หลังจากพลังจิตทะลวงระดับไป๋ฉางเซิงสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เขาสามารถควบคุมธาตุต่างๆได้มากขึ้น อีกทั้งการผสานเข้าด้วยกันระหว่างธาตุยังแน่นแฟ้นยิ่งกว่าเดิม
เมื่อปริมาณและคุณภาพเพิ่มขึ้นอานุภาพของมันย่อมไม่อาจนำมาเปรียบกับเมื่อก่อนได้อีก
หากลูกไฟที่เขาทุ่มสุดกำลังสร้างขึ้นในตอนแรกมีอานุภาพระดับสิบตอนนี้ แค่เขาสร้างมันขึ้นมาส่งๆ สักลูก อานุภาพก็ทะลุสิบไปอย่างง่ายดายและหากเขาเอาจริง เกรงว่าอานุภาพคงพุ่งทะยานเป็นห้าเท่าตัว!
ในสถานการณ์แบบนี้เมื่อปาฟลอฟยังกล้าฝ่าดงลูกไฟพุ่งเข้ามา ไป๋ฉางเซิงย่อมไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ใจ
คำโบราณว่าไว้...ขาดแคลนให้ลอบโจมตี มั่งมีให้ปูพรมถล่ม
และตอนนี้ไป๋ฉางเซิงก็ได้แสดงให้เห็นถึงแก่นแท้ของคำพูดนี้อย่างหมดจด
ลูกไฟทั้งแปดลูกแผ่ปกคลุมลานประลองยุทธ์เส้นผ่านศูนย์กลางห้าสิบเมตรอย่างง่ายดายปาฟลอฟต่อให้คิดจะหลบก็ไม่มีที่ให้หนีเขาทำได้แค่ฝืนทนต้านแรงกระแทกของลูกไฟเพื่อพุ่งไปข้างหน้าต่อเท่านั้น
แต่ในวินาทีที่เปลวเพลิงกำลังจะกลืนกินร่างปาฟลอฟก็รู้ตัวว่าพลาดแล้ว
อุณหภูมิของเปลวไฟนี้สูงกว่าเมื่อกี้อย่างน้อยสองร้อยองศามันเกินพันองศาไปแล้วแน่ๆ!
ความร้อนที่พุ่งสูงปรี๊ดในพริบตาทำให้ร่างของปาฟลอฟชะงักงันเขาตกใจจนต้องรีบถอยกรูดออกมาทันที
พุ่งต่อไปไม่ได้แล้ว...ด้วยความร้อนระดับนี้ ถ้าขืนดันทุรังพุ่งเข้าไป มีแต่จะทำให้สภาพร่างกายย่ำแย่ลงและในจังหวะที่เขาลังเลระหว่างหยุดกับถอยนั่นเองไป๋ฉางเซิงก็ปิดตายเส้นทางหนีของเขาไว้โดยสมบูรณ์
ภายใต้การควบคุมของไป๋ฉางเซิงเขาจงใจเหลือพื้นที่เล็กๆ แค่ที่พอจะยืนได้ไว้ให้ปาฟลอฟตอนนี้ไม่ว่าปาฟลอฟจะเดินหน้าหรือถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียวก็จะต้องเจอกับการแผดเผาของอุณหภูมิความร้อนระดับสูงสุด
แต่ไป๋ฉางเซิงไม่ได้ใจดีถึงขนาดจะให้ปาฟลอฟพักหายใจหรอกนะเขาแค่ใช้เปลวไฟบีบให้อีกฝ่ายต้องยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นต่างหาก!
เกล็ดมังกรม่วงตรงกลางหว่างคิ้วส่องประกายแสงอัสนีบาตเริ่มก่อตัวขึ้น หากพูดถึงความน่ากลัวแล้วมันรุนแรงยิ่งกว่าลูกไฟเมื่อกี้ซะอีก!
สถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกมาอยู่ตรงหน้าปาฟลอฟทันที
ถ้าจะหลบไฟเขาก็ต้องยืนอยู่กับที่เพื่อรับสายฟ้าอย่างเต็มกำลัง แต่ถ้าคิดจะหลบสายฟ้าเขาก็ต้องฝ่าทะเลเพลิงที่กินพื้นที่กว่ายี่สิบสามสิบเมตรนี้ออกไป!
ดูเหมือนว่าไม่ว่าจะเลือกทางไหนเขาก็เลี่ยงการบาดเจ็บสาหัสไม่ได้ผลแพ้ชนะของการต่อสู้นี้กำลังจะถูกตัดสินเร็วขึ้นเพียงแค่เขาก้าวพลาดไปก้าวเดียว
แววตาเป็นประกายปาฟลอฟคำรามก้องคำว่า "อูร่า!" ออกมา
เขายกแขนทั้งสองข้างขึ้นบังหน้าตั้งท่าเตรียมรับการโจมตีจากอัสนีบาต
แต่ตอนนั้นเองบนอัฒจันทร์ที่นั่งของผู้ทรงคุณวุฒิชายวัยกลางคนจากมหาวิทยาลัยสงครามที่มีรูปร่างกำยำใหญ่โตยิ่งกว่าปาฟลอฟก็ได้ลุกขึ้นยืน
"เดี๋ยวก่อน! พวกเรายอมแพ้!"
