจรพลังิญญาขากางเกงของลุงอาทร ก่อนจะเริ่มการบรรยายโดยที่ยังตั้งหน้าตั้งตาวิ่งไปข้างหน้า
“การรีดเค้นประสิทธิภาพของของยุทธภัณฑ์นั้น เราจะปรับกันที่การโคจรพลังค่ะ เพิ่มปริมาณพลัง เพิ่มระยะเวลา เพิ่มรอบความถี่…”
“…แต่การจะปรับได้พี่ต้องรู้ระบบการทำงานของยุทธภัณฑ์ก่อน ซึ่งยุคนี้จะใช้สี่พลังงานเป็พื้นฐาน พลังจิตหรือกำลังจิต พลังิญญา พลังเวทย์ และพลังลมปราณ โดยทุกยุทธภัณฑ์จะมีหลักการทำงานเดียวกัน คือใช้พลังจิตควบคุมการจ่ายพลังของสามพลังสายหลัก”
“ดังนั้นประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่วิธีการใช้พลังจิต มันคือการส่งเจตจำนงของเราไปผสมเข้ากับผัสสะ เช่น การส่งสัญญาณแสงจากหมวก และการเสริมความสามารถของโค้ทดำ สองอย่างนี้ใช้เจตจำนงผสมกับเสียง เมื่อเราเปล่งเสียงออกไป เราจะเสียกำลังจิตไปส่วนหนึ่ง จากนั้นมันจะทำงานต่อโดยการดึงพลังิญญาของเรามาใช้ เท่านี้ก็นับว่าครบรอบการโคจรแล้ว”
ฟืดดด
หญิงสาวพักบทเรียนด้วยการสูดหายใจลึก พลางหันมาจ้องหน้าลุงอาทรชั่วครู่คล้ายจะดูว่าเข้าใจไหม
“ต่อเลย”
“แฮก แฮก”
แน่นอนว่าตาลุงอาทรยังไม่เข้าใจ และก็ใกล้จะหมดแรงแล้ว
“นั่นหมายความว่าเราต้องเร่งการทำงานของชุดด้วยการะโบ่อย ๆ ะโดัง ๆ หรือจะะโยาว ๆ พร้อมกับจินตนาการถึงผลลัพธ์ โดยเน้นไปที่การชดเชยสิ่งที่ขาดหรือฝืนขีดจำกัด แต่ต้องระวังอย่าให้พลังจิตติดลบจนเกิดอาการ "ผลาญจิต" ซึ่งอาจทำให้เสียสติแล้ววิ่งหลงเข้าดงศัตรู…”
“ย่าาาาาห์! ย่าาาาาห์!”
น้ำตกยิ้มเล็กมุมปากแล้วพูดต่อ ก่อนจะสรุปจบด้วยการทำก็ให้ดูเป็ตัวอย่าง โดยนางหลับตาปี๋ะโดังก้อง ความเร็วพุ่งขึ้นเป็เก้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงในรวดเดียว
“ฮ่าาาาาห์! ฮ่าาาาาห์!”
อาทรทำตาม แต่เมื่อลืมตาขึ้นก็หน้าบึ้งตึงด้วยความผิดหวัง เพราะความเร็วของเขาไม่กระเตื้องขึ้นเลย
“ทำไมไม่ได้ผล!?”
“!! จริงสิ เขามองไม่เห็นพลังิญญา คงดูไม่ออกว่าการโคจรพลังของตนเป็เยี่ยงไร”
“ของพี่ต้องเพิ่มความดังและความถี่ค่ะ คือการเพิ่มพลังงานในระบบและจบรอบการโคจรพลังให้เร็วขึ้น เพราะปกติพี่อาทรโคจรพลังเสถียรและยืดยาว ตรงข้ามกับของหนูที่รุนแรงแต่หมดเร็วโดยธรรมชาติ จึงต้องเพิ่มระยะเวลาของรอบการโคจรก็พอ”
“!!!”
