ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 5 บทที่ 136 ยาสมานกระดูกหยกเขียว

            หลังจากพลังจิตทะลวงระดับไป๋ฉางเซิงสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เขาสามารถควบคุมธาตุต่างๆได้มากขึ้น อีกทั้งการผสานเข้าด้วยกันระหว่างธาตุยังแน่นแฟ้นยิ่งกว่าเดิม

            เมื่อปริมาณและคุณภาพเพิ่มขึ้นอานุภาพของมันย่อมไม่อาจนำมาเปรียบกับเมื่อก่อนได้อีก

            หากลูกไฟที่เขาทุ่มสุดกำลังสร้างขึ้นในตอนแรกมีอานุภาพระดับสิบตอนนี้ แค่เขาสร้างมันขึ้นมาส่งๆ สักลูก อานุภาพก็ทะลุสิบไปอย่างง่ายดายและหากเขาเอาจริง เกรงว่าอานุภาพคงพุ่งทะยานเป็นห้าเท่าตัว!

            ในสถานการณ์แบบนี้เมื่อปาฟลอฟยังกล้าฝ่าดงลูกไฟพุ่งเข้ามา ไป๋ฉางเซิงย่อมไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ใจ

            คำโบราณว่าไว้...ขาดแคลนให้ลอบโจมตี มั่งมีให้ปูพรมถล่ม

            และตอนนี้ไป๋ฉางเซิงก็ได้แสดงให้เห็นถึงแก่นแท้ของคำพูดนี้อย่างหมดจด

            ลูกไฟทั้งแปดลูกแผ่ปกคลุมลานประลองยุทธ์เส้นผ่านศูนย์กลางห้าสิบเมตรอย่างง่ายดายปาฟลอฟต่อให้คิดจะหลบก็ไม่มีที่ให้หนีเขาทำได้แค่ฝืนทนต้านแรงกระแทกของลูกไฟเพื่อพุ่งไปข้างหน้าต่อเท่านั้น

            แต่ในวินาทีที่เปลวเพลิงกำลังจะกลืนกินร่างปาฟลอฟก็รู้ตัวว่าพลาดแล้ว

            อุณหภูมิของเปลวไฟนี้สูงกว่าเมื่อกี้อย่างน้อยสองร้อยองศามันเกินพันองศาไปแล้วแน่ๆ!

            ความร้อนที่พุ่งสูงปรี๊ดในพริบตาทำให้ร่างของปาฟลอฟชะงักงันเขาตกใจจนต้องรีบถอยกรูดออกมาทันที

            พุ่งต่อไปไม่ได้แล้ว...ด้วยความร้อนระดับนี้ ถ้าขืนดันทุรังพุ่งเข้าไป มีแต่จะทำให้สภาพร่างกายย่ำแย่ลงและในจังหวะที่เขาลังเลระหว่างหยุดกับถอยนั่นเองไป๋ฉางเซิงก็ปิดตายเส้นทางหนีของเขาไว้โดยสมบูรณ์

            ภายใต้การควบคุมของไป๋ฉางเซิงเขาจงใจเหลือพื้นที่เล็กๆ แค่ที่พอจะยืนได้ไว้ให้ปาฟลอฟตอนนี้ไม่ว่าปาฟลอฟจะเดินหน้าหรือถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียวก็จะต้องเจอกับการแผดเผาของอุณหภูมิความร้อนระดับสูงสุด

            แต่ไป๋ฉางเซิงไม่ได้ใจดีถึงขนาดจะให้ปาฟลอฟพักหายใจหรอกนะเขาแค่ใช้เปลวไฟบีบให้อีกฝ่ายต้องยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นต่างหาก!

            เกล็ดมังกรม่วงตรงกลางหว่างคิ้วส่องประกายแสงอัสนีบาตเริ่มก่อตัวขึ้น หากพูดถึงความน่ากลัวแล้วมันรุนแรงยิ่งกว่าลูกไฟเมื่อกี้ซะอีก!

            สถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกมาอยู่ตรงหน้าปาฟลอฟทันที

            ถ้าจะหลบไฟเขาก็ต้องยืนอยู่กับที่เพื่อรับสายฟ้าอย่างเต็มกำลัง แต่ถ้าคิดจะหลบสายฟ้าเขาก็ต้องฝ่าทะเลเพลิงที่กินพื้นที่กว่ายี่สิบสามสิบเมตรนี้ออกไป!

            ดูเหมือนว่าไม่ว่าจะเลือกทางไหนเขาก็เลี่ยงการบาดเจ็บสาหัสไม่ได้ผลแพ้ชนะของการต่อสู้นี้กำลังจะถูกตัดสินเร็วขึ้นเพียงแค่เขาก้าวพลาดไปก้าวเดียว

            แววตาเป็นประกายปาฟลอฟคำรามก้องคำว่า "อูร่า!" ออกมา

            เขายกแขนทั้งสองข้างขึ้นบังหน้าตั้งท่าเตรียมรับการโจมตีจากอัสนีบาต

            แต่ตอนนั้นเองบนอัฒจันทร์ที่นั่งของผู้ทรงคุณวุฒิชายวัยกลางคนจากมหาวิทยาลัยสงครามที่มีรูปร่างกำยำใหญ่โตยิ่งกว่าปาฟลอฟก็ได้ลุกขึ้นยืน

            "เดี๋ยวก่อน! พวกเรายอมแพ้!"