แค่พริบตาเดียวชายวัยกลางคนก็มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าปาฟลอฟ เขาสะบัดมือเพียงครั้งเดียวเปลวเพลิงทั้งหมดก็ถูกปัดเป่าหายไปจนหมดส่วนไป๋ฉางเซิงเองก็หยุดการรวบรวมสายฟ้าและสลายการโจมตีนั้นไป
เมื่อเห็นชายวัยกลางคนมายืนขวางอยู่ตรงหน้าปาฟลอฟก็พึมพำอะไรบางอย่างออกมาเบาๆ หลังจากคลายสภาวะกัมปนาทสงครามเขาก็ล้มหงายหลังตึงไปทันที ยังดีที่ชายคนนั้นรับร่างเขาไว้ได้ทัน
ก่อนหน้านี้เขาติดพิษของไป๋ฉางเซิงแถมยังต้องฝืนทนต่อสายฟ้าและลูกไฟพร้อมทั้งยังต้องรักษาสภาวะกัมปนาทสงครามเอาไว้อีก จะว่าไปสภาพของปาฟลอฟก็ไม่ได้ดีไปกว่าไป๋ฉางเซิงเท่าไหร่หรอกเขาแค่ฝืนทนด้วยเฮือกสุดท้ายเท่านั้น พอผ่อนคลายลง ทั้งพิษและพลังเลือดที่ปั่นป่วนจึงตีกลับขึ้นมาการสลบไปจึงถือเป็นเรื่องปกติ
แน่นอนว่าเป็นไปได้สูงที่เขาอาจจะรับความพ่ายแพ้ของตัวเองไม่ได้ เลยแกล้งสลบไปให้จบเรื่อง
ไป๋ฉางเซิงไม่ได้พูดอะไรหลังจากอาจารย์ที่เป็นกรรมการประกาศผลการประลองเขาก็กลับเข้าไปอยู่ในถุงกักวิญญาณทันที
การต่อสู้ครั้งนี้ผลาญพลังเขาไปมหาศาลแถมยังได้รับบาดเจ็บไม่น้อย แม้แต่เกล็ดมังกรก็แตกไปหลายส่วนถึงจะไม่สลบไปเหมือนปาฟลอฟ แต่สภาพของเขาก็ไม่ค่อยดีนัก
นอกจากพลังจิตที่ทะลวงระดับแล้วตอนนี้เขารู้สึกไม่สบายตัวไปหมดทุกส่วน
ยังดีที่มีสายเลือดมังกรระดับสี่ช่วยหนุนบาดแผลพวกนี้ขอแค่ได้นอนหลับลึกสักตื่น ก็น่าจะฟื้นฟูคืนมาได้เจ็ดแปดส่วน
เจียงจืออวี๋เฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดเธอไม่ได้เข้าไปกวนการพักผ่อนของไป๋ฉางเซิงแต่ตอนที่เธอเดินลงจากลานประลองและกำลังจะไปที่ห้องฝึกฝนเธอก็ถูกคณบดีเฉียนเรียกเอาไว้
"ของสิ่งนี้มีสรรพคุณรักษาบาดแผลชั้นยอด แถมยังช่วยกันไม่ให้เป็นแผลเป็นเธอเอาไปป้อนให้เจ้าตัวเล็กนั่นกินเถอะ"
คณบดีเฉียนยื่นยาสมานสีเขียวมรกตที่ดูเหมือนเยลลี่นุ่มๆก้อนหนึ่งให้เจียงจืออวี๋
ทันทีที่ตัวยาสัมผัสโดนมือเจียงจืออวี๋ก็สัมผัสได้ถึงความเย็นสดชื่นที่แผ่ออกมา
"ยาสมานกระดูกหยกเขียว?"
นี่คือสุดยอดยารักษาบาดแผลถึงจะดูก้อนเล็กนิดเดียว แต่มูลค่าของมันกลับสูงเกินห้าแสนเหรียญอย่าว่าแต่ระดับแม่ทัพยุทธ์เลยแม้แต่ระดับโหวแห่งยุทธ์ที่งบน้อยก็ยังไม่กล้าตัดใจใช้มัน
"รับไปเถอะจะว่าไปเจ้าตัวเล็กนั่นก็ถือว่าช่วยพวกตาแก่สามคนอย่างเราไว้ไม่น้อยจะปล่อยให้เขาเจ็บตัวฟรีๆ ได้ยังไงกัน"
"ฝากบอกเจ้าตัวเล็กด้วยนะ ว่าถ้าเขาคว้าอันดับหนึ่งมาได้จริงๆฉันยังมีรางวัลเตรียมไว้ให้อีก"
เห็นได้ชัดว่าคำพูดของไป๋ฉางเซิงก่อนหน้านี้ไปสะกิดใจคณบดีเฉียนเข้าให้แล้ว
เจียงจืออวี๋ไม่ได้ปฏิเสธเพราะนี่คือสิ่งที่ไป๋ฉางเซิงควรได้รับจริงๆ และเขาก็จำเป็นต้องใช้มันด้วย
เมื่อถือยาสมานกระดูกหยกเขียวกลับมาถึงห้องฝึกฝนเธอก็เรียกไป๋ฉางเซิงออกมาส่วนไป๋ฉางเซิงที่กำลังงัวเงียก็ไม่ได้มองให้ชัดว่าเจียงจืออวี๋ยื่นอะไรมาให้เขาก็แค่อ้าปากกลืนมันลงไปรวดเดียว
ความรู้สึกเย็นวาบแผ่ซ่านไปทั่วร่างทำให้เขารู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันทีพร้อมกับเสียงแจ้งเตือนจากระบบที่ดังขึ้น
[ยินดีด้วย โฮสต์กลืนกินยาสมานกระดูกหยกเขียว ได้รับค่าพลังเลือด 23แต้ม ได้รับแต้มวิวัฒนาการ 514 แต้ม]
เจ้านี่มันให้แต้มวิวัฒนาการเยอะขนาดนี้เลยเหรอ?
ไป๋ฉางเซิงฟังเสียงระบบพลางแอบตกใจอยู่ในใจเขารู้สึกได้ถึงความเย็นสดชื่นที่เริ่มกระจายไปยังบาดแผลคอยขับไล่ความเจ็บปวดที่เหลืออยู่ให้จางหายไป
"พลังจิตของนายเข้าสู่ระดับจ้าวอสูรแล้วใช่ไหม?"
เจียงจืออวี๋ค่อยๆถอดรองเท้าออก เท้าที่สวมถุงเท้าสีขาวเหยียบลงบนเบาะรองนั่งในห้องฝึกฝนเธอมองไปที่ไป๋ฉางเซิงแล้วถามขึ้น
"อืม... บรรลุระหว่างการต่อสู้น่ะน่าจะเป็นเพราะยาสงบวิญญาณที่กินเข้าไปในช่วงสองวันนี้ออกฤทธิ์พอดี"
ความจริงแล้วแม้แต่ตัวไป๋ฉางเซิงเองก็ยังไม่แน่ใจนักว่าทำไมพลังจิตของเขาถึงทะลวงระดับได้อย่างกะทันหัน
ถึงก่อนหน้านี้จะแตะเส้นแบ่งระดับจ้าวอสูรมาพักใหญ่แล้วแต่ถ้าด่านนี้มันข้ามผ่านได้ง่ายขนาดนั้น ก็คงไม่มีคำพูดที่ว่า 'ต่ำกว่าโหวแห่งยุทธ์ล้วนเป็นเพียงมดปลวก' หรอก
พอนึกทบทวนดูเขาก็สรุปสาเหตุเอาเองว่าน่าจะมาจากการหนุนเสริมของสายเลือดมังกรระดับสี่ผลของยาสงบวิญญาณและบางทีอาจจะรวมถึงเรื่องที่เจียงจืออวี๋ช่วยเขาทะลวงเส้นชีพจรวิญญาณด้วย
นอกจากนี้ไป๋ฉางเซิงยังสัมผัสได้ลางๆ ว่า หมัดทั้งสามที่ปาฟลอฟซัดเข้าใส่เขาถึงจะทำให้เขามึนหัวและพลังจิตแปรปรวนในตอนแรกแต่ความจริงมันกลับช่วยเขาได้เยอะเลย
ตั้งแต่ทะลุมิติมาถึงเขาจะควบคุมร่างกายนี้ได้ตลอด แต่ลึกๆแล้วมักจะมีความรู้สึกเหมือนควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้อยู่บ้าง
แต่พอโดนสามหมัดนั่นเข้าไปความรู้สึกแบบนั้นก็หายไปจนหมด
บางทีการที่พลังจิตทะลวงระดับได้อย่างราบรื่นส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเขาสามารถควบคุมร่างกายได้อย่างสมบูรณ์แล้วก็เป็นได้
ปัจจัยหลายอย่างรวมเข้าด้วยกันถึงได้หล่อหลอมให้พลังจิตของเขาพุ่งขึ้นมาถึงระดับนี้ได้
แต่มันก็ไม่สำคัญหรอกขอแค่บรรลุระดับได้ก็พอแล้วไป๋ฉางเซิงขี้เกียจเกินกว่าจะไปขุดคุ้ยหาต้นตอให้วุ่นวาย
"เมื่อพลังจิตบรรลุถึงโหวแห่งยุทธ์นายก็มีคุณสมบัติพอที่จะฝึกฝนเคล็ดวิชาลับพลังจิตแล้วล่ะ"
เจียงจืออวี๋ไม่ได้ซักไซ้ถึงสาเหตุที่พลังจิตทะลวงระดับต่อเธอมองไปที่ไป๋ฉางเซิงซึ่งตอนนี้มีดวงตาที่ดูทรงพลังและดูลึกลับกว่าเดิมแล้วพูดขึ้นมา