หญิงสาวหันหน้ากลับมาชี้แจงขณะวิ่งนำทาง แต่ครั้งนี้ไม่มีรอยยิ้ม เพราะนางเหลือบไปเห็นฝูงผีทัพหลักที่ไล่ล่าพวกเขามีจำนวนมากขึ้นจนน่าใ
“ก๊าซซซ!” “โฮร้รรรร!” “ฮร่าาาาาา!”
“หวี๊ดดดด!!” “หวูววววว!!”
ฝูงผีระดับสี่ถึงแปดวิ่งกรูออกมาจากม่านมิติอย่างไม่ขาดสาย เผลอแป๊บเดียวทัพหลักที่เหลือสองพันกว่าก็งอกมาเป็ห้าพัน ถ้านับรวมที่แยกตัวออกไปก็ใกล้หมื่นตนแล้ว เสียงร้องคำรามจากห้วงนรกจึงดังกึกก้องทั้งสมรภูมิ พวกมันพุ่งผ่านห้าเปตรแล้วเข้ารวมกับกองผสมอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ผีเปตรตามหลังน้ำตกและลุงอาทรอยู่ห้าร้อยเมตร พวกมันก็เข้าประชิดทั้งคู่ถึงสองร้อยเมตรแล้ว
“โฮร้รรรร!” “ฮร่าาาาาา!” “ก๊าซซซ!”
ยิ่งพวกนี้เห็นคนเป็วิ่งอยู่ด้านหน้าก็ยิ่งเพิ่มความเร็วอย่างบ้าคลั่ง เร็วจนกลายเป็ทัพหน้าที่แยกตัวและพุ่งแซงกองผสมขึ้นมา หลายตนมีการใช้มือตะกุยดินให้พุ่งเร็วขึ้นเป็ครั้งคราว พวกที่เปลี่ยนท่าวิ่งเป็สัตว์สี่เท้าไปเลยก็มีเช่นกัน โดยเฉพาะผีร้ายรูปร่างมนุษย์และพวกครึ่งอสูรกายที่วิ่งนำหน้า พวกมันทั้งเร็วที่สุดและมีจำนวนมากที่สุด ในสมรภูมิที่ไม่มีฝุ่นบนหน้าดินเหลืออยู่แล้ว พวกมันยังวิ่งกันจนดูเหมือนมีฝุ่นตลบกลบทั้งกองทัพได้ อากาศรอบพวกมันมีแต่เศษดินอินทรีย์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยกระจุยกระจายทั่ว
ย้ำอีกครั้งว่าพวกที่นำหน้านี้ล้วนเป็ิญญาระดับสี่และระดับห้า ทว่ามันเร็วกว่าระดับหกถึงแปดที่อยู่ด้านหลังเพราะมวลกายน้อยกว่า และพลังแทบทั้งหมดก็เน้นไปที่ความเร็ว ไม่นานระยะห่างระหว่างคนกับผีก็เหลือไม่ถึงร้อยเมตรแล้ว ผีแนวหน้าเหล่านี้กำลังจะได้ฆ่าคนในไม่ช้า
“แฮก แฮก”
อาทรวิ่งตามหลังน้ำตกเป็สิบเมตรและไกลขึ้นเรื่อย ๆ เขากำลังถดถอยและเหนื่อยหอบจนหายใจไม่ทั่วท้อง เมื่อเห็นทัพผีไล่หลังมาเร็วมากจึงรีบฮุบเอาอากาศเข้าทางปากแล้วกัดฟันวิ่งต่ออย่างไม่คิดชีวิต
“เฮว้ออออ !!”
“โฮร้รรรร!” “ก๊าซซซ!”
“มันตามมาไม่ถึงร้อยเมตรแล้ว! บัดซบ!”
เสียงมรณะที่ไล่ตามมาคอยกดดันจนทำให้ความคิดคนเตลิดไปไกล ในหัวเขาเห็นภาพตัวเองถูกทั้งกองทัพรุมทึ้ง แขนขาถูกฉีกออกจากร่าง ถลกหนังทะลวงเครื่องใน สภาพเละเทะกระจัดกระจายไม่ต่างจากชายผมทองคนนั้น
“อ๊าก!!!!!”
ภายใต้แรงกดดันนี้ ลุงอาทรยังพอจำได้ว่าเขาควรทำอะไร เขาะโให้ดังขึ้นตามคำแนะนำพลางหลับตาจินตนาการถึงการวิ่งระดับสาม วาดภาพในความคิดว่าตนเองกำลังวิ่งขนาบข้างน้ำตก หญิงสาวข้างหน้าที่วิ่งด้วยความเร็วเก้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง!
“มันได้ผล!”
ทันทีที่เขาลืมตาขึ้นก็ตามหลังหญิงสาวอยู่สองสามเมตรแล้ว และไกลจากทัพผีเป็ร้อยเมตร ความเร็วขนาดนี้เพียงพอสำหรับรักษาระยะห่าง ทว่าการทลายขีดจำกัดนี้กลับทำให้รอบการโคจรพลังสั้นลง ไม่นานความเร็วก็ค่อย ๆ ตกลง
“ต้องทำอีกครั้ง! ทำเรื่อย ๆ”
“ฮ่า!!! ฮ่า!!!!!”
“โฮกกก!” “ก๊าซซซ!”
ฝูงผีระดับสี่และห้าที่ถูกทิ้งห่างต่างรองคำรามอย่างหัวเสีย
ร้อยห้าสิบเมตรจากหน้าทัพผี
“รอดแล้ว!”
ด้วยการโคจรพลังที่สมบูร์ขึ้น พริบตาเดียวอาทรก็โผล่มาวิ่งหน้าชื่นตาบานอยู่ขวามือของน้ำตกแล้ว แม้เขาจะมองไม่เห็นพลังิญญาของตน แต่การไหลของพลังิญญาที่ขากางเกงของเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว ปกติมันเป็เส้นยาว ๆ ที่แคบเพียงสองเิเ ตอนนี้ขยายกว้างขึ้นเป็สองเท่าและเริ่มมีลักษณะเป็ลูกคลื่น
“ขอบใจมาก ช่วยพี่หลายอย่างจนไม่รู้จะตอบแทนยังไงเลย”
ลุงหนวดหัวโล้นกล่าวขอบคุณ หน้ายิ้มของเขาที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและเศษดิน
“ไม่เป็ไรค่ะ มันเป็สิ่งที่ทุกคนควรทำ หรือคิดเสียว่าลบล้างกันพอดีกับสถานะคนบ้าและการโจมตีผิดตัว”
อาจจะเป็เพราะกำลังยุ่งอยู่กับการสำรวจเส้นทาง น้ำตกจึงพูดเหมือนไม่ใส่ใจ นางหันหน้าเฉียง ๆ และใช้เพียงหางตาชำเลืองมองลุง แต่อยู่ ๆ ก็หันขวับมองขึ้นไปบนฟ้าด้านหลังด้วยความใ
“!!!”
พลั่ก!
หญิงสาวพลันฟาดสีข้างลุงอาทรเต็มแรงด้วยไม้กางเขนจนเขากระเด็นไปทางขวา ก่อนที่ตนเองจะพุ่งตัวไปทางซ้าย
“โอ้ย!…”
อาทรอุทานสั้น ๆ ขณะลอยตัวงออยู่กลางอากาศ เขาหน้าเหวอคล้ายกำลังจะพูดอะไรต่อ
“หมอบ!!”
ฟุบ
ในเสี้ยววินาทีนั้น น้ำตกพลันะโตัดบทพร้อมสไลด์ลงพื้นเหมือนนักฟุตบอละโเสียบ ก่อนจะพลิกตัวมานอนคว่ำบนดินนุ่มโดยมีไม้กางเขนแนบชิดติดลำตัว และสองมือกุมปิดหลังหัวถึงลำคอ
“!!”
ฟุ่ม คลุก คลุก คลุก
เมื่อได้ยินคำสั่ง อาทรที่โซซัดโซเซจึงปล่อยให้ตัวเองล้มลงพื้นไปตามแรง เขาที่ถอดบทเรียนมาแล้วย่อมต้องรู้งาน เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะจัดระเบียบร่างกายอย่างไรดี จึงล้มคะมำคว่ำหงายจนเท้าชี้ฟ้าไปสามตลบ ก่อนจะจบในท่านอนกางแขนขาคว่ำหน้าแนบพื้น
“?? ไม่เห็นมีอะไรเลย”
ทันทีที่จบท่าลุงอาทรก็เงยหน้าขึ้นมามองรอบทิศอย่างไว ก่อนจะหันไปพูดกับไม้กางเขนั์สีดำทางซ้ายมือที่อยู่่ห่างออกไปสิบเมตร
“…”
ไม่มีเสียงตอบรับจากหญิงสาว
“เสียเวลาแล้ว วิ่งต่อดีกว่า… เฮ๊!! พวกมันกำลังทำบ้าอะไรกัน?”
ขณะที่ลุงอาทรคิดจะลุกขึ้นนั้น เขาพลันเหลือบไปเห็นห้าเปรตไฟยืนอยู่หลังทัพผีหลักด้วยท่าที่ดูประหลาด สี่ตนคล้ายกำลังยืนตัวแอ่นเอนจนคล้ายจะหงายหลัง อีกหนึ่งตนก้มโค้งไปด้านหน้าเหมือนยื่นมือไปมือไปคว้าลม ก่อนจะเหลือบไปเห็นสิ่งหนึ่งในอากาศที่กำลังลอยมาหาพวกเขา
“!!!”
“กร่าาา!” “แกร้!” “แกร๊รรรร!!”
เหนือพื้นไปยี่สิบเมตรกึ่งกลางระหว่างคนและฝูงผี พลันมีวัตถุทรงกลมสีดำขนาดสองเมตรพุ่งเฉียงลงมาจากฟากฟ้าปานดาวตก มันมีหนามสีขาวยาวยื่นระเกะระกะและส่งเสียงคล้ายฝูงการ้องระเบงเซ็งแซ่
มองเพียงแวบเดียวก็รู้แล้วว่ามันคือนกอีกาทั้งฝูงที่ถูกเปรตไฟปั้นเป็ก้อนขนสีดำแวววาว ชุบน้ำเืน้ำหนองของตนที่เป็เหมือนกาวชื้นแฉะ ผสมกับซากสัตว์ใหญ่ซึ่งทำให้มีหนามแหลมเป็กระดูกขาวยาวยื่น มันดูคล้ายทุ่นะเิทางทะเลที่ถูกผีเปรตตนหนึ่งขว้างมันมาดักหน้าพวกเขา หลบซ่อนจากััโดยอาศัยเสียงอึกทึกของกองทัพผี
ตึ้งงงงง!! ตู้มมมมมมม!!!!
ก้อนนกกาพุ่งเป้าไปที่พื้นที่ว่างในสามสิบเมตรด้านหน้าลุงอาทรและน้ำตก จากนั้นจึงสั่นะเืฟ้าดินด้วยการปะทะพื้นแล้วะเิออกอย่างรุนแรง โดยทันทีที่กระทบพื้นก็ทำให้ผืนดินตรงจุดตกยกตัวเป็วงคลื่นสูงสองเมตร ก่อนจะอัดกระแทกด้วยแรงะเิและสะเก็ดอินทรีย์สาร
ทุ่นะเิชีวภาพนี้ทำพื้นดินบริเวณนั้นเป็กลายเป็หลุมกลมใหญ่ มันกว้างราวสิบเมตรและลึกราวสองเมตร พื้นที่ยี่สิบกว่าเมตรซึ่งครอบคลุมหลุมใหญ่และโดยรอบล้วนเต็มไปด้วยหลุมเล็กหลุมน้อยที่มีกระดูกแหลม ๆ ติดเนื้อปักอยู่โด่เด่ ยิ่งใกล้จุดศูนย์กลางชองหลุมใหญ่ก็ยิ่งดูหนาตา ความรุนแรงขนาดนี้มันเกินระดับสิบไปแล้วเท่าตัวอย่างไม่ต้องสงสัย
ฉึก! ฉึก! ฉึก! ฉึก! ฉึก! ซ่าาาา
อาทรและน้ำตกไม่เป็อะไรเพราะอยู่นอกรัศมีทำลายล้าง นอกจากสะเก็ดะเิส่วนน้อยตกอยู่ตรงหน้า ก็มีเพียงเศษดินที่มาพร้อมกับลมแรงอัดซึ่งร่วงพรมลงมาภายหลังเหมือนฝนลงเม็ด สิ้นเสียงพวกเขาก็เชิดหัวขึ้นมาดู ใบหน้าทั้งคู่ดูหวาดผวา
“!!!” “!!!”
เหตุการณ์ที่น่าใทั้งหมดเกิดขึ้นเร็วมาก นับั้แ่ที่เปรตไฟเริ่มขว้างะเิมา หญิงสาวสั่งหมอบ และะเิตกถึงพื้น นี่ก็ผ่านไปเพียงสองวินาทีเท่านั้น
“แค่ก แค่ก”
ลุงอาทรสำลักเศษดินออกมา ก่อนจะครุ่นคิดพลางกวาดตาผ่านเศษซากด้านหน้าแล้วหันซ้ายไปหาไม้กางเขนบนพื้น
“ไม่อยากจะคิดเลยถ้าวินาทีนั้นฉันตัดสินใจลุกขึ้นแล้ววิ่งต่อจะเกิดอะไรขึ้น สะเก็ดะเิคงปักเข้าหน้าเต็ม ๆ และถ้าไม่มีการหมอบเลยร่างคงแหลกละเอียดเพราะวิ่งไปจนถึงหลุมใหญ่นั่นพอดี จะหยุดหรือหักเลี้ยวท่าไหนยังไงก็หลบไม่พ้น ที่ฉันรอดมาได้ต้องขอบคุณเ้าของไม้กางเขนนั่นเลย การฟาดของเธอช่วยทั้งลดความเร็วและเปลี่ยนองศาอย่างฉับพลัน แม้จะดูอุกอาจแต่มันเป็การตัดสินใจที่ชาญฉลาด…”
“วิ่งงง!!!”
ทันใดนั้นน้ำตกก็ะโพร้อมกับดีดตัวขึ้นอย่างไม่ห่วงสวย ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ทั้งตัวมีแต่เศษดินกลิ่นเหม็น นางแบกไม้กางเขนแล้ววิ่งไปบ่นไปอย่างหน้าดำคร่ำเครียด
“ระดับยี่สิบ! วิกฤตินี้เกินคาดการณ์ไปมาก เปรตที่ควรจะเป็ระดับสิบกลับโจมตีหนักเป็อักโข มิน่าเล่าเบื้องบนจึงอัญเชิญผู้คนจากอดีตจำนวนมากมาออกรบ รู้ว่าสู้ไม่ได้ก็เอาจำนวนเข้าว่าอย่างนั้นรึ? ทหารตัวเล็กตัวน้อยจะตายไปเท่าไหร่หาได้สนใจไม่ บ้าไปแล้ว!!”
“ย่าาาาห์!”
“ฮ่า!! ฮ่า!!!”
ลุงอาทรที่ถูกปลุกจาภวังค์วิ่งตามหญิงสาวไปโดยไม่ปัดเศษดินออกเช่นกัน พวกเขาวิ่งด้วยความเร็วระดับสาม โดยไม่มีเวลาให้พักหายใจหายคอ
“โฮร้รรรร!” “ฮร่าาาาาา!” “ก๊าซซซ!!”
ฝูงผีหลักที่วิ่งเหมือนสัตว์เลื้อยคลานเริ่มกระชั้นชิดขึ้นอีก พวกนี้เป็ฝูงระดับสี่ที่มีความเร็วอย่างแท้จริง แซงแนวหน้าระดับห้าขึ้นมาด้วยความเร็วของพวกมันพอ ๆ กับคนเป็ด้านหน้า แต่พวกมันเร็วกว่าเล็กน้อย นั่นทำให้ระยะห่างตอนนี้เหลือเพียงยี่สิบเมตรแล้ว
“ฮ่า!! ฮ่า!!!” “ย่าาาห์! ย่ะ!!”
อาทรและน้ำตกพยามแค่ไหนก็ไม่สามารถสลัดหนีศัตรูได้อีก เก้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงนี้นับเป็ความเร็วสูงสุดที่พวกเขาทำได้แล้ว เพราะแท้จริงแล้วพวกเขามีความเร็วระดับหนึ่งที่ใช้ยุทธภัณฑ์ช่วยเท่านั้น แม้น้ำตกจะนับเป็ระดับสามปลาย แต่ก็ได้มาเพราะพลังโจมตีล้วน ๆ ซึ่งเป็สถานะที่มักจะใช้ประเมินพลังรบ
“แกร้!” “กร่าาา!” “แกร้!” “แกร้ร!” “กร้าาา!”
ตึ้งงง!! ตึ้งงง!! ตึ้งงง!! ตึ้งงง!!
วินาทีต่อมา พลันมีทุ่นะเิชีวภาพสี่ลูกพุ่งไปตกยังตำแหน่งที่ลุงอาทรและน้ำตกเคยหมอบ ถ้าเมื่อกี้พวกเขาไม่รีบออกวิ่งทันทีก็คงได้ไปหมอบต่อในยมโลก ตอนนี้มันจึงะเิไล่หลังพวกเขามาติด ๆ ระยะนั้นกระชั้นชิดเพียงยี่สิบเมตร
ตู้มมม!! ตู้มมม!! ตู้มมม!! ตู้มมม!!
ฉวัะ ฉวัะ ฉวัะ ฉวัะ ฉวัะ ฉวัะ ฉวัะ
“ก๊าซซซ!!” “อุฟ!” “อัก!” “อว้าาา!”
แน่นอนว่าทุ่งะเิสังหารนี้ย่อมทำให้พวกผีครึ่งทัพที่อยู่หน้าสุดโดนลูกหลงไปด้วย เกือบพันิญญาแหลกสลายทันทีไป อีกสองพันถูกแรงะเิผลักถอยหลังไปหลายสิบเมตร ทว่านั่นไม่ทำให้พวกมันหวาดหวั่นเลยแม้แต่น้อย เห็นได้จากการแลบลิ้นปลิ้นตาและใบหน้าที่บิดเบี้ยวยิ่งขึ้น ความบ้าคลั่งและกระหายเืมีแต่จะเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่ยังคงไล่ตามสองคนเป็อย่างไม่ลดราวาศอก แต่ก็มีส่วนหนึ่งหันไปรุมทึ้งพวกเดียวกันที่าเ็อย่างไร้ปราณี
ฉวัะ
“อว๊า!!”
ตึก คลืดดด
น้ำตกถูกกระดูกซี่โครงหนาหนึ่งนิ้วยาวครึ่งเมตรท่อนหนึ่งเสียบทะลุเข่าขวา เข้าหลังทะลุหน้าแล้วติดคาอยู่กลางลำ แรงพุ่งของมันทำให้นางล้มหงายหลังไถลกับพื้นทันที ไม้กางเขนนางหลุดมือพุ่งไถลไปไกลเกือบสิบเมตร
“มา!”