            แค่พริบตาเดียวชายวัยกลางคนก็มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าปาฟลอฟ เขาสะบัดมือเพียงครั้งเดียวเปลวเพลิงทั้งหมดก็ถูกปัดเป่าหายไปจนหมดส่วนไป๋ฉางเซิงเองก็หยุดการรวบรวมสายฟ้าและสลายการโจมตีนั้นไป

            เมื่อเห็นชายวัยกลางคนมายืนขวางอยู่ตรงหน้าปาฟลอฟก็พึมพำอะไรบางอย่างออกมาเบาๆ หลังจากคลายสภาวะกัมปนาทสงครามเขาก็ล้มหงายหลังตึงไปทันที ยังดีที่ชายคนนั้นรับร่างเขาไว้ได้ทัน

            ก่อนหน้านี้เขาติดพิษของไป๋ฉางเซิงแถมยังต้องฝืนทนต่อสายฟ้าและลูกไฟพร้อมทั้งยังต้องรักษาสภาวะกัมปนาทสงครามเอาไว้อีก จะว่าไปสภาพของปาฟลอฟก็ไม่ได้ดีไปกว่าไป๋ฉางเซิงเท่าไหร่หรอกเขาแค่ฝืนทนด้วยเฮือกสุดท้ายเท่านั้น พอผ่อนคลายลง ทั้งพิษและพลังเลือดที่ปั่นป่วนจึงตีกลับขึ้นมาการสลบไปจึงถือเป็นเรื่องปกติ

            แน่นอนว่าเป็นไปได้สูงที่เขาอาจจะรับความพ่ายแพ้ของตัวเองไม่ได้ เลยแกล้งสลบไปให้จบเรื่อง

            ไป๋ฉางเซิงไม่ได้พูดอะไรหลังจากอาจารย์ที่เป็นกรรมการประกาศผลการประลองเขาก็กลับเข้าไปอยู่ในถุงกักวิญญาณทันที

            การต่อสู้ครั้งนี้ผลาญพลังเขาไปมหาศาลแถมยังได้รับบาดเจ็บไม่น้อย แม้แต่เกล็ดมังกรก็แตกไปหลายส่วนถึงจะไม่สลบไปเหมือนปาฟลอฟ แต่สภาพของเขาก็ไม่ค่อยดีนัก

            นอกจากพลังจิตที่ทะลวงระดับแล้วตอนนี้เขารู้สึกไม่สบายตัวไปหมดทุกส่วน

            ยังดีที่มีสายเลือดมังกรระดับสี่ช่วยหนุนบาดแผลพวกนี้ขอแค่ได้นอนหลับลึกสักตื่น ก็น่าจะฟื้นฟูคืนมาได้เจ็ดแปดส่วน

            เจียงจืออวี๋เฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดเธอไม่ได้เข้าไปกวนการพักผ่อนของไป๋ฉางเซิงแต่ตอนที่เธอเดินลงจากลานประลองและกำลังจะไปที่ห้องฝึกฝนเธอก็ถูกคณบดีเฉียนเรียกเอาไว้

            "ของสิ่งนี้มีสรรพคุณรักษาบาดแผลชั้นยอด แถมยังช่วยกันไม่ให้เป็นแผลเป็นเธอเอาไปป้อนให้เจ้าตัวเล็กนั่นกินเถอะ"

            คณบดีเฉียนยื่นยาสมานสีเขียวมรกตที่ดูเหมือนเยลลี่นุ่มๆก้อนหนึ่งให้เจียงจืออวี๋

            ทันทีที่ตัวยาสัมผัสโดนมือเจียงจืออวี๋ก็สัมผัสได้ถึงความเย็นสดชื่นที่แผ่ออกมา

            "ยาสมานกระดูกหยกเขียว?"

            นี่คือสุดยอดยารักษาบาดแผลถึงจะดูก้อนเล็กนิดเดียว แต่มูลค่าของมันกลับสูงเกินห้าแสนเหรียญอย่าว่าแต่ระดับแม่ทัพยุทธ์เลยแม้แต่ระดับโหวแห่งยุทธ์ที่งบน้อยก็ยังไม่กล้าตัดใจใช้มัน

            "รับไปเถอะจะว่าไปเจ้าตัวเล็กนั่นก็ถือว่าช่วยพวกตาแก่สามคนอย่างเราไว้ไม่น้อยจะปล่อยให้เขาเจ็บตัวฟรีๆ ได้ยังไงกัน"

            "ฝากบอกเจ้าตัวเล็กด้วยนะ ว่าถ้าเขาคว้าอันดับหนึ่งมาได้จริงๆฉันยังมีรางวัลเตรียมไว้ให้อีก"