ลุงอาทรที่วิ่งตามมาค้อมตัวต่ำลง เขากางแขนซ้ายเตรียมจะคว้าตัวหญิงสาวขึ้นมาจากพื้น
ฟุ่บ
“ไม่ค่ะ! ถ้าพี่จะช่วยก็เอาไม้กางเขนมาให้หนูที”
หญิงสาวดันตัวมานั่งเหยียดขาบนพื้นอย่างรวดเร็ว นางหันกลับไปพูดกับคุณลุงจบก็กัดฟันดึงซี่โครงนั้นออกจากหลังเข่าขวาอย่างไว
กรอด ฟึ้ด
พรวด
เืสด ๆ พุ่งกระฉูดออกมาจากาแ แน่นอนว่าสภาพนี้นางวิ่งต่อไปไม่ได้แล้ว
“!!”
“ฮ่า!!!” “ฮ่า!!!” “ฮ่า!!!”
ลุงอาทรเห็นก็รีบวิ่งเลยไปแบกอาวุธของนางกลับมาด้วยใบหน้ายู่ยี่ เขาต้องเสริมพลังอีกหลายครั้งเพราะมันหนักเป็ร้อยกิโลกรัม เมื่อเขามาถึงจึงปักฐานมันลงพื้นข้างตัวหญิงสาวที่นั่งอยู่ ก่อนจะถามด้วยความเป็ห่วง
ตึ้ง
“รักษาใช่ไหม? ให้พี่ช่วยพยุงป่าว”
“อึก!”
“ขอบคุณค่ะ แต่ตอนนี้รักษาไม่ได้ เพราะหนูต้องใช้ิญญาส่วนนั้นเป็แกนกลางในการสร้างเซลล์ และการโจมตีเมื่อกี้ได้ชิงเศษิญญาส่วนเข่าของหนูไปแล้ว ถ้าจะรักษาก็ต้องชิงิญญาส่วนนั้นกลับมาจากเ้าตัวที่โจมตี หรือไม่ก็ฆ่ามันทิ้งซะ!”
น้ำตกจับไม้กางเขนแล้วก้มหน้าก้มตาหยัดยืนขึ้นด้วยตัวเอง พร้อมกันนั้นก็พูดถึงเงื่อนไขการรักษาของตนด้วยน้ำเสียงและหน้าตาที่ดูจริงจัง
“พี่วิ่งต่อไปได้เลยนะคะ”
หญิงสาวเงยหน้ามาเอ่ยต่อคุณลุงด้วยด้วยท่าทีขึงขัง เมื่อพูดจบหน้าผากนางก็มีรูปไม้กางเขนสีแดงเพลิงที่ยาวลงมาถึงกลางดั้งจมูก คู่ม่านตาสีฟ้าใสเปลี่ยนไปเป็สีแดงเพลิง ส่วนั์ตาเปลี่ยนเป็สีดำที่ประดับเส้นแสงแดงก่ำของเส้นเื สิ้นกระบวนการนางก็ยกไม้กางเขนั์ที่หนีบจานไฟไว้ตรงกลางขึ้นประทับไหล่
ควับ
“อย่าบอกนะว่า…”
ลุงอาทรเหมือนจะเดาได้ว่านางคิดจะทำอะไร เขาผงะถอยหลังไปก้าวใหญ่ ๆ ไม่แน่ใจว่ากำถอยห่างจากรัศมีการฟาด จะกลับตัวเพื่อวิ่งต่อ หรือจะแค่ถอยห่างเพื่อให้นางหันไปหาศัตรูได้สะดวก
“ความตายอันทรงเกียรติอยู่ตรงหน้า หนูจะพลาดได้อย่างไร”
หญิงสาวพูดขึ้นพลางเปลี่ยนสีหน้าเป็ยิ้มตาหยี ก่อนหันหลังให้ลุงแล้วตั้งท่าเตรียมตวัดอาวุธ โดยสี่สิบเมตรด้านหน้าเต็มไปด้วยฝูงภูตผีที่กรีธาทัพมาในพายุฝุ่น
“โฮร้รรรร!” “ฮร่าาาาาา!” “ก๊าซซซ!”