            เห็นได้ชัดว่าคำพูดของไป๋ฉางเซิงก่อนหน้านี้ไปสะกิดใจคณบดีเฉียนเข้าให้แล้ว

            เจียงจืออวี๋ไม่ได้ปฏิเสธเพราะนี่คือสิ่งที่ไป๋ฉางเซิงควรได้รับจริงๆ และเขาก็จำเป็นต้องใช้มันด้วย

            เมื่อถือยาสมานกระดูกหยกเขียวกลับมาถึงห้องฝึกฝนเธอก็เรียกไป๋ฉางเซิงออกมาส่วนไป๋ฉางเซิงที่กำลังงัวเงียก็ไม่ได้มองให้ชัดว่าเจียงจืออวี๋ยื่นอะไรมาให้เขาก็แค่อ้าปากกลืนมันลงไปรวดเดียว

            ความรู้สึกเย็นวาบแผ่ซ่านไปทั่วร่างทำให้เขารู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันทีพร้อมกับเสียงแจ้งเตือนจากระบบที่ดังขึ้น

            [ยินดีด้วย โฮสต์กลืนกินยาสมานกระดูกหยกเขียว ได้รับค่าพลังเลือด 23แต้ม ได้รับแต้มวิวัฒนาการ 514 แต้ม]

            เจ้านี่มันให้แต้มวิวัฒนาการเยอะขนาดนี้เลยเหรอ?

            ไป๋ฉางเซิงฟังเสียงระบบพลางแอบตกใจอยู่ในใจเขารู้สึกได้ถึงความเย็นสดชื่นที่เริ่มกระจายไปยังบาดแผลคอยขับไล่ความเจ็บปวดที่เหลืออยู่ให้จางหายไป

            "พลังจิตของนายเข้าสู่ระดับจ้าวอสูรแล้วใช่ไหม?"

            เจียงจืออวี๋ค่อยๆถอดรองเท้าออก เท้าที่สวมถุงเท้าสีขาวเหยียบลงบนเบาะรองนั่งในห้องฝึกฝนเธอมองไปที่ไป๋ฉางเซิงแล้วถามขึ้น

            "อืม... บรรลุระหว่างการต่อสู้น่ะน่าจะเป็นเพราะยาสงบวิญญาณที่กินเข้าไปในช่วงสองวันนี้ออกฤทธิ์พอดี"

            ความจริงแล้วแม้แต่ตัวไป๋ฉางเซิงเองก็ยังไม่แน่ใจนักว่าทำไมพลังจิตของเขาถึงทะลวงระดับได้อย่างกะทันหัน

            ถึงก่อนหน้านี้จะแตะเส้นแบ่งระดับจ้าวอสูรมาพักใหญ่แล้วแต่ถ้าด่านนี้มันข้ามผ่านได้ง่ายขนาดนั้น ก็คงไม่มีคำพูดที่ว่า 'ต่ำกว่าโหวแห่งยุทธ์ล้วนเป็นเพียงมดปลวก' หรอก

            พอนึกทบทวนดูเขาก็สรุปสาเหตุเอาเองว่าน่าจะมาจากการหนุนเสริมของสายเลือดมังกรระดับสี่ผลของยาสงบวิญญาณและบางทีอาจจะรวมถึงเรื่องที่เจียงจืออวี๋ช่วยเขาทะลวงเส้นชีพจรวิญญาณด้วย

            นอกจากนี้ไป๋ฉางเซิงยังสัมผัสได้ลางๆ ว่า หมัดทั้งสามที่ปาฟลอฟซัดเข้าใส่เขาถึงจะทำให้เขามึนหัวและพลังจิตแปรปรวนในตอนแรกแต่ความจริงมันกลับช่วยเขาได้เยอะเลย

            ตั้งแต่ทะลุมิติมาถึงเขาจะควบคุมร่างกายนี้ได้ตลอด แต่ลึกๆแล้วมักจะมีความรู้สึกเหมือนควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้อยู่บ้าง

            แต่พอโดนสามหมัดนั่นเข้าไปความรู้สึกแบบนั้นก็หายไปจนหมด

            บางทีการที่พลังจิตทะลวงระดับได้อย่างราบรื่นส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเขาสามารถควบคุมร่างกายได้อย่างสมบูรณ์แล้วก็เป็นได้

            ปัจจัยหลายอย่างรวมเข้าด้วยกันถึงได้หล่อหลอมให้พลังจิตของเขาพุ่งขึ้นมาถึงระดับนี้ได้

            แต่มันก็ไม่สำคัญหรอกขอแค่บรรลุระดับได้ก็พอแล้วไป๋ฉางเซิงขี้เกียจเกินกว่าจะไปขุดคุ้ยหาต้นตอให้วุ่นวาย

            "เมื่อพลังจิตบรรลุถึงโหวแห่งยุทธ์นายก็มีคุณสมบัติพอที่จะฝึกฝนเคล็ดวิชาลับพลังจิตแล้วล่ะ"

            เจียงจืออวี๋ไม่ได้ซักไซ้ถึงสาเหตุที่พลังจิตทะลวงระดับต่อเธอมองไปที่ไป๋ฉางเซิงซึ่งตอนนี้มีดวงตาที่ดูทรงพลังและดูลึกลับกว่าเดิมแล้วพูดขึ้นมา

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน